นิยายอัพเดต       นิยายมาใหม่       Top View       Top Vote      
› นิยายเรื่อง ลิขิตรักคำสั่งวิวาห์ (NC18+ หวานๆ)    by สุภาวดี
ชื่อตอน ตอนที่ 6 มารร้ายในคราบนางฟ้า


6 
มารร้ายในคราบนางฟ้า

 

                วิทยาเดินลงมาจากข้างบนในตอนเช้าด้วยชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวกับกางเกงแสลคสีดำดูเรียบร้อยวันนี้เป็นวันทำงานตามปกติของเขา ซึ่งหมอหนุ่มไม่ได้ลางานเพิ่มหลังวันแต่งงานอย่างที่หลายๆคนเข้าใจ

                เมื่อเดินไปที่โต๊ะอาหารเขาก็พบถ้วยกาแฟร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่นกับขนมปังปิ้งอีกสองแผ่นพร้อมทั้งหนังสือพิมพ์วางรออยู่ก่อนแล้วเพราะสายใจเคยเป็นเด็กรับใช้ในบ้านของแม่เขามาก่อน เธอจึงรู้เวลาและรู้ว่าเขาต้องการอะไรบ้างในทุกๆเช้าก่อนไปทำงานแต่ที่แปลกใจก็คือทำไมมีแต่อาหารเช้าของเขาคนเดียวแล้วของหญิงสาวอีกคนล่ะระหว่างที่กำลังคิดสงสัยอยู่นั้นสายใจที่เดินเข้ามาดูเผื่อว่าเจ้านายจะต้องการอะไรเพิ่มอีก ชายหนุ่มจึงเอ่ยถาม

                “แล้วคุณอรล่ะ”

                “ยังไม่ลงมาค่ะ” สายใจก้มหน้าตอบอย่างนอบน้อม

                “อืม... เรียกพี่ชื่นให้ฉันที”ชายหนุ่มพยักหน้าให้เป็นการรับรู้ก่อนจะเรียกหาสาวใช้อีกคนที่เป็นพี่เลี้ยงของหญิงสาวที่ยังอยู่ข้างบน

                หมอหนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาเกือบแปดโมงแล้วทำไมเธอยังไม่ลงมาทานอาหารเช้า แล้วเธอไม่ไปทำงานหรือไงหรือว่าลางาน ที่สำคัญเธอทำงานอะไรเขาเองก็ลืมถามไปเสียสนิทวิทยาคิดในใจพลางยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ

                “คุณหมอมีอะไรให้พี่ชื่นทำเหรอคะ”ชื่นร้องถามเมื่อเข้ามาหาเจ้านายหนุ่มตามคำสั่งเธอใช้สรรพนามแทนตัวเองตามที่ใช้พูดกับเจ้านายสาวของเธออย่างที่เคยชินซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเธอก็อายุมากกว่าเขาอยู่แล้ว

                “ผมแค่สงสัยน่ะว่าคุณหนูของพี่ชื่นจะไปทำงานหรือเปล่าทำไมป่านนี้ยังไม่ลงมาทานอาหารเช้าอีก”

                “คุณหนูอรไปทำงานไม่เป็นเวลาหรอกค่ะคุณหมอเช้าสุดก็เก้าโมง บางครั้งก็เที่ยง บางทีก็ทำงานที่บ้าน ตอนกลับนี่ไม่ต้องพูดถึงเพราะเอาแน่เอานอนไม่ได้เลยค่ะ”ชื่นตอบยืดยาวตามความเป็นจริงจากที่ได้รับใช้ใกล้ชิดกับนายสาวมาโดยตลอดแม้จะแปลกใจอยู่นิดๆว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผู้หญิงที่เขาแต่งงานด้วยเลยหรือยังไง

                “หือ...งานอะไรถึงทำไม่เป็นเวลาแบบนี้” วิทยาขมวดคิ้วมุ่นถามกลับอย่างนึกสงสัย

                “คุณหนูเป็นมัณฑนากรของบริษัทรับออกแบบภายในที่คุณนนท์ประวิธเพื่อนสนิทของคุณหนูเป็นเจ้าของน่ะค่ะแล้วคุณก้อยที่เป็นเพื่อนสนิทอีกคนก็ทำงานอยู่ที่นั่นด้วย”

                อย่างนี้นี่เอง...บริษัทของแฟน เลยได้สิทธิพิเศษจะเข้าจะออกกี่โมงก็ได้งั้นสิ ถึงได้เอาแต่ใจและไม่รู้จักโตสักที หมอหนุ่มคิดในใจพลางต่อว่าหญิงสาวอย่างนึกหมั่นไส้

                “งั้นฝากพี่ชื่นบอกเธอด้วยว่าเย็นนี้ผมจะมารับไปทานข้าวที่บ้านคุณแม่ให้เธอมารอผมที่นี่ไม่เกินหกโมงเย็น”วิทยาสั่งเสียงเข้มเพื่อบ่งบอกว่าเขาไม่ต้องการให้ผิดเวลาหรือมีการคลาดเคลื่อนใดๆ

                “ค่ะคุณหมอ”

                “แล้วจัดผลไม้ของฝากที่เอามาจากบ้านโน้นไว้ด้วยละกัน”ชายหนุ่มสั่งต่อแล้วขยับตัวลุกขึ้นเมื่อดื่มกาแฟจนหมดแก้วแล้วก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เขาจึงเอ่ยกับสาวใช้

                “อ่อผมขอเบอร์มือถือของเธอดีกว่า เดี๋ยวผมจะโทรไปย้ำกับเธออีกที”

                “ค่ะ” ชื่นรับคำพลางเดินไปหยิบปากกากับกระดาษที่อยู่บนโต๊ะใกล้ๆมาจดเบอร์นายสาวแล้วนำมายื่นให้ชายหนุ่ม

                เมื่อได้เบอร์ของอรณิชาจากพี่เลี้ยงของเธอแล้ววิทยาก็เดินลิ่วออกจากบ้านไปทันทีด้วยความเร่งรีบ เขาไม่อาจช้าไปกว่านี้ได้อีกแล้วเพราะกลัวคนไข้คิวแรกที่มาพบตามเวลานัดจะรอนาน และคิวต่อๆไปก็จะยิ่งช้ามากขึ้นไปอีก

                ชายหนุ่มเจ้าของบ้านออกไปเพียงไม่นานหญิงสาวที่เขาพูดถึงก็เดินลงมาจากข้างบนพอดี อรณิชาอยู่ในชุดทำงานสบายๆด้วยเสื้อเชิ้ตสีเข้มเข้ารูปตัดกับกางเกงยีนส์สีซีดทันสมัยในสไตล์สาวมัณฑนากรที่ต้องการความคล่องตัวและความทะมัดทะแมงในการทำงานสูง

                ร่างบางเดินไปที่ห้องครัวทันทีเพื่อตามหาพี่เลี้ยงของเธอก่อนจะชะงักเล็กน้อยเมื่อผ่านโต๊ะอาหารแล้วเห็นถ้วยกาแฟที่มีร่องรอยการดื่มไปแล้ว โห นี่เขาไปทำงานแต่เช้าขนาดนี้เลยหรือนี่อรณิชาพึมพำกับตัวเอง แล้วเดินผ่านไปถึงห้องครัว

                “อ้าวคุณหนูอรพี่ชื่นว่าจะขึ้นไปถามพอดีเลยค่ะ ว่าจะไปทำงานหรือเปล่า”คนเป็นพี่เลี้ยงเงยหน้าจากหม้อข้าวต้มแล้วหันมาพูดกับนายสาวเมื่อเห็นเธอเดินเข้ามาในครัว

                “ไปค่ะ นี่ไงแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว” อรณิชาตอบพลางก้มลงสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองไปด้วย

                “งั้นทานข้าวต้มปลาก่อนนะคะพี่ชื่นจะยกไปให้”

                “ค่ะ”

                หลังจากรับคำหญิงสาวก็เดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะอาหารฝั่งตรงข้ามกับชุดกาแฟที่เป็นอาหารเช้าของชายหนุ่มเจ้าของบ้านทันที

                “เขาออกไปแล้วเหรอคะพี่ชื่น”อรณิชาถามขณะพี่เลี้ยงสาววางชามข้าวต้มให้กับเธอ

                “ค่ะ...ออกไปก่อนที่คุณหนูจะลงมาสักครู่เองแล้วก็ฝากบอกคุณหนูด้วยว่าเย็นนี้จะมารับไปทานข้าวบ้านคุณแม่ให้คุณหนูมารอที่นี่ก่อนหกโมงเย็นด้วยค่ะ”ชื่นบอกในสิ่งที่คนเป็นเจ้าของบ้านฝากเอาไว้ก่อนเขาจะออกไป

                “แล้วถ้าอรไม่ว่างล่ะคะ”หญิงสาวบอกปัดอย่างเอาแต่ใจ ก่อนจะก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารเช้าของตัวเอง

                “โถ่... คุณหนูอร อย่างอแงสิคะเราเป็นสะใภ้แต่งงานเข้าบ้านเขาแล้วนะคะ จะไม่ไปได้ยังไง”คนที่เป็นทั้งสาวใช้และพี่เลี้ยงพยายามเกลี้ยกล่อมเพราะไม่อยากให้เจ้านายทั้งสองต้องทะเลาะกันอีก

