นิยายอัพเดต       นิยายมาใหม่       Top View       Top Vote      
› นิยายเรื่อง เสน่หาซ้อนซ่อนรักร้าย (NC 18+)    by สุภาวดี
ชื่อตอน ตอนที่ 7 ความคิดถึง


ตอนที่7 

ความคิดถึง

                ตอนค่ำของวันนั้น ในมุมหนึ่งของผับชื่อดังใจกลางเมืองหลวงคริสโตเฟอร์หนุ่มหล่อสายเลือดอังกฤษดีกรีกัปตันแห่งสายการบินใหญ่นั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศครึกครื้นยามราตรีที่น่าหลงใหลพร้อมกับจิบน้ำสีอำพันไปเรื่อยๆเพื่อรอชายหนุ่มเพื่อนรักที่นัดกันไว้ตั้งแต่ตอนเย็น

                เขามาเมืองไทยไม่บ่อยนักก็จริงแต่ทุกครั้งที่มาก็จะหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ชั่วข้ามคืนกับผู้หญิงที่มีใจตรงกันไม่สานต่อไม่ผูกมัดไม่ขัดต่อศีลธรรมเท่านั้นเป็นพอ

                “เฮ้...วิน ทางนี้” คริสโตเฟอร์ร้องเรียกคนที่เขากำลังรออยู่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินเข้ามาในร้านแล้ว

                นาวินหันมองตามเสียงเรียกก่อนจะพยักหน้าให้เป็นเชิงรับรู้แล้วรีบสาวเท้าเข้าไปที่โต๊ะอย่างรวดเร็วชายหนุ่มรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมองเขาตลอดตามทางเดินจนน่าอึดอัดแต่ก็พยายามไม่สนใจ เขาเจาะจงมุ่งเป้าหมายไปยังเพื่อนรักมากกว่า

                “มานานหรือยัง”คนที่เพิ่งมาถึงถามขึ้นพร้อมทั้งหย่อนตัวลงนั่งที่โซฟาฝั่งตรงข้าม

                “อืมสักพักแล้ว เบื่อๆ น่ะ เลยออกมาก่อน” คนรอพูดด้วยท่าทางสบายอารมณ์แล้วจ้องมองพนักงานสาวที่เดินเข้ามาเตรียมเครื่องดื่มให้ตาเป็นมัน

                “ฉันว่าแกมาหาหิ้วสาวๆไปมากกว่าละมั้ง”นาวินย้อนให้อย่างรู้ทันพลางหยิบแก้วน้ำสีอำพันที่พนักงานสาวสวยจัดไว้ให้มาถือไว้ในมือแล้วยกขึ้นดื่มไปอึกใหญ่

                “เออน่า...รู้แล้วยังจะถามอีกนะไอ้นี่” หนุ่มเจ้าสำราญทำเป็นฮึดฮัดนิดๆ ที่ถูกรู้ทันแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก่อนจะหันไปถามถึงเรื่องของอีกฝ่าย

                “แล้วแกล่ะไปคุยกับลูกค้ามาเป็นไงบ้าง”

                “ก็งั้นๆรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ฉันไม่ได้เรียนมาทางนี้โดยตรงนี่หว่า”นาวินถอนหายใจทิ้งแรงๆ แล้วทำหน้าเบื่อหน่ายเอือมระอา

                “เออเอาน่า... มันก็ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปแบบนี้แหละ” คริสโตเฟอร์เอ่ยอย่างเข้าใจ

                “อืมขอบใจนะคริสที่แกยอมย้ายมาอยู่กับฉันที่นี่น่ะ”

                “แหม่เพื่อนรักได้เลื่อนตำแหน่งเป็นถึงท่านรองประธานทั้งทีฉันก็ต้องเกาะหนึบตามมากอบโกยเอาหน้าหน่อยสิ”คนอารมณ์ดีพูดกลั้วหัวเราะเพราะไม่อยากให้เพื่อนรักต้องคิดมาก

