นิยายอัพเดต       นิยายมาใหม่       Top View       Top Vote      
› นิยายเรื่อง ลิขิตรักคำสั่งวิวาห์ (NC18+ หวานๆ)    by สุภาวดี
ชื่อตอน ตอนที่ 9 ความเปลี่ยนแปลง


9 

ความเปลี่ยนแปลง

 

            เป็นเวลาเกือบสองเดือนแล้วที่วิทยาและอรณิชาใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันซึ่งดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งสองจะไม่ได้พัฒนาขึ้นมามากนักการขัดคอทะเลาะเบาะแว้งยังมีกันอยู่เสมอๆ แม้ว่าทุกวันนี้ชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายไปรับไปส่งหญิงสาวถึงที่ทำงานก็ตาม

            เช้านี้ก็เช่นกันที่วิทยาจะลงมาจากข้างบนในเวลาปกติเพื่อรับประทานอาหารเช้าพร้อมกับอรณิชาแต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปก็คืออาหารเช้าของเขาไม่ได้มีแค่กาแฟกับขนมปังเหมือนดังแต่ก่อนอีกแล้ว หมอหนุ่มเริ่มที่จะทานข้าวต้มเป็นอาหารเช้าร่วมกับหญิงสาวแล้วเสริมด้วยกาแฟเป็นการตบท้าย

            ร่างสูงเดินมาถึงที่โต๊ะอาหารก็ต้องแปลกใจเมื่อไม่เห็นหญิงสาวที่มักจะตื่นมารอเขาก่อนเสมอเนื่องจากเธอกลัวคำขู่ที่เขาเคยบอกไว้หากเธอลงมาช้ากว่าเขาเขาจะขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวให้เธอด้วยตัวเอง ดังนั้นตอนที่เขาลงมาจากข้างบนก็จะพบเธอนั่งรอที่โต๊ะอาหารแล้ว

            “คุณหมอจะรับข้าวต้มเลยหรือเปล่าคะ”ชื่นเอ่ยถามเมื่อเห็นเจ้านายหนุ่มนั่งลงที่เก้าอี้แล้ว

            “ยังครับ เดี๋ยวรอคุณอรก่อน”วิทยาบอกพลางหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านเพื่อฆ่าเวลารอหญิงสาว จนเวลาผ่านไปเกือบสิบห้านาทีแล้วคนที่ยังอยู่ข้างบนก็ไม่มีทีท่าว่าจะลงมาง่ายๆชายหนุ่มจึงต้องหันไปเรียกถามกับพี่เลี้ยงของเธอ

            “พี่ชื่น...วันนี้คุณหนูของพี่ชื่นจะไปทำงานหรือเปล่า ทำไมป่านนี้ยังไม่ลงมาอีก”

            “เอ... นั่นสิคะปกติคุณหนูจะลงมาแล้ว... งั้นเดี๋ยวพี่ชื่นขึ้นไปตามให้ค่ะ” คนเป็นพี่เลี้ยงขมวดคิ้วมุ่นด้วยนึกกังวลถึงนายสาวเช่นกันจึงอาสาขึ้นไปตาม

            “ขอบคุณครับ”

            เมื่อได้ยินชายหนุ่มรับคำแล้วชื่นจึงเลี่ยงออกไปจากห้องอาหารเพื่อขึ้นไปตามนายสาวข้างบน

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก

          เสียงเคาะประตูห้องไม่ได้ทำให้หญิงสาวที่กำลังนอนซมเพราะพิษไข้รู้สึกตัวเลยสักนิดคนเป็นพี่เลี้ยงยืนรออยู่เพียงครู่ เมื่อเห็นว่าข้างในยังเงียบ เธอจึงค่อยๆเปิดเข้าไป ก่อนจะรีบเดินไปหานายสาวที่ยังนอนอยู่บนเตียง

            “คุณหนูคะ... คุณหนูอร ว๊าย! ทำไมตัวร้อนอย่างนี้เนี่ย” ชื่นเรียกคนเป็นเจ้านายพร้อมกับยื่นมือเข้าไปจับตัวของหญิงสาวที่ตอนนี้ใบหน้าหวานมีเม็ดเหงื่อเกาะพราวจนเปียกชื้นก่อนจะร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อรู้สึกถึงไอร้อนจนถึงขั้นร้อนจัดจากคนที่ยังนอนซมอยู่บนเตียง

            “พี่ชื่น...”เสียงหวานแหบพร่าเหมือนคนหมดแรงร้องหาคนเป็นพี่เลี้ยงทั้งๆ ที่ยังไม่ลืมตา

            “คุณหนู พี่ชื่นอยู่นี่ค่ะคุณหนูเป็นยังไงบ้างคะ” ชื่นรีบคว้ามือบางของหญิงสาวมาจับไว้เพื่อให้เธอรู้สึกตัว

            “อรปวดหัวค่ะพี่ชื่น”คนเป็นไข้เอื้อนเอ่ยอาการของตัวเองออกมาอย่างสลึมสลือแล้วก็นิ่งเงียบไป

            “คุณหนู... คุณหนูอร”ชื่นร้องเรียกอีกครั้งเมื่อเห็นว่าหญิงสาวนิ่งไป ก่อนจะรีบกระวีกระวาดออกไปจากห้องเพื่อลงไปตามเจ้านายหนุ่มให้ขึ้นมาดูอาการของนายสาว

            “คุณหมอคะ!... คุณหมอ!

            เสียงแตกตื่นของสาวใช้ที่กำลังวิ่งลงมาจากข้างบนทำให้หมอหนุ่มที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ตกใจรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วตรงดิ่งไปหาตามเสียงเรียกทันที

            “มีอะไรพี่ชื่น”

            “คุณหนูค่ะ คุณหนูอร ตัวร้อนจี๋เลยค่ะแล้วก็หมดสติไปแล้วด้วย พี่ชื่นเรียกก็ไม่รู้สึกตัว”ชื่นบอกอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นหน้าชายหนุ่มที่เธอเรียกหาขณะกำลังก้าวเท้าลงจากบันได

            “ครับๆ ผมจะขึ้นไปเดี๋ยวนี้แหละพี่ชื่นช่วยไปเอากระเป๋าเครื่องมือที่ห้องทำงานขึ้นไปให้ผมด้วยนะ”วิทยารับคำอย่างรวดเร็วไม่แพ้กันพร้อมทั้งออกคำสั่งกับสาวใช้ก่อนจะรีบร้อนขึ้นไปที่ห้องของหญิงสาวที่ตอนนี้เขารู้สึกเป็นห่วงเธอขึ้นมาจับใจ

 

            ทันทีที่เท้าแกร่งก้าวเข้ามาในห้องของหญิงสาวหมอหนุ่มชะงักเล็กน้อยเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเธอแม้จะรู้สึกหวั่นไหวแปลกๆ แต่เขาก็ควบคุมตัวเองได้ดีก่อนจะรีบตรงดิ่งไปที่เตียงก็เห็นหญิงสาวเจ้าของห้องกำลังนอนหมดสติอยู่บนนั้นใบหน้าหวานที่เคยสดใสตอนนี้กลับชื้นเหงื่อและซีดเซียวเหมือนไม่มีสีเลือดวิทยายื่นมือเข้าไปแตะที่หน้าผากเนียนของเธอก็สัมผัสได้ถึงอาการร้อนผ่าวจนน่าตกใจ

            “อรณิชา... อร... คุณได้ยิมผมไหม”หมอหนุ่มร้องเรียกขณะทรุดตัวลงนั่งที่ข้างๆ ร่างบางของเธอหัวใจดวงแกร่งรู้สึกวูบโหว่งเมื่อมองใบหน้าที่ไร้สีเลือดของหญิงสาวบนเตียงไม่นานสาวใช้ที่ให้ไปเอากระเป๋าเครื่องมือแพทย์ของเขาก็เข้ามาในห้อง

            “ได้แล้วค่ะคุณหมอ”ชื่นวางกระเป๋าลงที่โต๊ะข้างๆหัวเตียงก่อนจะรีบเดินอ้อมไปอีกฝั่งเผื่อดูอาการของนายสาวที่ยังนอนไม่รู้สึกตัวอยู่บนเตียง

            “ครับ”วิทยารับคำแล้วรีบเปิดกระเป๋าหยิบอุปกรณ์การตรวจวัดในเบื้องต้นขึ้นมาจากนั้นก็ใส่หูฟังแล้วยื่นปลายอีกฝั่งที่จะสัมผัสไปบนหน้าอกของหญิงสาวเพื่อฟังการเต้นของหัวใจแต่มือแกร่งกลับชะงักค้างไปชั่วขณะด้วยรู้สึกถึงอาการตื่นเต้นแปลกๆ ทั้งๆที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่ตรวจคนไข้มา

            “คุณหมอคะ”ชื่นที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามร้องเรียกหมอหนุ่มเมื่อเห็นว่าเขานิ่งไปมือหนาที่ถือเครื่องมือไว้ก็ค้างอยู่ตรงบริเวณคอเสื้อของหญิงสาว

            “เอ่อ... ครับ พี่ชื่นว่าอะไรนะครับ”วิทยาสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหันไปถามสาวใช้ ก่อนจะชักมือกลับมาไว้ที่ตักของตัวเอง

            “เปล่าค่ะพี่ชื่นเห็นคุณหมอนิ่งไปไม่ตรวจคุณหนูสักทีก็เลยเรียกน่ะค่ะ” ชื่นบอกอย่างงงๆ

            “อ่อ ครับ...พี่ชื่นช่วยปลดกระดุมเสื้อของเธอให้ผมที เอ่อ... เม็ดเดียวก็พอครับ”หมอหนุ่มบอกเสียงสั่นน้อยๆ ด้วยความตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกพลางนึกบ่นด่าตัวเองในใจ เป็นบ้าอะไรเนี่ยเราแค่ตรวจคนไข้ทำไมต้องตื่นเต้นขนาดนี้

            เมื่อคนเป็นพี่เลี้ยงปลดกระดุมเสื้อของนายสาวตามที่คนเป็นหมอสั่งแล้วชายหนุ่มก็ทำการตรวจวัดอาการของคนป่วยด้วยหัวใจที่ไม่ค่อยมั่นคงนักจากนั้นก็ขยับตัวออกมาเล็กน้อยเมื่อแน่ใจว่าหญิงสาวไม่ได้มีอาการที่น่ากังวลอะไรมาก

            “คุณหนูอรเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ”ชื่นเอ่ยถามเมื่อเห็นหมอหนุ่มตรวจเสร็จเรียบร้อยแล้ว

            “เธอเป็นไข้น่ะครับคงเป็นตั้งแต่เมื่อคืนทำให้อาการทรุดหนักจนหมดสติไปแบบนี้ผมคงต้องฉีดยาเข้าเส้นเลือดเพื่อลดไข้ให้เธอก่อนจากนั้นพอเธอตื่นขึ้นมาก็ค่อยให้เธอทานข้าวทานยาตามที่ผมจัดไว้ให้แล้วก็ให้เธอพักผ่อนเยอะๆ” คนเป็นหมอบอกเสียงเรียบพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกเก้อเขินแปลกๆจนมิด