                “อรไม่รับปากนะคะพี่ชื่นขอดูงานก่อนก็แล้วกัน ถ้าเย็นนี้อรกลับมาไม่ทันก็บอกให้เขาไปได้เลยไม่ต้องรอ”ว่าจบ ร่างบางก็ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเป็นการบ่งบอกว่าเธออิ่มแล้วก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปที่ประตูบ้านโดยมีพี่เลี้ยงตามมาส่งจนถึงรถ

                “วันนี้พี่ชื่นย้ายของของอรจากห้องเขาไปไว้ที่ห้องฝั่งตรงข้ามด้วยนะคะ”อรณิชาบอกขณะกำลังเอื้อมมือไปเปิดประตูรถ

                “อ้าว... ยังไงกันคะ”สาวใช้ร้องถามอย่างงุนงง

                “อรแยกห้องกับเขาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะเขาให้อรย้ายมาอยู่ห้องฝั่งตรงข้าม”หญิงสาวพูดพลางขยับตัวขึ้นไปนั่งบนรถในตำแหน่งคนขับ

                “จะดีหรือคะคุณหนูแล้วถ้าเกิดคุณพ่อคุณแม่รู้เข้าล่ะคะ” คนรับหน้าที่ดูแลร้องถามอย่างนึกหวาดหวั่นกับพฤติกรรมของสองหนุ่มสาว

                “น่า... พี่ชื่นไม่พูดใครจะรู้...นะคะ อรไปก่อนละ” อรณิชาหันมากำชับก่อนจะขับรถออกไปโดยไม่สนใจเสียงคัดค้านของคนเป็นพี่เลี้ยงอีก

                “เฮ้อ...แล้วอย่างนี้ครอบครัวจะเป็นครอบครัวไหมเนี่ย” ชื่นบ่นกระปอดกระแปดก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้านเพื่อทำงานของตัวเองที่ยังค้างไว้อีกหลายอย่างส่วนเรื่องเจ้านายก็ปล่อยให้ทั้งคู่จัดการกันเองดูท่าต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมให้กันอย่างนี้ คงต้องทะเลาะกันอีกเป็นแน่

 

                วิทยามาถึงโรงพยาบาลที่ทำงานประจำในเวลาปกติคือไม่เกินเก้าโมงเช้าซึ่งเขามีตำแหน่งเป็นนายแพทย์ใหญ่ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อโดยจะเริ่มตรวจคนไข้รายแรกตามที่นัดไว้ตั้งแต่เวลาเก้าโมงตรงเป็นต้นไปดังนั้นเขาจึงมาก่อนเวลาพอสมควรเพื่อเตรียมความพร้อมในหน้าที่ของตัวเอง

                ขณะที่หมอหนุ่มกำลังหยิบจับและตรวจดูความเรียบร้อยของอุปกรณ์อยู่นั้นเสียงเคาะประตูห้องเบาๆ อย่างมีมารยาทและถูกเปิดเข้ามาเงียบๆทำให้ชายหนุ่มหันไปมอง เพราะคิดว่าเป็นพยาบาลผู้ช่วยประจำตัวของเขาแต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อพบกับพยาบาลสาวสวยคนหนึ่งที่เขาไม่เคยคุ้นหน้ามาก่อน

                “สวัสดีค่ะคุณหมอวิทยา”พยาบาลสาวสวยยกมือไหว้ทักทายชายหนุ่มในดวงใจด้วยรอยยิ้มหวานละมุน

                “สวัสดีครับ เอ่อ...”วิทยารับไหว้หญิงสาวด้วยอาการมึนงงเล็กน้อย เพราะกำลังคิดหาคำถามกับเธออยู่

                “ดิฉันชื่อขนิษฐา เรียก ขิมก็ได้ค่ะ” พยาบาลสาวเอ่ยแนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะ

                “ครับ คุณขิม มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ”หมอหนุ่มยิ้มรับคำทักทายพลางมองสำรวจหญิงสาวตรงหน้าอย่างนึกชื่นชมในความสวยและอ่อนหวานของเธอ

                “ขิมจะมาเป็นพยาบาลผู้ช่วยคุณหมอตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปค่ะ”

                “อ้าว แล้วคุณเพ็ญศิริล่ะครับ”ชายหนุ่มถามถึงพยาบาลรุ่นน้องที่เคยเป็นผู้ช่วยประจำของเขา

                “เธอย้ายไปประจำที่แผนกสูตินรีเวชแล้วค่ะ”

                “อ่อ ครับ เอ่อ... แล้ว...ขอโทษนะครับคุณเป็นพยาบาลใหม่หรือเปล่าทำไมผมถึงไม่คุ้นหน้าคุณเลย”วิทยาถามอย่างนึกลังเล พยายามคิดทบทวนถึงใบหน้าของเธอแต่ก็มั่นใจว่าเขาไม่เคยเห็นเธอมาก่อนแน่ๆ

                “ใหม่สำหรับคุณหมอแต่เก่าสำหรับที่นี่ค่ะ” หญิงสาวพูดกลั้วหัวเราะก่อนจะปลายตาให้หมอหนุ่มอย่างมีจริต

                “ยังไงกันครับ” วิทยาถามยิ้มๆแค่เขาเห็นอาการของเธอเขาก็พอจะรู้แล้วว่าเธอมีจุดประสงค์อะไรแต่เพราะเชื่อว่าเรื่องแบบนี้ตบมือข้างเดียวยังไงก็ไม่ดังเขาจึงได้แต่ภาวนาขอให้เธอเข้าใจเขาด้วย ที่สำคัญเธอจะรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้เขาแต่งงานแล้ว

                “ขิมมาทำงานที่นี่ได้สองปีแล้วค่ะแต่อยู่แผนกอายุรกรรมที่ตึกนอก เราก็เลยไม่เคยเจอกัน” ขนิษฐาตอบเสียงหวานพยายามส่งสายตาเชิญชวนให้หมอหนุ่มตลอดเวลา

                “ครับคงอย่างนั้น... ขอบคุณนะครับที่มาช่วยผม ต่อไปคงต้องรบกวนคุณขิมแล้วหละ”หมอหนุ่มกล่าวอย่างเกรงใจ แม้จะไม่ชอบสายตาที่เธอใช้มองเขาเลยสักนิดเขารู้สึกว่ามันน่ากลัวมากกว่าน่าหลงใหลด้วยซ้ำ เฮ้อ... นี่เขาเพิ่งจะเข้าใจคำว่า สวยสยองก็วันนี้เอง

                “ด้วยความยินดีค่ะ”ดวงตากลมโตยังคงฉายแววหวานซึ้งถ่ายทอดมาให้หมอหนุ่มอย่างไม่ลดละ

                “งั้นเชิญคนไข้รายแรกให้ผมเลยครับ...ผมพร้อมแล้ว” ชายหนุ่มตัดบทอย่างไม่ให้เสียเวลาพลางคิดในใจว่าหญิงสาวคนนี้จะมาเพิ่มความวุ่นวายให้กับชีวิตของเขามากกว่าที่เป็นอยู่หรือเปล่า

                “ค่ะ รอสักครู่นะคะ”พยาบาลสาวรับคำสั่งพร้อมกับยิ้มหวานให้เขาอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกไปจากห้องเพื่อเรียกหาคนไข้ตามเอกสารใบนัดที่ถือในมือ

                หญิงสาวพบหมอหนุ่มที่ลานจอดรถโดยบังเอิญเมื่อเดือนก่อนแม้จะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นแต่เธอก็รู้สึกถูกใจเขาเป็นอย่างมากหลังจากนั้นเธอก็พยายามสอบถามและสืบหาประวัติของเขาจากเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่อยู่ที่นี่มาก่อนเธอจึงได้รู้ว่าเขาเป็นแพทย์มือหนึ่งอีกคนที่ทางโรงพยาบาลส่งไปศึกษาเพิ่มเติมเมื่อสองปีก่อนและตอนนี้เขาก็กลับมาทำหน้าที่ดังเดิมแล้ว

                ดังนั้นเธอจึงทำเรื่องขอย้ายตัวเองจากแผนกอายุรกรรมมาเป็นผู้ช่วยของหมอวิทยาในแผนกศัลยกรรมเพราะความชอบจนถึงขั้นรักและหลงใหลในตัวหมอหนุ่มที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนเขาก็ตรงสเปคผู้ชายในฝันของเธอทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นความหล่อเหลาขาวสูงที่เขามีมากกว่าใครที่เธอเคยเจออีกทั้งยังเป็นสุภาพบุรุษที่ดูนุ่มนวลอบอุ่นจนเธอเคลิ้มฝันได้ตลอดเวลาที่จ้องมองเขาที่สำคัญเขายังโสด และนั่นก็เป็นสิ่งดึงดูดให้เธอตั้งใจจะครอบครองเขาให้ได้

                ระหว่างที่รอการอนุมัติขอย้ายแผนกนั้นเธอได้แต่แอบมองเขามาตลอดแม้ระยะหลังๆ เธอจะไม่ค่อยได้พบเห็นเขาบ่อยนักก็ตามจนได้มารู้ข่าวร้ายว่าเขากำลังจะแต่งงานแบบสายฟ้าแลบเธอทั้งเจ็บปวดทั้งเสียใจและก็แปลกใจไปพร้อมๆ กัน เพราะเธอสืบประวัติของเขามาเป็นอย่างดีแล้วทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเขายังโสดไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนและเขายังคงฝังใจกับรักครั้งเก่าในอดีตซึ่งหลายๆคนลือกันว่าเธอคนนั้นเป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจไปศึกษาเพิ่มเติมที่ต่างประเทศเพื่อหลบไปรักษาแผลใจเธอจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นคนเยียวยาให้เขาหากเขายังไม่หายดี

