นิยายอัพเดต       นิยายมาใหม่       Top View       Top Vote      
› นิยายเรื่อง เชลยรักจอมอสูร (ผ่านการพิจารณาจากสำนักพิมพ์แล้วจ้า)    by อังกฤษ/อักษรสีทอง/รามิล
ชื่อตอน จุดเริ่มต้นของอสูร


บทที่ 1

จุดเริ่มต้นของอสูร

 

            “อย่าอย่าฆ่าแม่ฉัน” เสียงกู่ก้องของเด็กหนุ่มวัยสิบหกไม่ได้ทำให้จอมโจรใจอ่อน หนำซ้ำยังเงื้อดาบเล่มใหญ่ขึ้นสูงเหนือศีรษะ ก่อนจ้วงแทงลงที่อกหญิงวัยสามสิบต้นๆ ซึ่งกำลังนั่งกอดบุตรชายตัวสั่นงันงก ด้วยความรักลูก เธอเอาตัวกำบังยอมรับคมมีดเพียงผู้เดียว ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของคนเป็นแม่ และเสียงสะอื้นไห้อย่างตกใจสุดขีดของคนเป็นลูก

ทุกอย่างจบสิ้นลงแล้วในวินาทีนี้สมองของปารเมศว่างเปล่า ภาพในดวงตาคือมารดาที่มีสีหน้าเหยเก โลหิตแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะหน้าเขา ภาพความโหดร้ายที่จะไม่มีวันลืมใบหน้าเหี้ยมโหดของฆาตกรที่ฟาดฟันเหยื่ออย่างไร้ความปรานี เสียงพ่อที่โดนทำร้ายจนเดินไม่ไหวตะโกนเรียกชื่อแม่เหมือนจะขาดใจตายไปอีกคน พ่อกระเสือกกระสนคืบคลาน มือขวายื่นออกมาราวจะไขว่คว้าหาแม่ แต่หมดสิ้นแล้วโอกาสที่จะมีลมหายใจต่อไปของแม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมประโยคหนึ่งที่เปล่งจากลำคอ

“ปารย์ แม่รักปารย์นะ จงพยายามมีชีวิตต่อไปเพื่อแม่”

“แม่ !” ปารเมศร้องไห้โฮ เขย่าร่างแม่ที่ยังคงมีเลือดหลั่งรินต่อเนื่อง “อย่าทิ้งผมไป แม่แม่อย่าทิ้งผม”

“ปรายดาว อย่าทิ้งพี่ไป” วสันต์เอ่ยเสียงแหบแห้ง ทว่าสิ้นแล้วความหวัง ภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานยี่สิบปีได้ฟุบหน้าลงกับพื้นดิน ดวงตาหลับพริ้ม หน้าอกนิ่งสงบปราศจากการสะท้อนขึ้นลงเพราะหายใจปรายดาวไม่หายใจแล้ว

“แก” ความแค้นทำให้หนุ่มใหญ่บ้าคลั่ง มีแรงฮึดลุกยืน ทั้งๆ ที่เมื่อครู่ยังเจ็บเจียนตาย วิ่งเข้าหาหัวหน้าจอมโจรซึ่งยืนกำด้ามดาบผงาดล้ำ “ตายซะ”

เขาคว้าก้อนหินขนาดเหมาะมือ หมายจะทุบหัวให้แตกเป็นเศษกระเบื้อง แต่อนิจจา หินหรือจะสู้ดาบที่ยาวกว่าและคมกว่า วิ่งไม่ทันถึงตัวโจรอำมหิต ปลายมีดก็เสือกแทงเข้าที่คอหอยเขาอย่างจัง

วสันต์ตาเหลือก หูแว่วได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อตนจากปากลูกชาย อยากมีโอกาสสักเสี้ยวนาทีได้สั่งเสียลูกก่อนตาย แต่มัจจุราชช่างใจร้าย ปลิดลมหายใจเขาในวินาทีนั้นโดยไม่ให้โอกาสเขาได้พูดสักคำ

“พ่อ !” ปารเมศเจ็บปวดยิ่งกว่าโดนคมมีดกรีดร่าง รอบด้านเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของกลุ่มโจรผู้ได้รับชัยชนะ ต่างจากเหยื่อที่มีแต่คราบน้ำตาและกลิ่นคาวเลือด

