นิยายอัพเดต       นิยายมาใหม่       Top View       Top Vote      
› นิยายเรื่อง ลิขิตรักคำสั่งวิวาห์ (NC18+ หวานๆ)    by สุภาวดี
ชื่อตอน ตอนที่ 5 คำขอโทษ


5 
คำขอโทษ

 

                รถแท็กซี่คันใหญ่จอดเทียบหน้าประตูรั้วของบ้านเรือนไทยแทบจะไม่ทันใจของผู้โดยสารสาวที่ความอัดอั้นเสียใจคับแน่นจนจุกอกอรณิชารีบก้าวลงมาด้วยความรวดเร็วก่อนจะวิ่งตรงเข้าไปในบ้านทั้งน้ำตาเวลานี้เธออยากได้ไออุ่นจากอกของมารดามากที่สุด

                เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของบุตรสาวทำให้คุณนายมณีนุชที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่บริเวณห้องนั่งเล่นต้องรีบลุกออกมาดูด้วยความตกใจ

                “คุณแม่ขา... ฮือ... ฮึก...”อรณิชาโผเข้าสวมกอดมารดาทันทีที่เห็นหน้า

                “หนูอร... เป็นอะไรลูกร้องไห้ทำไม” คุณนายมณีนุชกระชับอ้อมกอดอย่างปลอบโยนสิ่งใดกันทำให้ลูกสาวที่น่ารักของนางเสียใจได้ถึงเพียงนี้

                “อรไม่อยู่กับเขาได้ไหมคะคุณแม่อรอยากอยู่ที่บ้านของเรา” เสียงสะอื้นร้องบอกอย่างน่าสงสาร

                “โถ่... ลูกแม่”คนเป็นแม่ลูบผมนุ่มสลวยของบุตรสาวด้วยความรักจนสุดหัวใจ

                “สวัสดีค่ะ คุณผู้หญิง”ชื่นที่เดิมตามมาทีหลังยกมือไหว้นายหญิงของบ้านอย่างนอบน้อม

                “อ้าว ชื่น มากับหนูอรเหรอแล้วหมอวิทยาล่ะมาด้วยหรือเปล่า” คุณนายมณีนุชถามพี่เลี้ยงของบุตรสาวด้วยความแปลกใจ

                “คุณหมอไม่ได้มาค่ะชื่นนั่งแท็กซี่มากับคุณหนู” พี่เลี้ยงสาวตอบตามตรง

                “ตายจริง... ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะลูกไปๆ เข้าไปข้างในก่อนแล้วค่อยคุยกัน”นายหญิงของบ้านโอบประคองลูกสาวสุดที่รักเข้าไปในบ้านเพื่อจะได้ถามไถ่พูดคุยกันได้สะดวก

                สองแม่ลูกนั่งกกกอดปลอบโยนกันสักพักเสียงสะอื้นของคนเป็นลูกก็ค่อยๆเบาลงจนเป็นปกติ นายแพทย์สินชัยที่เดินออกมาจากห้องหนังสือตามเข้ามานั่งข้างๆกับบุตรสาว

                “เกิดอะไรขึ้นทำไมลูกสาวของพ่อถึงได้ร้องไห้มาแบบนี้”คนเป็นพ่อที่หวั่นไหวกับน้ำตาของบุตรสาวอันเป็นที่รักถามขึ้นด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นมือหนาแตะที่ไหล่บอบบางเบาๆ เพื่อถ่ายทอดความรักความห่วยใยก่อนจะมองสาวใช้ที่ส่งให้ไปคอยดูแลบุตรสาวด้วยสายตาตำหนิ

                “คุณพ่อขา...”อรณิชาผละจากอกของมารดาขยับเข้ามากอดคนเป็นพ่ออย่างต้องการที่พึ่ง

                “แล้วหมอวิทยาไปไหนทำไมปล่อยให้ลูกของพ่อมาคนเดียวแบบนี้ล่ะ”นายแพทย์สินชัยเอ่ยถามด้วยความรู้สึกไม่พอใจ พร้อมทั้งส่งสายตาไปที่สาวใช้ซึ่งก็ได้รับคำตอบกลับมาเป็นการส่ายหน้า

                “อรไม่อยากอยู่กับเขาคุณพ่อให้อรอยู่ที่บ้านของเราไม่ได้หรือคะ”อรณิชาไม่พูดถึงชายหนุ่มที่คนเป็นพ่อถามหาแต่กลับอ้อนวอนในสิ่งที่ตัวเองต้องการออกไปแทน

                “ไหนบอกแม่สิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นทำไมหนูถึงไม่อยากอยู่กับพี่เขา” คุณนายมณีนุชถามบุตรสาวอีกครั้งด้วยความห่วงใย

                “เอ่อ... อร”คำถามของมารดาทำให้ใบหน้าเนียนใสซับสีระเรื่อขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่รู้จะบอกคนเป็นแม่อย่างไรดีว่าเขาทั้งดูถูกหาว่าเธอริรักในวัยเรียนชิงสุกก่อนห่ามอีกทั้งยังเหยียดหยามว่าเธอเป็นเด็กใจแตก และก็... จูบเธอด้วย

                อาการนิ่งงันประกอบกับใบหน้าที่เห่อแดงเป็นลูกตำลึงสุกของบุตรสาวทำให้นายแพทย์สินชัยเริ่มอมยิ้มออกมานิดๆ อย่างชอบใจแสดงว่าสาเหตุที่ทำให้บุตรสาวร้องไห้คงไม่ใช่เรื่องอะไรร้ายแรงที่ต้องเป็นกังวลอีกแล้ว

                “ถ้าลูกยังไม่พร้อมจะพูดตอนนี้ก็ไม่เป็นไรพ่อว่าลูกไปนอนพักสักหน่อยดีกว่าไหม เผื่อจะได้สบายใจขึ้น” คนเป็นพ่อบอกอย่างเอาใจเพราะไม่อยากให้บุตรสาวต้องคิดมากในตอนนี้

                “นั่นสิ นอนพักสักหน่อยนะลูก...ไปจ้ะ เดี๋ยวแม่จะเดินไปส่งที่ห้อง” คุณนายมณีนุชบอกบุตรสาวเสียงนุ่มและเมื่อได้คำตอบเป็นการพยักหน้าน้อยๆนางจึงอาสาจะไปส่งลูกสาวสุดที่รักให้ถึงเตียงนอน

                “ค่ะคุณแม่” อรณิชารับคำก่อนจะเข้าไปสวมกอดคนเป็นพ่อจากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ห้องนอนของตัวเองพร้อมกับมารดา

                “ว่าไงชื่น มีอะไรจะเล่าให้ฉันฟังไหม”นายแพทย์สินชัยหันไปถามสาวใช้ที่ยังนั่งเงียบอยู่กับพื้นตรงหน้า

                “เอ่อ... คือ...ชื่นก็ไม่ทราบค่ะว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเช้าคุณหมอเข้าบ้านมาพร้อมกับคุณหนูก็ดูจะปั้นปึงกันนิดหน่อยค่ะแต่พอคุณหมอเรียกให้คุณหนูขึ้นไปคุยกันข้างบนห้อง สักพักก็มีเสียงเอะอะโวยวายจากนั้นคุณหนูก็วิ่งร้องไห้ลงมาแล้วบอกจะกลับบ้านท่าเดียวเลยค่ะ”ชื่นบอกเล่าสิ่งที่ตัวเองรู้อย่างไม่ปิดบังแม้จะไม่ใช้คำตอบที่ชัดเจนนักก็ตามแต่เธอก็รู้ก็เห็นมาเท่านี้จริงๆ