            “ค่ะคุณหมอ” ชื่นรับคำอย่างโล่งอกโชคดีที่เจ้านายหนุ่มเป็นหมอ ไม่อย่างนั้นเธอก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

            “ผมขอผ้าชุบน้ำหน่อยครับ”วิทยาบอกสาวใช้ ขณะที่ดวงตาคมยังจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหวานซีดเซียวของคนบนเตียงนิ่ง

            “ค่ะๆ” คนรับคำสั่งรีบลุกออกไปหาสิ่งที่หมอหนุ่มต้องการทันทีไม่นานก็กลับเข้ามาพร้อมกับกะละมังใส่น้ำแล้วผ้าขนหนูผืนเล็ก

            “ขอบคุณครับ”หมอหนุ่มบอกเมื่อสาวใช้นำสิ่งที่ต้องการมาวางให้ใกล้ๆจากนั้นก็จัดการถกแขกเสื้อของตัวเองขึ้นไปจนถึงข้อศอกแล้วจุ่มมือลงไปหยิบผ้าขนหนูที่แช่อยู่ในกะละมังขึ้นมาบิดพอหมาดๆ ก่อนจะค่อยๆลูบเช็ดไปตามใบหน้าหวานที่ชื้นเหงื่อและร้อนผ่าวเพราะพิษไข้

            คนเป็นพี่เลี้ยงยืนมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มน้อยๆอย่างปลื้มใจรู้สึกได้ถึงความห่วงใยและความอ่อนโยนทะนุถนอมที่ชายหนุ่มมีต่อหญิงสาวซึ่งกำลังนอนหลับสนิทอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวอยู่บนเตียง

            วิทยาเช็ดหน้าให้หญิงสาวจนทั่วแล้วเลื่อนลงไปซับที่ลำคอขาวเนียนจากนั้นก็ผละออกเพื่อหันไปจุ่มผ้าลงในกะละมังใส่น้ำอีกครั้ง จู่ๆเสียงโทรศัพท์มือถือของหญิงสาวที่วางอยู่บนหัวเตียงก็ดังขึ้นทำให้มือหนาที่กำลังจะบิดผ้าขนหนูชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองที่มาของเสียงอย่างไม่ค่อยพอใจนักเพราะไม่อยากให้มีอะไรมารบกวนคนป่วยตอนนี้

            “พี่ชื่นรับสายให้ดีกว่านะคะจะได้ไม่ดังรบกวนอีก” ชื่นบอกหมอหนุ่มขณะเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ของนายสาวมาถือไว้

            “เดี๋ยวผมคุยเองพี่ชื่นช่วยเช็ดตัวแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าของเธอให้เรียบร้อยด้วยอีกสักครู่ผมจะเข้ามาฉีดยาให้เธอ”

            “ค่ะ”สาวใช้รับคำก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือที่ยังส่งเสียงกรีดร้องไปให้คนเป็นเจ้านาย    

            วิทยารับโทรศัพท์จากสาวใช้มาถือไว้ในมือแล้วตรงดิ่งออกไปจากห้องทันทีเพื่อไม่ให้รบกวนคนที่ยังนอนป่วยอยู่บนเตียงเมื่อปิดประตูเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มจึงก้มมองโทรศัพท์ในมือที่ตอนนี้เสียงเรียกเข้าเงียบไปแล้วแต่ไม่นานก็ดังขึ้นมาใหม่อีกหมอหนุ่มมองชื่อที่หน้าจอก็คิดว่าต้องเป็นเพื่อนสนิทของหญิงสาวอีกคนที่เคยได้ยินเธอพูดถึงบ่อยๆ

            สวัสดีครับ วิทยากดรับสายก่อนจะกรอกเสียงเข้มลงไป

            เอ่อ...ใช้เบอร์อรณิชาหรือเปล่าคะกรรณิการ์ถามอย่างไม่แน่ใจพร้อมทั้งดึงโทรศัพท์ออกมาจากหูเพื่อดูเบอร์ว่าเธอไม่ได้โทรผิด

            ใช่ครับ...ตอนนี้อรไม่สบายกำลังนอนหลับอยู่ ผมก็เลยรับสายแทนหมอหนุ่มบอกเสียงเรียบ

            คุณหมอวิทยาใช่ไหมคะ ปลายสายถามอย่างกล้าๆ กลัวเพราะไม่เคยได้พูดคุยกับสามีของเพื่อนเลยสักครั้งแม้อีกฝ่ายจะไปรับไปส่งเพื่อนรักของเธอทุกวันก็ตาม

            ครับ...คุณก้อยมีอะไรจะฝากถึงอรหรือเปล่าครับ เดี๋ยวผมจะบอกพี่ชื่นไว้ให้

            ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณหมอพอดีเช้านี้เรานัดกันจะไปซื้ออุปกรณ์เขียนแบบน่ะค่ะ เห็นว่าอรยังไม่มาก็เลยลองโทรมาถามคิดว่าอรกำลังแวะซื้ออยู่ ก้อยก็เลยจะฝากซื้อบ้าง

            อ่อ ครับวันนี้อรคงไม่ได้ไปทำงานน่ะครับ พรุ่งนี้ก็คงไม่แน่ขอผมดูอาการของเธอก่อนก็แล้วกัน หมอหนุ่มบอกเสียงจริงจังแล้วเขาก็ตั้งใจแล้วว่าหากเธอยังไม่หายดียังไงซะ เขาก็ไม่ปล่อยให้เธอออกจากบ้านไปไหนเด็ดขาด

            แล้วอรเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ กรรณิการ์ถามหมอหนุ่มด้วยความเป็นห่วง

            เป็นไข้น่ะครับพักสักวันสองวันก็ดีขึ้น

            งั้นก้อยขออนุญาตไปเยี่ยมอรที่บ้านได้ไหมคะ

            ครับเชิญครับแต่คงต้องเป็นตอนบ่ายหรือเย็นๆ หน่อยนะครับ ตอนนี้เธอยังไม่ฟื้นเท่าไร แม้ไม่ค่อยพอใจนัก แต่หมอหนุ่มก็บอกอนุญาตไปเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายคิดว่าเขาเป็นคนใจแคบไม่ยอมให้เพื่อนของภรรยาเข้าบ้านทั้งที่อีกใจก็อดเป็นกังวลไม่ได้ว่าหญิงสาวที่ขออนุญาตนั้นคงไม่ได้มาคนเดียวเป็นแน่

            ‘ค่ะคุณหมอ ขอบคุณค่ะ ปลายสายกล่าวขอบคุณหมอหนุ่มแล้วถามทางที่จะมาบ้านเขาอีกสองสามคำก่อนจะวางสายไป

            วิทยายืนคิดทบทวนงานที่ตัวเองต้องทำในวันนี้เผื่อว่าเขาจะพอเลื่อนออกไปได้เพราะไม่อยากทิ้งหญิงสาวที่กำลังป่วยอยู่ให้คาดสายตาใจหนึ่งเขายอมรับกับตัวเองว่าเป็นห่วงเธอมากและอยากดูแลใกล้ๆ ส่วนอีกใจก็กลัวว่าคนมาเยี่ยมไข้จะพาแฟนหนุ่มของคนป่วยมาด้วยพอคิดมาถึงตรงนี้เขาก็รู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

            แต่เมื่อคิดถึงงานที่ต้องทำในวันนี้แล้วหมอหนุ่มก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพราะเขาก็ไม่อยากให้คนไข้ที่นัดเอาไว้ต้องเสียเวลามารอเก้อ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องไปปฏิบัติหน้าที่ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนแล้วค่อยกลับมาดูแลคนป่วยที่เขาแสนเป็นห่วงอยู่ขณะนี้

            “เสร็จแล้วค่ะคุณหมอ”ชื่นออกมาเรียกชายหนุ่มที่ยืนรออยู่หน้าห้องระหว่างที่เธอเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นายสาว

            “ครับ”วิทยารับคำก่อนจะรีบตรงเข้าไปในห้องเพื่อฉีดยาให้หญิงสาว

            หลังจากตรวจรักษาคนป่วยในเบื้องต้นแล้วหมอหนุ่มก็จัดยาให้หญิงสาวอีก 2 ชุดสำหรับทานหลังอาหารวันนี้ แล้วตอนเย็นเขาจะเอายาชุดใหม่จากโรงพยาบาลมาให้

            ร่างสูงยืนอ้อยอิ่งมองคนป่วยที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงเป็นนานสองนานดวงตาคู่คมฉายแววอ่อนโยนห่วงใยจนปิดไม่มิดก่อนจะก้มลงแล้วยื่นมือไปแตะที่ใบหน้าเนียนนุ่มของหญิงสาวเบาๆเหมือนจะบอกกล่าวให้เธอหายจากอาการป่วยเร็วๆจากนั้นก็ขยับถอยหลังแล้วเดินออกไปจากห้องอย่างเงียบที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนคนนอน

            “คุณหมอจะรับอาหารเช้าสักหน่อยไหมคะเมื่อกี้ยังไม่ได้ทานอะไรเลย” ชื่นเข้ามาถามหลังจากเห็นหมอหนุ่มเดินลงมาจากข้างบน

            “ไม่ละครับ ผมสายมากแล้วต้องรีบไป”วิทยาบอกพลางยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาที่บ่งบอกว่าเป็นเวลาเก้าโมงครึ่งแล้วจากนั้นก็รีบตรงดิ่งไปที่ประตูบ้านทันที ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้เขาจึงหันมาบอกสาวใช้

            “วันนี้เพื่อนคุณอรจะมาเยี่ยมผมบอกให้เขามาช่วงบ่ายๆ เย็นๆ ยังไงก็อย่าให้รบกวนคนป่วยมากเกินไปผมอยากให้เธอพักผ่อนเยอะๆ” หมอหนุ่มออกคำสั่งเสียงเข้มแกมไม่พอใจเล็กน้อย

            “ค่ะ... คงจะเป็นคุณก้อย”ชื่นเปรยออกมาเรียบๆเพราะเพื่อนของนายสาวก็มีแต่กรรณิการ์คนเดียวเท่านั้นที่สนิทมากรวมถึงเพื่อนชายอีกคนด้วยซึ่งเธอไม่กล้าเอ่ยชื่อเพราะกลัวจะทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าไม่พอใจ

            “ครับใช่...ยังไงผมฝากด้วยนะครับ” คนสั่งไม่วายเป็นห่วง

            “ค่ะ คุณหมอไม่ต้องห่วงนะคะพี่ชื่นจะให้คุณหนูพักผ่อนให้มากที่สุดค่ะ” คนรับคำสั่งให้คำมั่น