“ไอ้หนู” หัวโจกที่สังหารพ่อแม่เขาอย่างเลือดเย็นหยุดยืนตรงหน้า เด็กหนุ่มแหงนหน้าคอตั้งบ่ามอง “ต่อไปก็ตาเอ็งแล้วนะ”

“ลูกพี่ ปล่อยเด็กไปไม่ได้หรือไง” ชายวัยยี่สิบปลายๆ ได้เอ่ยขึ้น ขณะที่‘ลูกพี่’ แสยะยิ้ม

“นั่นเด็กเหรอ ไม่ใช่แล้ว มันโตพอจะมีเมียได้แล้วด้วยซ้ำ แกก็รู้นี่ว่าคนอย่างฉันไม่เคยประมาท หากใจอ่อนปล่อยศัตรูไปก็เหมือนตีงูหลังหัก จะคนแก่หรือเด็กทารกก็ต้องกำจัดเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม”

“เงินทองที่ได้มาต้องแบ่งกับพวกเราเท่าๆ กันนะลูกพี่”

“เฮ้ย ! พูดอะไรอย่างนั้น ฉันเป็นหัวหน้าก็ต้องได้ 70 % สิ ที่เหลืออีก 30% พวกแกก็เอาไปแบ่งกันเอง”

“ไม่ได้ พวกเรายอมพี่มานานแล้วนะ เหนื่อยก็เหนื่อยเท่ากัน เสี่ยงก็เสี่ยงเหมือนกัน แล้วทำไมลูกพี่ถึงได้มากกว่า พวกเราเอามาแบ่งกันแล้วได้แค่คนละสี่เปอร์เซ็นต์ ห้าเปอร์เซ็นต์ มันไม่ยุติธรรมนะลูกพี่”

“เฮ้ย ! กูละขำ เป็นโจรแต่กลับทวงถามหายุติธรรม ยังไงกูก็ไม่เปลี่ยนใจ กูต้องได้มากกว่าพวกมึงเพราะกูเป็นหัวหน้า”

“ลูกพี่มีลูกสาวต้องเลี้ยงดู พวกฉันก็มีครอบครัวที่ต้องดูแล ถ้าลูกพี่เอาเปรียบมากขนาดนี้ พวกฉันก็อยากจะถอยจากรังโจร สู้ไปทำงานอื่นที่ไม่เสี่ยงคุกตะรางยังจะดีกว่า”

“มึงเข้ามาแล้ว จะออกน่ะออกยากนะเว้ย เหมือนขี่หลังเสือ มึงจะลงง่ายๆ ไม่ได้ เอาละ เลิกงอแงกับกูเถอะ ขอฆ่าไอ้เด็กนี่ก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกทีว่าจะเอายังไง” หัวหน้าโจรเบี่ยงปลายดาบเข้าหาเด็กหนุ่มที่นั่งกอดแม่เนื้อตัวสั่น รอยยิ้มเกรียมปรากฏชัดตรงมุมปากหนาที่มีไรหนวดขึ้นดกครึ้ม

“พร้อมหรือยังวะไอ้หนู เออกูว่ามึงคงไม่พร้อมตายหรอก แต่กูพร้อมจะฆ่ามึงแล้วว่ะ” หนุ่มใหญ่เงื้อดาบสุดแขน ทว่าไม่ทันได้ฟาดฟันลงมา เสียงร้องไห้ก็แผดจ้า

“อุแว้ อุแว้

ทารกน้อยซึ่งถูกมัดผ้ากระเตงติดอยู่ด้านหลังจอมทมิฬร่ำไห้สุดเสียง ทำเอาชะงักไปชั่วอึดใจ เหลียวมองด้านหลัง เอ็ดเสียงเบา

“อีหนูจะร้องทำไมวะ พ่อทำงานหาเงินมาซื้อนมให้เอ็งกินไง เงียบๆ หน่อยสิ อย่ารบกวนสมาธิของพ่อ”

ช่างน่าแปลกที่เด็กน้อยไม่ยอมหยุดที่จะสร้างความปั่นป่วน เสียงร้องก้องกังวานไปทั่ว ช่วงวินาทีที่โจรพ่อลูกอ่อนเกิดความละล้าละลัง พรรคพวกก็แตกคอกันเอง ฟ้าที่มีเมฆครึ้มดำทะมึนเริ่มโปรยปรายหยาดพิรุณลงมาไม่ขาดสาย ชะล้างกลิ่นคาวเลือดและความเหี้ยมโหด