                “ฮึฮึแกก็พูดเกินไป... ฉันมีอำนาจอะไรที่ไหนกันล่ะ ได้แต่เป็นหุ่นเชิดให้เขาสั่งไปวันๆมากกว่า” นาวินหัวเราะในลำคอแล้วพูดประชดประชันถึงคนเป็นพี่ก่อนจะหันไปสนใจกับบรรยากาศรอบๆ ตัวพลางยกแก้วในมือขึ้นดื่มไปเรื่อยๆ

                “เออวิน แล้วนี่แกทั้งบินด้วยทั้งนั่งโต๊ะบริหารด้วย พี่แกเขาไม่ว่าอะไรเลยเหรอวะ”คริสโตเฟอร์ถามแล้วมองหน้าเพื่อนรักอย่างรอคอยคำตอบ

                “ก็คัดค้านตอนแรกน่ะเขากลัวว่าฉันจะทำงานให้เขาได้ไม่เต็มที่และไม่มีประสิทธิภาพพอ...แต่ฉันก็ยืนยันว่าถ้าจะให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งฉันขอเลือกนักบินเพราะมันเป็นอาชีพของฉันพี่นุเขาก็เลยยอม”

                นาวินอธิบายให้คนตรงหน้าฟังยืดยาวเหมือนเป็นการระบายความอัดอั้นมากกว่าซึ่งคนฟังก็พยักหน้าเข้าใจและยอมรับกับการตัดสินใจของอีกฝ่ายอย่างไม่โต้แย้งจากนั้นสองหนุ่มก็นั่งพูดคุยเรื่อยเปื่อยอีกสองสามเรื่องก่อนที่คริสโตเฟอร์จะตัดสินใจเอ่ยถามถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อกลางวัน

                “วิน...เอ่อ... แล้วเรื่องน้องป่านล่ะ เธอจะหมั้นกับพี่แกเร็วๆ นี้จริงเหรอ”คนถามพูดเสียงอึกอักเล็กน้อยเพราะเกรงว่าจะไปกระทบกระเทือนใจของอีกฝ่ายเข้าแต่เขาก็อยากให้นาวินระบายมันออกมาบ้างจะได้ไม่ต้องมานั่งอมทุกข์อยู่คนเดียว

                “ฉันก็ไม่รู้แน่ชัดหรอกแต่คิดว่าคงอีกไม่นานแน่ๆ เพราะน้องป่านก็ใกล้จะเรียนจบแล้วด้วย”คนตอบถอนหายใจหนักๆ อีกครั้ง ก่อนจะเอนหลังพิงราบไปกับโซฟาเหมือนคนหมดแรง

                “แล้วแกจะเอายังไงต่อไปวะ”คริสโตเฟอร์ยังคงถามต่อ

                “ก็คง...อยู่ไปแบบนี้มั้ง” สีหน้าและแววตาของคนตอบบ่งบอกให้รู้ถึงความรู้สึกข้างในที่หดหู่และทดท้อใจอย่างมากจนคนฟังอดที่จะเห็นใจไม่ได้

                “เฮ้อ...ไอ้วินนะไอ้วิน หน้าตาก็หล่อเหลาลากไส้ซะขนาดนี้ ผู้หญิงสวยๆมีมาให้เลือกเยอะแยะก็ไม่รักไม่ชอบ ดันไปรักคนมีเจ้าของ”คริสโตเฟอร์เปรยทีเล่นทีจริงแกมประชดประชันเล็กน้อยแต่ก็กระแทกใจคนฟังอย่างจัง

                “มันคงเป็นเวรกรรมของฉันมากกว่าน่ะ”คนอมทุกข์ตอบเสียงเนือยๆ แล้วก็นิ่งเงียบไป

ชายหนุ่มจมอยู่กับความคิดของตัวเองที่มีใบหน้าสวยหวานของหญิงสาวในดวงใจฉายชัดอยู่ในนั้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เด็กผู้หญิงตัวน้อยในวันนั้นตอนนี้เธอเติบโตสวยสะพรั่งจนเขารู้สึกหวั่นไหวทุกครั้งที่ได้มอง...ระหว่างที่คิดก็อดไม่ได้ที่จะยกมือหนาขึ้นมาลูบไล้ที่ริมฝีปากหยักของตัวเองเมื่อคิดถึงรสจูบอันแสนหวานที่ไม่ประสีประสาของเธอแต่กลับสร้างความหลงใหลตราตรึงให้เขาจนถึงทุกวันนี้

