นิยายอัพเดต       นิยายมาใหม่       Top View       Top Vote      
› นิยายเรื่อง ในสวนแห่งรัก    by Annakan
ชื่อตอน ตอนที่ 1 เมืองกรุง


                                        ตอนที่ 1 เมืองกรุง

        ชายหนุ่มในชุดกางเกงสามส่วนกับเสื้อยืดเดินลงจากรถบัสขนาดใหญ่แล้วก็ยืนนิ่งงงงันอยู่ท่ามกลางชายฉกรรจ์ที่มีอาชีพรับจ้างไม่ใช่มือปืนรับจ้างหรอกนะ พวกเขาคือเหล่าคนขับทั้งรถตู้ รถแท็กซี่ รถมอเตอร์ไซส์ ที่เสนอตัวเข้ามาถามไถ่ด้วยความกระหายอยากได้ลูกค้า

        “ไปไหนน้องชาย ท่ารถไหม ปากทางก็ได้ แปดสิบเอง” พี่วินแทรกเข้ามาได้เป็นคนแรกรีบเสนอบริการด้วยราคาเถื่อนทันที ชายหนุ่มได้รับการเตือนมาเรียบร้อยเรื่องโก่งราคาจึงไม่เอ่ยอะไรกลับไป

        “มีที่นอนรึยัง โรงแรมรายวันใกล้ๆ พี่พาไปได้นะ” คราวนี้เป็นเสียงของคนขับแท็กซี่มิเตอร์

        “ไปรถตู้เหอะน้อง ผ่านสถานีรถไฟฟ้าทั้งบนดินใต้ดินด้วยแถมประหยัดกว่าตั้งเยอะ ในเมืองก็มีห้องพักคืนละสี่ห้าร้อยเหมือนกัน อีกสองที่ออกแล้วเนี่ย มาเลยๆ” คนขับรถตู้ก็ไม่ยอมแพ้เพราะอยากออกคิวไวๆ จะได้ทำรอบเยอะๆ

        “ไม่เป็นไรครับ มีเพื่อนมารับ” ชายหนุ่มบอกกับกลุ่มคนที่ล้อมหน้าล้อมหลังที่สลายไปในพริบตาเมื่อรู้ว่าเขาไม่ใช่เป้าหมายที่ต้องการ

        “แล้วก็ไม่บอกแต่ทีแรก อมห่าไรอยู่ๆ” แท็กซี่หัวร้อนกล่าวด้วยความหงุดหงิดแล้วไปหาเหยื่อรายต่อไป

        ยามเย็นที่สถานีขนส่งหมอชิตเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจากทุกสารทิศ ต่างคนต่างมีจุดหมายของตัวเองและแน่นอนว่าชายหนุ่มผิวขาว ร่างกายกำยำคนนี้ก็มีจุดที่ต้องการไปเหมือนกันแต่คืนนี้เขาจะหาที่พักนอนเอาแรงก่อน คนในตำบลบอกว่าพอลงรถแล้วให้เดินออกมาข้างหน้าแล้วค่อยเรียกวินมอเตอร์ไซต์ให้ไปส่งห้องพักรายคืน ถ้าขึ้นจากตรงเมื่อกี้ราคาจะแพงกว่ากันเท่าตัวเลยทีเดียว

        เขาเห็นชัดกับสองตาว่ามันจริงตามที่เคยฟังทุกประการและก็อดยิ้มไม่ได้ที่รอดจากภารกิจขูดเลือดขูดเนื้อมาแบบหวุดหวิด อย่างน้อยๆ ก็ประหยัดเงินไปได้ตั้งร้อยกว่าบาทซึ่งเงินใบแดงๆ มันมีค่ามากสำหรับคนที่ยังเดินเตะฝุ่นอยู่

        เขาแวะร้านสะดวกซื้อที่แทบจะเจออยู่ทุกหัวมุมเพื่อซื้อน้ำและขนมปังกินรองท้องเพราะตั้งแต่เช้ากินแค่โจ๊กไปถ้วยเดียว เมื่อได้สิ่งที่ต้องการก็มาหาที่นั่งแล้วกินอาหารมื้อเย็นพร้อมกับชมวิวความวุ่นวายจอแจเคล้ากันไป

        ที่นี่ต่างกับบ้านเกิดลิบลับ บ้านของชายหนุ่มอยู่ในตำบลอันห่างไกลที่จังหวัดลำพูน เขาจบการศึกษาชั้นมัธยมที่นั่นแล้วก็ไปอยู่ท่ามกลางความเจริญที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลาสี่ปีเพราะสอบติดมหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบก็กลับมาลำพูนด้วยความหวังเต็มหัวใจ ว่าจะเอาความรู้ที่เรียนมาพัฒนาเรือกสวนไร่นาของบิดามารดาอันเป็นมรดกชิ้นเดียวให้เจริญงอกงามและเกิดประโยชน์สูงสุด

        แต่น่าเศร้านักที่ชายหนุ่มต้องกลับมาบ้านเพื่อทำพิธีเผาศพพ่อกับแม่ของตัวเอง ทั้งสองไปเล่นหวยเล่นแชร์ไว้จนเกิดหนี้สินรุงรังท่วมหัวจึงตัดสินใจจบชีวิตด้วยการผูกคอตายเพราะละอายและต้องการหนีความผิดที่ก่อไว้

        เขากลายเป็นเด็กกำพร้า เป็นหนี้และไม่มีที่ซุกหัวนอนภายในชั่วพริบตาเพราะสมบัติทั้งหมดของพ่อแม่โดนพวกเจ้ามือมันริบไปแต่ก็ยังถือว่าโชคดีอยู่บ้างที่เจ้าหนี้พอจะเห็นใจเพราะเขาไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือสนับสนุนกับเรื่องพวกนั้น เจ้าหนี้ยอมให้ใช้เงินคืนด้วยการจ่ายเป็นรายเดือน นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เขาหันหน้าเข้าเมืองกรุงเพื่อหางานทำ

        “เอาล่ะ ! หาที่นอนดีกว่า เดินไปข้างหน้าแล้วขึ้นมอไซค์ ค่ารถหกสิบบาทไม่เกินแปดสิบ เดินทางประมาณยี่สิบนาที ชื่อโรงแรมไรนะ อ้อ ! เลิฟอินน์ ไง ลืมอยู่เรื่อย” ชายหนุ่มพูดเองตอบเองเพราะอยากแน่ใจกับข้อมูลว่ามันจะถูกต้อง เขาเพิ่งเข้ากรุงเทพครั้งแรกย่อมจะกลัวเป็นธรรมดาแถมไม่มีญาติพี่น้องเลยสักคน

        “ไปเลิฟอินน์ครับ” เขาบอกกับคนขับมอเตอร์ไซส์

        “เจ็ดสิบน้อง” เมื่อทราบราคาก็โดดขึ้นแบบไม่ลังเลเพราะมันไม่เกินที่ตั้งไว้ พาหนะสองล้อขับซอกแซกไปตามท้องถนนอันจอแจด้วยความรวดเร็ว จนเสียวว่าขาจะไปค้างอยู่กับรถข้างๆ เพราะที่แคบเพียงนิดเดียวพี่คนขับก็ยังจะแทรกเข้าไป