ปารเมศแหงนมองฟ้า น้ำตากับน้ำฝนปนกันเป็นหยดเดียวกัน แขนโอบรัดร่างแม่ไว้แน่นเขาหมดทางสู้ หมดกำลังใจ และหมดเรี่ยวแรงที่จะหยัดยืน ได้แต่รอคอยว่าเมื่อไหร่คมดาบจะปลิดชีพเขาอีกคน เขาจะได้ตามไปอยู่กับพ่อแม่เสียที

อย่างน้อยความตายคงทำให้เขาเจ็บปวดเพียงไม่กี่นาที ไม่เหมือนการมีชีวิตอยู่ต่อไปเขาจะอยู่ได้อย่างไรในสภาพจิตใจที่บอบช้ำ ขาดเสาหลัก ขาดพ่อแม่ สิ้นสุดแล้วไม่มีอะไรที่ทำให้เขาเจ็บปวดที่หัวใจเท่ากับการเห็นผู้ให้กำเนิดทั้งสองต้องสิ้นลมหายใจต่อหน้าต่อตาโดยที่เขาไม่อาจช่วยเหลือได้เลย

ไม่นึกเลยว่าการมาเที่ยวต่างจังหวัดในเขตชนบทพร้อมครอบครัวจะทำให้เขาเจอโศกนาฏกรรมที่จะไม่มีวันลืมเลือนตลอดชีวิต !

เขาเปลี่ยนทิศทางสายตาจากมองฟ้าไปมองเบื้องหน้าแทน ผู้ที่ถูกเรียกว่า ‘ลูกพี่’ เกิดแตกหักกับลูกน้องที่ไม่พอใจในการแบ่งเปอร์เซ็นต์รายได้ ทำให้เข่นฆ่ากันเองอย่างเลือดเย็น

เขามองภาพนั้นด้วยแววตาที่ว่างเปล่า

หัวหน้าโจรตวัดดาบรับดาบพรรคพวกที่ฟาดฟันลงมา อนิจจาน้ำน้อยมีหรือจะดับกองไฟที่ลุกโหมได้ แม้จะมั่นใจในฝีมือการต่อสู้ที่เก่งฉกาจ แต่เมื่อโดนรุมทำร้ายคนเก่งก็มีวันพ่ายแพ้เช่นกัน ดังเช่นจอมโจรผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ ที่สุดท้ายแล้วโดนปลายดาบทะลวงที่อกซ้าย โชคดีที่ไม่ทะลุไปถึงลูกสาวที่ตนกระเตงไว้ด้านหลัง

แม้จะถูกขนานนามว่าเป็น ‘เสือร้าย’ ผู้เลือดเย็น ทว่าสำนึกความเป็นพ่อยังพอมี เขาไม่ยอมทิ้งกายลงไปเบื้องหลังให้ทับลูกน้อย แต่เลือกที่จะฟุบหน้าลงที่พื้นดิน ฝืนใจใช้ดาบตัดเชือกที่รัดลูกไว้กับเอวเขาไว้จนขาดสะบั้น

“ลูกพ่อ” น้ำตาจอมโจรไหลหลั่ง เพิ่งรู้ว่าความทรมานก่อนจะตายมันเป็นเช่นไร ทำกรรมไว้มาก สุดท้ายเวรที่สร้างไว้ได้ย้อนกลับมาหาเขาอย่างรวดเร็ว

“ขอร้องอย่าทำลูกฉันเลยนะ” เขาวอนขอแทบเท้าผู้ที่เคยเป็น ‘ลูกน้อง’ และก็ได้รับคำตอบที่แสนคุ้นเคยกลับมา

“จะคนแก่หรือทารก ฉันก็ต้องกำจัดเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม”

หัวหน้าโจรมือสั่น เป็นครั้งแรกที่เขาร้องไห้ออกมา จะช่วยลูกหรือก็หมดแรง เพราะแม้แต่จะช่วยตัวเองเขายังไม่มีปัญญาเลย

นรกคงอยากได้วิญญาณเขาเร็วๆ เพราะเพียงไม่กี่นาทีต่อมาความทรมานของเขาก็สิ้นสุดลงพร้อมลมหายใจและสติรับรู้ได้ขาดสะบั้นไป