                “แล้วหมอวิทยาล่ะ” คนเป็นเจ้านายยังคงถามต่อ

                “ไม่ทราบค่ะ คุณหมอไม่ได้ตามลงมาด้วย” 

                “อืม... เธอมีอะไรก็ไปทำก่อนเถอะแล้วยัยหนูจะกลับบ้านโน้นตอนไหนฉันจะให้คนไปเรียก”

                “ค่ะ”

                นายแพทย์สินชัยนั่งคิดถึงเรื่องของบุตรสาวกับบุตรเขยตามที่สาวใช้เล่าให้ฟังแสดงว่าทั้งสองต้องมีเรื่องทะเลาะกันแน่ๆ แต่จะเรื่องอะไรนั้น เขาเองก็สุดจะรู้ได้แต่ภายในใจก็คิดว่าคนเป็นลูกคงไม่ปล่อยให้ใครมาทำร้ายได้ฝ่ายเดียวหรอกเพราะบุตรสาวของเขานั้นทั้งดื้อทั้งเอาแต่ใจและแถมไม่ยอมใครอีกด้วย

                “เห็นไหมคะคุณสินแค่วันแรกก็ทะเลาะกันแล้ว อย่างนี้จะไปกันรอดหรือคะเนี่ย”คุณนายมณีนุชบ่นอุบหลังออกมาจากห้องนอนของบุตรสาว แล้วกลับมาหย่อนตัวลงนั่งตรงข้ามกับสามี

                “ลูกเป็นยังไงบ้าง”นายแพทย์สินชัยถามอย่างห่วงใย

                “หลับไปแล้วค่ะสงสัยร้องไห้จนเหนื่อย เฮ้อ... น้องละปวดหัวจริงๆ” คุณนายมณีนุชถอนหายใจหนักๆด้วยความกังวล

                “น่า... ไม่มีอะไรหรอก เด็กๆคงแค่ทะเลาะกันนิดๆ หน่อยๆ เมื่อกี้ผมถามกับชื่นแล้ว”คนเป็นสามีปลอบใจภรรยาเสียงนุ่ม

                “แล้วอย่างนี้จะทะเลาะกันทุกวันหรือเปล่าคะเนี่ยน้องเป็นห่วงลูกจังเลยค่ะ”

                “แรกๆก็ต้องมีกันบ้างแหละเป็นเรื่องธรรมดา คนเพิ่งรู้จักกัน จู่ๆจะให้ทำอะไรถูกใจกันทุกอย่างก็คงยาก เดี๋ยวอีกหน่อยก็ค่อยๆ เรียนรู้กันไปเอง”นายแพทย์สินชัยพยายามหว่านล้อมให้คนเป็นภรรยาคลายความกังวล

                “น้องจะไปอยู่เป็นเพื่อนลูกดีไหมคะ”คนเป็นแม่ไม่วายเป็นห่วง

                “ฮื้อ... ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกลูกสาวเราโตแล้วนะคุณ ปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้ชีวิตด้วยตัวเองบ้าง”ประมุขของบ้านปฏิเสธเสียงแข็งเอ่ยตักเตือนอย่างไม่เห็นด้วย

                “แต่...”คุณนายมณีนุชเตรียมจะคัดค้าน แต่ก็ถูกคนเป็นสามีเอ่ยย้ำขัดขึ้นมาก่อน

                “เชื่อผมเถอะ... เดี๋ยวเย็นๆหมอวิทยาจะต้องมารับยัยหนูของเรากลับบ้านแน่ๆ” นายแพทย์สินชัยกล่าวอย่างมั่นใจเขาเชื่อว่าตัวเองดูคนไม่ผิด การที่หมอวิทยาไม่ตามมางอนง้อบุตรสาวของเขาในตอนนี้ก็เพราะรู้ดีว่าต่างฝ่ายก็ต่างใจร้อนปล่อยให้ใจเย็นก่อนแล้วค่อยคุยกันจะดีกว่า

                “คุณคิดอย่างนั้นหรือคะ”แม้จะไม่คลายความกังวลมากนัก แต่ตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้มาก ยังไงก็ต้องรอดูกันไปก่อนหากเย็นนี้บุตรเขยจะมารับบุตรสาวของนางจริงๆ คงได้พูดคุยกันให้กระจ่างกว่านี้

                “ครับ ไม่ต้องคิดมากหรอกลงไปเดินเล่นในสวนกับผมดีกว่า เผื่อจะได้เก็บผลไม้ให้ลูกเอากลับไปกินด้วย”ว่าจบนายแพทย์สินชัยก็ประคองภรรยาคนสวยให้ลุกขึ้นแล้วพากันเดินลงไปข้างล่างด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข

 

                วิทยาตื่นขึ้นมาในตอนบ่ายหลังจากที่นอนหลับไปอย่างไม่รู้ตัวเพราะความอ่อนเพลียกายแกร่งขยับตัวลงจากเตียงแล้วตรงดิ่งไปอาบน้ำทันทีเพื่อให้ร่างกายสดชื่นก่อนจะเดินลงมาข้างล่างด้วยเสื้อเชิ้ตกับกางเกงขาสั้นเสมอเข่าแบบสบายๆสำหรับวันพักผ่อนของเขา

                “คุณหมอจะให้ตั้งโต๊ะอาหารกลางวันเลยหรือเปล่าคะ”สาวใช้นามว่าสายใจเดินเข้ามาถามคนเป็นเจ้านายเมื่อเห็นว่าเขาลงมาจากข้างบนแล้วพลางเหลือบมองรอยฝ่ามือที่เป็นปื้นแดงๆ บนใบหน้าหล่อเหลานั่นอย่างนึกแปลกใจแต่ก็จนปัญญาที่จะเอ่ยถามด้วยไม่ใช่เรื่องที่ตัวเองควรจะเข้าไปยุ่ง

                “อืม... ตั้งเลยแล้วเธอชื่ออะไรนะ... ขอโทษทีฉันจำไม่ได้” วิทยาถามกลับไป แม้จะรู้สึกคุ้นๆหน้าอยู่บ้างว่าเป็นเด็กที่บ้านคุณแม่ของเขาแต่เขาก็ไม่เคยเรียกใช้เลยสักครั้งจึงจำชื่อไม่ได้

                “สายใจค่ะ” สาวใช้ตอบอย่างนอบน้อมเมื่อเห็นเจ้านายพยักหน้าให้เป็นการรับรู้เธอจึงก้มตัวเล็กน้อยแล้วเดินออกไปเพื่อจัดโต๊ะอาหารให้ชายหนุ่ม

                เจ้าของบ้านเดินสำรวจไปทั่วบริเวณรอบๆเพื่อตามหาใครบางคนแต่ก็ไม่พบ เขาจึงเข้าไปนั่งที่โต๊ะอาหารซึ่งสาวใช้จัดรอไว้แล้วเมื่อเห็นว่าจานข้าวมีแค่ของเขาคนเดียวทำให้ยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าหญิงสาวที่ทะเลาะกับเขาเมื่อเช้าเธอไม่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้อย่างแน่นอน

                “เอ่อ... แล้ว... คุณอรณิชาไปไหน”หมอหนุ่มมีอาการลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามกับสาวใช้ที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ใกล้ๆ

                “เห็นบอกว่าจะกลับบ้านค่ะ...ไปกับพี่ชื่น”