                ขณะที่กำลังเสียใจและสิ้นหวังกับข่าวการแต่งงานของเขาอยู่นั้นเธอบังเอิญได้ยินพยาบาลในแผนกที่หมอหนุ่มประจำอยู่พูดกันว่าหมอวิทยาแต่งงานเพราะคำสั่งของผู้ใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และที่สำคัญเขาไม่เคยคบหรือพบเจอกับเจ้าสาวของเขามาก่อนเลยด้วยซ้ำเธอจึงมั่นใจได้ว่าการแต่งงานของเขาครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความรักและความสมัครใจของชายหนุ่มที่เธอแอบรักอย่างแน่นอนดังนั้น ความตั้งใจที่จะแย่งชิงเขามาเป็นของเธอจึงเกิดมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งและครั้งนี้เธอจะต้องทำให้ได้

 

                อรณิชาขับรถมาถึงที่ทำงานของเธอในเวลาเก้าโมงกว่าบริษัทรับออกแบบภายในที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งนี้เธออยู่ในตำแหน่งที่ไม่จำกัดเรื่องเวลาการเข้าออกขอแค่รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสมบูรณ์และทันตามกำหนดเวลาก็พอซึ่งเธอก็รักษาเวลาของการทำงานได้ดีมาโดยตลอด ดังนั้นการที่เธอจะมาช้ามาเร็วก็ไม่มีผลกระทบต่องานแต่อย่างใด 

                “สวัสดีจ้ะก้อย”อรณิชาเอ่ยทักเพื่อนสาวที่นั่งโต๊ะข้างๆ ด้วยความคิดถึง

                “อ้าวอร คิดว่าจะลางานต่อซะอีก”กรรณิการ์ยิ้มกลับให้เพื่อนสาวด้วยความคิดถึงเช่นเดียวกัน

                “ไม่ง่ะ จะลาทำไม งานล้นมือเยอะแยะ”หญิงสาวว่าพลางหยิบจับอุปกรณ์บนโต๊ะเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มงาน

                “ก็นึกว่าจะไปฮันนีมูลสวีตหวานอะไรแบบนี้ไงจ๊ะ”คนเป็นเพื่อนล้อเลียนยิ้มๆ

                “ไม่มีทางง่ะแค่ต้องอยู่ร่วมบ้านกับเขาสองต่อสองอรก็แทบจะกลั้นใจตายอยู่แล้วดีนะที่คุณแม่ให้พี่ชื่นมาอยู่เป็นเพื่อนด้วย ไม่งั้นอรได้ร้องไห้กลับบ้านแน่ๆ”คนพูดถอนหายใจออกมาบางๆ ทำท่าเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด

                “อ้าวก้อยก็คิดว่าอรอยู่บ้านคุณแม่ของเขาซะอีก”กรรณิการ์ว่าพลางขยับตัวมานั่งคุยกับเพื่อนรักใกล้ๆ

                “ไม่ใช่หรอกอรไปอยู่บ้านที่เขาเพิ่งซื้อใหม่น่ะ”

                “ก้อยว่าก็ดีนะ...อรกับคุณหมอจะได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น” คนเป็นเพื่อนพยายามปลอบใจ

                “อรไม่ได้อยากรู้จักเขาสักหน่อย”อรณิชาบอกเพื่อนรักเสียงเบาแต่ดูปั้นปึงอยู่ในทีก่อนจะนึกถึงเพื่อนชายที่เธอกำลังเป็นห่วงความรู้สึกของเขาอยู่จึงรีบเอ่ยถาม

                “เออก้อย นนท์มาหรือยัง”

                “มาแล้ว ไปแล้วด้วยเห็นบอกจะรีบไปคุยงานกับลูกค้าข้างนอกน่ะ”กรรณิการ์ตอบตามตรงเพราะเมื่อเช้าเขาเดินมาหาอรณิชาที่โต๊ะแล้วแต่ไม่เจอเขาก็เลยคุยกับเธอสองสามคำแล้วก็ไป

                “ก้อยว่า...นนท์เขาหลบหน้าอรหรือเปล่า” อรณิชาถามเพื่อนรักด้วยความกังวล

                “ไม่หรอก คงยุ่งเรื่องงานนั่นแหละไว้เย็นนี้เราชวนนนท์ไปกินข้าวด้วยกันดีไหม” กรรณิการ์เสนอความคิด

                “อืม... ดีสิอรก็คิดอยู่เหมือนกัน” คนขี้กังวลเห็นด้วยอย่างไม่ต้องคิดนานโดยลืมคำสั่งของคนที่บ้านไปเสียสนิทก่อนจะหันไปย้ำกับเพื่อนสาวอีกครั้งด้วยสีหน้าจืดเจือน

                “งั้นตอนเที่ยงๆก้อยโทรบอกนนท์ด้วยนะ อร... ไม่กล้าโทรน่ะ”

                “ได้จ้ะ เดี๋ยวก้อยโทรเอง”กรรณิการ์ยิ้มรับด้วยความเต็มใจอะไรที่เกี่ยวข้องกับนนท์ประวิธเธอยินดีทำให้ทุกอย่างนั่นแหละ

                หลังจากพูดคุยกันสักพักสองสาวต่างก็ตั้งหน้าตั้งตากับงานในความรับผิดชอบของตัวเองโดยไม่ได้สนใจถามไถ่ถึงเรื่องอื่นๆกันอีก เพราะงานตรงหน้าของแต่ละคนนั้นต้องใช้สมาธิและความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้ผลงานออกมาสมบูรณ์แบบถูกใจลูกค้าที่สุดซึ่งแน่นอนว่ามัณฑนากรมือหนึ่งอย่างอรณิชาไม่เคยทำให้ลูกค้าผิดหวังเลยสักครั้ง

 

                เวลาใกล้เที่ยงนายแพทย์ใหญ่ของแผนกศัลยกรรมที่เพิ่งตรวจคนไข้รายสุดท้ายของช่วงเช้าเสร็จและกำลังนั่งเคลียร์เอกสารเพื่อเตรียมจะไปทานอาหารกลางวันกับเพื่อนรักที่โทรมาจองตัวเขาไว้ตั้งแต่เช้า

                เสียงเคาะประตูเบาๆทำให้เจ้าของห้องที่กำลังลุกจากเก้าอี้เพื่อถอดเสื้อกาวน์หันไปมองด้วยความสนใจเพราะหากเป็นก้องเกียรติ รายนั้นไม่มีมารยาทขนาดนี้ และข้อสันนิษฐานของเขาก็ไม่ผิด

                “คุณหมอไปทานข้าวที่โรงอาหารด้วยกันไหมคะ”พยาบาลสาวเปิดประตูเข้ามาอย่างเบามือพร้อมกับเอ่ยชวนชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มละไมก่อนจะเปลี่ยนเป็นจืดจางลงเมื่อเจอคำปฏิเสธที่สุภาพนุ่มนวลของเขา

                “วันนี้ต้องขอโทษด้วยพอดีผมนัดกับเพื่อนไว้แล้ว ขอบคุณมากนะครับ” วิทยาบอกพร้อมกับส่งยิ้มบางๆให้หญิงสาวเป็นการขอบคุณ แต่ยังไม่ทันที่พยาบาลสาวสวยจะหันหลังออกไปประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนเกือบชนกับร่างบางของเธอ

                “อุ๊ย!”ขนิษฐาอุทานด้วยความตกใจ และยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีกเมื่อคนที่ผลักประตูเข้ามาเป็นชายหนุ่มที่เธอไม่อยากเจอที่สุดเพราะเขามักจะยียวนกวนประสาทเธอทุกครั้งที่พบหน้ากัน

                “อ้าว น้องขิมที่รักมาทำอะไรที่นี่จ้ะ” ก้องเกียรติร้องทักทันทีเมื่อพบหญิงสาวที่เขากำลังคิดถึงวันนี้เขาตามหาเธอจนทั่วตึกนอกที่เธอประจำอยู่ก็ไม่เห็นที่แท้ก็มาอยู่กับนายแพทย์หนุ่มหล่อเบอร์หนึ่งของโรงพยาบาลนี่เอง

                “ฉันไม่ใช่ที่รักของคุณกรุณาอย่าสร้างกระแส” ขนิษฐาตอกกลับเสียงเขียวสะบัดหน้าพรืดอย่างนึกขัดใจที่เขาเรียกเธอแบบนั้นต่อหน้าชายหนุ่มที่เธอหมายปอง

                “เดี๋ยวๆ นี่มันอะไรกันนายก้องคุณขิม ผมงงไปหมดแล้ว”วิทยาขัดขึ้นมาด้วยความมึนงงเมื่อสองหนุ่มสาวตรงหน้ากำลังทักทายกันอย่างไม่ค่อยเป็นมิตร

                “ฉันก็แค่อยากรู้ว่าทำไมน้องขิมถึงมาอยู่ที่นี่”ก้องเกียรติถามเพื่อนพลางส่งสายตายียวนไปให้หญิงสาวที่ยืนกระฟัดกระเฟียดอยู่ข้างๆ