การนองเลือดยังไม่สิ้นสุด เงินทองเป็นของบาดใจ บรรดาโจรเล็กโจรน้อยฟาดฟันกันเองเพราะต่างก็หวังอยากได้สมบัติมาเป็นของตน

บ้างก็ตาย บ้างก็นอนเจ็บบาดแผล เสียงโอดโอยระงมไปทั่ว ปารมาศค่อยๆ จับร่างแม่ให้เอนนอนลง แล้วคลานไปซุกตัวที่ล้อรถยนต์ เขานั่งกอดเข่า ดวงตาแข็งกร้าวทั้งเคียดแค้น เสียใจ รวดร้าว ทุกความรู้สึกตีกันจนชุลมุน

เสียงรถตำรวจแล่นมาจอด การเข่นฆ่าหยุดลง ต่างแตกฮือเอาตัวรอด ส่วนปารเมศยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม จนกระทั่ง

ทารกวัยเจ็ดเดือนคืนคลานจากหลังบิดา มือยันพื้นดินที่เปียกชุ่มฉ่ำ น่าแปลกที่คลานมาหาเขา ใบหน้าน่ารักไร้เดียงสา ทว่าในดวงตาเขากลับเห็นแต่สีแดงฉานของโลหิต

“แอะแอะๆ” หนูน้อยทักทาย มือเล็กแตะลงที่ต้นขาชายหนุ่ม ขณะที่เขาปัดมือนั้นทิ้ง

“ไม่ต้องมาปลอบฉัน” กระซิบลอดไรฟัน เด็กคนนี้ก็เหมือนเขาที่สิ้นพ่อขาดแม่ แต่ต่างกันตรงที่เขาเสียพ่อแม่ไปเพราะโดนพ่อของเด็กหญิงฆ่าตาย

ในแววตาเต็มไปด้วยไฟแค้น ยามจับร่างเล็กขึ้นมานั่งบนตักอยากฆ่าให้ตาย แต่มันไม่สาสมกับความแค้นที่มี

รอยยิ้มเหี้ยม มาพร้อมหยดน้ำตาที่ยังคงไหลต่อเนื่อง เสียงกระซิบบางเบาที่แทบจะไม่ได้ยินเพราะเสียงฝนกลบ

“ฉันเกลียดเธอ ลูกโจรอย่างเธอไม่สมควรมีความสุขบนโลกใบนี้ !

 

ยี่สิบสองปีผ่านไป

 

แม่โฉมงาม สะคราญทรง อนงค์นุช

บริสุทธิ์ ดุจน้ำค้าง กลางเวหา

ใบหน้าอ่อน อรชร กรรัมภา

เหมือนนางฟ้า ลาวิมาน แดนฉิมพลี

เนื้อนวลสาว ขาวสะอ้าน ปานไข่ปอก

น่าหยิกหยอก ดอกแก้ว แพร้วพรรณศรี

เธอสวยใส ในโลกหล้า หมื่นสตรี

มิอาจมี ใครเทียบเคียง เสน่ห์นาง

 

บทกลอนพรรณนาโฉมหญิงสาวนางหนึ่ง ทำให้คนที่อ่านจนจบถึงกับขมวดคิ้วมุ่นภาพเด็กทารกในวัยเยาว์หวนชัดมาในมโนนึกแก้มฟูฟ่อด ดวงตารีเล็ก จมูกไร้ดั้งโด่งแค่ตรงปลาย แม้หน้าตาจะไม่ถึงขั้นดีมาก แต่ก็จัดว่าใช้ได้ แต่ถ้ามาบรรยายว่าสวยราวนางฟ้าเขาคิดว่าน่าจะเกินจริงไปสักหน่อย

นึกถึงวันแสนข่มขื่น เมื่อยี่สิบสองปีที่แล้วสมัยเขาเป็นเด็กหนุ่มวัยเพียงสิบหกปี ขากลับจากไปเที่ยวพร้อมครอบครัว โดนกลุ่มโจรดักจี้ปล้น พ่อแม่โดนสังหารอย่างเหี้ยมโหด มีเพียงเขาผู้เดียวที่รอดชีวิตมาได้พร้อมกับเด็กทารกคนหนึ่งขวัญแก้ว ลูกสาวหัวหน้าโจร !