                คำตอบของสายใจทำให้คนเป็นเจ้านายนิ่งงันนี่คงจะร้องไห้ขี้มูกโป่งไปฟ้องแม่ล่ะสิ เด็กน้อเด็ก วิทยาคิดในใจพลางส่ายหน้าอย่างนึกระอาแล้วจึงหันไปออกคำสั่งกับสาวใช้อีกครั้ง

                “อืม... เธอมีอะไรก็ไปทำเถอะฉันไม่เอาอะไรแล้วหละ”

                หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็เดินเข้าไปที่ห้องทำงานเพื่อจัดเรียงหนังสือและเอกสารที่เขาขนมาจากบ้านโน้นให้เข้าที่เข้าทางเป็นระเบียบพร้อมสำหรับการใช้งานได้ทันทีจากนั้นก็ขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเองเพื่อหยิบกุญแจรถและของใช้ส่วนตัวอีกสองสามอย่างแล้วกลับลงมาอีกครั้งเพื่อจะออกไปข้างนอก

                “เย็นนี้ไม่ต้องทำกับข้าวเผื่อฉันนะฉันจะไปบ้านคุณแม่” วิทยาเข้าไปบอกสาวใช้ที่กำลังทำงานอยู่ในครัวก่อนจะเดินไปที่รถของตัวเองแล้วขับออกไปจากบ้านทันทีเขาคิดถึงหนูน้อยทิชาหลานสาวที่น่ารักของเขาเพราะเมื่อถึงวันหยุดทีไรเขามักจะขลุกอยู่กับหลานตลอดทั้งวันซึ่งถือเป็นการพักผ่อนและคลายความเครียดไปในตัวด้วย โดยหมอหนุ่มไม่ได้คิดถึงหญิงสาวที่เป็นภรรยาในนามเลยสักนิดเพราะคิดว่าเมื่อเธอหายโกรธแล้วคงจะกลับมาเองอีกอย่างเธอก็มีพี่เลี้ยงคอยดูแลใกล้ชิดอยู่แล้วยิ่งไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วงอีก

 

                รถยนต์สัญชาติเยอรมันคันหรูคุณภาพเยี่ยมพาวิทยามายังบ้านหลังใหญ่ที่แสนอบอุ่นของมารดาเมื่อจอดรถเรียบร้อยแล้วเจ้าของร่างสูงโปร่งก็ก้าวลงมาด้วยความรวดเร็วก่อนจะเดินตรงเข้าไปในบ้านและก็ไม่ผิดหวังเมื่อเขาพบหนูน้อยที่เขาตั้งใจมาหากำลังนั่งเล่นกับพี่เลี้ยงอยู่ในบริเวณห้องรับแขกพอดี

                “ทิชา คิดถึงลุงไหมครับ”วิทยาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นแล้วอุ้มหนูน้อยมากอดไว้บนตัก พร้อมทั้งก้มลงหอมแก้มยุ้ยๆทั้งสองข้างอย่างนึกมันเขี้ยวในความน่ารักน่าชังของเจ้าตัวเล็ก

                “แล้วนี่ทุกคนไปไหนกันหมด”ชายหนุ่มถามพี่เลี้ยงที่นั่งอยู่กับหนูน้อยตามลำพัง

                “คุณนายพักผ่อนอยู่ข้างบนค่ะส่วนคุณกรกับคุณมลอยู่ในห้องทำงาน” สิ้นคำตอบของเด็กสาว ประมุขของบ้านก็เดินลงบันไดมาจากชั้นบนพอดีเมื่อเห็นบุตรชายคนโตที่นางกำลังเป็นห่วงอยู่จึงเอ่ยทัก

                “อ้าว ตาวิท มานานหรือยังลูกไม่ให้คนขึ้นไปตามแม่ล่ะ”

                “สวัสดีครับคุณแม่ ผมเพิ่งมาครับ”วิทยายกมือไหว้มารดาพร้อมกับตอบคำถามเสร็จสรรพ

                “แล้วหนูอรล่ะ ไม่ได้มาด้วยเหรอ” คุณนายกมลวรรณถามถึงลูกสะใภ้พลางกวาดตามองหาจนทั่วห้องแล้วหย่อนตัวลงนั่งที่โซฟาตัวยาว

                “เอ่อ...” อาการอ้ำอึ้งของบุตรชายทำให้นางหันมาสบตาอย่างนึกสงสัยและเมื่อได้มองชัดๆ จึงเห็นรอยฝ่ามือเป็นปื้นแดงที่แก้มข้างซ้ายของคนเป็นลูก

                “ตาวิท!นั่นหน้าไปโดนอะไรมาหะลูก มานี่สิ มานั่งคุยกับแม่ตรงนี้หน่อย” คนเป็นแม่ร้องถามด้วยความตกใจและขยับตัวเล็กน้อยเพื่อให้บุตรชายขึ้นมานั่งใกล้ๆ

                “ครับ”วิทยารับคำเบาๆ พลางยกมือขึ้นลูบแก้มที่เป็นรอยช้ำของตัวเองแก้เก้อไปด้วยแล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปนั่งข้างๆ กับมารดา

                “เกิดอะไรขึ้นวิท” คนเป็นแม่ถามขึ้นด้วยความกังวล

                “เอ่อ...ผมรังแกคุณอรนิดหน่อยน่ะครับ เลยถูกเธอตบเอา” วิทยาตอบตามตรงก็เขารังแกปล้ำจูบเธอจริงๆ นั่นแหละหวังว่าคนเป็นแม่คงเข้าใจและจะไม่ถามอะไรให้มากความอีกแต่เขาคิดผิดเพราะมารดายังคงถามในรายละเอียดต่อไป

                “ตายแล้วตาวิท ทำไมเรียกเมียตัวเองว่าคุณแบบนั้นล่ะเรียกน้องสิลูก... แล้วเราไปรังแกอะไรน้อง” คุณนายกมลวรรณขมวดคิ้วมุ่นบุตรชายของนางไปรังแกอะไรลูกสะใภ้ถึงได้โดนเธอตบซะช้ำมาแบบนั้น

                “เอ่อ... คือ...”หมอหนุ่มอ้ำอึ้งด้วยไม่รู้จะบอกมารดาอย่างไรมันไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาเล่าสู่กันฟังได้ง่ายๆ เมื่อไรกัน

                “อ้าวหมอวิท/พี่วิทมานานแล้วเหรอ” สองสามีภรรยาที่ออกมาจากห้องทำงานร้องทักคนเป็นพี่ด้วยอาการดีใจก่อนจะเดินเข้ามาร่วมสนทนาด้วย

                “แล้วพี่สะใภ้ของมลล่ะคะพี่วิท”พิชามลถามพร้อมกับมองไปรอบๆ ห้องรับแขกแต่ก็ไม่พบคนที่เธอกำลังพูดถึง

                “พี่มาคนเดียวน่ะ”วิทยาตอบน้องสาวแล้วรีบหันไปทางอื่นเพราะไม่อยากให้คนเป็นน้องเห็นร่องรอยที่น่าอับอายบนใบหน้าของเขา

                “อ้าวมลเลยไม่ได้ทำความรู้จักกับพี่สะใภ้อย่างเป็นทางการสักที”พิชามลทำท่าผิดหวังเล็กน้อยก่อนจะลงไปนั่งเล่นกับลูกสาวที่กำลังชี้ชวนให้เธอดูของเล่นในมือ

                “แล้วนั่นหน้าไปโดนอะไรมาครับ”ทินกรเอ่ยถามยิ้มๆ อย่างรู้ทัน เมื่อเห็นรอยฝ่ามือบนใบหน้าหล่อเหลาของหมอหนุ่มและยิ่งแน่ใจมากขึ้นเมื่อใบหน้าขาวๆ ของอีกฝ่ายเห่อแดงอย่างคนเขินอาย ไวไฟเหมือนกันนะเนี่ย คุณหมอ ฮึฮึ