            “ดีครับ” วิทยารับคำเสียงหนักๆ จากนั้นก็เดินตรงดิ่งไปที่รถแล้วขับออกไปจากบ้านทันทีด้วยความรวดเร็วเมื่อขับรถออกมาได้สักระยะหมอหนุ่มก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อโทรไปแจ้งกับทางโรงพยาบาลในแผนกที่เขาประจำอยู่ว่าเขากำลังเดินทางไปขอให้คนไข้ที่นัดไว้รออีกสักครู่ 

 

            ไม่นานวิทยาก็มาถึงห้องตรวจของตัวเองร่างสูงรีบเดินไปคว้าเสื้อกาวน์ที่แขวนอยู่หลังเก้าอี้มาสวมใส่อย่างเร่งรีบก่อนจะหันไปบอกพยาบาลสาวผู้ช่วยประจำตัวที่เดินตามมาให้เรียกคนไข้รายแรกเข้ามาพบได้เลยเวลานี้จะพร้อมหรือไม่พร้อมมันไม่สำคัญสำหรับเขาอีกแล้วคนไข้ที่นั่งรอเขาตั้งแต่ชั่วโมงก่อนมีความสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดมากนัก

            วิทยาตรวจคนไข้ในรอบเช้าทั้งหมดกว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายโมงแล้วชายหนุ่มไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งแต่เช้า ท้องไส้ร้องประท้วงอยู่หลายครั้งแต่เขาก็อดทนเพราะคนไข้ที่มีอาการเจ็บป่วยมานั้นต้องอดทนมากกว่าเขาอีกหลายเท่า ดังนั้นเมื่อตรวจคนไข้คนสุดท้ายเสร็จหมอหนุ่มก็แทบจะหมดแรงเลยทีเดียว

            แต่ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยสักแค่ไหนชายหนุ่มก็ไม่ลืมที่จะโทรไปถามอาการป่วยของหญิงสาวที่บ้านและได้รับคำตอบจากพี่เลี้ยงของเธอว่าเธองัวเงียขึ้นมาตอนสิบโมงจากนั้นก็หลับไปอีกแล้วตอนนี้ก็ยังไม่ตื่น ส่วนอาการตัวร้อนนั้นได้ทุเลาลงแล้ววิทยาจึงรู้สึกกังวลน้อยลงแต่ก็ยังเป็นห่วงเธออยู่มากจึงสั่งให้คนเป็นพี่เลี้ยงคอยเฝ้าดูเธอไว้พอตื่นเมื่อไรให้กินข้าวต้มแล้วกินยาที่เขาจัดไว้ให้ทันที

            “คุณหมอเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” ขนิษฐาเอ่ยถามเมื่อเห็นชายหนุ่มถอนหายใจหนักๆแล้วเอนหลังไปกับพนักเก้าอี้

            “อ่อเปล่าครับ แค่รู้สึกหิวเท่านั้นเอง...ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้คุณขิมไม่ได้พักตรงเวลา” วิทยาบอกอย่างเกรงใจ

            “ไม่เป็นไรค่ะ ขิมเต็มใจช่วยคุณหมออีกอย่างก็เป็นหน้าที่ของขิมด้วย” พยาบาลสาวยิ้มหวานให้ด้วยความดีใจที่หมอหนุ่มพูดเหมือนห่วงใยเธอ

            “งั้นเราไปทานข้าวกันดีกว่าครับ” ว่าจบร่างสูงก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินตรงไปที่ประตูทันที

            “ค่ะคุณหมอ” คนถูกชวนรีบตอบรับทันทีเพราะน้อยครั้งที่ชายหนุ่มในดวงใจจะยอมชวนเธอไปนั่งกินข้าวด้วยปกติเขาจะไปทานไม่ตรงกับเธอเท่าไรนัก หรือไม่ก็มีนัดกับเพื่อนแล้วออกไปทานข้างนอกมากกว่า

 

            ภายในโรงอาหารของโรงพยาบาลที่ผู้คนเริ่มบางตาลงมากเพราะเลยเวลาเที่ยงมาแล้วนั่นเองหมอหนุ่มและพยาบาลสาวผู้ช่วยต่างก็แยกย้ายกันไปหาซื้ออาหารของตัวเองแล้วกลับมานั่งทานด้วยกันเสมือนเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ

            “อ้าว ไอ้หมอ ทำไมเพิ่งมากินข้าววะ”ก้องเกียรติร้องทักขณะเดินมานั่งลงข้างๆ กับหมอหนุ่มเพื่อนรักที่เขากำลังจะไปหาแต่ยังไม่ทันจะไปถึงห้อง ก็เห็นคนเป็นเพื่อนนั่งกินข้าวอยู่ตรงหน้าพอดี แถมหญิงสาวที่เขาอยากเจอก็นั่งอยู่ด้วย

            “อือ เพิ่งตรวจเสร็จน่ะ...เมื่อเช้ามาสาย” วิทยาตอบเสียงเรียบพร้อมทั้งตักข้าวใส่ปากไปด้วย

            “ห๊า!อะไรนะ หมออย่างแกเนี่ยนะมาสาย” คนถามทำท่าตกใจจนหญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงข้ามเงยหน้าขึ้นมองอย่างสนใจเธอก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมคนที่รักษาเวลายอดเยี่ยมอย่างหมอวิทยาถึงมาสายได้

            “ก็เออน่ะสิ แปลกตรงไหนวะ” คนกำลังกินข้าวพูดเรื่อยๆเหมือนไม่ใช่เรื่องแปลก

            “แปลก แปลกมากด้วยแกเคยมาสายซะที่ไหนกันล่ะ” ก้องเกียรติไม่วายสงสัย

            “คุณอรเธอไม่สบายน่ะเมื่อเช้าก็เลย...” หมอหนุ่มบอกอย่างไม่ปิดบัง แต่พูดไม่ทันจบประโยคคนฟังก็รีบขัดขึ้นมาก่อน

            “อ่อป้อนข้าวป้อนยาให้เมียก่อนว่างั้น” คนขัดพูดเสียงดังอย่างจงใจก่อนจะเหลือบตาไปมองพยาบาลสาวที่นั่งชะงักงันไปชั่วขณะเหมือนได้ยินสิ่งที่ไม่คาดคิด

            “ฮึ้ย แกก็พูดไปเมื่อเช้าเธอไข้ขึ้นสูงจนไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ”วิทยาบอกเสียงจริงจังแววตาแฝงไปด้วยความกังวลอยู่ไม่น้อย

            “อ้าว เป็นอะไรมากเปล่าวะ ไม่พามานอนดูอาการที่นี่ล่ะ”คราวนี้คนสงสัยรีบบอกด้วยความเป็นห่วงทันที

            “ฉันฉีดยาลดไข้ให้ไปแล้วหละรอดูอาการก่อน... แล้วนี่แกจะไปไหน”วิทยาถามคนเป็นเพื่อนพลางยกแก้วน้ำขึ้นดื่มหลังจากกินข้าวอิ่มแล้ว

            “ก็ไปหาแกนั่นแหละ”ตอบเสร็จก็ปรายตาไปมองหญิงสาวฝั่งตรงข้ามที่ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเหมือนกันโดยไม่สนใจจะมองหน้าเขาสักนิด

            “มีอะไร” เสียงเข้มถามกลับอย่างสงสัย

            “ผู้ใหญ่เรียกแกไปพบน่ะอยากให้แกเข้าประชุมตอนบ่ายสองนี้ด้วย แกว่างป่ะล่ะ” ก้องเกียรติตอบนิ่งๆก่อนจะถามถึงเวลาว่างของอีกฝ่ายในตอนท้าย เพราะเขารู้ดีว่าคนเป็นเพื่อนนั้นเวลาว่างไม่ค่อยมีเท่าไรนัก

            “ผมไม่มีคนไข้แล้วใช่ไหมครับคุณขิม” วิทยาหันไปถามพยาบาลสาวที่เป็นผู้ช่วยของเขา

            “ไม่มีแล้วค่ะ” ขนิษฐาบอกพร้อมกับรอยยิ้มพิมพ์ใจจนคนมองขนลุกเกรียวเมื่อไรเธอจะเลิกยิ้มแบบนี้ให้เขาสักทีนะหมอหนุ่มบ่นในใจอย่างนึกระอา

            “อือ งั้นเดี๋ยวฉันไปเอาเอกสารที่ห้องก่อนแล้วจะตามไป” วิทยาบอกก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วตรงดิ่งกลับไปที่ห้องทันทีโดยไม่ได้เหลียวมองพยาบาลสาวผู้ช่วยที่เธอก็รีบลุกขึ้นจากโต๊ะด้วยเหมือนกัน

            “ไม่คิดจะทักทายพี่ก้องสักคำหรืองไงจ๊ะน้องขิม”ก้องเกียรติรีบลุกขึ้นขวางทางหญิงสาวเอาไว้

            “ไม่!แล้วก็หลีกทางด้วย ฉันจะรีบไปช่วยคุณหมอ” ขนิษฐาตวัดเสียงใส่พลางขยับตัวออกห่างเมื่ออีกฝ่ายก้าวเข้ามาใกล้เธอมากขึ้น

            “ไอ้หมอน่ะมันไม่มีอะไรให้เธอช่วยแล้ว พี่ก้องสิ ที่มี” คนอยากให้ช่วยส่งเสียงออดอ้อนยื่นมือหนาเข้าไปหมายจะจับที่ข้อมือบางของเธอ

            “มีอะไร!” ร่างบางตะคอกใส่แล้วรีบไขว้มือไปข้างหลังทันทีอย่างรู้ทัน

            “มีหัวใจมาให้น้องขิมช่วยเก็บมันไว้น่ะสิ”ก้องเกียรติพูดยิ้มๆแววตาวิบวับเจ้าเล่ห์มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเชิญชวนเหมือนว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นเรื่องล้อเล่นแต่ใครเลยจะรู้ว่ามันเป็นความจริงที่ออกมาจากหัวใจของเขาต่างหากล่ะ

            “อย่ามาทะลึ่งกับฉันนะ”พยาบาลสาวสวนกลับทันควันหัวใจดวงน้อยเต้นแรงขึ้นมาอย่างประหลาดเมื่อเห็นแววตาของเขา ก่อนจะค่อยๆถอยหลังออกห่างด้วยหวั่นเกรงว่าเขาจะทำอะไรบ้าๆ กับเธออีกคราวที่แล้วเธอเสียจูบให้เขาอย่างไม่ทันตั้งตัว วันนี้เธอจะไม่ยอมให้มันเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีกเด็ดขาด

            “ต่อหน้าสาธารณะชนแบบนี้ผมไม่ทำอะไรคุณหรอกน่า...ไม่ต้องกลัวหรอก... แต่ถ้าในที่ลับตาล่ะก็ ไม่แน่”ก้องเกียรติกลั้นยิ้มอย่างนึกชอบใจในอาการหวาดกลัวของหญิงสาวจากนั้นก็หันหลังแล้วเดินจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะในลำคอที่ใครได้ยินจะต้องรู้สึกวูบวาบเหมือนที่พยาบาลสาวกำลังรู้สึกอยู่เป็นแน่