        “ผมไม่รีบนะพี่” ผู้โดยสารบอกตอนรอสัญญาณไฟที่สี่แยก

        “น้องไม่รีบพี่รีบ เพิ่งมากรุงเทพรึไง”

        “ครับ เพิ่งมา”

        “แล้วทำไมไม่ให้ญาติมารับ เย็นๆ แบบนี้รถติดจะตาย”

        “ไม่มีญาติครับ” ชายหนุ่มตอบเพียงแค่นั้นแล้วหัวก็ไปโขกกับหมวกกันน็อคเต็มแรง พี่คนขับออกตัวซะหัวโนเลย

        หนุ่มจากชนบทท่องจำข้อมูลไม่ว่าจะเป็นชื่อโรงแรม เงินค่ารถที่ต้องจ่ายได้อย่างแม่นยำ แถมยังกอดกระเป๋าแนบตัวตลอดเวลาแต่เขาลืมสนิทใจว่าไม่ควรบอกเรื่องส่วนตัวกับคนแปลกหน้า

        “พี่ มันใช่ทางนี้เหรอ” เขาเอ่ยถามเมื่อสองข้างทางกลายเป็นป่ามีแต่พงหญ้า

        “ทางลัดน้อง ไปถนนใหญ่ติดจะตาย” เขาจึงไม่เอ่ยอะไรอีกแต่เอากระเป๋ามากระชับไว้กับตัวให้แน่นกว่าเดิม

        “เอ้า ! เป็นไรเนี่ย น้องๆ ลงก่อน” อยู่ๆ เจ้าสองล้อก็กระตุกแล้วดับไป

        “รถเป็นไรครับพี่”

        “รอแปบ พี่ดูก่อน” คนขับลงจากรถแล้วไปก้มดูตรงท่อไอเสีย

        “น้อง ! มือเล็กๆ อ่ะ วานหน่อย รู้แหละทำไมเครื่องดับ เศษหินมันเข้าไปอุดในท่อ”

        “อ้อ ได้ครับพี่” ชายหนุ่มวางกระเป๋าเป้ลงไปที่พื้นดินแล้วนั่งคุกเข่า

        “พลั่ก !” มันคือเสียงฝ่ามือสับไปที่ต้นคอเต็มแรง ชายหนุ่มหน้าคะมำทิ่มพื้นและได้แต่มองมอเตอร์ไซส์คันนั้นขับจากไปพร้อมกระเป๋าเงินและกระเป๋าเป้ซึ่งทั้งสองอย่างเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายในชีวิต

 

                                       ตอนที่ 2 บังเอิญหรือโชคชะตา

        ชายหนุ่มเดินสะเปะสะปะไปตามทางไม่ว่าจะมองไปตรงไหนก็เจอแต่พงหญ้าและความมืดมิดแต่เขาจะนอนเฉยๆ อยู่แบบนี้ไม่ได้ เขาคิดว่าจะเดินย้อนไปทางเดิมแต่เมื่อลุกขึ้นยืนและมองไปข้างหน้า ลิบๆ นั่นเหมือนจะเป็นรั้วและเขาภาวนาขอให้มันล้อมสถานที่นั้นไว้ด้วยเถิด

        “เฮ้อ ! ก็ยังดี คืนนี้นอนที่นี่แล้วกัน” เขาดีใจมากที่รั้วนั้นเป็นรั้วของสวนสาธารณะตามที่หวังไว้ อย่างน้อยก็มีที่ซุกหัวนอนให้ผ่านไปอีกคืน

        เขาเรียนจบคณะเกษตรศาสตร์ที่เลือกเรียนคณะนี้อย่างแรกเลยเพราะชอบต้นไม้ก็เกิดในป่าในเขาตื่นมาก็เจอแต่ทิวไม้ใบหญ้าจึงผูกพันเป็นธรรมดาแต่พอโตขึ้นจึงพบว่าความรู้ที่ถูกต้องผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยให้ไร่นาของพ่อแม่เกิดประโยชน์สูงสุดเขาจึงไม่ลังเลในการเลือกคณะแต่พอเรียนจบกลับไม่มีอะไรเหลือให้นำความรู้ไปใช้ ที่เข้ามาเมืองกรุงก็ไม่ได้หวังจะทำงานตรงกับสายที่เรียนแค่ให้มีเงินประทังชีวิตและใช้หนี้ก็พอ

        “โอ้โห ! ต้นจามจุรีเต็มไปหมดเลย” ชายหนุ่มประหลาดใจมากที่พบเจอต้นไม้ประจังหวัดของตัวเองปลูกเรียงเป็นทิวแถวยาวจนสุดตา

        เมื่อได้สัมผัสความร่มรื่นอารมณ์หม่นหมองเมื่อไม่กี่นาทีก่อนก็จางลงแต่หลังคอก็ยังคงรวดร้าวอยู่เช่นเดิม เขาหวังว่ามันจะไม่เป็นอะไรมากเพราะไม่มีเงินติดตัวสักบาท เขาเดินไปรอบๆ ก็เจอกับพันธุ์ไม้อีกหลากหลายชนิด ไม่น่าเชื่อว่าห่างไปไม่ไกลจะเป็นเมืองใหญ่ที่แสนวุ่นวายจอแจ

        “เอาล่ะ นอนตรงนี้แล้วกัน โชคดีที่มันไม่ได้เอามือถือไป” ชายหนุ่มเดินมาพบเรือนไม้ริมน้ำ ข้างในมีกระดานดำและเก้าอี้วางเรียงกันอยู่หลายตัว เขาเดาว่ามันคงเป็นสถานที่เอาไว้ทำกิจกรรมของคนในชุมชนแน่ๆ

        “ตีสี่ครึ่งแล้วกัน เช้าขนาดนั้นคงยังไม่มีคนมาหรอกมั้ง” เขาตั้งเวลาปลุกในมือถือแล้วทิ้งตัวลงพื้นไม้ด้วยความเหนื่อยอ่อน สายตาจ้องโทรศัพท์เครื่องเล็กๆ ที่อยู่ในมือ เขาทั้งขำทั้งเวทนาตัวเองที่ทั้งชีวิตมีเหลืออยู่เท่านั้น

 

เช้าวันใหม่

      ร่างกำยำสะดุ้งตื่นด้วยเสียงปลุกแม้มันจะดังเท่าทุกวันแต่ด้วยจิตใต้สำนึกมันเตือนให้ตื่นอยู่ตลอดเวลาจึงลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ เมื่อคืนสายตามันพร่าเลือนไปหมดเพราะฤทธิ์จากฝ่ามือของพี่วินช่างหนักหน่วงนักจึงมองอะไรพลาดไปเยอะ เช้านี้เขาเพิ่งเห็นว่าในเรือนเล็กๆ หลังนี้มีห้องน้ำด้วย

        “สะอาดจัง” เขาเตรียมใจรับความสกปรกและกลิ่นไม่พึงประสงค์แต่กลับไม่พบ มันสะอาดแตกต่างจากห้องน้ำสาธารณะที่เคยพบเจอมากๆ

        ชายหนุ่มล้างหน้าและเอานิ้วสีฟันให้เกลี้ยงเกลาที่สุดเท่าที่มันจะเป็นได้ จากนั้นจึงเดินออกมาที่ถนนเส้นเล็กๆ ที่ทอดยาวไปรอบสวน เมื่อมองไปทางซ้ายก็เห็นความเคลื่อนไหวอันเป็นแสงสว่างเดียวในชีวิต