                “ก็เนี่ยแม่กำลังถามเอาความกันอยู่ ว่าไปทำอีท่าไหน น้องเขาถึงได้ตบเอา”คุณนายกมลวรรณพูดแกมบ่นนิดๆ ปลายตามองคนเป็นลูกที่ถามไปก็เอาแต่อ้ำอึ้ง

                “ผมว่าไม่ใช่ผิดท่าหรอกครับคงผิดจังหวะมากกว่า จริงไหมครับหมอวิท”ทินกรแซวพร้อมกับส่งสายตากรุ้มกริ่มไปให้คนเป็นพี่เขยอย่างหยอกล้อส่งผลให้หมอหนุ่มยิ่งหน้าแดงขึ้นไปอีก

                “อะไรกันตากร แม่ไม่เข้าใจ”ผู้อาวุโสทำท่าครุ่นคิดหันไปมองหน้าบุตรชายสลับกับบุตรเขยอย่างเป็นคำถาม

                “ผมว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรงหรอกครับคุณอรเธอคงไม่เคยแล้วหมอวิทก็ใจร้อน มันอาจจะผิดจังหวะกันได้”ทินกรพูดทีเล่นทีจริงเหมือนเป็นเรื่องขำขันซะมากกว่า

                “ว๊าย! พี่กรพูดอะไรน่าเกลียด” พิชามลตวาดลั่นใส่คนเป็นสามีที่พูดจาสองแง่สองง่ามชวนให้คิดลึก

                “วิท ลูกบังคับฝืนใจน้องเหรอ”คนเป็นแม่ถามออกไปตรงๆ เมื่อคิดตามที่บุตรเขยบอก

                “ปะ เปล่านะครับคุณแม่ผมไม่ได้ทำถึงขนาดนั้น” วิทยาส่ายหน้าหวือรีบปฏิเสธทันควัน พลางคิดในใจว่าเขาไม่น่ามาที่นี่เลยไม่งั้นคงไม่ต้องรู้สึกอับอายขนาดนี้

                “นั่นงะ... แสดงว่าทำ...ถึงแม้จะแค่นิดหน่อยก็เหอะ ฮึฮึ” ทินกรยังคงล้อเลียนอย่างสนุกสนาน

                “พี่กร... พอแล้วค่ะพี่วิทอายจนตัวแดงไปหมดแล้ว” พิชามลเอ็ดเบาๆ พลางหยิกแขนอีกฝ่ายจนสะดุ้งตัวโยนก่อนจะได้รับสายตากรุ้มกริ่มเป็นเชิงคาดโทษเอาไว้จากสามีสุดที่รัก

                “ยังไงเนี่ยตาวิท”คุณนายกมลวรรณนึกสนุกเลยแกล้งถามกลับไปหน้าตาเฉยยิ่งเห็นบุตรชายเขินอายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนนางจึงอยากให้คุณหมอเย็นชาหลุดมาดขรึมสักที

                “ผมก็บอกคุณแม่แล้วว่าผมรังแกน้องเขานิดหน่อยเท่านั้น” วิทยาอ้อมแอ้มตอบไม่ค่อยเต็มเสียงนักพลางยกมือขึ้นขยับแว่นตาเป็นการแก้เขินเมื่อรู้ตัวว่ามีสายตาจ้องจับผิดอีกหลายคู่มองมาทางเขาชายหนุ่มจึงลุกพรวดแล้วลงไปนั่งเล่นกับหลานสาวตัวน้อยทันทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                “แล้วตอนนี้น้องอยู่ที่ไหน”คนเป็นแม่ถามเสียงเรียบปรายตามองบุตรสาวคนเล็กและบุตรเขยที่ส่งยิ้มมาให้อย่างรู้ทัน

                “อยู่ที่บ้านของเธอครับ”อีกครั้งที่หมอหนุ่มตอบอย่างไม่เต็มเสียงนัก เพราะเรื่องนี้เขาเป็นคนผิดเต็มๆที่ทำให้เธอหนีไป

                “ตายแล้วตาวิท!ลูกปล่อยให้น้องหนีกลับบ้านไปได้ยังไง ป่านนี้คุณสินไม่โกรธแย่แล้วหรือเนี่ย”คุณนายกมลวรรณตำหนิเสียงขุ่นนึกกังวลใจไปถึงเพื่อนเก่าที่เกี่ยวดองซึ่งป่านนี้คงกำลังไม่พอใจบุตรชายของนางอยู่เป็นแน่พลางคิดว่าเดี๋ยวต้องโทรไปหาอีกฝ่ายเพื่อหยั่งเชิงถามดูสักหน่อยแล้วก่อนจะหันไปออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดกับลูกชาย

                “ไปเลยนะตาวิท เย็นนี้ไปรับน้องกลับมาอยู่กับเราที่บ้านให้ได้เชียว”

                “ผมคิดว่าถ้าเขาหายโกรธก็คงกลับมาเองแหละครับ”คนเป็นลูกออกปากข้างๆ คูๆ เพราะไม่อยากไปพบหญิงสาวตอนนี้

                “ไม่ได้! จะรอได้ยังไงแม่ขอสั่งเลยนะวิท ไปรับน้องกลับมาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม” เสียงเข้มๆของคนเป็นแม่ บ่งบอกว่าลูกชายที่ดีอย่างเขาไม่ควรปฏิเสธหรือโต้แย้งใดๆ อีก ดังนั้นหมอหนุ่มจึงทำได้เพียงก้มหน้าแล้วยอมรับคำสั่งแต่โดยดี

                “ครับคุณแม่”

                หลังรับคำสั่งจากมารดารไปแล้ววิทยาก็อิดออดโอ้เอ้ชวนหลานสาวเล่นสนุกอยู่เป็นนานพอหนูน้อยทิชาเริ่มงอแงง่วงนอนแล้วนั่นแหละ คนเป็นลุงถึงเริ่มขยับเขยื้อนกายออกไปแต่ก็ไม่วายหันมาสบตาคนเป็นแม่ที่จ้องมองเขาด้วยแววตาดุเข้มแกมบังคับอยู่ในทีตามด้วยน้องสาว และน้องเขย ซึ่งทั้งสองต่างก็ส่งยิ้มให้เขาอย่างเป็นกำลังใจ

 

                วิทยาใช้เวลาขับรถเพียงไม่นานก็มาถึงบ้านเรือนไทยของนายแพทย์รุ่นใหญ่ทันทีที่ร่างสูงก้าวลงมาจากรถก็พบกับสาวใช้ประจำบ้านยืนรออยู่ก่อนแล้ว 

                “เชิญขึ้นเรือนก่อนค่ะคุณหมอคุณท่านกำลังรออยู่” สาวใช้ส่งยิ้มให้เขาอย่างนอบน้อมก่อนจะเดินนำเขาขึ้นไปบนเรือนการมาที่นี่ถือเป็นครั้งที่สองสำหรับเขา ครั้งแรกคือเมื่อวานที่เขามาในฐานะเจ้าบ่าวแต่วันนี้เขามาในฐานะลูกเขยซึ่งความรู้สึกในตอนนี้กับเมื่อวานไม่ได้แตกต่างกันเลยสักนิดเพราะเขายังรู้สึกประหม่าและตื่นเต้นอยู่มาก