                “เห้ยไอ้วิน แกเป็นอะไรมากหรือเปล่าเนี่ย”คริสโตเฟอร์ที่นั่งดูอาการของเพื่อนรักอยู่นานเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทางแปลกๆจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

                “หะเมื่อกี้แกว่าไงนะ” คนที่เพิ่งตื่นจากภวังค์ของความถึงย้อนถามด้วยอาการมึนงงเล็กน้อย

                “แหม่ๆมัวแต่คิดถึงสาวเจ้าอยู่ล่ะสิ... ฉันถามว่าแกเป็นอะไรมากหรือเปล่า จู่ๆก็นั่งเงียบไป”

                “อือเปล่าหรอก ฉันก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ” นาวินบอกพลางหลบตาเพื่อนเพื่อกลบเกลื่อนซึ่งคนขี้สงสัยอย่างคริสโตเฟอร์ก็รู้ดีแต่เพราะไม่อยากเซ้าซี้ให้มากความเขาจึงชวนคุยเรื่องอื่นต่อไป

                “เออแล้วนี่น้องป่านของแกเป็นยังไงบ้างวะ วันนี้เจอยัยนีล่าแผลงฤทธิ์น่ะ”

                “ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะเขาไม่จำเป็นต้องมาบอกฉันนี่หว่า” คนตอบมีน้ำเสียงกระแทกกระทั้นเล็กน้อยก่อนจะยกแก้วเหล้าในมือขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด

                ชายหนุ่มนึกถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายเมื่อกลางวันเขารู้ดีว่าเป็นฝีมือการกลั่นแกล้งของแอร์โฮสเตสสาวคู่ควงของเขาแน่นอนแต่เพราะไม่อยากให้สายป่านถูกเพ่งเล็งมากกว่านี้เขาจึงโยนความผิดให้เป็นอุบัติเหตุไปแล้วบอกความจริงกับนิลณีย์ซะ อย่างน้อยเธอจะได้ไม่ต้องหวาดระแวงเขากับสายป่านอีก

                จู่ๆภาพนิ้วเรียวของหญิงสาวตัวเล็กที่อาบไปด้วยเลือดสดๆ ก็ฉายชัดขึ้นมาทำให้หัวใจดวงแกร่งปวดหนึบและว้าวุ่นอย่างบอกไม่ถูกป่านนี้เธอจะเป็นอย่างไรบ้างนะ หายเจ็บแผลหรือยังคิดได้เพียงเท่านั้นร่างสูงก็ผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วจนคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพลอยตกใจไปด้วย

                “เห้ยเป็นอะไรวะไอ้วิน”

                “ฉันกลับก่อนนะ”พูดจบ ร่างสูงของนาวินก็ก้าวฉับๆออกไปจากโต๊ะทันทีโดยไม่รอฟังเสียงตอบรับหรือคัดค้านใดๆ จากคนที่นั่งอยู่ทั้งสิ้น

                “อ้าวเห้ย เดี๋ยวสิ... อะไรของมันวะเนี่ย”คริสโตเฟอร์หน้าเหวออ้าปากค้างแล้วส่ายหน้ากับตัวเองด้วยความไม่เข้าใจเมื่อคิดว่าเพื่อนรักคงมีเรื่องเร่งด่วนให้รีบจัดการเขาจึงปล่อยไปจากนั้นหนุ่มเจ้าสำราญอารมณ์ดีก็หันไปสนใจสาวสวยรอบๆโต๊ะแทน

 

                นาวินขับรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจมาที่คฤหาสน์หลังใหญ่ตามหัวใจเรียกร้องอย่างไม่อาจปฏิเสธได้เจ้าของร่างสูงก้าวลงจากรถแล้วกวาดตามองหารถสปอร์ตของพี่ชายที่ตอนนี้มันไม่ได้จอดอยู่ที่ของมันพี่นุยังไม่กลับอีกเหรอชายหนุ่มพึมพำเบาๆพร้อมทั้งยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลาสี่ทุ่มเศษๆ แล้ว