        “สวัสดีจ้ะป้า มีงานรายวันให้ผมทำไหมจ๊ะ” เขายืนเล็งอยู่นานว่าใครหน้าตาใจดีที่สุด เมื่อมั่นใจจึงพุ่งเข้าหาเป้าหมายด้วยความอ่อนน้อมและรอยยิ้ม

        “ป้าขายขนมตาลลูกเอ๊ย ไม่มีอะไรให้ทำหรอกว่าแต่มาจากไหนไม่คุ้นหน้าคุ้นตา”

        “เอ่อผม ผมโดนโจรกระชากกระเป๋าไปเมื่อคืนในซอยก่อนจะถึงสวนจ้ะ”

        “เฮ้อ ! อีกแล้วเหรอ เมื่อไหร่ไอ้คนเลวๆ พวกนี้จะหมดไปสักที แล้วเหลืออะไรบ้างล่ะ มาหางานทำหรือมาหาญาติ” ป้าแม่ค้าบ่นด้วยความเหนื่อยหน่าย ถนนเส้นนั้นมักจะเกิดการฉกชิงวิ่งราวอยู่บ่อยๆ เพราะเปลี่ยวเหลือเกิน ประชาชนร้องเรียนไปตั้งเท่าไหร่ทางการก็ไม่เห็นมาจัดการสักที ไฟฟืนสักดวงก็ไม่ยอมมาติดให้

        “เหลือแต่มือถือเก่าๆ จ้ะป้า ค้นดูได้เลยว่าผมไม่ได้โกหก ผมต้องหาเงินก่อน เข็นผัก ยกของ วันละกี่บาทผมก็ทำจ้ะ”

        “ไม่ต้องๆ ป้าเชื่อพ่อหนุ่ม หน้าซื่อๆ แบบนี้ไม่โกหกหรอก กินนี่รองเท้าไปก่อน สายๆ เจ๊แววที่ขายผักเขาจะมาเดี๋ยวป้าถามให้ว่าเขาอยากได้คนช่วยไหม”

        “ผมไม่มีเงินเลยจ้ะป้า”

        “ก็ป้าให้กินไม่ได้ขาย กินซะจะได้มีแรง”

        “ขอบคุณจ้ะป้า”

        “ว่าแต่ชื่ออะไรล่ะ”

        “น้ำอิงจ้ะป้า เรียกว่าอิงก็ได้”

        “คนเหนือใช่ไหม หน้าตาผิวพรรณมันบอก ชื่อยิ่งใช่เลย”

        “จ้ะป้า ผมเป็นคนจังหวัดลำพูน”

        “เอาๆ กินเถอะ ป้าขายของก่อน”

        น้ำอิงกินขนมตาลไปสามห่อก็ต้องละมือถึงแม้จะยังไม่อิ่มก็ตาม ชายหนุ่มเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าการไม่มีเงินติดตัวสักบาทมันลำบากลำบนเหลือเกิน ยิ่งในสังคมเมืองที่ทุกอย่างต้องซื้อหาด้วยเงินตราเขายิ่งอยากจะบ้าเพราะตอนนี้เงินจะซื้อน้ำขวดละห้าหกบาทยังไม่มี

        “ตายจริง ! ติดคอใช่ไหม” ป้าคนขายเห็นพ่อหนุ่มนั่งทำท่าพะอืดพะอมก็รีบยื่นกระติกน้ำให้

        “ขอบคุณจ้ะป้า ไว้ผมมีเงินผมจะหามาจ่ายคืนนะจ๊ะ ผมกินไปสามอันแน่ะ”

        “โอ๊ย ! ขนมสามสี่ห่อจะอะไรกันหนักหนา ช่วยได้ก็ช่วยกันเถอะอิงเอ๊ย คนเราเกิดมาเดี๋ยวก็ตายทำความดีให้จิตใจมันผ่องใสดีกว่า”

        “ขอบคุณจ้ะ ว่าแต่ป้าชื่ออะไรจ๊ะ”

        “ป้าชื่นลูก”

        “ขนมอร่อยมากเลยจ้ะป้าชื่น ป้าทำเองเหรอจ๊ะ”

        “ทำเองลูกตื่นมาทำตั้งแต่ตีสองโน่น”

        “โอ้โห ! ตื่นเช้าจังแล้วนอนตอนไหนจ๊ะเนี่ย”

        “ก็นอนหัวค่ำทุ่มสองทุ่มก็นอนแล้ว พอขายตลาดเช้าเสร็จป้าก็ไปขายหมูปิ้งตรงหน้าสวน ตลาดนี้แปดเก้าโมงเขาก็เก็บกันแล้ว”

        “ขยันจังเลยจ้ะป้า”

        “ตัวคนเดียวก็ต้องขยันแหละอิงเอ๊ย ไม่มีใครมาดูแล”

        “เอ่อ” น้ำอิงไม่กล้าถามว่าลูกหลานของหญิงสาวไปไหนเพราะมันเป็นการก้าวก่ายเกินไป ชายหนุ่มจึงอึกๆ อักๆ อยู่อย่างนั้น

        “ป้ามีลูกชายแต่เขาเสียตั้งแต่เด็ก โดนรถชนน่ะ ถ้าเขายังอยู่ก็คงอายุไล่ๆ กับอิงแหละมั้ง ไม่น่าจะห่างกันมาก”

        “ผมเพิ่งจะเต็มยี่สิบสองเมื่อวันพุธที่แล้วนี่เองจ้ะป้า เป็นอะไรจ๊ะป้า” เมื่อบอกอายุออกไป คุณป้าใจดีก็เอามือปิดปากส่วนนัยน์ตาก็เอ่อคลอด้วยน้ำใสๆ

        “พุธที่แล้วก็วันที่ยี่สิบสามใช่ไหมลูก”

        “ใช่จ้ะป้า”

        “เกิดวันเดียวกับลูกชายป้าเลย”

        คุณเชื่อไหมว่าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ไม่ใช่ความบังเอิญแต่มันถูกจัดฉากกะเกณฑ์เอาไว้ล่วงหน้าจากคนบนฟ้าแต่ถ้าคุณไม่เชื่อและคิดว่ามันเป็นความบังเอิญก็ไม่แปลกเช่นกัน

 

                                       ตอนที่ 3 ศึกขนมตาล

        “ได้วันละสองร้อยห้าสิบแถมข้าวฟรีอีกมื้อ ก็ไม่เลวนะเนี่ย” น้ำอิงนับเงินแล้วยิ้มกริ่ม ทำแบบนี้สักสองเดือนก็ได้เงินค่าเช่ากับค่าประกันห้องแล้วแถมมีเหลือติดตัวด้วย ห้องที่ป้าชื่นอยู่เดือนละสองพันตอนเข้าอยู่จ่ายสี่พันบาทถ้วน ชายหนุ่มพอจะเห็นความหวังรำไรที่ทอแสงอยู่ปลายทาง