                “เขาเป็นผู้ช่วยฉัน เพิ่งย้ายมาวันนี้น่ะ”เจ้าของห้องตอบเรียบๆ

                “อ่อที่แท้ก็หลงเสน่ห์คุณหมอรูปหล่อแผนกศัลยกรรมนี่เอง”คนยียวนว่าพลางหรี่ตามองหญิงสาวอย่างนึกหมั่นไส้ ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่เพราะเมื่อหลายวันก่อนเขาได้ยินสาวๆ พยาบาลตึกนอกคุยกันว่าเธอมาสืบเสาะสอบถามประวัติของหมอวิทยาจากคนเก่าๆและเธอก็แสดงออกชัดเจนว่าชอบพอในตัวหมอหนุ่มเพื่อนรักของเขาอยู่ไม่น้อย

                “ฉันมาทำงานตามหน้าที่ของฉันไม่เกี่ยวกับคุณ”ขนิษฐาเชิดหน้าตอบกลับอย่างไม่พอใจที่อีกฝ่ายมาตามราวีเธอถึงที่นี่

                “นี่แม่คุณ... น้องขิมคนสวยพี่ก้องจะบอกอะไรให้นะจ๊ะไอ้หมอหล่อๆ คนนี้น่ะ มันมีเมียแล้ว และมันก็เพิ่งแต่งงานไปเมื่อวันก่อนนี่เองอยากดูหลักฐานไหมล่ะ ในมือถือพี่น่ะมีเพียบเลย”ก้องเกียรติบอกกล่าวอย่างเย้ยหยันพลางยื่นหน้าเข้าไปหาหญิงสาวเพื่อตอกย้ำให้เธอได้ยินใกล้ๆ

                “น้อยๆ หน่อยนายก้องพูดอะไรไม่เข้าเรื่องน่า... ไปเหอะ แกชวนฉันไปกินข้าวไม่ใช่เหรอ”อีกครั้งที่เจ้าของห้องเอ่ยขัด เพราะไม่อยากให้คนทั้งสองต้องทะเลาะกันมากไปกว่านี้เขาไม่อยากเป็นพยานรู้เห็นอะไรทั้งนั้น และตอนนี้เขาก็หิวจนแสบท้องไปหมดแล้วด้วย

                “ฉันไม่ไปกับแกแล้ว”คนถูกขัดคอตวัดเสียงใส่ เริ่มไม่พอใจไอ้หมอหน้าหล่อขึ้นมาตงิดๆ

                “อ้าว ไอ้นี่...”วิทยาสบถอย่างหัวเสียเมื่อคนเป็นเพื่อนปฏิเสธขึ้นมาหน้าตาเฉยแถมยังหลอกให้เขาหิ้วท้องรอเก้อจนเที่ยงกว่า

                คำพูดของก้องเกียรติทำให้หญิงสาวคนเดียวในห้องรู้สึกดีใจขึ้นมาทันทีเพราะนั่นแสดงว่าคุณหมอวิทยาไม่มีนัดแล้ว และเขาก็ต้องไปกินข้าวกลางวันกับเธอได้ดังนั้น หญิงสาวจึงแสร้งทำเป็นยืนจัดเอกสารอยู่ตรงโต๊ะข้างๆ อย่างใจเย็น

                “ฉันจะมายืมรถแกหน่อยน่ะ”คนยกเลิกนัดพูดโพร่งออกมาอย่างคนเอาแต่ใจ

                “แล้วรถแกไปไหน”เจ้าของรถถามกลับทันทีเหมือนไม่อยากเชื่อ

                “เอาไปเข้าศูนย์ กว่าจะเสร็จก็คงเย็น”

                “แล้วแกจะไปไหน...ทำไมไม่รอตอนเย็นล่ะ”

                “รับสาว...พอดีเธอเพิ่งโทรมาชวนไปกินข้าวน่ะ”ก้องเกียรติตอบพลางเหลือบตาไปมองหญิงสาวที่ก้มหน้าจัดเอกสารอยู่ที่โต๊ะใกล้ๆอย่างนึกหมั่นไส้กับท่าทีเมินเฉยของเธอ

                “กินข้าวอย่างเดียวหรือเปล่า”วิทยาหรี่ตามองเพื่อนรักอย่างไม่ไว้ใจ เพราะรู้ดีในความกะล่อนและเจ้าชู้ของอีกฝ่าย

                “เรื่องของฉันน่า...ถามอย่างกับแกเป็นเมียฉันแน่ะ... เอามาเร็วๆ เข้า กุญแจรถน่ะ”คนถูกจับผิดรีบบอกปัดก่อนจะยื่นมือขอสิ่งที่ต้องการทันที

                “ฉันก็กลัวแกจะเอารถฉันพาสาวไปเข้าโรงแรมน่ะสิเดี๋ยวใครเห็นก็เข้าใจฉันผิดหมด”หมอหนุ่มว่าพลางเปิดลิ้นชักข้างตัวเพื่อหยิบกุญแจรถให้อีกฝ่าย

                “เออน่า... ไม่เข้าหรอกโรงแรมน่ะในรถแกออกจะกว้างขวาง เบาะก็หนานุ่มซะด้วย” ก้องเกียรติพูดทีเล่นทีจริงแล้วส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ไปให้หญิงสาวที่หันมาสบตาเขาพอดี

                “ไอ้ทะลึ่ง! พูดออกมาได้ยังไงไม่รู้จักเกรงใจคุณขิมเธอบ้าง” วิทยาขึงตาใส่เพื่อนรักที่พูดจาชวนให้คิดลึกโดยไม่คำนึงถึงบุคคลที่สาม

                “ว่าไงจ๊ะน้องขิม สนใจจะมีประสบการณ์ในรถกับพี่ไหมจ๊ะ”คนถูกหาว่าทะลึ่งหันไปเอ่ยชวนหญิงสาวที่มองเขาอย่างกับพบเห็นตัวประหลาดที่น่าขยะแขยง

                “บ้า!” ขนิษฐาสวนกลับทันควันพลางนึกด่าทอคนตรงหน้าในใจ คนบ้าอะไรพูดเรื่องแบบนั้นออกมาได้ไม่อายปาก

                “ขอบใจนะ ฉันไปละ”ก้องเกียรติหันไปบอกเพื่อนรักพร้อมกับหัวเราะชอบใจกับท่าทางกระฟัดกระเฟียดของหญิงสาวที่เขาอยากแกล้งให้เธอโมโหเล่นก่อนจะหันหลังแล้วเดินออกจากห้องไปด้วยรอยยิ้มเต็มวงหน้า

                “งั้นคุณหมอไปทานข้าวกับขิมนะคะ”ขนิษฐาพูดขึ้นมาทันทีที่ประตูห้องปิดลง

                “อ่อ ได้ครับ... ไปกันเถอะเดี๋ยวจะไม่ทันคนไข้ตอนบ่าย” หมอหนุ่มตอบรับคำชวนของเธออย่างเสียไม่ได้แล้วรีบขยับตัวลุกขึ้นเดินนำหญิงสาวออกไปจากห้องทันที เพราะไม่อยากเสียเวลาให้มากกว่านี้เขาต้องทำเวลาตรวจคนไข้ในตอนบ่ายไม่ให้ตกค้างไปถึงเย็นเพื่อจะได้ไปทานข้าวบ้านคุณแม่ของเขาตามที่ได้นัดเอาไว้แล้ว

 

                เวลาล่วงเลยไปจนถึงห้าโมงเย็นพนักงานประจำออฟฟิศหลายคนกำลังเตรียมตัวกลับบ้านยังเหลือก็แค่บางคนที่อยู่ต่อเพื่อทำงานของตัวเองให้เสร็จเช่นเดียวกับสองสาวมัณฑนากรที่กำลังก้มหน้าขีดเขียนไอเดียของตัวเองลงไปบนกระดาษสีขาวบนโต๊ะอย่างขะมักเขม้นแต่ไม่ใช่เพราะอยากให้งานเสร็จแต่เพราะเธอสองคนมีนัดกับชายหนุ่มเจ้าของบริษัทที่บอกว่าจะเข้ามารับพวกเธอที่นี่เพื่อออกไปกินอาหารเย็นพร้อมกัน  ดังนั้น สองสาวจึงนั่งทำงานไปเรื่อยๆไม่ให้เวลาที่เหลือหมดไปอย่างเปล่าประโยชน์

                “ก้อย นนท์บอกจะมากี่โมงนะ” อรณิชาหันไปถามเพื่อนสาวที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆเพื่อความแน่ใจ

                “ประมาณห้าโมงกว่าๆ น่ะเดี๋ยวก็คงถึงแล้วหละ” กรรณิการ์ชะเง้อผ่านฉากกั้นเพื่อมองอีกฝ่าย

                “อืม... อรจะได้เตรียมตัวเคลียร์จุดสำคัญให้เสร็จนนท์มาถึงจะได้ไปกันเลย อรเริ่มหิวแล้วด้วย”คนพูดยังคงก้มมองมือตัวเองที่กำลังขีดเขียนความคิดลงไปบนกระดาษก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อยด้วยเสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ไม่ไกลนัก