                สองขาแกร่งก้าวเข้ามาในบริเวณบ้านที่มีแต่ความเงียบบ่งบอกได้ว่าทุกคนคงเข้านอนกันหมดแล้วก่อนที่เสียงทักทายจากแม่บ้านสาวใหญ่จะดังขึ้น        

“อ้าวคุณนาวินทำไมมาดึกจังคะ แล้วได้ทานอะไรมาหรือยังป้าจะได้ไปเตรียมให้ค่ะ”

ลำดวนที่เป็นทั้งแม่บ้านและพ่วงด้วยตำแหน่งแม่ครัวใหญ่เอ่ยถามด้วยความห่วงใย

                “ไม่ต้องครับผมเรียบร้อยมาแล้ว...และนี่ทุกคนเข้านอนกันหมดแล้วเหรอ” ชายหนุ่มปฏิเสธแล้วทำท่ามองหาคนอื่นๆเผื่อว่าจะเจอสาวน้อยของเขาบ้างแต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา... สงสัยคงกลับเรือนเล็กไปแล้ว

                “ค่ะก็เข้าห้องใครห้องมันกันหมดแล้ว นี่ป้าก็มาตรวจดูประตูลงกลอนให้เรียบร้อยแล้วจะเข้าห้องเหมือนกัน”

                “ครับเอ่อ แล้ว... พี่นุยังไม่กลับอีกเหรอ” นาวินถามถึงพี่ชายอย่างนึกสงสัย

                “กลับมาส่งหนูป่านแล้วก็ออกไปอีก ได้ยินว่ามีนัดกับลูกค้าต่อน่ะค่ะ”

                สาวใหญ่ตอบเสร็จก็เดินผ่านหน้าชายหนุ่มไปล็อคประตูบ้านและตรวจดูหน้าต่างทุกบานจนทั่ว

                “อ่อ ครับ” เสียงเข้มรับคำเบาๆอดจะนึกแปลกใจไม่ได้ว่าคนอย่างภานุจะออกไปท่องราตรีด้วยปกติเห็นทำตัวมีกฎระเบียบอย่างกับกบจำศีล นาวินยิ้มขำเล็กๆ ให้กับความคิดของตัวเองก่อนจะหันไปมองแม่บ้านที่เดินกลับมาหลังจากไปล็อคประตูบ้านเรียบร้อยแล้ว

“คุณวินพักที่ห้องเดิมได้เลยนะคะหนูป่านเธอทำความสะอาดเก็บกวาดไว้ตลอดค่ะเพราะคุณภานุอนุญาตให้เธอขึ้นลงดูแลข้างบนได้คนเดียว” ลำดวนพูดบอกด้วยรอยยิ้มทั้งดีใจและแปลกใจที่เจ้านายน้อยจะมาค้างที่นี่

                “ก็แน่ละจะตกจะแต่งกันอยู่แล้วนี่” คนฟังแขวะออกมาเบาๆ อย่างไม่ได้ตั้งใจ

                “คุณวินว่าอะไรนะคะ”แม่บ้านย้อนถามเหมือนได้ยินไม่ถนัดคิดว่าชายหนุ่มต้องการอะไรเพิ่มอีก

                “อะเอ่อ ปะ เปล่า ป้าไปพักผ่อนเถอะ ผมจะขึ้นห้องแล้วเหมือนกัน” นาวินรีบบอกปัดแล้วคะยั้นคะยอให้อีกฝ่ายออกไปจากตรงนี้เร็วๆก่อนที่ร่างสูงจะยืนคว้างอยู่กลางห้องโถงแล้วนิ่งคิดตัดสินใจว่าเขาจะเดินไปหาหญิงสาวที่เรือนเล็กหลังบ้านดีหรือเปล่าแต่เมื่อคิดได้ว่าถ้าเขาไปก็จะเป็นการรบกวนนมอิ่มด้วย ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะไม่ไปแล้วคิดหาวิธีอื่นแทน...เขาจะทำอย่างไรกับหัวใจที่มันร้อนรุ่มเพราะเป็นห่วงเธอดีนะ