                “สวัสดีครับคุณลุง... เอ่อ คุณพ่อคุณแม่” หมอหนุ่มยกมือไหว้ผู้ใหญ่ด้วยความเคารพอดไม่ได้ที่จะเรียกขานท่านในแบบเดิมๆ ที่เคยถนัดจนได้รับสายตาดุเข้มของพ่อตาจ้องเขม็งนั่นแหละ เขาจึงรีบแก้คำให้เหมาะสมขึ้น

                “สวัสดีลูก มารับหนูอรเหรอ”นายแพทย์สินชัยถามอย่างรู้ทันเพราะก่อนหน้านี้คุณนายกมลวรรณแม่ของอีกฝ่ายได้โทรมาเล่าเรื่องราวให้ฟังคร่าวๆแล้ว และเขาก็ไม่ได้นึกโกรธเคืองอะไร โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นรอยฝ่ามือที่ฝังอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาของบุตรเขยทำให้เขานึกตำหนิบุตรสาวของตัวเองด้วยซ้ำที่ลงไม้ลงมือกับสามีตัวเองแบบนั้น

                “ครับคุณพ่อ”วิทยาตอบเสียงเรียบพลางยกมือหนาขึ้นลูบรอยช้ำบนแก้มสากเป็นการแก้เก้อเมื่อรู้ว่าผู้ใหญ่ทั้งสองกำลังจ้องมองอยู่คุณนายมณีนุชที่ตอนแรกจะรอต่อว่าบุตรเขยแต่พอมาเห็นแบบนี้แล้วนางถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียวเพราะดูท่าบุตรสาวของนางก็แผลงฤทธิ์กับอีกฝ่ายไม่น้อยเหมือนกัน

                “เอ่อ... คือ... ผมขอโทษครับที่ทำให้น้องโกรธจนต้องหนีมา” คนเป็นเขยกล่าวขอโทษจากใจ โดยยอมรับความผิดทั้งหมดไว้แต่เพียงผู้เดียวซึ่งนั่นยิ่งทำให้พ่อตานึกชื่นชมในตัวบุตรเขยมากขึ้นไปอีก

                “ไม่เป็นไร พ่อเข้าใจคนสองคนเพิ่งรู้จักกันและต้องมาอยู่ด้วยกันตามลำพังแบบนั้นก็ต้องมีปากเสียงกันบ้างเป็นธรรมดา แต่ไม่ได้หนักหนาจนเกินทนใช่ไหมหมอวิท”พ่อตาบอกบุตรเขยพร้อมกับถามถึงความหนักแน่นของอีกฝ่ายไปด้วยในตอนท้าย

                “ครับ”  วิทยาตอบเสียงเข้มให้คนเป็นพ่อตาได้ชื่นใจ

                “น้องยังมีนิสัยเอาแต่ใจตัวเองอยู่บ้างเพราะความเป็นลูกคนเดียว บางครั้งน้องก็ยังมีความคิดแบบเด็กๆหมอวิทต้องให้เวลาน้องบ้างนะลูก ค่อยๆ ปรับกันไป แม่ไม่สบายใจเลยที่เห็นลูกร้องไห้กลับมาแบบนี้”คุณนายมณีนุชอธิบายพร้อมกับฝากฝังกับบุตรเขยอย่างนุ่มนวล ไหนๆก็ยกลูกสาวให้เขาไปแล้ว คงทำได้แค่ภาวนาของให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกันไปตลอดรอดฝั่ง

                “ครับ ผมเข้าใจ...ผมต้องกราบขอโทษคุณแม่อีกครั้งนะครับ ที่ทำให้เป็นกังวลและไม่สบายใจไปด้วย”วิทยาพูดพลางยกมือพนมไหว้คนเป็นแม่ยายอีกครั้งด้วยความรู้สึกผิดจากใจ

                คุณนายมณีนุชรับคำขอโทษของบุตรเขยด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอดจะนึกชื่นชมในความนอบน้อมและมีสัมมาคารวะของอีกฝ่ายไม่ได้แวบหนึ่งนางชักเริ่มเห็นพ้องกับคนเป็นสามีที่ยกบุตรสาวเพียงคนเดียวอันเป็นที่รักให้กับชายหนุ่มตรงหน้าได้เป็นผู้ดูแลต่อไปอย่างหมดห่วงสมคำร่ำลือจริงๆ หล่อ สุภาพ อบอุ่นนุ่มนวล มีความเป็นสุภาพบุรุษและไม่เจ้าชู้ คนเป็นแม่ยายแอบรำพึงในใจยิ้มๆนางพอจะมีเพื่อนที่อยู่ในวงการแพทย์ด้วยเหมือนกันจึงแอบถามไถ่พฤติกรรมของลูกเขยมาบ้าง และก็ไม่ผิดหวังเพราะทุกคนต่างก็เอ่ยชื่นชมในตัวหมอหนุ่มคนนี้ให้ฟังทั้งนั้น

                “งั้นอยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนนะลูกแล้วค่อยกลับเดี๋ยวแม่ไปดูน้องก่อนและจะไปบอกให้เด็กตั้งโต๊ะด้วย” แม่ยายบอกพลางขยับตัวลุกขึ้นเพื่อเข้าไปตามบุตรสาวและดูความเรียบร้อยของโต๊ะอาหาร

                “ครับคุณแม่ ขอบคุณครับ”คนเป็นเขยรับคำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเพราะความจำเป็นและมารยาทที่สำคัญยัยตัวแสบของเขายังไม่โผล่หน้ามาเลยด้วยซ้ำปล่อยให้เขารับผิดกับผู้ใหญ่แต่เพียงผู้เดียวนี่แสดงว่าคุณแม่ของเขาต้องโทรมารายงานพ่อตาแล้วแน่ๆ ท่านถึงไม่ซักถามอะไรให้มากความอีก

                เมื่อคุณนายมณีนุชออกไปแล้วเหลือเพียงพ่อตากับลูกเขยที่ยังนั่งสนทนาหารือกันด้วยเรื่องสำคัญอีกหลายเรื่องโดยนายแพทย์สินชัยตั้งใจจะให้บุตรเขยเข้าไปรับตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการที่โรงพยาบาลสินกมลของเขาก่อนเพื่อเป็นการปูทางและเตรียมความพร้อมสำหรับตำแหน่งผู้อำนวยการคนต่อไปที่หมอวิทยาจะต้องรับผิดชอบแทนเขาในอนาคตอันใกล้ซึ่งคนเป็นเขยก็น้อมรับด้วยความยินดีและเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง

                สองหนุ่มต่างวัยนั่งคุยกันอย่างถูกคอประกอบกับมีเสียงหัวเราะดังแว่วมาเป็นระยะๆตลอดเวลา ทำให้คนในบ้านพลอยยิ้มตามไปด้วย ก่อนทั้งสองจะถูกเชิญให้เข้าไปที่โต๊ะอาหารเมื่อทุกอย่างจัดเตรียมเรียบร้อยแล้วโดยบรรยากาศการรับประทานอาหารเย็นมีเพียงเสียงพูดคุยของพ่อตาและลูกเขยเป็นส่วนใหญ่ส่วนคนเป็นแม่ยายก็มีร่วมสนทนาบ้างเป็นครั้งคราวมีแต่ลูกสาวคนเดียวของบ้านเท่านั้นที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทานอาหารเงียบๆ ไม่สนใจใครโดยเฉพาะชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามกับเธอ

 

                หลังจากทั้งหมดรับประทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้วก็พากันมาพักผ่อนที่ห้องนั่งเล่นพร้อมทั้งทานของว่างไปพลางๆ ด้วย จนเวลาล่วงเลยไปพอสมควรกับมารยาทแล้วหมอหนุ่มจึงเอ่ยล่ำลาผู้ใหญ่ทั้งสอง