 

            ขนิษฐาเดินกลับมาที่ห้องทำงานของนายแพทย์ใหญ่แผนกศัลยกรรมที่เธอเป็นผู้ช่วยประจำตัวของเขาเผื่อว่าเขาจะมีอะไรให้เธอช่วยทำในช่วงที่เขาไปประชุมจะว่าไปหมอหนุ่มก็ไม่เคยให้เธอช่วยเหลืออะไรนอกเหนือจากงานในหน้าที่เลยสักครั้งเกือบสองเดือนแล้วที่เธอมาทำงานกับเขา ทำให้เธอรู้ว่าเขาเป็นคนมีความรับผิดชอบสูงขยันมุ่งมั่นและตั้งใจทำงานไม่เคยวอกแวก และมีความเป็นสุภาพบุรุษมากยิ่งอยู่ใกล้เธอก็ยิ่งรู้สึกหลงใหลในตัวหมอหนุ่มมากขึ้นทุกวันจนยากจะถอนตัว

            “คุณหมอมีอะไรให้ขิมช่วยไหมคะ”พยาบาลสาวเปิดเข้ามาเงียบๆ หลังจากเคาะประตูห้องให้ชายหนุ่มข้างในรู้ตัวแล้ว

            “เอ่อ...ผมมีเรื่องจะรบกวนคุณขิมอยู่พอดี เดี๋ยวรอสักครู่นะครับ”วิทยาบอกหญิงสาวก่อนจะรีบหันไปหยิบปากกาขึ้นมาจดรายชื่อยาที่เขาต้องการลงไปในใบสั่ง

            “ช่วยไปรับยาตามนี้ให้ผมทีแล้วเอามาวางไว้ที่โต๊ะนี่ก็ได้ครับ ผมออกมาจากห้องประชุมแล้วจะกลับบ้านเลย”หมอหนุ่มพูดขณะยื่นใบสั่งยาในมือให้หญิงสาวตอนแรกเขาว่าจะไปรับด้วยตัวเองแต่เพราะมีประชุมด่วนเขาเลยต้องรบกวนพยาบาลสาวซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เขาให้เธอช่วยในเรื่องที่เป็นส่วนตัวของเขาแบบนี้

            “ค่ะ... เอ่อ...คุณหมอจะเอาไปให้ภรรยาหรือคะ” มือบางรับใบสั่งยาจากหมอหนุ่มมาถือไว้ก่อนจะเอ่ยถามในสิ่งที่ไม่น่าถามออกไป ทั้งๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ก็ยังจะถามให้

แทงใจเจ็บไปอย่างนั้นเอง

            “ครับ... คุณขิมมีอะไรหรือเปล่าครับ” วิทยาถามกลับด้วยความสงสัยในท่าทีเหมือนคนกำลังผิดหวังของอีกฝ่าย

            “ปะ เปล่าค่ะ เดี๋ยวขิมจัดการให้นะคะ”พยาบาลสาวรีบรับคำแล้วฝืนยิ้มให้หมอหนุ่มภายในใจคิดอิจฉาภรรยาหน้าใสของเขาไม่น้อยที่ได้ชายหนุ่มเป็นสามีเพราะเขาดูจะเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ ขนาดยอมมาทำงานสายเพื่อจะดูแลภรรยาที่กำลังป่วยอยู่ที่บ้าน

            “ขอบคุณครับ”วิทยากล่าวขอบคุณจากนั้นก็หยิบเอกสารบนโต๊ะแล้วเดินออกไปจากห้องทันทีเพื่อจะไปถามก้องเกียรติถึงเรื่องที่จะประชุมกันในวันนี้เพราะเขาไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อนว่าจะต้องเข้าประชุมด้วย ทั้งๆที่คิดเอาไว้แล้วว่าหลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จจะเคลียร์งานสักพักหากไม่มีคนไข้เขาก็จะไปรับยาให้อรณิชาแล้วตรงกลับบ้านทันทีแต่ในเมื่อมีประชุมด่วนแบบนี้ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะกลับไปทันอาหารเย็นเพื่อจะได้เอายาให้หญิงสาวกินตามเวลาอย่างไม่คาดเคลื่อนมากนัก

 

            อรณิชารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในตอนบ่ายหลังจากหลับไปยาวนานตั้งแต่เช้าดวงตาหวานที่หนักอึ้งค่อยๆ ปรือขึ้นมาอย่างอ่อนล้าก่อนจะเริ่มรับรู้ถึงอาการปวดศีรษะและปวดเมื่อยตามร่างกายขึ้นมาอย่างหนักร่างบางพยายามขยับตัวลุกขึ้นนั่งแต่ก็ทำได้เพียงพลิกตัวไปมาเท่านั้น

            “คุณหนู... ตื่นแล้วหรือคะ” ชื่นร้องทักเมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้องก็เห็นคนป่วยกำลังขยับตัวไปมาบนเตียง

            “พี่ชื่น... อรเป็นอะไรไปเนี่ย” คนไม่มีแรงถามเสียงอ่อน

            “คุณหนูเป็นไข้ค่ะ หนักมากด้วยเมื่อเช้าไม่รู้สึกตัวเลย” คนเป็นพี่เลี้ยงเดินเข้ามาใกล้แล้วหย่อนตัวลงนั่งข้างๆกับร่างบางที่ตอนนี้ใบหน้าหวานเริ่มมีสีเลือดขึ้นบ้างแล้ว

            “แล้ว...” อรณิชารู้สึกเจ็บๆที่แขนจึงยกขึ้นดูอย่างงงๆ เมื่อพบว่ามีสำลีแปะไว้หลวมๆเธอจึงเงยหน้าขึ้นมองพี่เลี้ยงเป็นเชิงถาม

            “คุณหมอฉีดยาให้ค่ะเนี่ยเมื่อกี้ก็โทรมาถามว่าคุณหนูตื่นหรือยัง คุณหมอเธอเป็นห่วงคุณหนูมากนะคะ” ชื่นบอกพลางยื่นมือเข้าไปจับเนื้อจับตัวนายสาวเพื่อวัดไข้ก่อนจะต้องยิ้มออกมาน้อยๆ เมื่อรู้สึกว่าคนป่วยตัวไม่ร้อนแล้ว

            “เขาเนี่ยนะเป็นห่วงอร วันๆมีแต่ดุใส่และก็ขู่บังคับให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้สารพัด” เสียงหวานบอกอย่างดื้อรั้นไม่อยากจะเชื่อว่าคนอย่างเขาจะเป็นห่วงเธอได้

            “โถ่... นั่นแหละค่ะเขาเรียกว่าเป็นห่วง” ชื่นพูดยิ้มๆ มองนายสาวอย่างนึกเอ็นดูเพราะไม่ว่ายังไงหญิงสาวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กๆ ก็ยังน่ารักสำหรับเธอเสมอ

            “แค่ไม่กี่เดือนพี่ชื่นก็หลงรักอีตาหมอผีดิบนั่นอีกคนแล้วหรือไงคะเนี่ย”คนป่วยทำเสียงงอนๆ เหมือนน้อยใจใส่พี่เลี้ยงสาวจนได้รับสายตาดุๆ แกมเอ็นดูกลับมาจะไม่ให้เธอน้อยใจได้ยังไงในเมื่อแค่ไม่กี่เดือนคุณแม่ก็เข้าข้างชายหนุ่มสามีในนามของเธอจนเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยทั้งๆ ที่เจอกันแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น

            “หือ... ไม่พูดแล้วค่ะคุณหนูแล้วก็ไม่ต้องพยายามลุกด้วย นอนนิ่งๆ เนี่ยแหละ เดี๋ยวพี่ชื่นไปเอาข้าวต้มมาให้” คนเป็นพี่เลี้ยงบอกเสียงนุ่มก่อนจะลุกเดินออกไปจากห้องเพื่อไปเตรียมข้าวต้มที่อุ่นไว้แล้วพร้อมกับยาที่หมอหนุ่มจัดไว้ให้

            ไม่นานชื่นก็กลับเข้ามาพร้อมกับชามข้าวต้มและถ้วยเล็กๆที่มียาสองสามเม็ดในนั้น จากนั้นก็จัดการป้อนข้าวป้อนยาให้นายสาวแล้วก็เช็ดตัวให้เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยคนป่วยก็หลับไปอีกครั้งด้วยฤทธิ์ยา

            นนท์ประวิทและกรรณิการ์มาเยี่ยมอาการป่วยของอรณิชาที่บ้านในเวลาบ่ายสามโมงทันทีที่รู้ข่าวว่าหญิงสาวในดวงใจป่วยหนักถึงขนาดไม่รู้สึกตัว นนท์ประวิธก็แทบจะละทิ้งงานทุกอย่างเพื่อมาดูแลเธอให้ได้แต่เพราะเพื่อนสาวรั้งเอาไว้ก่อน และบอกว่าหญิงสาวที่ป่วยนั้นมีหมออยู่ใกล้ๆซึ่งเขาเกือบลืมไปเสียสนิทว่าอรณิชาแต่งงานกับหมอหนุ่มที่มากความสามารถและฝ่ายนั้นก็คงไม่ปล่อยให้ภรรยาเป็นอะไรไปมากกว่านี้แน่ๆ อีกทั้งยังมีพี่เลี้ยงอีกคนคอยดูแลอยู่แล้ว

            “สวัสดีค่ะคุณนนท์ คุณก้อยเชิญนั่งก่อนค่ะ เดี๋ยวพี่ชื่นไปเอาน้ำมาให้”ชื่นบอกเพื่อนสนิทของนายสาวที่คุ้นเคยกันดีเพราะไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยๆตอนอยู่ที่บ้านเรือนไทย

            “ค่ะพี่ชื่น ขอบคุณค่ะ” กรรณิการ์พูดก่อนจะวางกระเช้าผลไม้บนโต๊ะรับแขกตรงหน้าแล้วหย่อนตัวลงนั่งที่โซฟาโดยชายหนุ่มที่มาด้วยไม่ยอมเข้าไปนั่งและทำท่าลุกลี้ลุกลนเหมือนจะขึ้นไปหาคนป่วยให้ได้

            “อรเป็นยังไงบ้างครับ” นนท์ประวิธถามทันทีที่เห็นคนเป็นพี่เลี้ยงเดินออกมาจากในครัว

            “ดีขึ้นแล้วค่ะตื่นมากินข้าวกินยาตอนบ่ายโมง แล้วก็หลับไปอีก”ชื่นบอกขณะวางแก้วน้ำเย็นลงบนโต๊ะรับแขก

            “อ้าวนี่แสดงว่าเพิ่งหลับไปเองสิคะเนี่ย” กรรณิการ์เปรยออกมาอย่างนึกเสียดายเพราะหากคนป่วยเพิ่งหลับไปแค่ไม่นานก็คงกำลังหลับลึกแน่ๆจะปลุกตอนนี้ก็คงเป็นการรบกวนเปล่าๆ