                อรณิชาขมวดคิ้วมุ่นมองเบอร์แปลกที่โชว์อยู่บนหน้าจออย่างใช้ความคิดจนสายตัดไปเอง       

                “ทำไมเหรออร” เพื่อนสาวโต๊ะข้างๆชะเง้อถามด้วยความแปลกใจ เมื่อเจ้าของโทรศัพท์เอาแต่จ้องหน้าจอจนเสียงเงียบไป

                “เบอร์ใครก็ไม่รู้ง่ะอรไม่กล้ารับ กลัวเป็นพวกโรคจิต” สิ้นคำพูดของหญิงสาวโทรศัพท์ในมือก็กรีดร้องขึ้นมาอีกครั้ง

                “ไม่ใช่หรอกมั้ง... รับเถอะ...เผื่อเป็นคนรู้จัก”กรรณิการ์บอกย้ำเมื่อเห็นอีกฝ่ายหันมามองหน้าเธออย่างขอความเห็น

                สวัสดีค่ะอรณิชาตัดสินใจกดรับสายแล้วกรอกเสียงลงไปเบาๆ

                นี่คุณ!มัวทำอะไรอยู่ถึงไม่รับโทรศัพท์ปลายสายตวาดลั่นทันทีอย่างนึกหงุดหงิดที่เธอไม่รับสายเขาในตอนแรกทำให้ต้องกดโทรซ้ำอีกครั้ง

                ‘เอ๊ะ! ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าเป็นคุณ ฉันก็นึกว่าพวกโรคจิตน่ะสิ แค่ได้ยินเสียงเธอก็รู้แล้วว่าเป็นใคร ตาหมอบ้านี่เอาเบอร์เธอมาจากไหนนะ หญิงสาวถามตัวเองในใจอย่างนึกฉุน

                ‘โรคจิตที่ไหนจะใช้มือถือโทรมันใช้โทรศัพท์สาธารณะไม่ดีกว่าหรือไงหมอหนุ่มตวัดเสียงขุ่นเมื่อที่ได้ยินคำแก้ตัวของหญิงสาว

                กะก็ฉันไม่ทันคิดนี่ แล้วคุณเอาเบอร์ฉันมาจากไหนห๊ะอรณิชาตะกุกตะกักเล็กน้อยเพราะเธอก็ไม่ทันคิดจริงๆ นั่นแหละก่อนจะย้อนถามในสิ่งที่ค้างคาใจทันที

                ‘จากไหนก็เรื่องของผมว่าแต่ตอนนี้คุณออกมาจากบริษัทหรือยัง ผมกำลังจะไปรับคุณที่บ้าน วิทยาไม่สนใจคำถามของเธอแต่เปลี่ยนเป็นย้ำเตือนในสิ่งที่เธอควรจะทำ

                คุณจะไปไหนก็ไปสิ...จะมารับฉันทำไม... ฉันไม่ว่างอรณิชาตอบกลับอย่างดื้อรั้นรู้สึกมึนงงกับคำพูดของชายหนุ่มก่อนจะนึกขึ้นได้เมื่อเขาพูดในสิ่งที่เธอลืมไปเสียสนิทออกมา

                นี่พี่ชื่นไม่ได้บอกคุณหรือไงว่าเย็นนี้คุณต้องไปบ้านคุณแม่ผมด้วยกันน่ะ

                อะเอ่อ บอกแล้ว แต่ฉันลืมคนขี้ลืมมีน้ำเสียงอ่อนลงทันทีเมื่อรู้ว่าตัวเองผิด

                ผมถึงได้โทรมาเตือนนี่ไงรู้แล้วก็เร็วๆ เข้า ผมไม่อยากเสียเวลา หมอหนุ่มกำชับพร้อมกับเร่งรัดอีกฝ่ายทันที

                แต่... อรณิชาพยายามจะบ่ายเบี่ยง แต่เขาก็ขัดขึ้นมาอย่างรู้ทัน

                คุณน่าจะรู้นะว่ามารยาทสะกดยังไง โตแล้วไม่ใช่เหรอ...

                เมื่อเห็นหญิงสาวเงียบไปไม่ส่งเสียงใดๆอีก เขาจึงเอ่ยย้ำอีกครั้งพร้อมกับคำขู่ในตอนท้าย

                อีกสามสิบนาทีผมต้องเจอคุณที่บ้านไม่อย่างนั้นผมจะขอให้คุณลุงยึดรถของคุณซะ ต่อไปนี้ผมจะรับส่งคุณเองจบคำสั่งเขาก็วางสายไปทันทีโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะคัดค้านหรือโต้แย้งอะไรกลับมาอีกเพราะเขาก็คิดจะทำอย่างที่ขู่เอาไว้จริงๆ หากเธอยังดื้อรั้นกับเขาแบบนี้

                “อร... คุณหมอโทรมาเหรอ”กรรณิการ์ถามเพื่อความแน่ใจ แม้จะได้ยินการสนทนาของคนทั้งคู่บ้างแล้ว

                “อืม...อรลืมสนิทเลยว่าเย็นนี้ต้องไปบ้านคุณแม่ของเขาน่ะ”อรณิชาวางโทรศัพท์ในมือลงกับโต๊ะด้วยความรู้สึกไม่สบายใจเธอไม่อยากผิดนัดกับเพื่อนรักในครั้งนี้เพราะรู้ดีว่านนท์ประวิธต้องน้อยใจเธอแน่ๆแต่เธอก็ไม่อาจเสียมารยาทกับผู้ใหญ่ได้เมื่อเช้าพี่ชื่นก็พยายามย้ำกับเธอแล้วว่ายังไงเธอก็ต้องไปกับเขาด้วยหน้าที่ที่เธอเป็นสะใภ้

                “อรไปกับคุณหมอเถอะเดี๋ยวก้อยคุยกับนนท์ให้เอง” กรรณิการ์อาสาด้วยความเต็มใจแม้จะแอบหวั่นอยู่บ้างว่านนท์ประวิธคงไม่เข้าใจอะไรง่ายๆ แน่ โดยเฉพาะเรื่องนี้และคนที่ต้องเหนื่อยที่สุดก็คงจะเป็นเธออีกตามเคย

                “นนท์ต้องโกรธอรแน่ๆ เลยก้อย”อรณิชาบอกเสียงเศร้าอย่างนึกกังวล

                “น่า... ไม่ต้องห่วงก้อยจะพยายามอธิบายให้นนท์เข้าใจเอง อรรีบไปเถอะ เดี๋ยวคุณหมอจะรอ”กรรณิการ์ย้ำอีกครั้งก่อนจะเข้าไปช่วยคนเป็นเพื่อนเก็บข้าวของบนโต๊ะใส่กระเป๋าให้เรียบร้อยแล้วเดินออกไปส่งที่ลิฟต์ก่อนตัวเองจะกลับเข้ามาที่โต๊ะทำงานเพื่อโทรหาชายหนุ่มที่นัดเอาไว้เผื่อว่าเขาจะได้ไม่ต้องเข้ามาให้เสียเวลาเพราะหญิงสาวที่เขาอยากเจอนั้นกลับบ้านไปแล้วแต่โทรกี่ครั้งก็ได้ยินเพียงสัญญาณฝากข้อความเธอจึงจำเป็นต้องนั่งรอเขาที่นี่จนกว่าเขาจะมา

 

                วิทยากำลังพับเก็บงานบนโต๊ะให้เป็นระเบียบและพร้อมสำหรับการเริ่มงานในครั้งต่อไปซึ่งอาจจะไม่ใช่พรุ่งนี้เพราะเขาเคลียร์ตัวเองไว้สำหรับการเข้าไปศึกษางานและปรึกษาพูดคุยกับคนเป็นพ่อตาที่จะให้เขารับตำแหน่งรองผู้อำนวยการที่โรงพยาบาลของท่านในสัปดาห์หน้า

                ชายหนุ่มเลือกเฉพาะเอกสารสำคัญสองสามฉบับและหนังสืออีกสองเล่มที่เขาอ่านเป็นประจำมาถือไว้ในมือพร้อมด้วยกุญแจรถที่เพื่อนรักเพิ่งเอามาคืนให้เมื่อชั่วโมงก่อนจากนั้นเจ้าของร่างสูงก็ออกจากห้องไปที่ลานจอดรถทันทีเพียงแค่คิดว่าหญิงสาวที่เป็นภรรยาในนามกำลังรอเขาอยู่ที่บ้านหัวใจดวงแกร่งก็เต้นโครมครามขึ้นมาอย่างประหลาดเขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องตื่นเต้นขนาดนั้นและทำไมเขาต้องรู้สึกว่าอยากเจอเธอด้วย

                “คุณหมอวิทยาคะ คุณหมอ”มือหนาที่กำลังเปิดประตูรถต้องชะงักงันเมื่อได้ยินเสียงเรียกดังมาจากข้างหลังและทันทีที่เจ้าของร่างสูงหันกลับไปมองก็พบพยาบาลสาวสวยที่เป็นผู้ช่วยของเขากำลังกึ่งวิ่งกึ่งเดินมาทางนี้พร้อมกับโบกมือให้เขาหยุดรอเธอก่อน