                “งั้นผมขอลากลับก่อนนะครับคุณพ่อคุณแม่”วิทยาพนมมือขึ้นไหว้ลาประมุขของบ้านด้วยความนอบน้อมก่อนจะได้รับรอยยิ้มอบอุ่นจากใจของท่านเป็นการตอบรับ

                “จ้ะลูกไปกันเถอะเดี๋ยวจะค่ำมืดซะก่อน แม่ฝากผลไม้กับขนมไปให้คุณวรรณด้วยนะลูกหมอวิท”คุณนายมณีนุชบอกฝากอย่างมีน้ำใจ เพราะได้ยินที่บุตรเขยบอกว่าจะพาบุตรสาวของนางไปหาคุณนายกมลวรรณที่บ้านตามคำบัญชาในวันพรุ่งนี้นางจึงถือโอกาสฝากผลไม้และขนมไปให้เพื่อเป็นการเชื่อมไมตรีที่ดีต่อกัน

                “ครับคุณแม่ ขอบคุณครับ”วิทยายิ้มรับพลางค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืน

                “แล้วเราด้วยนะหนูอรแม่ฝากไปให้ตานนท์กับหนูก้อยด้วย” คนเป็นแม่ไม่วายเอ่ยฝากไปถึงเพื่อนรักของบุตรสาว

                “ค่ะคุณแม่” อรณิชารับคำมารดาแต่ยังคงนั่งอิดออดอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับทำให้ชายหนุ่มที่ลุกขึ้นก่อนต้องยืนนิ่งงันทำอะไรไม่ถูกเมื่อคนที่เขามารับกลับทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ซะงั้น

                “เอ้า!ไปสิลูก พี่เขายืนรออยู่นะ” คุณนายมณีนุชตีที่แขนของบุตรสาวเบาๆเป็นการเตือน

                “ให้อรขับรถไปเองนะคะคุณแม่”อรณิชาบ่ายเบี่ยงเพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่กับเขาตามลำพัง เพราะเธอยังหวาดหวั่นกับการกระทำของเขาอยู่

                “ไม่ได้ลูกหนูนั่งรถไปกับพี่เขานั่นแหละดีแล้ว เดี๋ยวรถของหนูแม่จะให้ชื่นกับคนขับรถขับตามไปให้พร้อมกับของฝาก”คนเป็นแม่รีบแย้งทันควัน เพราะเข้าใจดีในความต้องการของบุตรสาวนางจึงหาทางออกเตรียมไว้หมดแล้ว                             

                “แต่...”อรณิชาเตรียมจะอ้าปากคัดค้าน แต่เมื่อเจอกับสายตาดุๆของคนเป็นแม่ที่บ่งบอกว่ายังไงก็ไม่ยอม เธอจึงก้มหน้ารับด้วยความจำใจ

                “ก็ได้ค่ะ”

                “แม่ฝากด้วยนะหมอวิทมีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันนะลูก”คุณนายมณีนุชกล่าวฝากอีกครั้งเมื่อบุตรสาวและบุตรเขยกำลังเดินออกไป

                “ครับ”คนเป็นเขยรับคำอีกครั้งเพื่อให้ผู้ใหญ่หมดความกังวลแต่ภายในใจนึกมันเขี้ยวอยากจะจับยัยตัวแสบมาฟาดก้นซะให้เข็ดโทษฐานที่ดื้อรั้นนำพาเรื่องเดือดร้อนมาให้บุพการีถึงบ้านแถมยังทำให้เขาไม่ได้อยู่เล่นกับหลานสาวตัวน้อยให้หนำใจอีกด้วย

 

                เมื่อเดินมาถึงรถอรณิชาก็เปิดประตูแล้วกระแทกก้นลงไปที่เบาะข้างๆกับตำแหน่งของคนขับด้วยใบหน้าบึ้งตึง ส่วนเจ้าของรถที่เดินตามมาติดๆก็เปิดประตูอีกฝั่งก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่ของตัวเองโดยไม่ได้สนใจอาการกระฟัดกระเฟียดของหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย

                “ไหนว่าไม่ใช่เด็ก”วิทยาโพล่งขึ้นมากลางอากาศ เมื่อเขาเลี้ยวรถออกมาจากบ้านเรือนไทยแล้ว

                “อะไรของคุณอีกล่ะ”อรณิชาหันมาแหวใส่ทันทีที่เขาต่อว่าเธอ

                “ก็ไอ้อาการที่ร้องไห้ขี้มูกโป่งกลับบ้านมาฟ้องแม่เนี่ย...ไม่ใช่นิสัยของเด็กหรือไง”ชายหนุ่มว่าพลางปลายตามองหญิงสาวข้างกายนิดนึงอย่างนึกหมั่นไส้

                “เรื่องของฉัน”คนเอาแต่ใจกระแทกเสียงพร้อมกับเชิดหน้าอย่างดื้อรั้น

                “ผมรู้ว่าเรื่องของคุณแต่คุณก็ควรจะคิดบ้าง คุณโตแล้วจะเอาเรื่องไม่สบายใจมาให้ท่านเป็นกังวลทำไมหัดแก้ปัญหาเองซะบ้างสิ” หมอหนุ่มบอกเสียงจริงจัง ลึกๆเขาก็หวังดีอยากให้หญิงสาวที่ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมานั้นได้มีความคิดแบบผู้ใหญ่และรู้จักพึ่งพาตัวเองบ้าง

                “นี่คุณคิดจะสั่งสอนฉันหรือไง”อรณิชาทำเสียงขึ้นจมูกอย่างนึกไม่พอใจที่เขาทำตัววางอำนาจและสั่งสอนเธอราวกับพ่อแม่

                “แล้วสอนได้ไหมล่ะ”วิทยาย้อนกลับเสียงเข้ม บ่งบอกว่าเขาตั้งใจจะสอนเธอจริงๆ อย่างที่ปากว่านั่นแหละ

                “เชอะ! ถ้าคุณไม่รังแกฉันก่อนฉันจะร้องไห้หนีกลับมาแบบนี้เหรอ” หญิงสาวว่าพลางสะบัดหน้าพรืดหันไปมองวิวทิวทัศน์ด้านนอกรถต่อไป

                “เรื่องนั้น... ผมขอโทษ”ชายหนุ่มเงียบไปนานก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงนุ่มทุ้มที่กลั่นออกมาจากใจจริงเพราะเรื่องนี้เขาเองก็มีส่วนผิดอยู่มาก ผิดที่ควบคุมตัวเองไม่อยู่และไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจให้ได้

                “เก็บคำขอโทษของคุณไว้เถอะฉันไม่ต้องการ แต่ฉันอยากให้คุณสัญญากับฉันมากกว่าว่าจะไม่แตะต้องและทำแบบนั้นกับฉันอีก”อรณิชาหันมาบอกกับเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง และหวังว่าเขาจะทำให้เธอได้

                “ผมก็บอกแล้วไง ถ้าคุณไม่ยั่ว”คนทำหน้าที่ขับรถพูดพลางหยักยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ขณะสายตาคมยังคงจับจ้องไปที่ถนนเบื้องหน้าที่แท้ก็กลัวเขาปล้ำนี่เอง ฮึ! ทำเป็นไม่เคยไปได้ทั้งที่ประกาศอยู่ปาวๆ ว่ามีแฟนแล้ว

                “ฉันยั่วยวนคุณตรงไหนไม่ทราบ”คำพูดของชายหนุ่มทำให้คนที่ถูกกล่าวหาว่ายั่วหันมาตะคอกใส่ทันควัน