            “งั้นเดี๋ยวผมจะอยู่รอจนกว่าอรจะตื่นก็แล้วกันครับ”นนท์ประวิธว่าพลางก้าวเข้าไปนั่งที่โซฟาตรงข้ามกันเพื่อนสาวอีกคน

            “แต่พี่ชื่นก็ไม่รู้ว่าคุณหนูจะตื่นกี่โมงนะคะ”ชื่นบอกอย่างนึกกังวลเพราะไม่รู้ว่าคนป่วยจะตื่นขึ้นมาตอนไหนแล้วคนรอจะต้องรออีกนานหรือเปล่า

            “ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้”คนอยากรอบอกเสียงหนักแน่น

            “พี่ชื่นคะ เอ่อ...ก้อยอยากจะขอขึ้นไปดูอรได้ไหมคะ” กรรณิการ์บอกด้วยน้ำเสียงเกรงใจเพราะเธอเข้าใจว่าห้องของอรณิชาก็คือห้องของหมอหนุ่มเจ้าของบ้านแน่ๆ

            ซึ่งคำขอของเพื่อนสาวทำให้นนท์ประวิธหันไปสบตาอย่างนึกขอบคุณเพราะเขาก็อยากจะขอแบบนั้นเหมือนกันแต่ก็ไม่กล้าด้วยความไม่เหมาะสมหลายๆ อย่าง

            “เอ่อ... อย่างนั้นก็ได้ค่ะแต่อย่านานนะคะ พี่ชื่นกลัวว่าคุณหมอกลับมาแล้วจะไม่พอใจน่ะค่ะ” ชื่นบอกอย่างกล้าๆกลัวๆ ใจหนึ่งก็เห็นใจเพื่อนรักของนายสาวที่อุตส่าห์มาเยี่ยมก็คงอยากจะไปดูคนป่วยให้เห็นกับตา อีกใจก็หวั่นเกรงชายหนุ่มเจ้าของบ้าน

            “ขอบคุณค่ะก้อยขอไปดูยัยอรแค่แป๊บเดียวเท่านั้นค่ะ” กรรณิการ์ยิ้มน้อยๆพร้อมกับรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ

            “ผมขอขึ้นไปด้วยได้ไหมครับ”ชายหนุ่มเพียงคนเดียวรีบลุกขึ้นเมื่อเห็นคนดูแลบ้านบอกอนุญาต

            “งั้นก็ไปด้วยกันหมดนี่เลยค่ะ ไปเร็วๆค่ะ” ชื่นคิดอยู่เพียงครู่ก่อนจะรีบตัดสินใจแล้วพาหนุ่มสาวทั้งสองขึ้นไปบนห้องของคนเป็นเจ้านายทันทีเพราะหากยิ่งช้าก็ยิ่งเสียเวลาและก็ยิ่งใกล้เวลาที่หมอหนุ่มจะกลับบ้านด้วย

 

            ชื่นพานนท์ประวิธและกรรณิการ์เข้ามาในห้องนอนของนายสาวทั้งหมดพยายามเงียบเสียงที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะไม่อยากรบกวนคนป่วยที่กำลังนอนหลับใหลไม่ได้สติอยู่บนเตียง

            คนเป็นแขกมองไปรอบๆ ห้องด้วยความสงสัยโดยเฉพาะนนท์ประวิธที่ตอนแรกเขาก็รู้สึกเจ็บปวดไม่น้อยหากต้องเข้ามาในห้องนอนของหญิงสาวคนรักที่เขาคิดว่าเป็นห้องหอของเธอกับสามีแต่กลับต้องแปลกใจเมื่อพบว่าห้องนอนที่น่าจะเป็นห้องนอนใหญ่กลับไม่ใหญ่อย่างที่คิดที่สำคัญข้าวของเครื่องใช้ก็มีแต่ของหญิงสาวเท่านั้นดูยังไงก็ไม่เหมือนห้องของสามีภรรยาทั่วๆ ไป

            “เอ่อ... คือคุณหมอกับคุณอรแยกห้องกันอยู่น่ะค่ะ” ชื่นบอกเบาๆเมื่อเห็นอาการสงสัยของแขกทั้งสอง ซึ่งคำตอบของพี่เลี้ยงสาวทำให้นนท์ประวิธยิ้มกว้างขึ้นมาทันทีส่วนกรรณิการ์เมื่อเห็นชายหนุ่มที่เธอแอบชอบออกอาการดีใจขนาดนั้นเธอก็พยายามเก็บกลั้นความรู้สึกน้อยใจเอาไว้จนมิดแล้วหันไปสนใจกับคนป่วยที่นอนหลับตานิ่งอยู่บนเตียงแทน

            “อร... ก้อยกับนนท์มาเยี่ยมนะ”กรรณิการ์พูดเสียงเบาพร้อมกับขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆ กับคนป่วยเมื่อเห็นนนท์ประวิธทำท่าจะเข้ามาด้วยเธอจึงลุกขึ้นแล้วเลี่ยงออกไปยืนมองอยู่ข้างหลัง

            “หายไวๆ นะอร”นนท์ประวิธหยิบมือบางของคนที่นอนหลับอยู่บนเตียงขึ้นมาจูบแผ่วเบาหวังถ่ายทอดความห่วงใยให้คนป่วยรับรู้ ว่าเขาทั้งรักและเป็นห่วงเธอมากแค่ไหน

            กรรณิการ์ยืนมองภาพนั้นผ่านม่านน้ำตาที่รื้นขึ้นมาคลอเต็มหน่วงทั้งสองข้างก่อนจะหันหลังแล้วเดินออกไปเงียบๆ เพราะไม่อยากเห็นภาพบาดตาบาดใจตรงหน้าส่วนนนท์ประวิธนั่งมองอรณิชาที่หลับสนิทอยู่บนเตียงสักครู่จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วตามเพื่อนสาวอีกคนลงไปข้างล่างความกังวลที่มีในตอนแรกลดลงไปบ้างแล้วเหลือแต่ความห่วงใยและภาวนาขอให้หญิงสาวอันเป็นที่รักหายจากอาการป่วยในเร็ววัน

            “งั้นผมกลับก่อนนะครับพี่ชื่น” นนท์ประวิธบอกคนเป็นพี่เลี้ยงหลังจากเดินลงมาถึงข้างล่างแล้ว

            “ฝากผลไม้ให้อรด้วยนะคะแล้วพรุ่งนี้เราจะมาเยี่ยมใหม่ค่ะ”กรรณิการ์กล่าวฝากพร้อมกับมองกระเช้าผลไม้ที่เธอถือมาวางไว้ให้

            “ขอบคุณค่ะคุณก้อยคุณนนท์แล้วพี่ชื่นจะบอกคุณหนูอรให้นะคะ”ชื่นรับปากด้วยรอยยิ้มก่อนจะเดินไปส่งเพื่อนรักของนายสาวที่รถ

            เมื่อส่งแขกเรียบร้อยแล้วชื่นก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่ชายหนุ่มเจ้าของบ้านยังไม่กลับมาตอนนี้เพราะไม่อย่างนั้นเธอก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกันหากหมอหนุ่มรู้ว่าเธอให้เพื่อนสนิทของนายสาวทั้งชายหญิงขึ้นไปเยี่ยมถึงบนห้องนอนแถมยังรู้ความลับว่าทั้งสองคนแยกห้องกันอยู่อีกด้วย

            “ฮึ้ย... หากคุณหมอรู้เข้าพี่ชื่นตายแน่ๆ เลย” ชื่นบ่นพึมพำออกมาขณะถือกระเช้าผลไม้เดินเข้าไปในห้องครัว

            “บ่นอะไรคนเดียวพี่ชื่น”สายใจที่กำลังง่วนกับการทำอาหารเย็นร้องถามเมื่อเห็นสาวใช้รุ่นพี่พูดอะไรคนเดียว

            “ก็เมื่อกี้น่ะสิพี่ให้เพื่อนคุณอรขึ้นไปเยี่ยมเธอข้างบน” ชื่นบอกเสียงอ่อยอย่างเป็นกังวล

            “ห๊า!พี่ชื่น” สาวใช้รุ่นน้องยืนอ้าปากค้างด้วยความตกใจมือที่กำลังหั่นผักสำหรับอาหารมื้อเย็นหยุดชะงักไปทันที

            “เบาๆ สิ สายใจ พี่ยิ่งกลัวๆ อยู่” คนกังวลรีบปรามเสียงเขียว

            “อย่าได้ให้คุณหมอรู้เชียวค่ะไม่งั้นพวกเราตายแน่ๆ เลย” สายใจกระซิบกระซาบอย่างนึกหวั่น

            “ก็นั่นสิ...ยังไงสายใจก็อย่าหลุดปากเชียว” ชื่นบอกกำชับแกมขอร้องอีกฝ่าย

            “จ้ะๆ พี่ชื่น สายใจจะปิดปากเงียบ” คนอายุน้อยกว่ารีบรับคำอย่างหนักแน่นเพราะหากเจ้านายหนุ่มรู้ก็คงเดือดร้อนด้วยกันทั้งคู่

            “อืม... เดี๋ยวพี่ขึ้นไปดูคุณอรก่อนเผื่อเธอตื่นน่ะ” สาวใช้รุ่นพี่บอกก่อนจะหันหลังแล้วเดินออกจากห้องครัวไป

            “จ้ะพี่”คนมีหน้าที่ทำอาหารบอกเสียงหวาน จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตากับงานของตัวเองต่อไปแม้จะเพิ่งรู้จักกันไม่นานแต่เธอก็นับถือสาวใช้รุ่นพี่คนนี้มากด้วยความที่อีกฝ่ายเป็นคนดีมีน้ำใจและช่วยเหลืองานในบ้านทุกๆ อย่างเหมือนกับเธออะไรที่เธอทำไม่ถูกต้อง ชื่นก็จะสอนจะบอกเสมอ

 

            วิทยาออกจากห้องประชุมเป็นเวลาเกือบสี่โมงครึ่งแล้วหมอหนุ่มรีบกลับไปที่ห้องทำงานทันทีเพื่อเก็บข้าวของพร้อมทั้งไปเอายาที่ฝากให้พยาบาลสาวเตรียมไว้ให้จากนั้นก็ตรงดิ่งไปที่รถทันที แต่แล้วเหตุการณ์เดิมๆ ที่หมอหนุ่มเจอเป็นประจำก็เกิดขึ้นอีกครั้งในวันนี้

            “คุณหมอคะ คุณหมอ” ขนิษฐาร้องเรียกหมอหนุ่มในดวงใจขณะวิ่งเข้ามาหาอย่างรีบร้อน

            “ครับ” วิทยาฝืนยิ้มให้เธอเขารู้ดีว่าพยาบาลสาวต้องการอะไรเพราะตลอดช่วงสองเดือนที่ผ่านมาเธอมักจะขอติดรถเขาไปลงที่ซุปเปอร์ฯ บ้าง ที่ถนนสายหลักหน้าโรงพยาบาลบ้างคือไม่ว่ายังไงเธอก็จะขอนั่งรถเขาออกไปว่างั้นเถอะ