        “ขออาศัยนอนไปก่อนนะครับ ผมจะปัดกวาดเช็ดถูให้ทุกวันเลย” เมื่อบ่ายพอเลิกงานเขาก็แวะไปหาป้าชื่นที่หน้าสวนคุณป้าใจดีพาไปที่ห้องแล้วเอาอุปกรณ์อาบน้ำมาให้หนึ่งถุงใหญ่ๆ แถมด้วยขวดเปล่าอีกสองใบเอาไว้กดน้ำดื่มจากตู้ รวมถึงผ้าห่ม ผ้าขนหนูและผ้าขี้ริ้วอีกต่างหาก ตอนแรกป้าชวนให้มาอยู่ด้วยกันจนกว่าจะมีเงินจ่ายค่าห้องแต่เขาเกรงใจ แค่ที่ช่วยเหลือตอนนี้ก็ซาบซึ้งที่สุดแล้ว

        ชายหนุ่มอาบน้ำไปฮัมเพลงไปเพราะอารมณ์ดีก็ไม่โดนน้ำมาสองวันเต็มๆ พอได้ฟอกสบู่ถูตัวหอมๆ ก็ต้องสดชื่นเป็นธรรมดาแถมยังเริ่มมีความหวังกับชีวิตตัวเองอีกครั้งเพราะตอนนี้อะไรก็ดูดีเป็นใจไปซะหมด เจ๊แววร้านผักถึงจะเอะอะโผงผางแต่จิตใจดีส่วนป้าชื่นนั้นไม่ต้องพูดอะไรมากเพราะมีเมตตาเป็นที่สุด

        เรือนไม้ริมน้ำกลายเป็นที่พักชั่วคราวให้ชายหนุ่มตกอับได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว เขานำหมอนขิดจากป้าชื่นมาตบเบาๆ แล้ววางลงไปที่พื้นไม้กระดานจากนั้นก็เอาผ้าห่มที่ถึงแม้จะไม่ใช่ของใหม่เอี่ยมแต่ก็ซักรีดจนสะอาดและหอมฟุ้งด้วยกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่ม คืนที่สองในเมืองใหญ่ของน้ำอิงก็ไม่แย่ซะทีเดียว

 

เช้าวันใหม่

      “อิง กินข้าวไหม ป้าทำมาเผื่อ” หญิงวัยกลางคนเรียกชายหนุ่มที่ไม่ใช่คนแปลกหน้าอีกแล้วแม้จะเพิ่งเจอกันได้แค่สองวัน เธอรู้สึกถูกชะตากับพ่อหนุ่มอย่างอธิบายไม่ถูก

        “เกรงใจป้าชื่นจังเลยจ้ะ คราวหน้าไม่ต้องทำมาเผื่อผมนะ”

        “ป้าก็ต้องทำของตัวเองอยู่แล้วตักมาเผื่อนิดเผื่อหน่อยจะเป็นไรไป หนมป้าขายดีขึ้นตั้งเยอะ ดูสิ !” ชื่นบอกแล้วบุ้ยใบ้ไปที่สาวน้อยวัยมัธยมที่มายืนบิดมือเอียงอายอยู่หน้าตะกร้าขนมตาล

        “ใครเหรอจ๊ะป้าชื่น”

        “พ่ออิง เขาทำงานกับเจ๊แวว รอเจ๊แกมาเลยมานั่งเล่นที่นี่ก่อน”

        “สวัสดีค่ะพี่อิง หนูชื่อจอยนะคะ” เด็กสาวในชุดมัธยมปลายแนะนำตัวด้วยใบหน้าแดงซ่าน ไม่ยักรู้มาก่อนว่าเจ๊แววขาโหดมีลูกน้องหล่อเหลาขนาดนี้

        “เอาอะไรไหมลูก” แม่ค้าถามคนที่เขินแก้มแดง

        “เอากัน เอ๊ย ! เอาหนมตาลยี่สิบจ้ะ” เมื่อได้ขนม จอยก็ยังยืนยิ้มหวานให้น้ำอิงอยู่อีกนานสองนาน

        “ซื้อเสร็จแล้วก็ถอยสิคะคุณน้อง” สาวน้อยในชุดนักเรียนโดนกระแซะด้วยศอกจากพนักงานออฟฟิศที่ใส่กระโปรงรัดติ้วแถมสั้นจุดจู๋

        “หลานเหรอจ๊ะป้าชื่น” แม่สาวนุ่งสั้นถามด้วยเสียงหวานจ๋อยผิดกับเมื่อกี้ลิบลับ

        “เปล่าจ้ะ พ่อหนุ่มเขามาหางานเลยแนะนำเจ๊แววไป เขามานั่งรอเฉยๆ”

        “ตายจริง ! หล่อขนาดนี้ไปเข็นผักได้ยังไงคะเนี่ย”

        “งานไหนที่สุจริตและได้เงิน ผมทำหมดแหละครับ”

        “แหม่ๆ นอกจากหน้าหล่อแล้วใจก็หล่ออีกนะคะ”

        “ไม่ซื้อก็อย่ามายืนบังร้านเขาสิคะคุณป้า” จอยหันไปพูดพร้อมยิ้มหวาน

        “ใครป้าแก ! อีเด็กนี่ ตบปากซะดีไหม”

        “ใจเย็นๆ กันก่อนจ้า ยังเช้าอยู่เลยอย่าเพิ่งอารมณ์ร้อน” ชื่นห้ามทัพลูกค้าสาวที่ทำท่าจะวิวาทกัน

        “เหมาหมดจ้ะป้า หนูจะเอาไปฝากเพื่อนที่ทำงาน” สาวออฟฟิศสั่งแม่ค้าแล้วยิ้มหยันๆ ให้ถุงขนมใบเล็กจ้อยของเด็กสาวด้วยความสะใจ

        “ดูสิ แดดยังไม่ทันจะส่องขายหมดแล้ว” ชื่นยิ้มชอบอกชอบใจที่ขายของได้หมดเกลี้ยงตั้งแต่เช้าตรู่เพราะเธอจะได้มีเวลาไปพักงีบสักหน่อยก่อนจะไปขายหมูปิ้ง

        “อีกเกือบชั่วโมงกว่าเจ๊แววจะมา ผมไปส่งป้าที่ห้องนะ”

        ชายหนุ่มกุลีกุจอช่วยเก็บข้าวของเป็นการใหญ่ ร่างกำยำเดินตามหลังหญิงสูงวัยไปช้าๆ ในมือมีทั้งตะกร้าและถาดใบโตที่ดูไม่เข้ากับหน้าหล่อๆ ของเขาสักนิดแต่สาวๆ ก็ยังมองด้วยตาหวานเชื่อมอยู่ดี

        “ป้าจ๊ะ เมื่อวานผมว่าจะถามก็ลืม สวนรินธารา ใครเป็นคนตั้งเหรอจ๊ะชื่อเพราะจัง ปกติพวกสวนต่างๆ เขาจะตั้งว่าสวนเฉลิมพระเกียรติหรือไม่ก็สถานที่สำคัญของแถวนั้นแล้วรินธารานี่ชื่อใครเหรอจ๊ะ”

        “ชื่อเจ้าของที่ดินเขา”

        “เจ้าของที่ดินของสวนเหรอจ๊ะ”

        “ใช่ เมื่อก่อนมันเป็นที่รกร้างนี่แหละแล้วเจ้าของเขาก็ทำเป็นสวนสาธารณะมอบให้คนในชุมชนใช้ร่วมกัน”

        “อ้าว ! แล้วก็เข้าฟรีไม่ใช่เหรอจ๊ะป้า เขาเอาเงินที่ไหนมาบำรุงสวนล่ะจ๊ะ”