                “ผมหมายถึงยั่วโมโหไม่ใช่ยั่วยวนสักหน่อย... คนอย่างคุณไม่มีอะไรมายั่วยวนผมได้หรอก”หมอหนุ่มพูดเสียงดังอย่างจงใจให้เธอได้ยินชัดเจนก่อนจะปลายตามองคนตัวเล็กข้างกายแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ

                “คุณวิทยา!”อรณิชากระชากเสียงเขียวแล้วยกแขนขึ้นมากอดอกไว้แน่นเมื่อเจอสายตาคมของเขาจ้องมอง

                ชายหนุ่มทำเพียงหยักยิ้มน้อยๆที่มุมปากพร้อมกับทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป จากนั้นบรรยากาศภายในรถก็มีแต่ความเงียบไม่มีใครพูดอะไรอีกเลยมีเพียงเสียงแอร์และเสียงเครื่องยนต์ที่กำลังดังอยู่เท่านั้น

                จนกระทั่งรถแล่นเข้ามายังบริเวณบ้านที่เป็นเรือนหอของทั้งคู่พอรถจอดสนิทหญิงสาวก็เปิดประตูแล้วก้าวลงไปโดยไม่ได้พูดอะไรแม้แต่น้อยก่อนจะเดินลิ่วๆ เข้าไปในบ้านทันที

 

                อรณิชาเข้ามาหยุดยืนที่ห้องรับแขกเพื่อตัดสินใจว่าจะขึ้นไปบนห้องหรือจะนั่งรอพี่เลี้ยงของเธอก่อนแล้วค่อยจัดการเรื่องขนข้าวของเพื่อแยกห้องนอนกับเขาดีระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงพูดพร้อมกับมีแรงฉุดดึงที่ข้อมือบาง

                “ขึ้นห้องสิคุณ ยืนเหม่ออะไรอยู่ตรงนี้หรือว่าหิว” วิทยาว่าพลางดึงแขนของคนตัวเล็กให้เดินตามเขาขึ้นไปข้างบน

                “ฉันไม่ได้หิวแต่ฉันยังไม่อยากขึ้นไป ฉันจะรอพี่ชื่นก่อน”อรณิชาพยายามสะบัดแขนให้หลุดจากการเกาะกุมของชายหนุ่มแต่ก็เหมือนเขายิ่งบีบรัดข้อมือของเธอแน่นขึ้นไปอีกจนรู้สึกเจ็บหญิงสาวจึงต้องยอมหยุดนิ่ง

                “จะรอทำไมเดี๋ยวสายใจก็รอรับเองนั่นแหละ”

                สายใจที่กำลังปัดถูทำความสะอาดอยู่หลังบ้านเมื่อได้ยินเสียงรถของคนเป็นเจ้านายจึงรีบวิ่งออกมาต้อนรับก็พบสองหนุ่มสาวกำลังฉุดดึงกันอยู่ตรงบันได ก่อนที่คนเป็นเจ้าของบ้านจะออกคำสั่ง

                “เดี๋ยวรอรับชื่นด้วยนะแล้วก็ปิดบ้านให้เรียบร้อยด้วยไม่มีใครเข้าออกแล้วหละ”

                “ค่ะคุณหมอ”สาวใช้รับคำสั่งแล้วค้อมตัวเดินกลับไปทันที

                เมื่อสั่งสาวใช้เรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็ออกแรงดึงรั้งร่างบางให้เดินตามเขาขึ้นไปบนห้องแต่โดยดี

 

                หมอหนุ่มเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนใหญ่ก่อนจะผุดรอยยิ้มขึ้นบางๆ ที่มุมปากเมื่อคนตัวเล็กไม่ได้ดื้อดึงดีดดิ้นด้วยแรงกายอีกแล้วแต่กำลังทำปากขมุบขมิบด่าทอเขาเบาๆอย่างไม่พอใจอยู่ เขาเลยนึกอยากจะแกล้งขึ้นมามือแกร่งจึงกระชากร่างบางเข้ามาชิดกับอกกว้างของเขาทันทีโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว

                “โอ๊ย!” ร่างบางของอรณิชาลอยหวือเข้าไปในวงแขนของเขาทันทีด้วยความตั้งใจของคนเป็นเจ้าของ

                “นี่คุณ!”หญิงสาวทำเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอย่างเอาเรื่อง ฝ่ามือบางฟาดลงไปที่แขนของชายหนุ่มเต็มแรงเพื่อให้เขาปล่อยเธอออกมา

                “อ้าว มาตีผมทำไมเนี่ยก็ผมได้ยินไม่ถนัดว่าคุณพูดอะไรก็เลยอยากได้ยินใกล้ๆ”ชายหนุ่มพูดพลางส่งยิ้มยียวนให้เธอวงแขนแกร่งยังคงกอดรัดเอวบางของหญิงสาวเอาไว้แน่นแม้จะรู้สึกเจ็บนิดๆบริเวณที่ถูกเธอกระหน่ำทุบตีก็ตาม

                “ปล่อยนะ! ฉันไม่ได้พูดกับคุณ”คนตัวเล็กเริ่มโวยวาย เรียวแขนบางพยายามผลักดันอกแกร่งให้ออกห่างเมื่อเขาเริ่มก้มตัวลงมาใกล้มากขึ้นทำให้เธอยิ่งรู้สึกกลัวเขาขึ้นมาจับใจก่อนจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นหวั่นไหวแปลกๆเพราะหัวใจดวงน้อยเริ่มเต้นรัวแรงไม่เป็นจังหวะเมื่อสบกับสายตาคมที่มองเธอราวต้องมนต์สะกด

                ชายหนุ่มจ้องมองดวงตาหวานของเธอนิ่งเหมือนต้องการค้นหาอะไรบางอย่างซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าเขาทำแบบนี้ไปทำไม รู้แต่เพียงว่าลึกๆแล้วเขาไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าเขาอยากเห็นตัวเองอยู่ในแววตาหวานซึ้งคู่นั้นของเธอ

                ทั้งสองสบตากันนิ่งนานชั่วอึดใจก่อนที่วิทยาจะเป็นฝ่ายคลายวงแขนออกจากร่างบางที่เขากอดไว้ด้วยความรู้สึกหลากหลายทั้งไม่เข้าใจตัวเอง โกรธตัวเอง และเกือบจะยับยั้งชั่งใจตัวเองไม่อยู่อีกครั้งเธอเป็นแม่มดหรือยังไงนะ อรณิชาทำไมเขาถึงควบคุมตัวเองไม่ได้ทุกครั้งที่เข้าใกล้เธอ

                ทันทีที่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระอรณิชารีบขยับตัวออกห่างจากเขาอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เขาแตะต้องเธอได้อีก

                “คุณต้องการแยกห้องใช่ไหม” จู่ๆชายหนุ่มก็พูดขึ้นมาท่ามกลางความหวั่นไหวที่ทั้งสองเริ่มมีให้กันทีละน้อยเขาตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าจะแยกห้องนอนกับเธอเพราะยังไงเขากับเธอก็ไม่ประสงค์จะมีความสัมพันธ์ใดๆที่มากไปกว่าคนรู้จักและเพื่อนร่วมบ้านที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันเท่านั้น

                “ใช่” หญิงสาวตอบเสียงหนักแน่น

                “งั้นก็เชิญ...ห้องของคุณอยู่ฝั่งตรงข้าม ผมให้เด็กทำความสะอาดไว้แล้ว”หมอหนุ่มผายมือไปทางประตูเหมือนเป็นการไล่กลายๆก่อนจะเดินไปทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาตัวยาวซึ่งตั้งอยู่อีกด้านหนึ่งของมุมห้อง