            “ขิมขอไปด้วยค่ะ” คนดักรอรีบบอกพร้อมกับส่งยิ้มหวานละลายใจมาให้

            “เอ่อ... ครับ เชิญครับ”และก็เหมือนเช่นทุกครั้งที่สุภาพบุรุษอย่างเขาไม่อาจปฏิเสธหรือไม่หยิบยื่นน้ำใจให้เธอได้

            ขนิษฐายิ้มร่าด้วยความดีใจจนปิดไม่มิดแล้วรีบเดินเข้าไปเปิดประตูฝั่งข้างๆ คนขับ แต่ยังไม่ทันจะก้าวขึ้นไปนั่งเสียงเข้มๆ ที่คุ้นหูของใครบางคนก็ดังขัดขึ้นมาจากข้างหลังเสียก่อน

            “น้องขิมคนสวยจะไปไหนจ๊ะ” ก้องเกียรติเข้ามาขัดจังหวะอย่างรู้ทันก่อนจะหันไปมองหน้าคนเป็นเพื่อนก็เห็นฝ่ายนั้นส่งยิ้มขอบคุณมาให้เขารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังรีบร้อนเพื่อจะกลับไปดูแลภรรยาที่กำลังป่วยอยู่และคงไม่เต็มใจที่จะให้พยาบาลสาวติดรถไปด้วยเท่าไรนัก แม้จะแค่ทางผ่านก็เถอะ

            “ขิมจะขอติดรถคุณหมอไปลงที่ถนนใหญ่ค่ะ”ขนิษฐาถลึงตาใส่อย่างนึกไม่พอใจแต่ก็ยอมพูดดีๆเพราะอยู่ต่อหน้าชายหนุ่มในดวงใจของเธอ

            “งั้นก็ไปกับพี่ก้องได้สิพี่ก้องก็จะกลับแล้วเหมือนกัน” ก้องเกียรติแสดงความมีน้ำใจด้วยรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์พร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ๆ พยาบาลสาวที่ยืนกำมือแน่นอยู่ข้างๆ ประตูรถของวิทยา

            “ไม่มีทางน่ะ ขิมไม่ไปกับคุณเด็ดขาด” ขนิษฐาบอกเสียงแข็งปนสั่นเล็กน้อยด้วยนึกหวั่นเกรงกับชายหนุ่มที่กำลังเดินเข้ามาใกล้

            “เถอะน่า... แค่หน้าถนนใหญ่พี่ก้องไม่ทันได้ทำอะไรนักหนาหรอกน่า มาเถอะ” ว่าจบร่างสูงก็ไม่รอช้าคว้าหมับที่ข้อมือบางของหญิงสาวจากนั้นก็ฉุดรั้งให้เธอเดินออกมาห่างๆ จากรถของเพื่อนรัก

            “ว๊าย!”คนไม่ทันตั้งตัวร้องเสียงหลงด้วยความตกใจก่อนจะหันไปมองหมอหนุ่มที่ยืนอยู่อีกฝั่งเหมือนจะขอความช่วยเหลือ

            “แกรีบไปเถอะไอ้หมอ เดี๋ยวฉันแวะส่งคุณขิมเอง”ก้องเกียรติร้องบอกเพื่อนรักอย่างเต็มใจ

            “อืม... ขอบใจ ผมไปก่อนนะครับคุณขิม”วิทยารีบตอบรับความช่วยเหลือของเพื่อนทันที พร้อมทั้งหันไปบอกลาพยาบาลสาวจากนั้นก็ก้าวขึ้นรถแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว

            “ปล่อยนะ! อีตาผู้จัดการบ้า! ปล่อยสิ!”ขนิษฐาทั้งร้องทั้งสะบัดมือดีดดิ้นสุดชีวิตเมื่อก้องเกียรติลากตัวเธอมาที่รถของเขา

            “นี่แม่คุณ... ดิ้นเข้าไป ถ้าแขนคุณหลุดจากมือผมเมื่อไรผมรับรองว่าคุณไม่ได้ไปแค่ถนนใหญ่นี้แน่ๆ หึ” ก้องเกียรติหยุดเดินแล้วหันมาขู่เสียงเข้มพร้อมทั้งใช้สายตาโลมเลียมองหญิงสาวอย่างโจ่งแจ้ง

            “คุณจะพาฉันไปไหน” เสียงสั่นๆร้องถามทันควัน

            “อยากรู้ก็ดิ้นดูสิ” เจ้าของมือแกร่งบอกอย่างยียวน

            “ไม่!”คนถูกฉุดสะบัดหน้าพรืดแล้วกระแทกเท้าเดินตามเขาไปด้วยอาการฮึดฮัดขัดใจ

            “ก็แค่นั้น... ไอ้หมอมันจะรีบกลับไปดูเมียมันเธอจะไปรบกวนมันทำไมนักหนาหะ”ก้องเกียรติพูดขึ้นขณะพาหญิงสาวเข้ามานั่งในรถของเขาเรียบร้อยแล้ว

            “เรื่องของฉัน” คนถูกบังคับตะคอกใส่พร้อมกับมองเขาตาขวาง

            “สักวันมันจะเป็นเรื่องของผม...คอยดูสิ” เจ้าของรถบอกอย่างหมายมั่น ปลายตามองคนข้างๆ ที่ทำท่าเหมือนกับจะขย้ำเขาให้แหลกคามืออย่างอารมณ์ดีจากนั้นก็หันไปสตาร์ทรถแล้วขับออกไปด้วยรอยยิ้มที่กระจายเต็มวงหน้าหล่อเหลาของเขา

 

            นนท์ประวิธขับรถมาส่งเพื่อนสาวคนสนิทที่คอนโดเหมือนเช่นทุกครั้งระยะหลังมานี้ชายหนุ่มมักจะมาส่งหญิงสาวเพื่อนรักเสมอๆ หรือแทบจะทุกวันก็ว่าได้อาจจะเป็นเพราะช่วงหลังมานี้เขาไม่ต้องไปรับไปส่งแฟนสาวของเขาแล้วเพราะตั้งแต่เธอแต่งงาน สามีของเธอก็เทียวรับเทียวส่งจนเขาแทบไม่มีโอกาสได้ทำหน้าที่ประจำเลยด้วยซ้ำ

            แม้จะอยู่ในช่วงเวลาทำใจแต่เขาก็อดไม่ได้ที่อยากจะใกล้ชิดกับหญิงสาวอันเป็นที่รักเหมือนเช่นที่ผ่านๆมาบ้าง แต่ดูเหมือนหมอหนุ่มรูปหล่อสามีของเธอจะคอยขัดขวางเขาตลอดเวลาซึ่งนั่นก็ทำให้เขาเจ็บปวดทุกครั้งไป ถึงแม้ว่าวันนี้เขาจะได้รับรู้มาว่าอรณิชาแยกห้องนอนกับผู้ชายที่เธอแต่งงานด้วยแต่เขากลับไม่รู้สึกดีใจอย่างที่ควรจะเป็นตรงกันข้ามเขากลับนึกชื่นชมในความเป็นสุภาพบุรุษของหมอหนุ่มด้วยซ้ำที่ไม่เห็นแก่ตัวเอาการแต่งงานมาบีบบังคับให้หญิงสาวยอมเป็นภรรยาและสิ่งที่เขากำลังสับสนกับตัวเองอีกอย่างก็คือ ทุกครั้งที่เสียใจหรือรู้สึกท้อแท้เขามักจะต้องการให้หญิงสาวเพื่อนสนิทคนนี้อยู่ใกล้ๆ 

            “ก้อย...”ชายหนุ่มร้องเรียกเมื่อหญิงสาวที่เขามาส่งกำลังจะก้าวเท้าลงไปจากรถของเขา

            “มีอะไรเหรอนนท์” กรรณิการ์หันมาถามด้วยความสงสัย

            “นนท์... เอ่อ...อยากกินสปาเก็ตตี้ฝีมือก้อยน่ะ ก้อยพอจะทำให้นนท์กินได้ไหม”นนท์ประวิธอึกอักบอกอย่างเขินๆ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจะต้องเขินด้วยทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเขากับเธอและอรณิชาก็เคยทำอาหารกินกันบ่อยๆ

            “ดะ ได้สิ” แม่ครัวบอกเสียงตะกุกตะกักเพราะไม่คาดคิดว่าชายหนุ่มที่เธอแอบรักจะชวนให้เธอทำอาหารให้กิน

            “งั้นเรารีบขึ้นไปกันเถอะนนท์จะช่วยก้อยทำด้วยนะ” คนอยากกินบอกยิ้มๆพร้อมกับเปิดประตูรถแล้วก้าวลงไปด้วยอาการประหม่าเล็กน้อย จู่ๆเขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

            “อะ อือๆ ไปสิ”กรรณิการ์พยักหน้ารับแล้วรีบก้าวลงไปจากรถเช่นกัน จากนั้นก็เดินนำชายหนุ่มไปที่ลิฟต์แล้วขึ้นไปที่ห้องของเธอเหมือนเป็นเรื่องปกติแต่วันนี้หัวใจดวงน้อยกลับเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอกให้ได้ เป็นอะไรของเขานะ ถึงอยากจะกินอาหารฝีมือเธอขึ้นมาหญิงสาวบ่นกับตัวเองในใจอย่างมีความสุขก่อนจะเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อจัดเตรียมทำสปาเก็ตตี้อย่างที่ชายหนุ่มบอกโดยเขาก็คอยวนเวียนช่วยหยิบจับนั่นนี่จนเธอรู้สึกมือไม้สั่นไปหมดแต่ก็อิ่มเอมใจอย่างประหลาด

 

            วิทยามาถึงบ้านในเวลาใกล้ค่ำเพราะการจราจรในตอนเย็นนั้นติดขัดแออัดไปด้วยรถเต็มท้องถนนทำให้เขาเสียเวลาอยู่บนรถไปมากทีเดียว ดังนั้นเมื่อเขากลับมาถึงบ้านหญิงสาวที่ป่วยอยู่ก็กินข้าวและกินยาอีกชุดที่เขาเตรียมไว้ให้ไปเรียบร้อยแล้ว

            “คุณอรเป็นยังไงบ้าง”หมอหนุ่มเอ่ยถามสาวใช้ทันทีที่เดินเข้ามาในบ้าน

            “ดีขึ้นแล้วค่ะเมื่อเย็นลุกขึ้นมาทานข้าวทานยาแล้วก็หลับไปอีกค่ะ” สายใจบอกขณะเดินเข้าไปรับหนังสือและเอกสารจากเจ้านายหนุ่มมาถือไว้เพื่อนำไปเก็บที่ห้องทำงาน