        “หนูรินเขารวยแต่อาภัพ ทั้งสวนนั้นเขาออกเงินเองหมดทุกบาททุกสตางค์”

        “หนูริน อ้อ ! ก็คือชื่อสวนใช่ไหมจ๊ะ รินธารา”

        “ใช่ พ่อแม่เขาตายเมื่อสิบปีก่อน ตกเครื่องบินตายตอนจะกลับมาวันเกิดหนูริน”

        “น่าสงสารเธอจัง แล้วตอนนี้เธอเป็นยังไงบ้างครับ”

        “ก็ใช้ชีวิตไปวันๆ แต่เธอเป็นคนดีนะแค่ไม่มีกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ก็เท่านั้น”

        “ผมเข้าใจครับ” น้ำอิงตอบแล้วเงียบไป

        “คนเราเกิดแล้วก็ต้องตายเป็นธรรมดาแหละอิงเอ๊ย ป้าไม่รู้ว่าอิงเจออะไรมาแต่วันนี้นาทีนี้สำคัญที่สุดนะ”

        “พ่อแม่ผมเพิ่งเสียครับ ท่านหนีหนี้ด้วยการผูกคอตาย สวนก็โดนยึดไปผมเลยมากรุงเทพเพื่อหางานทำ”

        “แล้วสิ่งดีๆ จะตามมาเอง เชื่อป้านะ” ชื่นลูบหลังเด็กหนุ่มเบาๆ ทั้งสองคนเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดอะไรอีก ไม่น่าเชื่อว่าคนที่รู้จักกันแค่เพียงสองวันจะผูกพันราวกับคุ้นเคยมานานแสนนาน

 

                                         ตอนที่ 4 งานใหม่

        ผ่านมาครึ่งเดือนแล้วที่น้ำอิงใช้ชีวิตแบบกึ่งคนจรที่เรือนไม้ เขาตื่นตอนเช้ามืดแล้วออกไปช่วยป้าชื่นขายขนม ต่อจากนั้นก็ไปเข็นผักแล้วก็ไปขลุกกับป้าอีกทีที่แผงขายหมูปิ้งจนเย็นย่ำ พอส่งป้าเรียบร้อยก็เดินไปห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ มันมีร้านหนังสือขนาดใหญ่เขาก็นั่งจนห้างปิดแล้วจึงค่อยกลับมาที่สวน

        กิจวัตรประจำวันของคนตกงานก็มีเพียงเท่านั้น จะพูดว่าตกงานก็ไม่น่าใช่นักเพราะมีงานทำทุกวันแค่มันไม่ใช่งานที่ฝันไว้แต่น่าแปลกที่เขาไม่นึกรังเกียจหรืออับอายสักนิดที่กลายมาเป็นคนเข็นผักทั้งที่มีวุฒิปริญญาตรีอยู่ในมือ บางทีความสบายใจมันก็สำคัญกว่าเงินทองมากนัก

        เพียงครึ่งเดือนเขาก็สนิทสนมกับเพื่อนต่างด้าวที่มาใช้แรงงานหาเงินเหมือนๆ กัน กับเจ๊แววเธอก็เมตตาเอ็นดู เอาขนมเอาน้ำมาฝากเสมอ เงินรายวันที่ได้จึงแทบไม่ต้องใช้จ่ายซื้ออะไรเลย เขาเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าเด็กวิ่งเข็นผักในตลาดบางคนทำไมถึงมีทองเส้นโตใส่เพราะขยันและอดออมนั่นเอง บางคนทำงานตั้งแต่เช้ามืดจนพระอาทิตย์ตกเพราะรับจ๊อบกับเจ๊ๆ ตั้งหลายแผง

        “วันนี้ผมอยู่ช่วยป้าได้ทั้งวันจ้ะ” พ่อหนุ่มหน้าใสมายืนยิ้มแต้หน้าแผงขนมตาลตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง

        “มากินข้าวกินปลาก่อนลูก”

        “ผมมีไก่ย่างมาด้วยจ้ะ กินด้วยกันนะจ๊ะ”

        ทั้งสองรับประทานอาหารเช้าสลับกับขายของไปเรื่อยๆ เพราะคนทำมาค้าขายยากนักที่จะได้กินข้าวเสร็จภายในทีเดียว พอตั้งท่าจะกินทีไรลูกค้าก็เข้าทุกทีไป

        “หนูจอย ไม่ต้องอุดหนุนป้าทุกวันก็ได้นะลูก เดี๋ยวเงินจะไม่พอใช้” หญิงสาวคุยกับนักเรียนคนสวยที่มาซื้อขนมตาลแทบไม่เว้นวัน

        “หนูชอบกินจ้ะป้า พี่อิง สายแล้วไม่ไปเข็นผักเหรอคะ”

        “เจ๊แววเขาไปงานบวชสองวันครับ เลยไม่ได้ทำ”

        “งั้นพี่อิงก็ว่างสิคะ”

        “อ้อ ไม่ว่างครับ เย็นๆ ต้องไปเสิร์ฟข้าวต้มที่ร้านหน้าตลาด เจ๊แววเขาฝากให้ก่อนไป เขากลัวพี่จะขาดรายได้ครับ”

        “ดีจัง หนูไปเรียนก่อนนะคะ” จอยยิ้มหวานให้น้ำอิงแต่ในหัวมีแผนผุดขึ้นมามากมาย

        “เจ๊แววแกมีน้ำใจเนอะ” ชื่นเองก็ชมชอบและนับถือเจ๊คนนี้พอดูเพราะไม่ว่าใครที่เดือดร้อนถ้าแกช่วยได้ก็ช่วยสุดกำลังเหมือนกัน

        “ใช่จ้ะป้า หวังว่าผมจะไม่ไปทำซุ่มซ่ามให้ขายขี้หน้าใคร ไม่เคยเสิร์ฟอาหารมาก่อนเลยจ้ะ”

        “ไม่มีอะไรยากเกินความพยายามหรอก อิงทำได้แน่ๆ” น้ำอิงมองหญิงสาวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับมารดาด้วยหัวใจที่อิ่มเอม เธอช่างแสนดีมีแต่ความเอื้อเฟื้อในหัวใจมันทอประกายอยู่ในแววตาเจืออยู่ในน้ำเสียงและเห็นชัดที่สุดจากกระทำ

        “ต้องขอบใจอิงนะ ตั้งแต่มานั่งกับป้า ขนมก็ขายหมดทุกวันเลย”

        “ขนมป้าอร่อยต่างหากจ้ะ ไม่เกี่ยวกับผมสักหน่อย”

        “เอาล่ะๆ เลิกเถียงกันดีกว่า เก็บร้านเถอะ อิงไม่ต้องไปช่วยป้าเสียบหมูก็ได้นะ ไหนๆ ก็มีวันหยุดแล้วเผื่ออยากจะไปเที่ยวเล่นบ้าง”

        “ไม่ล่ะจ้ะป้า ช่วยป้าเสียบหมูสนุกจะตาย”

        ภาพชายหนุ่มร่างโตกับหญิงสาววัยกลางคนเดินกลับห้องด้วยกันกลายเป็นภาพชินตาของคนในตลาดเช้าไปซะแล้ว ใครๆ ที่ได้พบเห็นต่างก็เอ็นดูและชื่นชม