                นาวินคิดกังวลแล้วกวาดสายตาไปเรื่อยๆจนสะดุดเข้ากับโทรศัพท์บ้านแบบไร้สายที่วางอยู่บนโต๊ะตรงมุมห้องชายหนุ่มกดยิ้มมุมปากนิดๆ ก่อนจะก้าวไปยังโต๊ะวางโทรศัพท์แล้วเปิดสมุดบันทึกที่วางอยู่ใกล้ๆขึ้นดูเพียงหน้าแรกเขาก็พบสิ่งที่ต้องการทันทีมือหนาจึงคว้ากระดาษกับปากกาตรงนั้นขึ้นมาจดขยุกขยิกแล้วถือติดมือขึ้นไปข้างบนด้วย

 

                เมื่อมาถึงห้องนอนของตัวเองที่จากไปกว่าสิบปีแล้วชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะนึกชื่นชมคนที่ดูแลทำความสะอาดห้องนี้ให้เขาเพราะทุกอย่างยังดูเรียบร้อยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นที่นอนโต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้า หรือแม้แต่ผ้าขนหนูซึ่งเขาลองหยิบขึ้นมาดมก็พบว่ามันเป็นกลิ่นของน้ำยาปรับผ้านุ่มที่เขาชอบและมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นในบ้านที่ใช้กลิ่นนี้...ขอบใจนะครับสาวน้อย นาวินพึมพำเบาๆด้วยหัวใจที่รู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด

                เมื่อชื่นชมภายในห้องจนพอใจแล้วชายหนุ่มก็รีบสาวเท้าไปที่หลังห้องทันทีเขาจำได้ว่าระเบียงห้องของเขาจะตรงกับห้องนอนของเธอที่เรือนหลังเล็กพอดี...และก็ไม่ผิดหวัง เพราะตอนนี้ไฟในห้องของเธอยังสว่างจ้าอยู่แสดงว่าเจ้าของห้องยังไม่นอนแค่คิดหัวใจดวงแกร่งก็เต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะเหมือนเด็กหนุ่มเพิ่งริรักก็ไม่ปาน

                นาวินล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาแล้วกดหมายเลขสิบหลักที่เขาจดมาจากนั้นก็เซฟไว้ในเครื่องก่อนจะเดินไปปิดไฟในห้องแล้วเดินกลับออกมาที่ระเบียบห้องอีกครั้งภายใต้ความมืดที่มีเพียงแสงไฟสลัวๆสาดส่องมาจากประตูทางเข้าของคฤหาสน์เท่านั้น...ใบหน้าหล่อเหลาก้มมองโทรศัพท์ในมือนิ่งเหมือนกำลังคิดไตร่ตรองอย่างหนักแต่เพราะเสียงหัวใจที่ร่ำร้องอยู่ในอกว่าคิดถึงว่าเป็นห่วงเธอทำให้นิ้วเรียวขยับกดปุ่มโทรออกไป

                สายป่านกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะตรงมุมห้องเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์จึงรีบหยิบขึ้นมาดูก่อนที่คิ้วเรียวสวยจะขมวดมุ่นเป็นปมด้วยความสงสัยเพราะเป็นเบอร์ที่เธอไม่รู้จักหญิงสาวนิ่งคิดอยู่นานกว่าจะตัดสินใจกดรับ

                สวัสดีค่ะ เสียงหวานกรอกลงไปอย่างกล้าๆ กลัวๆแต่คนปลายสายก็ยังเงียบ

                นาวินนิ่งงันไปพักใหญ่เหมือนหาเสียงตัวเองไม่เจอจนหญิงสาวต้องเอ่ยย้ำ

                สวัสดีค่ะ... ถ้าไม่พูด ดิฉันจะวางสายนะคะ

                อะ เดี๋ยวสิเสียงเข้มทึกทักขึ้นมาทันควัน

                คุณเป็นใครคะสายป่านถามอย่างนึกสงสัยแม้จะรู้สึกใจเต้นกับเสียงนั้นก็ตาม เพราะมันคล้ายกับใครบางคนที่อยู่ในความนึกคิดของเธอและก็ไม่ผิดจริงๆ