            “แล้วพี่ชื่นล่ะ” ชายหนุ่มถามพลางกวาดตามองไปด้วย

            “อยู่ข้างบนค่ะ” สาวใช้ตอบเรียบๆก่อนจะถามในสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำ

            “คุณหมอจะให้ตั้งโต๊ะอาหารเลยหรือเปล่าคะ”

            “อืม ตั้งเลย เดี๋ยวฉันลงมา” ว่าจบร่างสูงก็เดินขึ้นไปข้างบนทันทีในมือมีถุงยาสีขาวที่เขาเตรียมมาให้หญิงสาวที่กำลังเป็นห่วงอยู่ด้วย

            วิทยาเคาะประตูห้องเบาๆก่อนจะเปิดแล้วก้าวเข้าไปเงียบๆชื่นรีบขยับตัวออกมายืนข้างเตียงเพื่อให้หมอหนุ่มเข้ามาดูคนป่วยใกล้ๆ

            “หลับไปนานหรือยัง” หมอหนุ่มเอ่ยถามเสียงเบาแล้วยื่นมือไปวางถุงยาลงที่โต๊ะข้างหัวเตียง

            “สักครู่เองค่ะ” พี่เลี้ยงสาวตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาไม่แพ้กัน

            “อืม... ตัวไม่ร้อนแล้วนี่แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ ต้องหมั่นเช็ดตัวเรื่อยๆ” คนเป็นหมอบอกขณะใช้หลังมือสัมผัสวัดอุณหภูมิที่หน้าผากเนียนของหญิงสาว

            “ค่ะ” ชื่นรับคำแล้วยิ้มออกมาน้อยๆอดจะนึกชื่นชมชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้ที่เขาทั้งดูแลเอาใจใส่ห่วงใยนายสาวของเธอเสมือนคู่ชีวิตที่รักกันมานานก่อนรอยยิ้มนั้นจะหุบฉับทันทีเมื่อเจอคำถามต่อไปของหมอหนุ่ม

            “แล้ววันนี้เพื่อนคุณอรมาเยี่ยมหรือเปล่า”

            “มาค่ะ คุณก้อยกับคุณนนท์”ชื่นพยายามปรับเสียงให้เป็นปกติแม้ภายในใจจะแอบหวั่นอยู่ไม่น้อยก็ตาม

            “คุณอรรู้สึกตัวหรือเปล่า” เจ้าของบ้านยังคงถามเรื่อยๆรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาตงิดๆ ที่รู้ว่าแฟนหนุ่มของคนป่วยมาเยี่ยมด้วย

            “คุณอรหลับน่ะค่ะคุณก้อยกับคุณนนท์ก็เลยฝากผลไม้เยี่ยมไว้ให้ แล้วก็กลับไปค่ะ” คนเป็นพี่เลี้ยงโกหกคำโตพยายามก้มหน้าหลบซ่อนสายตาคมของชายหนุ่มเจ้าของบ้าน

            “แค่นั้น...” คนถามย้อนกลับอย่างไม่ค่อยมั่นใจ

            “ค่ะ... แค่นั้น” ชื่นยังคงยืนยันหมอหนุ่มพยักหน้าให้เป็นการรับรู้ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินออกจากห้องไป

            พอเสียงประตูปิดลงชื่นก็รีบเดินเข้าไปแล้วเอาหูแนบฟังเมื่อได้ยินเสียงประตูห้องฝั่งตรงข้ามปิดลงแล้วเธอก็เป่าลมออกมาจากปากทันทีอย่างโล่งอก เพราะกลัวชายหนุ่มจะจับได้ว่าเธอโกหกถ้าถูกจับได้นี่ พี่ชื่นจะโดนไล่ออกหรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะคุณหนูชื่นเปรยบอกนายสาวเบาๆ

 

            หลังจากกินข้าวเย็นและอาบน้ำเรียบร้อยแล้ววิทยาก็เดินออกมาจากห้องเพื่อหวังจะเข้าไปนอนเฝ้าหญิงสาวคนป่วยด้วยตัวเองในคืนนี้

            “คุณหมอมีอะไรหรือเปล่าคะ”ชื่นร้องถามเมื่อเห็นหมอหนุ่มเข้ามาในห้องอีกครั้งพร้อมกับหนังสือเล่มใหญ่ในมือ

            “พี่ชื่นไปนอนที่ห้องเถอะ เดี๋ยวผมจะเฝ้าคุณอรเอง”วิทยาบอกเสียงเข้มเหมือนเป็นคำสั่งมากกว่าจะแสดงน้ำใจ

            “จะดีหรือคะ” คนมีหน้าที่ดูแลนายสาวออกอาการลังเล

            “แล้วทำไมจะไม่ดี” เสียงเข้มขรึมเริ่มแข็งขึ้นอย่างไม่ต้องการให้ใครขัด

            “เอ่อ... คือ...”

            “ผมสั่ง...” คราวนี้น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเข้มดุขึ้นมาทันที

            “ค่ะๆ อย่างนั้นก็ได้ค่ะ”ชื่นรับคำแล้วรีบลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องทันทีอย่างรวดเร็วในใจก็ได้แต่ภาวนาว่าหากคนป่วยตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วเจอชายหนุ่มเข้าคงจะไม่ถึงขั้นทะเลาะกันหรอกนะ

            ลับหลังพี่เลี้ยงไปแล้วหมอหนุ่มก็เดินไปทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ร่างบางบนเตียงที่ตอนนี้ใบหน้าหวานเริ่มซับสีเลือดขึ้นมากแล้ว แม้ตัวจะยังอุ่นๆ อยู่ก็ตามเขาคิดว่าจะนั่งอ่านหนังสือเพื่อรอให้เธอตื่นขึ้นมาแล้วจะได้กินยาอีกครั้งในรอบดึกเขาอยากให้เธอลุกขึ้นมาพูดคุยต่อปากต่อคำกับเขาเหมือนอย่างเคยเธอคงไม่รู้หรอกว่าวันนี้เขาคิดถึงเสียงหวานๆ ของเธอทั้งวันจนแทบไม่เป็นอันทำอะไร และนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาอยากมานอน

เฝ้าเธอ

            มือหนายื่นไปหยิบมือบางมากุมไว้หลวมๆดวงตาคมจับจ้องที่ใบหน้าเนียนใสของหญิงสาวนิ่งนาน อรณิชา...ผู้หญิงที่เขาคิดว่าจะไม่มีวันหวั่นไหวกับเธอได้ แต่นับวันที่เขาได้

อยู่ร่วมบ้านกับเธอได้ใกล้ชิดเธอ ความคิดนั้นของเขาก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป

            หลายครั้งที่เขาปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความสุขเหลือเกินที่ได้อยู่ใกล้ชิดได้พูดคุย ทะเลาะ หรือแม้แต่ได้เห็นเธอเดินไปเดินมาอยู่ในบ้านเดียวกับเขาความรู้สึกที่เขามีตอนนี้ช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน

            จู่ๆคนป่วยที่นอนอยู่บนเตียงก็เพ้อขึ้นมาเพราะเริ่มหมดฤทธิ์ยาหมอหนุ่มพยายามเพ่งฟังอย่างใช้สมาธิว่าหญิงสาวต้องการอะไรแต่แล้วมือบางที่คิดว่าไม่มีแรงนั้นกลับรั้งลำแขนแกร่งของชายหนุ่มเข้ามาชิดแนบอกด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี

            “เห้ย!...” วิทยาอุทานด้วยความตกใจ เมื่อแขนของเขาถูกกระชากเข้ามาใกล้ร่างบางอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้ใบหน้าหล่อเหลาอยู่ชิดติดกับใบหน้าหวานจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ร้อนผ่าวของเธอ

            “คุณแม่ขา... อรหนาว”เสียงหวานละเมอออกมาเบาๆแล้วกระชับแขนเรียวทั้งสองข้างกอดรัดมือแกร่งของชายหนุ่มไว้แน่น

            “หมดกัน... ยัยตัวแสบแล้วทีนี้ฉันจะลุกไปนั่งอ่านหนังสือได้ไหมเนี่ย”หมอหนุ่มต่อว่าหญิงสาวอย่างไม่จริงจังนัก แต่ก็ไม่กล้าปลุกเธอให้รู้สึกตัว

            วิทยาจ้องมองวงหน้าหวานของอรณิชาใกล้ๆด้วยความหลงใหล ก่อนจะกดจมูกโด่งลงไปที่หน้าผากเนียนอย่างหักห้ามใจไม่อยู่จากนั้นก็พรมจูบไปตามพวงแก้มนุ่มทั้งสองข้าง แล้วสุดท้ายที่เรียวปากอวบอิ่มซึ่งชายหนุ่มสัมผัสเพียงแผ่วเบาในตอนแรกเมื่อผละออกก็ต้องกดริมฝีปากหยักสวยลงไปอีกครั้งอย่างอดใจไม่ไหวแต่คราวนี้เนิ่นนานและดื่มด่ำมากยิ่งขึ้น

            หมอหนุ่มจูบหญิงสาวอย่างอ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกโหยหาและเรียกร้องนานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้ลิ้มรสความหอมหวานจากโพรงปากนุ่มของเธอซึ่งเขาเฝ้าฝันถึงมาตลอดรสจูบที่อ่อนหวานทำให้คนถูกจูบวาบลึกลงไปที่กลางใจจนเผลอครางออกมาอย่างไม่รู้ตัวและนั่นยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้ชายหนุ่มเกิดความปรารถนามากขึ้น ฮึ้ย... จะยั่วกันหรือไงยัยตัวแสบวิทยากัดกรามแน่นเพื่อข่มความต้องการพร้อมทั้งถอนจูบออกมาและพูดเบาๆใส่คนที่ยังนอนหลับตาพริ้มอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวส่วนแขนเรียวก็ยังกอดรัดมือเขาไว้แน่น

            เมื่อไม่มีทีท่าว่าคนป่วยจะลืมตาขึ้นมาง่ายๆชายหนุ่มจึงจำเป็นต้องยกตัวขึ้นแล้วข้ามไปนอนอีกฝั่งข้างๆ ร่างบางเหมือนกับว่าเขากำลังนอนกอดหญิงสาวเอาไว้ ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้แล้วกดจมูกหนักๆลงไปที่พวงแก้มนุ่มของเธออย่างมันเขี้ยวจากนั้นหมอหนุ่มก็นอนมองเธอจนเผลอหลับตามไปอีกคน

 

            อรณิชาตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยอาการเมื่อยขบตามร่างกายดวงตาหวานปรือกระพริบถี่ๆ พยายามเพ่งมองผ่านแสงไฟในห้องที่ยังสว่างจ้าจนเมื่อปรับสภาพได้แล้วภาพแรกที่ฉายชัดให้เห็นก็คือมีแขนของใครบางคนมาทาบทับอยู่บนหน้าอกของเธอ หญิงสาวตกใจรีบหันไปมองทันควันก็พบว่าคนที่นอนกอดเธอไว้คือชายหนุ่มห้องตรงข้าม ไม่ใช่คุณแม่อย่างที่เธอฝันถึง