 

ตอนค่ำ

      ร้านข้าวต้มเฮียเล้งคือร้านเก่าแก่ที่คนย่านนี้รู้จักดี ถ้าหิวตอนดึกและอยากกินอาหารอร่อยราคาไม่แพง หลายๆ คนก็จะมุ่งหน้ามาที่ร้านแห่งนี้กันแทบทุกราย นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ร้านเฮียเล้งคนแน่นตลอด

        “โต๊ะเจ็ดนอก” แม่ครัววางอาหารลงถาดแล้วบอกเด็กเสิร์ฟหน้าใหม่ น้ำอิงยกถาดขึ้นมาแล้วใช้ความสูงให้เป็นประโยชน์คือมองไปจนสุดตาว่าโต๊ะเจ็ดนอกมันอยู่ตรงไหน

        “เจ็ดนอกคือโต๊ะหน้าร้าน นั่นไง ! ตรงนั้นแหละ” ชายหนุ่มพูดกับตัวเองแล้วมุ่งหน้าไปที่โต๊ะด้วยความมั่นใจ

        “ผัดผักบุ้ง ผัดหอยลาย ยำไข่เค็มได้แล้วครับ” เมื่อมายืนตรงหน้าลูกค้าและร่ายรายการอาหารในถาด น้ำอิงก็ใจแป้วเพราะสี่คนที่นั่งอยู่มองเขาเหมือนตัวประหลาดแถมไม่พูดอะไรสักคำ

        “เอ่อ ขอโทษนะครับ สงสัยผมจำโต๊ะผิด ผมเพิ่งมาทำวันแรก”

        “เปล่าๆ ค่ะ เปล่าๆๆ ถูกโต๊ะแล้ว แค่กำลังอึ้งว่านี่เด็กเสิร์ฟหรืออปป้า” หนึ่งในสี่สาวรีบพูดขึ้นมา นี่มันจีชางอุคชัดๆ หล่อใสทะลุผ้ากันเปื้อนมาก ปากก็แด๊งแดง ตัวก็สู๊งสูง แขนขาวๆ นั่นก็ล่ำเหลือใจ พ่อคุณเอ๊ย ! ช่างน่าพากลับไปกินบ้านเหลือเกิน

        “งั้นผมขออนุญาตวางอาหารนะครับ” ชายหนุ่มบรรจงวางถ้วยให้เบามือที่สุดแล้วรีบเดินกลับไปที่ห้องครัวเพราะยังมีอีกหลายโต๊ะที่ต้องไปเสิร์ฟแต่สาวๆ กลุ่มนั้นยังมองเขาไม่วางตา

        น้ำอิงทำงานด้วยความสนุกสนานเพราะป้าๆ แม่ครัวต่างอารมณ์ดีและปล่อยมุกใส่กันตลอด ดูเหมือนยิ่งดึกคนก็จะยิ่งเยอะขึ้น เขานับไม่ถ้วนเลยว่าคืนนี้เดินไปเดินกลับกี่รอบแล้ว

        “อ้าว ! น้องจอย ทำไมยังไม่กลับบ้านอีก” น้ำอิงทักเด็กนักเรียนที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาดี เธอสั่งข้าวต้มพร้อมกับข้าวอีกสองอย่าง

        “ดูหนังเพิ่งจบค่ะแล้วก็หิวเลยแวะมากินข้าวก่อนกลับบ้าน พี่อิงเลิกงานกี่โมงคะ”

        “อืม ก็คงใกล้แล้วแหละ เฮียว่าเลิกเที่ยงคืนครึ่ง”

        “พี่อิงไปทำงานเถอะค่ะ หนูไม่กวนแล้ว” สาวน้อยยิ้มแป้นให้ชายหนุ่มสุดหล่อ เธอละเลียดกินข้าวต้มและกับให้ช้าที่สุดเพราะอีกตั้งชั่วโมงกว่าเขาจะเลิกงาน

        “พอเจ๊แววมาจะทำอยู่ไหม” เฮียเล้งถามน้ำอิงตอนที่จ่ายเงินค่าจ้าง

        “ถ้าเฮียรับคน ผมก็อยากทำครับ”

        “รับๆ มาทำเลย ถ้าจะหยุดก็โทรบอกก่อนบ่ายสองนะ จะได้หาคนแทน”

        “ได้ครับเฮีย ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มเก็บเงินสองร้อยใส่กระเป๋าแถมในมือยังมีถุงกับข้าวอีกต่างหาก เขาเดินผิวปากออกมาจากร้านแล้วก็เจอกับนักเรียนคนเดิม

        “น้องจอย ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอจะตีหนึ่งแล้วนะ”

        “ไม่กล้าเดินคนเดียวค่ะ ขึ้นแท็กซี่ก็กลัว พี่อิงเดินไปส่งหน่อยได้ไหมคะ บ้านจอยอยู่หลังสวนนี่เองค่ะ”

        “ได้สิ พี่ถือกระเป๋าให้ไหม หอบอะไรเยอะแยะเนี่ย”

        “หนังสือทั้งนั้นแหละค่ะ ขอบคุณนะคะ” เด็กสาวส่งกระเป๋าให้ชายหนุ่มแล้วอมยิ้มจนแก้มแทบแตก

        “กลับบ้านดึกขนาดนี้พ่อแม่ไม่ว่าเหรอ”

        “พ่อกับแม่ไม่อยู่ค่ะแต่ถึงอยู่เขาก็ไม่สนใจจอยหรอก” เธอตอบแบบเรื่อยๆ ไม่มีแววของความน้อยใจเจืออยู่แม้แต่นิด น้ำอิงคิดว่าเด็กคนนี้คงชินชากับมันแล้ว

        “พี่ไม่เคยเดินมาทางนี้เลย” เมื่อเดินพ้นสวนมาอีกทางมันก็กลายเป็นซอยเล็กๆ ที่มีบ้านเรียงกันอยู่ห่างๆ ดูจากสายตาก็เดาได้ไม่ยากว่าย่านนี้เป็นถิ่นของคนมีอันจะกินเพราะบ้านแต่ละหลังใหญ่โตโอ่โถงเหลือเกิน

        “บ้านคุณรินก็อยู่ในซอยนี้แหละค่ะ อยู่ตรงสุดซอย”

        “คุณริน รินธาราใช่ไหมครับ”

        “ใช่ค่ะ เธอส๊วยสวย เหมือนเป้ย ปานวาดเลยค่ะ ทั้งสวยทั้งเซ็กซี่แถมรวยอีกต่างหาก เป็นผู้หญิงที่เพอร์เฟคมากๆ เลยค่ะ” สาวน้อยชื่นชมรินธาราจากใจจริง

        “เดี๋ยวก็ถึงแล้วค่ะ พี่อิงเมื่อยรึยังคะ”

        “ยังครับ เดินแค่นี้เองแต่คราวหน้าพี่ว่าจอยอย่ากลับดึกขนาดนี้เลยนะ มันอันตราย” ทั้งสองคนเดินคุยกันไปเรื่อยๆ แล้วก็มีรถยนต์สีขาวคันโตแล่นผ่านไป