                อรณิชาเดินไปเปิดตู้หลังใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าทั้งของเขาและของเธอซึ่งถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบคนตัวเล็กพยายามรวบรวมเสื้อผ้าของตัวเองออกมาถือไว้ในมือเพื่อจะย้ายไปที่ห้องของเธอตามที่ชายหนุ่มบอก

                อาการเก้ๆ กังๆทุลักทุเลของร่างบางตรงหน้า ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังนั่งมองการกระทำของเธออยู่เงียบๆต้องอมยิ้มชอบใจในความเป็นเด็กของเธอ เมื่อเห็นท่าว่าคนตัวเล็กจะเอาจริงเขาจึงช่วยแนะนำให้ด้วยความสงสาร

                “ก็เอาไปเฉพาะที่ต้องใช้ก่อนสิคุณพรุ่งนี้ค่อยให้พี่ชื่นของคุณมาขนไปจัดให้”

                ‘เออ จริงสิเราจะขนไปทำไมทีเดียวหมดอรณิชาเห็นด้วยทันทีกับคำพูดของชายหนุ่ม แต่แสร้งทำเป็นไม่ยอมรับกับคำแนะนำของเขาแล้วเถียงกลับไปอย่างข้างๆ คูๆ

                “ฉันก็ว่าจะทำอย่างนั้นอยู่แล้วแหละไม่ต้องมาบอกหรอก”

                “เหรอ...แล้วไอ้ที่เอาออกมาถือไว้น่ะ จะทำอะไรล่ะแม่คุณ” ชายหนุ่มเจ้าของห้องถามอย่างรู้ทันนึกหมั่นไส้ในความอวดดีของอีกฝ่ายขึ้นมาตงิดๆก็เห็นอยู่ยังจะกล้าเถียงอีก อย่างนี้มันน่าจับตีก้นซะให้เข็ด วิทยาคิดในใจอย่างมันเขี้ยว

                “กะก็เอาออกมาเลือกว่าจะใช้ตัวไหนยังไงล่ะ” คนตัวเล็กไม่วายเถียงต่อก่อนจะหันไปหยิบเสื้อผ้ากับของใช้ที่จำเป็นอีกสองสามอย่างแล้วตรงดิ่งไปที่ประตูห้องทันทีแต่ก่อนจะก้าวเท้าออกไปหญิงสาวหันมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ชายหนุ่มเป็นการยียวนเมื่อเห็นเขาทำท่าจะวิ่งเข้ามาหาเธอก็รีบแทรกตัวเผ่นออกไปทันทีด้วยความรวดเร็ว

                “ฮึ้ย! ฝากไว้ก่อนเถอะ ยัยเด็กแสบ” เจ้าของห้องสบถอย่างมันเขี้ยว ก่อนจะหัวเราะพรืดออกมาในความแก่นและกวนประสาทของเธอ

                นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกสนุกอะไรเช่นนี้บางครั้งการที่เขาแต่งงานกับเธอคงไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อมากนักเพราะเพียงแค่วันสองวันที่เขาได้ทำความรู้จักและได้ใกล้ชิดเธอมันทำให้เขารู้สึกเหมือนลืมเรื่องราวมัวหมองในใจไปได้หลายเรื่องทีเดียวที่สำคัญหัวใจดวงแกร่งของเขากลับเต้นตึกตักขึ้นมาอย่างประหลาดอีกด้วย ทั้งๆที่เขาเคยคิดว่ามันจะไม่หวั่นไหวให้กับใครได้อีกแล้วด้วยซ้ำไป หรือเขาจะตกหลุมรักเธอจริงๆ แต่คงไม่ใช่หรอกที่เขาหวั่นไหวแบบนี้คงเพราะผู้หญิงคนนั้นใกล้ชิดเขามากเกินไปต่างหากล่ะทางที่ดีต่อจากนี้ไปควรอยู่ห่างๆ กันไว้จะดีกว่าเมื่อถึงวันที่ต้องจากกันจะได้ไม่เสียใจหมอหนุ่มพึมพำบอกตัวเองก่อนจะลุกขึ้นแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไปด้วยรอยยิ้มจางๆที่ยังติดอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาของเขา

 

                อรณิชาเปิดประตูเข้าไปในห้องฝั่งตรงข้ามที่ชายหนุ่มเจ้าของบ้านบอกว่าเป็นห้องของเธอหญิงสาวกวาดตามองอย่างสำรวจจนทั่วบริเวณแม้จะเล็กกว่าห้องที่เธอเพิ่งเดินออกมาแต่ก็ถือว่ากว้างขวางอยู่สบายสำหรับเธอแล้วภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกชิ้นอย่างที่ห้องนอนควรจะมีไม่เว้นแม้แต่เครื่องฟอกอากาศซึ่งบ่งบอกได้ว่าคนที่จัดห้องให้เธอใส่ใจในสุขภาพขนาดไหนแม้มันจะไม่จำเป็นสำหรับเธอเลยก็ตามแต่ในเมื่อเจ้าของบ้านใจดีหยิบยื่นให้เธอเองก็ไม่ขอคัดค้าน

                เมื่อสำรวจห้องจนพอใจแล้วหญิงสาวจึงเตรียมตัวอาบน้ำเพื่อให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นขึ้นจากนั้นร่างบางก็ขึ้นไปนอนเอกเขนกบนเตียงกว้างอย่างสบายใจก่อนจะปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปถึงชายหนุ่มห้องตรงข้ามอย่างไม่รู้ตัวเธอยอมรับว่าเขาหล่อเหลาและมีเสน่ห์น่ามองกว่าผู้ชายคนไหนที่เธอเคยพบมาก่อนแม้แต่นนท์ประวิธที่ว่าหล่อเหลาคมคายแต่ก็ยังไม่กระตุกหัวใจของเธอเช่นนี้

                หญิงสาวพยายามสลัดความหวั่นไหวที่มีอยู่ตอนนี้ออกไปจากใจให้หมดเพราะถ้าหากเธอคิดถึงเขามากไปกว่านี้มีหวังหัวใจดวงน้อยของเธอจะต้องโบยบินไปอยู่กับเขาทั้งคืนเป็นแน่แค่ตอนนี้เวลาเธอหลับตาใบหน้าของเขาก็ปรากฏขึ้นมาทุกทีซึ่งนั่นทำให้เธอไม่อยากหลับตาลงเลย แต่ก็ฝืนความเหนื่อยล้าไม่ไหวจำต้องปล่อยให้ใบหน้าหล่อๆของเขาวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดจนหลับไปในที่สุด


ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

^_^


สนใจสั่งซื้อนิยายเรื่องนี้ในแบบรูปเล่ม ติดต่อผู้แต่งโดยตรงได้ที่

E-mail : oilza24@hotmail.com

โทร/ไลน์ : 094-4942566

 

หรือสนใจในรูปแบบ E-Book สามารถเข้าดูรายละเอียดได้ที่

www.chalawanhunsa.com  หรือ

www.nongoil.com 


        แสดง 7 - 7
วันที่โพสต์ :  9 ก.ค. 2557 10:55    วันที่อัพเดท :   16 เม.ย. 2561 17:02    › จำนวนผู้เข้าชม 153233 คน
   › คะแนนโหวต 7197 คะแนน   
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้


    แสดงความคิดเห็น


   ชื่อ :
   ความเห็น :