            “อ๊าย!...อีตาหมอลามก มานอนที่นี่ได้ยังไงห๊า!...” อรณิชาร้องลั่นแม้จะไม่ดังมากนักเพราะยังไม่ค่อยมีแรงเท่าไรมือบางรีบสะบัดโยนแขนของชายหนุ่มออกไปให้พ้นตัวพร้อมทั้งลุกขึ้นนั่งแล้วทุบตีไปที่ไหล่กว้างของคนที่นอนอยู่ข้างๆทันที

            “โอ๊ย!ๆอะไรกันคุณ... จะโวยวายทำไมเนี่ย”วิทยาตกใจตื่นเพราะรู้สึกถึงแรงฝ่ามือของหญิงสาวที่ฟาดลงมาที่ตัวเขาก่อนจะรีบลุกขึ้นนั่งแล้วยกมือขึ้นลูบบริเวณที่ถูกตีเหมือนกับว่ามันเจ็บนักหนา

            “แล้วคุณมานอนที่นี่ได้ยังไงแถมยังมากอดอรไว้อีก” คนถูกกอดฮึดฮัดกระฟัดกระเฟียด

            “ฮึ้ย... ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ เชียวไอ้เรารึก็เป็นห่วงอุตส่าห์มานอนเฝ้า จู่ๆ ก็มาคว้ามือเขาเข้าไปกอดจนกระดิกไม่ได้พอตื่นขึ้นมากลับโดนซัดซะน่วมเลย”หมอหนุ่มบ่นกระปอดประแปดทำหน้ายุ่งเหยิงอย่างไม่จริงจังนัก

            “ไม่จริงง่ะ อรไม่เคยทำแบบนั้น”เสียงหวานเถียงข้างๆ คูๆ เหมือนไม่ค่อยมั่นใจ เพราะเธอจำได้ว่ากำลังฝันถึงคุณแม่แล้วคุณแม่ก็เข้ามากอดเธอไว้

            “ก็คุณหลับอยู่จะไปรู้เรื่องอะไรถ้ารู้สิ... ผมคงโดนหนักกว่านี้อีก”วิทยาทำเสียงบ่นหญิงสาวแต่ปลายประโยคกลับพึมพำเบาๆพลางนึกถึงตอนที่เขาแอบจูบเธอตอนหลับ เพราะถ้าเธอรู้เธอคงอาละวาดเขามากกว่านี้แน่ๆ

            “อะไรนะ”อรณิชาย้อนถามเหมือนได้ยินไม่ถนัด

            “เปล๊า...”หมอหนุ่มตอบเสียงสูงก่อนจะเสมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาของเธอ

            “คุณทำอะไรอรหรือเปล่า”คนตัวเล็กเริ่มระแวง จ้องมองชายหนุ่มอย่างไม่ไว้ใจ

            “ไม่ได้ทำ...ผมก็เคยบอกไปแล้วไงว่าคนอย่างคุณน่ะ ยั่วผมไม่ได้หรอก” คนแก้ตัวพูดเสียงหนักแน่นทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แม้จะเป็นความจริงแค่บางส่วนก็ตามไม่อยากจะบอกหรอกว่า ถึงเธอจะไม่ยั่วแต่เขาก็หลวมตัวไปไม่ใช่น้อยเชียว

            “ชิ!จำคำพูดของคุณเอาไว้เหอะ”อรณิชาย่นจมูกใส่แล้วสะบัดหน้าพรืดให้ชายหนุ่มอย่างน่าหยิก จนคนมองต้องอมยิ้มออกมา

            “ไหนมาดูซิ๊... ตัวหายร้อนหรือยังแล้วตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง ปวดหัวหรือเปล่าครับ” หมอหนุ่มจับที่แขนเรียวเบาๆให้เธอขยับมาใกล้จากนั้นก็แตะหลังมือไปที่หน้าผากเนียนพร้อมทั้งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มไพเราะจนคนป่วยต้องก้มหน้าอมยิ้มเอียงอายแล้วส่ายหน้าเป็นคำตอบให้เขา

            “หิวไหม”เสียงนุ่มยังถามคนป่วยเรื่อยๆแล้วก็ได้รับคำตอบจากหญิงสาวเป็นการส่ายหน้าให้เหมือนเดิม

            “งั้นก็เช็ดตัวหน่อยนะแล้วก็กินยาอีกชุดทีนี้จะได้หลับถึงเช้าเลย... อาการดีขึ้นมากแล้วหละ”หมอหนุ่มบอกยิ้มๆ ก่อนจะก้าวลงจากเตียงแล้วเดินไปที่ห้องน้ำเพื่อหาอุปกรณ์ในการเช็ดตัวให้เธอ

            “อรจะอาบน้ำ” เสียงหวานบอกเรียบๆเมื่อเห็นชายหนุ่มเดินถือกะละมังใส่น้ำมาพร้อมกับผ้าขนหนูผืนเล็ก

            “ไม่ได้ครับอาการดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหายแล้วนะ ต้องเช็ดตัวไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยอาบ”คุณหมอใจดีพูดปลอบก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งบนเตียงข้างๆกับหญิงสาวแล้ววางอุปกรณ์การเช็ดตัวไว้บนโต๊ะข้างเตียง

            “งั้นให้อรเช็ดเอง... นะคะ”คนดื้อขอต่อรองแล้วทิ้งท้ายด้วยเสียงอ้อนนิดๆ

            “ก็ได้ครับ บิดผ้าให้หมาดๆ นะอย่าให้ชุ่มน้ำ เดี๋ยวจะจับไข้เข้าไปอีก”ชายหนุ่มเอ่ยเตือนจากนั้นก็หยิบถุงยาแล้วเดินหันหลังไปนั่งที่โต๊ะเครื่องแป้งเพื่อจัดยาให้หญิงสาว

            หมอหนุ่มนั่งรอในท่าหันหลังให้เพราะรู้ว่าเธอกำลังเช็ดเนื้อเช็ดตัวอยู่คงไม่สะดวกนักหากเขาจะหันไปมอง แล้วก็ถือว่าโชคดีที่หญิงสาวไม่ไล่เขาออกไปจากห้อง...ไม่นานก็ได้ยินเสียงหวานร้องบอก

            “เสร็จแล้วค่ะ”

            จากนั้นชายหนุ่มก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปรินน้ำใส่แก้วนำมายื่นให้คนป่วยพร้อมกับยาสองสามเม็ดในถ้วยเล็กอรณิชารับน้ำกับยามากินอย่างไม่เกี่ยงงอนเพราะตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมานิดๆ แล้ว

            หลังจากยืนดูจนหญิงสาวกินยาเสร็จเรียบร้อยวิทยาก็รับแก้วน้ำมาจากเธอแล้วช่วยขยับร่างบางให้นอนราบไปกับที่นอนก่อนจะดึงผ้านวมขึ้นมาคลุมให้หญิงสาวก่อนจะหยิบกะละมังที่เธอเช็ดตัวเสร็จแล้วไปไว้ในห้องน้ำ จากนั้นก็เดินกลับออกมา

            อรณิชามองการกระทำของชายหนุ่มด้วยแววตาขอบคุณก่อนจะเปลี่ยนเป็นเครียดขึงขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นเขาเดินไปปิดไฟแล้วทำท่าจะขึ้นมานอนกับเธอ

            “คุณจะทำอะไรน่ะ”คนตัวเล็กขึ้นเสียงถามจนเกือบเป็นตะคอก

            “ก็นอนเฝ้าคุณไง”หมอหนุ่มทำท่าไม่รู้ไม่ชี้แล้วเอนตัวลงนอนข้างๆ เธอ

            “ไม่ต้องแล้วอรไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย” ร่างบางบอกเสียงติดจะรำคาญน้อยๆก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างอัตโนมัติ ถ้าเขานอนเธอก็จะไม่นอนคอยดูสิ

            “น่า... อย่าเรื่องมากอีกไม่กี่ชั่วโมงผมก็ต้องลุกไปทำงานแล้ว นอนเฝ้าคุณได้ไม่นานหรอก”วิทยาบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ แล้วยกแขนขึ้นมากอดอกนอนนิ่งเหมือนคนกำลังจะหลับ

            “ฮึ้ย!... อีตาหมอบ้า”คนตัวเล็กกระฟัดกระเฟียดเสียงเขียว นั่งมองชายหนุ่มที่นอนหลับตานิ่งจนเธอรู้สึกง่วงขึ้นมาบ้างเมื่อทนไม่ไหวร่างบางจึงค่อยๆ ล้มตัวลงนอนแล้วหันหลังให้เขาก่อนจะเผลอหลับไปด้วยฤทธิ์ยาและความง่วงงุนอย่างไม่รู้ตัว

            วิทยาลืมตาโพรงขึ้นมาท่ามกลางความมืดพร้อมกับรอยยิ้มกระจ่างเต็มวงหน้าจริงๆ เขาไม่ได้หลับเลยสักนิด แต่อยากแกล้งเธอมากกว่าจึงทำทีเป็นว่าหลับแล้วสุดท้ายคนดื้อก็ต้องยอมให้เขานอนด้วยหมอหนุ่มก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจะต้องอยากนอนเฝ้าเธอ ทั้งๆที่อาการป่วยของเธอก็ทุเลาลงมากแล้ว แทนที่เขาจะกลับไปนอนพักผ่อนให้สบายๆที่ห้องของตัวเอง คนตัวโตคิดอย่างสับสนไม่นานก็ผล็อยหลับตามหญิงสาวไปอีกคน 

 

สนใจสั่งซื้อนิยายเรื่องนี้ในแบบรูปเล่ม ติดต่อผู้แต่งโดยตรงได้ที่

E-mail : oilza24@hotmail.com

โทร/ไลน์ : 094-4942566

 

หรือสนใจในรูปแบบ E-Book สามารถเข้าดูรายละเอียดได้ที่

www.chalawanhunsa.com  หรือ

www.nongoil.com 



ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

^_^


สนใจนิยายเล่มนี้ในรูปแบบ E-Book สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่

http://ookbeetunwalai.s3.amazonaws.com/files/member/7177/1914408155-member.jpg ...หรือ... เสน่หาทาสซาตาน



หากสนใจสั่งซื้อในรูปแบบเล่ม สามารถติดต่อผู้แต่งได้โดยตรงทาง 

E-mail : oilza24@hotmail.com

โทร/ไลน์ : 094-4942566


        แสดง 11 - 11
วันที่โพสต์ :  9 ก.ค. 2557 10:55    วันที่อัพเดท :   16 ก.ค. 2561 12:10    › จำนวนผู้เข้าชม 156462 คน
   › คะแนนโหวต 7494 คะแนน   
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้


    แสดงความคิดเห็น


   ชื่อ :
   ความเห็น :
  

 ความคิดเห็นที่ 1
สนุกค่ะ 
 Loveนิยาย | 8 ต.ค. 2557 17:48 | IP : 171.6.80.xxx