        “นั่นไงคะ รถคุณริน” จอยบอก

        “ตายจริง ! ทำไมกลับบ้านมืดค่ำขนาดนี้เนี่ย ยังเป็นนักเรียนแท้ๆ” รินธาราเห็นเด็กสาวที่อยู่บ้านใกล้ๆ กันเดินเคียงคู่กับผู้ชายคนหนึ่ง ตอนเห็นด้านหลังก็ไม่ได้คิดอะไรแต่พอมองกลับไปขาแข้งก็แทบหมดแรง ขนาดมืดสลัวความหล่อออร่ายังทะลุจนแทบจะกลบแสงจันทร์

        “โอ๊ย !  ลูก ถ้าแฟนจะหล่องานดีขนาดนี้ ป้ายอม” รินธาราคุยกับตัวเองแบบขำๆ แล้วรอยยิ้มก็หุบลง เธออายุตั้งสามสิบสองแล้วยังหาแฟนไม่ได้เลย ทำไมโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม

 

                                       ตอนที่ 5 ไม่อยากจะเชื่อ

        “คุณรินคะ รบกวนมาที่เรือนไม้หน่อยได้ไหมคะ” นั่นคือสายแรกของวันที่รินธาราได้รับ คนสวนโทรมาบอกด้วยน้ำเสียงกังวลซึ่งเธอเองก็รู้สึกไม่ต่างกันจึงรีบเร่งไปที่นั่น

        “นี่ค่ะ” เมื่อมาถึง ป้าคนงานก็เปิดตู้หนังสือที่ตอนนี้มีหมอน ผ้าห่มรวมถึงอุปกรณ์อาบน้ำซุกไว้   

        “ต้องมีคนแอบมานอนแน่ๆ ค่ะ คุณริน”

        “นอนไปได้ยังไงกัน พัดลมสักตัวก็ไม่มี” รินธารารำพึงเบาๆ

        “ห้องน้ำก็มีรอยคนเข้าไปใช้ค่ะ มีคนมานอนทุกคืนแน่ๆ คุณรินจะจัดการยังไงคะ”

        “เขาคงลำบากมั้งคะป้า ไม่อย่างนั้นคงไม่มานอนตากยุงแบบนี้หรอกไว้เดี๋ยวรินจัดการเองค่ะ หนูฝากเอาของเก็บที่เดิมด้วยนะคะ” รินธาราส่งผ้าห่มกับหมอนคืนให้คนสวน ดูจากการพับผ้าและจัดระเบียบของใช้ส่วนตัวน่าจะเป็นผู้หญิงแน่ๆ เพราะเรียบร้อยมีระเบียบดี

        เธอมุ่งหน้าไปห้างสรรพสินค้าที่ขายของใช้ในบ้านโดยเฉพาะแล้วซื้อที่นอนปิกนิกแบบพับได้หนึ่งผืนกับพัดลมอีกตัวแต่พอเดินไปถึงรถยนต์ก็หันหลังกลับแล้วเดินไปตึกข้างๆ แทนซึ่งมันเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต เธอซื้ออาหารแห้งและน้ำดื่มจำนวนหนึ่งจากนั้นจึงกลับบ้านเพราะคิดแผนไว้แล้ว

        เมื่ออาทิตย์ลับขอบฟ้ารินธาราก็สตาร์ทรถยนต์อีกครั้งเธอขับไปที่สวนของตัวเองแล้วเดินไปที่เรือนไม้ริมน้ำ ในมือมีที่นอนปิกนิก พัดลมและข้าวของอีกถุงใหญ่กว่าจะถึงที่หมายก็เล่นเอาเหงื่อตก

        “ถ้าเธอไม่มีที่อยู่จริงๆ ก็แปลว่าต้องกลับมานอนที่นี่ทุกคืน จะได้รู้กันสักทีว่าใครกันนะช่างน่าสงสารเหลือเกิน” เธอแกะที่นอนออกจากถุงพลาสติกแล้วปูลงพื้นจากนั้นก็ประกอบพัดลมซึ่งมันง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะเลย ตอนแรกกังวลว่าตอนทำเสร็จแล้วจะมีชิ้นส่วนเหลือ

        “ไปกินข้าวก่อนแล้วกัน เธอคงมาดึกๆ แหละ” หญิงสาวมองผลงานของตัวเองแล้วก็ยิ้มจนตาหยี ผู้อาศัยแปลกหน้าต้องดีใจแน่ๆ ที่คืนนี้จะได้นอนบนที่นิ่มๆ ไม่ใช่ไม้กระดาน

        เธอทิ้งรถไว้ในสวนแล้วเดินมุ่งหน้าไปที่ห้างใกล้ๆ กัน หลังจากคิดอยู่นานก็ตัดสินใจว่าค่ำนี้จะรับประทานอาหารที่ศูนย์ของทางห้างเพราะมีให้เลือกเยอะดี

        “อืมๆๆ กินไรดีๆ” หญิงสาวครุ่นคิดด้วยความหนักใจเพราะร้านรวงช่างมากมาย

        “ข้าวมันไก่แล้วกัน” เมื่อคิดตกก็เดินมุ่งหน้าฉับๆ ไปอย่างมาดมั่นเพราะพุงน้อยๆ มันสั่งให้ทำแบบนั้น

        “ข้าวมันไก่พิเศษไม่เอาเลือดจานหนึ่งค่ะ , ข้าวมันไก่พิเศษไม่เอาเลือดจานหนึ่งครับ” พอเดินมาถึงผู้ชายคนหนึ่งก็สั่งอาหารพร้อมเธอ เมื่อหันไปดูก็อยากจะแกล้งเป็นลมแล้วเซไปซบเหลือเกิน นั่นคือพ่อรูปหล่อแฟนน้องนักเรียนคนนั้นแน่ๆ

        “ทำให้คุณผู้หญิงก่อนเลยครับ” น้ำอิงบอกคนขายแล้วเขยิบออกมาทางขวานิดหน่อยเพราะไม่อยากยืนชิดเธอเกินไป ตัวเขาคงจะเหม็นเหงื่อน่าดูเดี๋ยวน้ำหอมราคาแพงของเธอจะหมองหมด

        “ขอบคุณค่ะ” รินธาราบอกขอบคุณคนขายแล้วรับจานข้าวมา

        “ขอบคุณนะคะ” แล้วเธอก็หันไปบอกเขาเพราะเขายอมให้เธอได้ข้าวก่อน

        “สุภาพแถมยังมีน้ำใจอีก คนอะไรจะเพอร์เฟคปานนี้ น้องคนนั้นทำบุญด้วยอะไรเนี่ยถึงได้แฟนทั้งหล่อทั้งดีแบบนี้” รินธารางึมงำกับตัวเองด้วยความขัดใจก็เธออยากได้ผู้ชายดีๆ แบบนี้บ้าง ทุกวันนี้ที่เข้ามามีแต่พวกปากหวานก้นเปรี้ยวไม่ก็หัวงูสนใจแต่เรื่องผสมพันธุ์

        เธอจ้วงข้าวเข้าปากตุ้ยๆ เพราะโมโหโชคชะตาที่ไม่เคยนำพาคนดีๆ มาให้เลยแต่สายตาก็จับจ้องที่ผู้ชายคนนั้นแบบไม่ลดละเหมือนว่าพอจ้องมากๆ เขาจะมาขอเป็นแฟนอย่างนั้นแหละ