                ฉันเอง

                คำบอกของชายหนุ่มทำให้หัวใจดวงน้อยของสายป่านกระตุกวาบก่อนจะเต้นโครมครามขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่...ใช่เขาจริงๆ ด้วย

                คุณนาวิน

                ใช่... เธอเข้านอนหรือยังนาวินถามพร้อมทั้งแอบอมยิ้มเล็กน้อยกับน้ำเสียงที่ฟังดูอึ้งๆของเธอ 

                ‘นอนแล้วค่ะ... คุณมีธุระอะไรกับป่านหรือเปล่าคะหญิงสาวตัดสินใจโกหกคำโตเพราะไม่อยากพูดคุยกับเขาต่อ

                แน่ใจเหรอว่าเธอนอนแล้วน่ะ

คนต้นสายทำเสียงมีพิรุธจนหญิงสาวนึกระแวงต้องรีบเดินไปเปิดผ้าม่านที่หน้าต่างขึ้นดูแล้วมองไปยังห้องนอนของเขาแต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร...เขาพูดเหมือนรู้ว่าเธอยังไม่นอนอย่างนั้นแหละ

                คุณอยู่ที่ไหนคะเสียงหวานเอ่ยถามพร้อมทั้งกวาดตามองไปรอบๆเพื่อความแน่ใจ

                เธอไม่จำเป็นต้องรู้หรอกนาวินพูดบอกแล้วพยายามขยับตัวหลบอยู่หลังกิ่งไม้ใหญ่ที่พาดผ่านระเบียงห้องอย่างมิดชิดประกอบกับเสื้อคลุมของเขาเป็นสีดำจึงทำให้หญิงสาวมองไม่เห็น

                แล้วคุณมีธุระอะไรคะสายป่านเลิกสนใจกับที่อยู่ของเขาแล้วหันมาถามถึงเหตุผลที่เขาโทรมาแทน

                ฉันแค่... อยากรู้ว่าแผลที่มือของเธอน่ะเป็นยังไงบ้าง หายเจ็บหรือยังเสียงเข้มนั้นทุ้มนุ่มจนคนฟังรู้สึกอุ่นวาบเข้าไปถึงหัวใจความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อกลางวันหายไปเป็นปลิดทิ้ง

                แผลไม่ลึกค่ะ ป่านหายเจ็บแล้วใบหน้าหวานก้มมองแผลที่นิ้วของตัวเองแล้วอมยิ้มดีใจที่เขาเป็นห่วงเธอ

                อืม งั้นก็ดีแล้ว ฉันโทรมาแค่นี้แหละนาวินรีบตัดบทเมื่อได้รับคำตอบที่ต้องการแล้วเพราะตอนนี้เขามีสิ่งอื่นที่ดูน่าสนใจมากกว่า

                คะ? ’ หญิงสาวย้อนถามอย่างไม่เข้าใจและมึนงงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจากเขา

                ฝันดีนะ บาย ว่าจบนาวินก็ตัดสายไปเลยทิ้งให้สายป่านยืนนิ่งงันด้วยความงุนงงอยู่ที่ริมหน้าต่าง ก่อนที่ใบหน้าสวยหวานจะระบายไปด้วยรอยยิ้มละมุน

                สิ่งที่น่าสนใจสำหรับนาวินก็คือการได้แอบมองหญิงสาวในดวงใจนั่นเองดวงตาคมเข้มจ้องมองหญิงสาวร่างเล็กในชุดนอนสีหวานที่ตอนนี้เธออมยิ้มแล้วก้มมองโทรศัพท์ในมือจากนั้นก็เลื่อนนิ้วกดขยุกขยิกลงไป... เธอคงกำลังเซฟเบอร์ของเขาแน่ๆแค่นี้หัวใจดวงแกร่งก็รู้สึกอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูกแล้ว