ย่าของเขาแม้จะเสียใจที่บุตรชายและลูกสะใภ้มาตายก่อนวัยอันควร แต่เพราะเป็นคนมีเหตุผล ฝักใฝ่ธรรมะ ปฏิบัติธรรมอยู่เป็นนิตย์ เกิดเวทนาลูกโจรจึงรับเลี้ยงดู เขาจำได้ดีว่าตอนนั้นได้ค้านหัวชนฝา แต่ย่ากลับบอกด้วยสุ้มเสียงปรานี

“ปารย์ หนูแก้วยังไร้เดียงสา ไม่รู้เห็นการกระทำของพ่อตัวเอง อย่าเอาความโกรธแค้นไปลงกับคนที่ไม่รู้อะไรสิ พ่อเขาเป็นคนผิด ปารย์ก็ควรโกรธพ่อเขา ไม่ใช่ไปโกรธลูกเขา เพราะเป็นคนละคนกัน ที่สำคัญหัวหน้าโจรก็ตายไปแล้ว อย่าไปอาฆาตให้เป็นเวรกรรมผูกพันไปถึงชาติหน้าเลย”

“ผมไม่ยอมนะคุณย่า พ่อแม่โดนพวกมันฆ่าตายต่อหน้าต่อตา”

“ไม่เอาน่าปารย์” ย่าดึงเขาไปโอบกอด ลูบหัวหวังจะให้หลานชายคลายโทสะที่ร้อนรุ่ม “หัดเป็นคนมีเหตุผลและแยกแยะให้เป็นสิ”

เพราะเห็นว่าเขาเกลียดชังขวัญแก้วอย่างออกหน้าออกตา ย่าจึงส่งเด็กหญิงไปอยู่กับเพื่อนของย่าที่เมืองนอกและคอยส่งเงินไปให้ทุกเดือน ส่งเสียทั้งเรื่องกินและเรื่องเรียน จวบจนเวลาผ่านไปอีกสิบกว่าปี ย่าเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจท่านจากไปอย่างสงบ ก่อนหมดลมหายใจได้ฝากฝังกับเขา

“ปารย์ ช่วยดูแลหนูแก้วด้วยนะ ถึงจะมีพ่อเป็นโจรก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจะต้องเป็นโจรไปด้วย อย่าลืมนะปารย์ต้องเป็นคนมีเหตุผล”

หลังงานศพย่าผ่านพ้นไป เขาได้รับจดหมายจากลูกสาวของเพื่อนย่าที่ส่งมาบอกเล่าความเป็นไปของขวัญแก้ว

นอกจากกลอนพรรณนาโฉมความงามที่เขาไม่มีวันเชื่อถือแล้ว ในเนื้อหายังมีบอกสั้นๆ อีกว่า สองวันข้างหน้าขวัญแก้วจะเรียนจบและจะกลับเมืองไทยในอาทิตย์หน้า

ปารเมศยิ้มหยัน ในดวงตายังคงลุกโชนด้วยไฟแค้น มือกำแผ่นกระดาษจนยับย่นเหอะ สาวสวยราวนางฟ้าลงมาจุติอย่างนั้นหรือ น่าขำสิ้นดี

ครั้งสุดท้ายที่เขาได้เห็นขวัญแก้ว คือตอนที่เธออายุได้ 6 ขวบ ตอนนั้นขี้มูกย้อย ตัวก็อ้วนกลม ขี้แย แถมอ่อนแออีกต่างหาก

อย่างยัยนั่นน่ะหรือจะเป็นสาวงาม ต่อให้ช้างมีปีกบินได้ ควายเป็นสีชมพู เขาก็ไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด

อีกเจ็ดวันสินะที่จะได้เจอกัน เขาจะเป็นผู้ปกครองคนใหม่ของเธอในอดีตพ่อเธอเคยมอบความทุกข์ให้เขา แต่ในปัจจุบัน เขานี่แหละจะเป็นฝ่ายมอบความโชคร้ายให้เธอบ้าง

‘ขอโทษนะครับคุณย่า ผมคงทำดีต่อขวัญแก้วไม่ได้ เพราะผมไม่ใช่คนมีเหตุผล !

        แสดง 1 - 1
วันที่โพสต์ :  27 ส.ค. 2561 07:56    วันที่อัพเดท :   27 ส.ค. 2561 07:57    › จำนวนผู้เข้าชม 272 คน
   › คะแนนโหวต 81 คะแนน   
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้


    แสดงความคิดเห็น


   ชื่อ :
   ความเห็น :