        “ไปแล้วๆ รอก่อนสิ” ข้าวของเธอเพิ่งจะพล่องไปครึ่งเดียวเท่านั้นแต่เขาคงจะหมดแล้วถึงได้ลุกไป เธอกระดกน้ำลงคอแล้วรีบเดินตามแต่ก็ทิ้งระยะห่างพอสมควร

        “รักการอ่านอีก พ่อคุณเอ๊ย ! ขอทำสำเนาเอาไปแปะฝาบ้านได้ไหม”

        ร้านเฮียเล้งปิดสามวันหรืออาจจะนานกว่านั้นเพราะเจ้าของร้านตกบันไดขาจึงเคล็ดเดินเหินไม่สะดวก คืนนี้น้ำอิงจึงมีเวลามาหมกตัวอยู่ในร้านที่เขาโปรดปราน เขาเลือกหนังสือเล่มที่ชอบแล้วไปนั่งที่มุมหนึ่งของร้านจากนั้นก็ไม่รับรู้อีกเลยว่าโลกภายนอกเป็นยังไงเพราะจมดิ่งเข้าไปในโลกของตัวอักษร

        “อ่านหนังสือพืชไร่พืชสวน สงสัยจะรักต้นไม้แน่ๆ” รินธาราชะเง้อคอมองแบบสุดพลังเพื่อให้เห็นหน้าผู้ชายคนนั้นชัดๆ

        “สนใจหนังสือเล่มไหนเป็นพิเศษรึเปล่าคะ เข้ามาดูด้านในก่อนได้นะคะ” พนักงานบอกกับลูกค้าที่มายืนด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าร้านพักใหญ่แล้ว

        “เอ่อ เห็นคนเยอะค่ะเลยไม่อยากเข้าไป พอดีว่ายังไม่แน่ใจว่าอยากได้อะไรค่ะ”

        “เข้ามาดูก่อนได้ค่ะ ตรงนั้นเป็นหนังสือออกใหม่ค่ะ ส่วนเล่มขายดีสิบอันดับจะโชว์อยู่หลังแคชเชียร์ค่ะ”

        “ขอบคุณนะคะ” รินธาราบอกพนักงานแล้วเดินตัวลีบๆ เข้าไป เธอจะตื่นเต้นทำไมเนี่ย ใครๆ ก็เข้าร้านหนังสือได้ทั้งนั้นแหละ ที่สำคัญพ่อรูปหล่อไม่สนใจมนุษย์หน้าไหนเลยเพราะเขาก้มหน้าก้มตาอ่านแบบจริงจังสุดๆ

        “เอาลำดับสองกับสี่ค่ะ” เธอเดินวนไปวนมาอยู่ในร้านนานสองนานแต่เขาก็ยังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม เมื่อเห็นว่าห้างใกล้จะปิดจึงไปที่แคชเชียร์แล้วซื้อหนังสือขายดีมาสองเล่ม

        “เอาล่ะ พร้อมมาก จะมาเมื่อไหร่ก็มาเลย” รินธารากลับมาที่รถของตัวเองแล้วสตาร์ทแต่ไม่เปิดไฟหน้า ในมือมีหนังสือและขนมพร้อมสรรพเพราะคืนนี้จะต้องเจอคนแปลกหน้าให้ได้

        “อะไรจะดวงสมพงศ์กันปานนี้” เธอเห็นร่างสูงส่องประกายออร่ามาแต่ไกลจะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากพ่อรูปหล่อ เขาเดินมาเรื่อยๆ ตามทางแล้วก็ปีนข้ามรั้วเข้าไปในสวน

        “หืม ! เข้าไปทำไรอ่ะ รึอยากชมสวนท่ามกลางแสงจันทร์จ๊ะสุดหล่อ” รินธาราไม่รอช้ารีบตามเข้าไปทันทีแต่เธอเข้าทางประตูมันก็ไม่ได้ล็อกทำไมต้องปีนด้วย

        “อะไรแก !” เมื่อลงจากรถเพื่อนสาวตัวดีก็โทรเข้ามา เธอรีบกดรับสายจนมือไม้สั่นเพราะเสียงเรียกเข้าดังสนั่นมากๆ

        “มีเรื่องจะเม้าท์ ! จำอีรี่ได้ม่ะ เชอร์รี่อ่ะ ที่อยู่ชมรมกระจายเสียง”

        “จำได้ ไม มีไร”

        “วันนี้ฉันเจอนางจ้ะ นางมากับแฟน”

        “ก็ไม่แปลกนิ นางสวยจะตายต้องมีหนุ่มๆ มาจีบอยู่แล้ว ตอนเรียนผู้ชายนางก็ไม่ขาด ลืมรึไง”

        “แฟนนางเป็นผู้หญิงจ้า ตอนนี้นางเป็นเลส แกๆๆๆ คิดดูดิ ผู้หญิงสวยๆ สองคนมากินกันเอง ผู้ชายในร้านนี่มองกันตาละห้อย” แล้วรินธาราก็ลืมไปสนิทกับภารกิจที่ต้องทำ เธอเม้าท์กับเพื่อนจนลืมเวลาไปเลย

        “โอ๊ย ! ตาย ชั่วโมงกว่าเลยเหรอเนี่ย คลาดกับพ่อรูปหล่อจนได้แต่ช่างเถอะ ป่านนี้เธอคงมาถึงเรือนไม้แล้วมั้ง” 

        รินธาราไม่เคยเข้ามาในสวนตอนกลางคืนมาก่อนไม่คิดเลยว่ามันจะสวยแปลกตาขนาดนี้แถมอากาศก็ดีมากๆ ด้วย อาจเป็นเพราะยามดึกมลพิษน้อยกว่าช่วงกลางวันก็เป็นได้

        เมื่อมาถึงเรือนไม้มันก็ดูปกติดี เธอแง้มประตูแล้วเดินย่องเข้าไปแต่ก็ไม่เจอใคร ข้างในนั้นมีแค่เพียงแสงสลัวจากโป๊ะไฟด้านนอกที่ส่องเข้ามาเท่านั้น

        “ว๊าย !” เธอเดินอ้อมไปดูว่าบนที่นอนมีคนรึเปล่าแต่ก็ไม่เจอใครเช่นกัน พอเงยหน้ากลับพบผู้ชายคนหนึ่งนุ่งเพียงผ้าขนหนูผืนเดียวเดินออกมาจากห้องน้ำ

        “ขอโทษครับ คุณคุณเป็นใครครับ”

        “แล้วคุณล่ะ เป็นใคร เข้ามาทำอะไรที่นี่” รินธาราเปิดไฟฉายจากมือถือแล้วส่องไปที่ร่างสูง

        ไม่อยากเชื่อเลยว่าพ่อสุดหล่อคือผู้ชายที่มาอาศัยนอนในเรือนไม้ของเธอ มันเกิดอะไรขึ้น ผู้ชายหน้าตาดีแบบเขาทำไมถึงมาลงเอยแบบนี้ได้

 

        แสดง 1 - 1
นิยายเรื่อง ในสวนแห่งรัก by Annakan
วันที่โพสต์ :  24 ส.ค. 2561 16:25    วันที่อัพเดท :   24 ส.ค. 2561 16:26    › จำนวนผู้เข้าชม 119 คน
   › คะแนนโหวต 29 คะแนน   
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้


    แสดงความคิดเห็น


   ชื่อ :
   ความเห็น :