                “อ้าว คุณขิมผมคิดว่าคุณกลับไปแล้วซะอีก... มีอะไรหรือเปล่าครับ” วิทยาถามอย่างนึกแปลกใจพลางมองสำรวจหญิงสาวตรงหน้าที่อยู่ในชุดพยาบาลสีขาวแต่ถอดหมวกบนศีรษะออกแล้วเพื่อความสะดวกในการเดินทางเรียวแขนบอบบางข้างหนึ่งสะพายกระเป๋าสวยเก๋แต่ดูเรียบร้อยสไตล์ผู้หญิงส่วนอีกมือเป็นถ้วยโยเกิร์ตที่ดูเหมือนว่าเธอกำลังจะเปิดทานพอดี

                “คือ...ขิมจะขอติดรถคุณหมอไปลงที่ซุปเปอร์มาเก็ตก่อนถึงยูเทิร์นได้ไหมคะ”ขณิษฐาเอ่ยปากขอพลางส่งยิ้มละลายใจให้หมอหนุ่มซึ่งเธอตั้งใจมาดักรอเขาอยู่บริเวณนี้ได้สักพักแล้ว

                “อ่อ ได้ครับ งั้นเชิญขึ้นรถเลย”วิทยาส่งยิ้มบางๆ ให้หญิงสาว ก่อนจะหันไปเปิดประตูรถแล้วก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่ของตัวเอง

                “ขอบคุณค่ะ”หญิงสาวกล่าวขอบคุณแล้วเปิดประตูเข้าไปนั่งข้างๆ กับเขาด้วยหัวใจที่พองโตจนคับอก

                “ขอโทษนะคะคือขิมยังทานโยเกิร์ตไม่หมดน่ะค่ะก็เลยถือติดมือมาด้วย”ขนิษฐาบอกชายหนุ่มเจ้าของรถด้วยน้ำเสียงเกรงใจ แต่ลึกๆ เธอก็รู้ว่าเขาคงไม่ว่าอะไรหรอกเพราะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

                “ครับ ไม่เป็นไรครับคุณขิมตามสบายเลย” เจ้าของรถยิ้มให้อย่างใจดี

                “คุณหมอกลับบ้านตรงเวลาแบบนี้ทุกวันเลยหรือคะ”สาวสวยผู้อาศัยชวนคุยเพราะไม่อยากให้บรรยากาศภายในรถดูอึดอัดและเธอเองก็อยากสร้างความสนิทสนมกับเขาด้วย

                “ไม่หรอกครับบางวันก็มีเคลียร์งานบ้างอาจจะกลับค่ำๆ หน่อยพอดีวันนี้ผมมีนัดทานข้าวที่บ้านคุณแม่น่ะครับก็เลยกลับตรงเวลา” ชายหนุ่มตอบเรียบๆหันมามองหญิงสาวบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อรักษามารยาทในการพูดคุยกันในรถ

                “เอ่อ... แล้ว...คุณหมอไปกับใครคะ” แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ควรถามแต่เธอก็อยากรู้อย่างน้อยก็เพื่อความมั่นใจในแผนการของเธอ

                “ภรรยาครับ...ผมกำลังจะไปรับเธอแล้วไปบ้านคุณแม่พร้อมกัน”หมอหนุ่มตอบเสียงหนักแน่นเน้นย้ำชัดเจนที่คำว่า ภรรยาด้วยความภาคภูมิใจเป็นครั้งแรกตั้งแต่เขาแต่งงานมาเพราะอยากให้หญิงสาวข้างกายที่กำลังคิดไม่ซื่อกับเขาเปลี่ยนใจไปจากเขาซะหน้าตาเธอก็ไม่ใช่ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร ออกจะสวยมากด้วยซ้ำ ผู้ชายโสดๆ ดีๆน่าจะมีให้เธอเลือกมากมายที่ไม่ใช่เขา

                “ค่ะ” ขนิษฐารับคำเสียงแผ่วเบาเพราะคำตอบของเขาช่างสร้างความเจ็บปวดและตอกย้ำให้เธอตัดใจจากเขาเสียเหลือเกินแต่ด้วยความรักที่เธอแอบมีใจให้เขามาก่อนที่เขาจะแต่งงานเธอเชื่อว่าเธอรักเขามากกว่าผู้หญิงคนนั้นที่เพิ่งรู้จักและแต่งงานกันแค่ไม่กี่วันต่อให้เธอต้องกลายเป็นคนเลวที่แย่งชิงสามีของคนอื่นเธอก็จะทำเพราะคำเดียวที่ดังก้องอยู่ในหัวใจก็คือ เธอรักเขา

                หญิงสาวเหลือบมองแหวนแต่งงานบนมือแกร่งข้างซ้ายของหมอหนุ่มอย่างนึกชิงชังก่อนที่ใบหน้าสวยจะผุดรอยยิ้มร้ายกาจขึ้นมาเมื่อนึกถึงแผนการที่เธอจะสร้างความร้าวฉานเล็กๆให้กับครอบครัวเขาเธอรอจังหวะที่เขาแตะเบรกซึ่งอาจจะไม่ได้กะทันหันมากนักเพื่อผลักกระเป๋าสะพายที่เธอเปิดซิบทิ้งไว้ให้ล่วงหล่นลงไปบนพื้นที่พักเท้า

                “อุ๊ย!เสียงหวานอุทานเบาๆ แสร้งตกใจเล็กน้อยก่อนจะก้มลงไปเก็บข้าวของในกระเป๋าที่เทกระจัดกระจายอยู่ตรงเท้าของเธอ  

                “ขอโทษครับ ผมเบรกแรงไปหรือครับ”วิทยาเหลียวมองอย่างแปลกใจ เขาแค่แตะเบรกหยุดรถตามคันหน้าที่เริ่มชะลอตัวแล้วเท่านั้นไม่ได้รุนแรงหรือกะทันหันจนทำให้ข้าวของล่วงหล่นได้หมอหนุ่มคิดสับสนในใจเพียงครู่ก่อนจะรีบเบนสายตาหันกลับไปมองที่ถนนตามเดิมเมื่อท่าทีของหญิงสาวที่ก้มตัวจนต่ำกว่าระดับสายตานั้นทำให้คอเสื้อที่ซ้อนทับกันเปิดอ้าออกอย่างไม่ได้ตั้งใจแต่เขาไม่มีวันได้รู้เลยว่านั่นแหละเป็นสิ่งที่เธอต้องการ

                “อ่อ ไม่ใช่หรอกค่ะขิมวางกระเป๋าไม่ดีเองเลยหล่นลงไป” ขนิษฐาละล่ำละลักบอก พลางก้มๆ เงยๆเก็บของใช้ส่วนตัวลงกระเป๋าตามเดิมถือเป็นโอกาสดีของเธอเพราะความเป็นสุภาพบุรุษของชายหนุ่มทำให้เขาไม่หันมามองเธออีกเลยขณะที่เธอกำลังก้มเก็บของและทิ้งสิ่งของบางอย่างเอาไว้พร้อมกับคราบความเหนียวเหนอะหนะ

                “ตายแล้วคุณหมอ! ขิมขอโทษค่ะ เมื่อกี้ไม่ทันระวังเลยทำให้โยเกิร์ตหกเลอะเทอะไปอีก”หญิงสาวร้องบอกด้วยความตกใจ ใบหน้าสวยมีแววจืดเจือนเล็กน้อยด้วยความสำนึกผิดมือบางที่ถือกระดาษทิชชู่พยายามเช็ดถูสะเปะสะปะไปทั่วแต่ดูเหมือนการเช็ดถูทำความสะอาดของเธอจะกลายเป็นยิ่งทำให้เลอะเทอะมากขึ้นไปอีก

                “ชั่งมันเถอะครับไม่เป็นไรเดี๋ยวผมว่าจะล้างรถอยู่วันสองวันนี่แหละครับ...พอดีเลยคราวนี้จะได้ตัดสินใจล้างจริงๆ สักที ไม่งั้นก็ผลัดวันประกันพรุ่งอยู่นั่นเอง”วิทยาพูดกลั้วหัวเราะอย่างคนที่ไม่คิดอะไรมากเพราะเขาก็ว่าจะเอารถไปล้างอย่างที่ปากว่าจริงๆ นั่นแหละ

                “ขอบคุณนะคะคุณหมอที่ให้ขิมติดรถมาด้วยแล้วก็ขอโทษอีกครั้งนะคะที่ทำให้รถคุณหมอเลอะเทอะ” เมื่อถึงที่หมายของเธอแล้วขนิษฐาจึงหันมายกมือไหว้คุณหมอใจดีด้วยท่าทางเกรงใจและรู้สึกผิด

                “ครับ ไม่เป็นไร”วิทยายกมือรับไหว้หญิงสาวพร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ให้เธอสบายใจ

                ขนิษฐาก้าวลงมาจากรถด้วยรอยยิ้มหยันอย่างนึกสะใจที่แผนการของเธอผ่านพ้นไปได้ด้วยดีวันนี้เธอตั้งใจดักรอเขาเพื่อทำการอะไรบางอย่างที่เธอเพิ่งคิดวางแผนนี้ขึ้นมาได้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนเลิกงานสถานการณ์ง่ายๆ ที่อาจจะสร้างความร้าวฉานเล็กๆแต่อาจดูไม่เล็กสำหรับคู่แต่งงานที่เพิ่งผ่านค่ำคืนอันหวานชื่นด้วยกันมาเพียงแค่สองวันอย่างคู่ของหมอหนุ่มกับภรรยาสาวที่ถูกคลุมถุงชนการแต่งงานท่ามกลางความรู้สึกที่เปราะบางแบบนี้ เธอแค่เติมเชื้อไฟนิดๆ หน่อยๆให้คนทั้งคู่ได้มีปากเสียงถกเถียงกันพอสมควรเพื่อก่อเกิดรอยร้าวที่รอวันแตกกระจาย

                ที่เธอกล้าทำเช่นนี้ก็เพราะบางสิ่งบางอย่างที่เธอตั้งใจทิ้งเอาไว้ในรถของเขาจะไม่พาดพิงมาถึงเธออย่างแน่นอนเพราะก่อนหน้านั้นเธอจำได้ว่าก้องเกียรติมายืมรถของหมอวิทยาไปใช้และยังพูดจาสองแง่สองง่ามว่าจะทำอะไรที่ชวนให้คิดลึกบนรถของหมอหนุ่มอีกด้วยดังนั้น การที่มีของแบบนั้นตกอยู่ภายในรถก็ไม่ใช่เรื่องแปลกและชายหนุ่มเจ้าของรถก็คงไม่คิดว่าเป็นของเธออย่างแน่นอนเธอมั่นใจหรือถ้าเขาจะคิดก็คงไม่กล้ามาถามกับเธอตรงๆ เป็นแน่เพราะเขามีความเป็นสุภาพบุรุษมากพอที่จะไม่นำเรื่องแบบนี้มาถามกับผู้หญิง

 

                นนท์ประวิธกลับเข้ามาที่ออฟฟิศเพื่อพาสองสาวเพื่อนรักไปกินข้าวเย็นตามที่ได้นัดกันไว้หัวใจหนุ่มพองโตเมื่อรู้ว่าหญิงสาวอันเป็นที่รักยังคงห่วงใยความรู้สึกของเขาอยู่แสดงว่าคำมั่นสัญญาและการรอคอยของเขาจะไม่มีวันสิ้นหวังอย่างแน่นอน 

                “พร้อมหรือยังจ้ะสาวๆ” นนท์ประวิธเดินเข้ามาที่โต๊ะทำงานของสองสาวอย่างอารมณ์ดีแต่เมื่อไม่เห็นหญิงสาวคนรักที่เขาตั้งใจมาหาเขาจึงเอ่ยถาม

                “อ้าว อรไปไหนล่ะหรือว่าไปห้องน้ำ”

                “เอ่อ... อรมีธุระด่วนน่ะนนท์ เลยขอตัวกลับไปก่อน”กรรณิการ์ตอบอย่างไม่เต็มเสียงนักเพราะรู้ดีว่าคำตอบของเธอต้องทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าเกิดความไม่พอใจเป็นแน่และก็เป็นอย่างที่เธอคิดไว้จริงๆ

                “ห๊า!... นี่มันอะไรกันทำไมอรต้องหลอกให้นนท์ดีใจด้วย” นนท์ประวิธโวยวายออกมาทันทีอย่างฉุนเฉียว ผสมกับความน้อยใจที่เจือปนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจดวงแกร่ง

                “ไม่ใช่อย่างนั้นนะนนท์อรมีธุระด่วนและสำคัญมากจริงๆ อรไม่ได้ตั้งใจผิดนัดนนท์หรอกนะ”คนรับหน้าที่ไกล่เกลี่ยรีบอธิบายให้คนผิดหวังได้เข้าใจ

                “ธุระอะไร ก้อยบอกนนท์ได้ไหมธุระอะไรที่มันสำคัญกับอรมากกว่าการไปกินข้าวกับนนท์”น้ำเสียงที่แสดงถึงความเจ็บปวดทำให้คนฟังยิ่งสะเทือนใจส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอสงสารเขา แต่อีกส่วนก็สงสารตัวเองยิ่งเห็นเขาเจ็บเธอก็เจ็บไปกับเขาด้วย

                เมื่อเห็นหญิงสาวตรงหน้ายังคงนิ่งงันเขาจึงคิดจะโทรไปถามกับคนผิดนัดด้วยตัวเองมือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดต่อสายถึงคนที่จะตอบคำถามของเขาได้

                “เอ่อ...เอาไว้พรุ่งนี้นนท์ค่อยคุยกับอรดีกว่านะ”กรรณิการ์รีบเข้าไปคว้ามือแกร่งของเขาเอาไว้ได้ทันก่อนที่เขาจะกดโทรออก เพราะการพูดคุยกันตอนนี้ก็มีแต่จะทำให้ผิดใจกันมากขึ้น ทางที่ดีรอให้ใจเย็นก่อนและคุยกันต่อหน้าจะดีกว่า

                “ธุระอะไร... ก้อย”นนท์ประวิธย้ำเสียงแข็งอีกครั้งเมื่อเขาอยากได้คำตอบจริงๆในเมื่อเธอไม่อยากให้เขาโทรไปถามกับอรณิชา เธอก็ต้องมีคำตอบให้กับเขา

                “อร... ปะไปกินข้าวที่บ้านคุณแม่ของคุณหมอน่ะ” กรรณิการ์ตะกุกตะกักบอกเขาเสียงแผ่วเบาด้วยความหวาดหวั่น

                “ก้อยกำลังจะบอกว่าอรให้ความสำคัญกับไอ้หมอนั่นมากกว่านนท์อย่างนั้นใช่ไหม”น้ำเสียงดุกร้าวของชายหนุ่มพร้อมกับมือแกร่งที่ตบลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดังสนั่นทำให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ใกล้ๆ สะดุ้งจนตัวโยนด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบเอ่ยคำอธิบายให้ชายหนุ่มตรงหน้าได้เข้าใจ

                “ไม่ใช่อย่างนั้นนะนนท์...ไม่ใช่เพราะนนท์ไม่สำคัญ แต่เพราะเรื่องนั้นมันก็จำเป็นกับหน้าที่ลูกสะใภ้หากอรไม่ไปก็จะเสียมารยาทและอาจจะทะเลาะกับคุณพ่อด้วย”

                คำพูดของเพื่อนสาวเหมือนเป็นการตอกย้ำสถานะของผู้หญิงที่เขารักว่าเธอไม่ใช่คนโสดอีกแล้วทำให้นนท์ประวิธรู้สึกเจ็บจุกนิ่งงันไปชั่วขณะ แล้วค่อยๆทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างตัวอย่างคนสิ้นหวังและหมดกำลังใจ

                “ตอนนี้นนท์ต้องอดทนใช่ไหมก้อย”น้ำเสียงเนือยๆ ที่เปล่งออกมานั้นเหมือนเป็นการบอกตัวเองให้ทำใจ

                “ก็... ใช่”กรรณิการ์ตอบเสียงเศร้าด้วยไม่รู้จะปลอบใจเขาอย่างไร

                “แล้วนนท์ต้องอดทนสักแค่ไหนกันล่ะ...ถึงจะพอ” คนผิดหวังมีท่าทีอ่อนลงเหมือนกับว่าเขากำลังท้อแท้และใกล้จะหมดแรงเต็มที

                “นนท์...”คนฟังคลางเรียกชื่อเขาเบาๆหัวใจดวงน้อยรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นคนที่เธอรักกำลังเป็นทุกข์

                ก่อนที่ทั่วทั้งบริเวณจะมีแต่ความเงียบเพราะหนุ่มสาวทั้งสองต่างก็จมอยู่กับความรู้สึกของตัวเอง จู่ๆชายหนุ่มที่ทำท่าเหมือนจะเป็นจะตายเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงปกติ

                “ไปกันเถอะ...นนท์ไปกินข้าวกับก้อยสองคนก็ได้” นนท์ประวิธว่าพลางขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีทำให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ใกล้ๆ สะดุ้งเล็กน้อยเพราะไม่ทันตั้งตัว

                “ไม่เป็นไรหรอกนนท์กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ วันนี้นนท์เหนื่อยมาทั้งวันแล้วเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยไปกินพร้อมกันกับอรก็ได้” กรรณิการ์บอกด้วยความเกรงใจและเข้าใจว่าในเวลาแบบนี้เขาคงอยากอยู่ตามลำพังมากกว่าจะพาเธอไปกินข้าว แม้ลึกๆภายในใจของเธอจะเรียกร้องว่าต้องการอยู่กับเขาก็ตาม

                “นนท์ไม่อยากกลับบ้านน่ะอยากไปหาอะไรดื่มหน่อย ก้อยไปเป็นเพื่อนนนท์นะ”คราวนี้ชายหนุ่มเปลี่ยนจากคำชวนเป็นคำขอร้องแกมอ้อนวอนในท่าทีที่อ่อนโยน

                “อะ อือๆ ก็ได้ ไปสิ”หญิงสาวตัดสินใจเพียงครู่ก่อนจะตอบตกลงแล้วหันไปคว้ากระเป๋าสะพายเดินตามชายหนุ่มไปเงียบๆหัวใจดวงน้อยรู้สึกอิ่มเอมขึ้นมาอย่างประหลาดเหมือนดอกไม้ที่กำลังแห้งเฉาได้น้ำทิพย์มาชโลมให้ชุ่มชื่นมีชีวิตชีวาขึ้นอีกนิด

 

                ร้านอาหารบรรยากาศดีริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเวลาพลบค่ำที่ให้ความโรแมนติคด้วยแสงไฟสีนวลตาประกอบกับวิวทิวทัศน์ที่มองเห็นสะพานข้ามแม่น้ำประดับประดาด้วยไฟระยิบระยับน่าหลงใหลสายลมเย็นพัดเอื่อยๆ ให้ผู้ที่มารับประทานอาหารได้รู้สึกผ่อนคลายและพักผ่อนไปในตัว

                คงจะดีไม่น้อยหากเธอกับเขามานั่งอยู่ที่นี่ในฐานะคนรักไม่ใช่เพื่อนสนิทเหมือนที่เขาพยายามย้ำเตือนเธออยู่ตลอดเวลา กรรณิการ์คิดก่อนจะถอนหายใจออกมาบางๆเพื่อระบายความอัดอั้นที่สุมอยู่ในอก

                นนท์ประวิธพาเธอมากินข้าวแต่เขากลับเอาแต่ดื่มเบียร์เงียบๆคนเดียวโดยไม่พูดไม่จาสักคำ หากเธอไม่ถามหรือชวนคุย เขาก็จะตั้งหน้าตั้งตาดื่มแก้วต่อแก้วจนเธอรู้สึกน้อยใจเขาขึ้นมานิดๆและอดคิดไม่ได้ว่าคืนนี้เขาต้องเมาจนเธอได้ลากกลับอีกเป็นแน่

                “หือ ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะนนท์ไม่เมาหรอกน่า... รับรองไปส่งก้อยถึงคอนโดอย่างปลอดภัยแน่นอน”นนท์ประวิธพูดออกมายิ้มๆ เมื่อเห็นเพื่อนสาวที่เขาพามาด้วยนั่งทำหน้าบึ้งตึงเหมือนกำลังไม่พอใจเขา

                “ก้อยว่า...ก้อยนั่งแท็กซี่กลับเองดีกว่านะ” หญิงสาวพูดขึ้นด้วยความรู้สึกน้อยใจเพราะดูท่าเขาคงจะดื่มอีกนานโดยไม่สนใจเธอตามเคยไม่ใช่เธออยากทิ้งให้เขานั่งคนเดียวหรอกนะ แต่ตอนนี้เธอยากกลับไปพักผ่อนมากกว่า

                “ก้อยไม่ไว้ใจนนท์แล้วเหรอ...แค่เบียร์ไม่กี่ขวดเอง” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะและส่งยิ้มละลายใจให้หญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่รู้ตัว

                กรรณิการ์มองภาพนั้นด้วยดวงตาที่พร่าเลือนไปชั่วขณะไม่อยากเชื่อว่าเขาจะยิ้มแบบนี้ให้เธอจริงๆเพราะผู้หญิงคนเดียวที่เขาเคยยิ้มให้มีเพียงอรณิชาเพื่อนรักของเธอเท่านั้น

                “ไม่ใช่ไม่ไว้ใจแต่ก้อยอยากให้นนท์กลับบ้านไปพักผ่อนเร็วๆ น่ะ คอนโดก้อยอยู่ใกล้ๆ นี่เองเสียเวลานนท์ต้องย้อนไปย้อนมาอีก” หญิงสาวอมยิ้มบอกเขาอย่างนึกเกรงใจและเป็นห่วง

                “ก้อยรู้ไหม การไปส่งก้อยที่คอนโดไม่ได้เป็นการเสียเวลาเลยสำหรับนนท์ไม่ว่าจะวันนี้หรือวันไหนๆ เพราะเรา...” นนท์ประวิธพูดยังไม่ทันจบประโยคเสียงหวานของหญิงสาวตรงหน้าก็พูดต่อให้เขาทันทีอย่างรู้ใจ

                “เป็นเพื่อนกัน”กรรณิการ์ฝืนยิ้มให้เขาพยายามกล้ำกลืนก้อนสะอื้นลงไปไม่ให้ชายหนุ่มรับรู้และสัมผัสมันได้

                “ใช่แล้วครับ... ไปกันเถอะดึกมากแล้วสาวน้อย”ชายหนุ่มยิ้มจนตาหยีให้หญิงสาวที่เขาคิดว่าเธอเป็นเพื่อนสนิทที่เข้าใจเขามากที่สุดและคอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอในวันที่เขาอ่อนแอหมดกำลังใจอย่างในวันนี้และวันที่ผ่านๆมา โดยไม่รู้ตัวเลยว่าหัวใจดวงแกร่งกำลังเปิดรับหญิงสาวตรงหน้าเข้ามาทีละน้อยแล้ว

                เมื่อเช็คบิลค่าอาหารเสร็จเรียบร้อยทั้งสองก็ลุกขึ้นจากโต๊ะพร้อมกันโดยหญิงสาวเป็นฝ่ายเดินนำออกไปก่อนเพราะเธออยู่ใกล้ทางเดินมากกว่าเขา

                “แน่ใจนะ... ว่าไม่เมา”กรรณิการ์หันมาเอ่ยแซวชายหนุ่มที่กำลังเดินตามหลังเธอมาไม่ไกลนัก

                “ฮึ้ย ไม่เมาๆ เดี๋ยวเดินให้ดู”นนท์ประวิธว่าพลางสาวเท้าให้เร็วขึ้นอีกนิดเพื่อให้หญิงสาวได้เห็นว่าเขาไม่ได้เมาจริงๆ 

                “เห้ย!” ทำเก่งได้ไม่กี่ก้าวชายหนุ่มกลับสะดุดเท้าตัวเองจนหน้าคะมำโชคดีที่มือหนาเอื้อมไปคว้าไหล่บอบบางของหญิงสาวเอาไว้ได้ทันเขาจึงไม่ล่วงลงไปกองกับพื้น

                “อุ๊ย!” ด้วยความตกใจในเสียงร้องของเขา หญิงสาวจึงหันไปมองทำให้จมูกโด่งคมสันจรดลงที่พวงแก้มนุ่มของเธอเข้าเต็มเปาอย่างไม่ได้ตั้งใจแถมตัวเธอยังถูกวงแขนแกร่งของเขาโอบกอดไว้อีกเพียงชั่วอึดใจที่ได้ใกล้ชิดต่างฝ่ายต่างก็ตกตะลึงอยู่ในภวังค์ของตัวเองก่อนที่ชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายรู้สึกตัวแล้วค่อยๆ คลายวงแขนออกจากร่างบางช้าๆ

                “เอ่อ... ขอโทษนะ”นนท์ประวิธพูดด้วยความรู้สึกผิดปนเก้อเขินก่อนจะขยับตัวออกห่างเล็กน้อยเพื่อตั้งหลัก

                “มะ ไม่เป็นไร... ไหนว่าไม่เมาไงทำไมเดินมาชนก้อยได้” คนโดนกอดโดนหอมอย่างไม่ทันตั้งตัวก้มหน้าบอกด้วยความเขินอายใบหน้าขาวเนียนแดงซ่านขึ้นมาจนร้อนผ่าวไปหมดขณะที่หัวใจดวงน้อยก็เต้นแรงโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก

                “แหม่ สะดุดขาตัวเองนิดหน่อยน่าไม่เมาจริงๆ เชื่อสิ” ชายหนุ่มรีบพูดเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลกๆที่กำลังก่อตัวขึ้นมาในหัวใจอย่างประหลาด เขาไม่เคยหวั่นไหวแบบนี้กับใครมาก่อนเลยแม้จะได้ใกล้ชิดกับอรณิชาบ้างแต่ก็ไม่เคยถึงขนาดได้หอมแก้มเธอเลยสักครั้งอย่างมากก็แค่จับมือกันเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

                “รีบไปเถอะ คนมองกันใหญ่แล้ว”คนขี้อายบอกปัดแล้วรีบจ้ำอ้าวไปที่รถทันทีเพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอสายตาของคนในร้านอาหารและที่ลานจอดรถจ้องมองมาที่เธอกับเขาเป็นตาเดียว

                นนท์ประวิธหันซ้ายแลขวารอบตัวเมื่อเห็นว่าเป็นอย่างที่หญิงสาวพูดจริงๆ เขาจึงรีบสาวเท้าก้าวตามออกไปอีกคนพร้อมทั้งล้วงมือหยิบกุญแจรถออกมาจากกระเป๋ากางเกงเพื่อกดปลดล็อคให้หญิงสาวเปิดขึ้นไปนั่งบนรถก่อนส่วนเขาก็ก้าวขึ้นไปนั่งอีกฝั่งประจำที่ของตัวเอง แล้วขับออกไปทันทีทั้งๆที่หัวใจดวงแกร่งยังเต้นรัวแรงไม่เป็นจังหวะและความรู้สึกที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปโดยที่เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน


ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

^_^


สนใจสั่งซื้อนิยายเรื่องนี้ในแบบรูปเล่ม ติดต่อผู้แต่งโดยตรงได้ที่

E-mail : oilza24@hotmail.com

โทร/ไลน์ : 094-4942566

 

หรือสนใจในรูปแบบ E-Book สามารถเข้าดูรายละเอียดได้ที่

www.chalawanhunsa.com  หรือ

www.nongoil.com 


        แสดง 8 - 8
วันที่โพสต์ :  9 ก.ค. 2557 10:55    วันที่อัพเดท :   16 ก.ค. 2561 12:10    › จำนวนผู้เข้าชม 156450 คน
   › คะแนนโหวต 7494 คะแนน   
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้


    แสดงความคิดเห็น


   ชื่อ :
   ความเห็น :