                ชายหนุ่มยืนมองจนหญิงสาวปิดม่านแล้วอีกไม่นานไฟในห้องนอนของเธอก็ดับมืดลงร่างสูงจึงค่อยๆก้าวออกมาจากมุมที่หลบซ่อนแล้วเดินออกไปจากห้องของตัวเองเพื่อไปยังห้องของคนที่เขารักอย่างสุดหัวใจ

                มือหนาค่อยๆ หยิบรูปของบุพการีผู้ล่วงลับทั้งสองขึ้นมาแนบอกแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนที่นอนนุ่มตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะไม่คิดถึงท่าน... พ่อครับ แม่ครับ ผมกลับมาบ้านเราแล้วนะครับเสียงเข้มพึมพำบอกกับคนในรูปแล้วปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปเรื่อยๆ เมื่อความง่วงงุนประกอบกับความอ่อนล้าของร่างกายเริ่มคืบคลานเข้ามาจนยากจะฝืนต่อไปไหวชายหนุ่มจึงขยับตัวดึงทึ้งเสื้อผ้าของตัวเองออกเพราะความอึดอัดจนร่างหนาอยู่ในสภาพเกือบเปลือยจากนั้นก็ผล็อยหลับไป

 

ดึกสงัดยามราตรีที่ล่วงเลยไปเกือบครึ่งค่อนคืนผู้บริหารหนุ่มเจ้าของธุรกิจสายการบินใหญ่แห่งเอเชียยังนั่งดื่มด่ำสังสรรค์กับลูกค้าคนสำคัญอย่างเพลิดเพลินภายในห้องวีไอพีของผับหรูย่านธุรกิจใจกลางเมืองหลวง         

ร่างสูงภูมิฐานของภานุถูกขนาบข้างทั้งซ้ายขวาด้วยสาวสวยในชุดเซ็กซี่ที่กำลังเอาอกเอาใจเอียงแก้มซุกซบกับไหล่กว้างของชายหนุ่มอย่างออดอ้อน...นี่แหละชีวิตในยามค่ำคืนของนักธุรกิจพันล้านอย่างเขา เมื่อเครียดก็ต้องปลดปล่อยเมื่องานลุล่วงก็ต้องหาความสุขใส่ตัว เขาก็เหมือนกับผู้ชายทั่วๆ ไปนั่นแหละดื่มเหล้าเคล้านารีสุดท้ายก็จบที่เตียงแบบไม่ผูกมัดด้วยเงินก้อนโตเพราะนอกจากความสุขที่เขาจะได้รับแล้วพวกเธอเหล่านั้นจะต้องปิดปากให้เงียบอีกด้วย

ชายหนุ่มหันไปพูดคุยกับเพื่อนๆบ้าง ยิ้มหยอกล้อกับสาวๆ บ้างตามประสาผู้ชายที่รักสนุก บางครั้งก็กวาดตามองไปรอบๆร้านผ่านกระจกบานใหญ่ที่สามารถมองเห็นการแสดงบนเวทีและลูกค้าโต๊ะอื่นๆ ได้บางส่วนเขามองสาวสวยคนนั้นทีคนนี้ทีไปเรื่อยๆ เพื่อหาเป้าหมายที่ถูกใจเผื่อว่าจะชวนเธอไปต่อกับเขาในค่ำคืนนี้ก่อนที่ดวงตาคมเข้มจะหยุดนิ่งที่พนักงานสาวเสริฟคนหนึ่งรูปร่างคุ้นตาจนเขาต้องเพ่งมองอยู่นานเพื่อความแน่ใจยัยแก้วตาปากกรรไกรทำงานแบบนี้ด้วยเหรอ...มิน่าถึงได้ปากจัดนักที่แท้ก็เป็นพวกผู้หญิงกลางคืนนี่เอง

“คุณภานุสนใจใครเหรอคะถ้าเป็นเด็กในร้านเดี๋ยวเจนนี่ไปเรียกมาให้ค่ะ”สาวสวยข้างกายเอ่ยถามเมื่อเห็นชายหนุ่มจ้องมองใครบางคนข้างนอกห้องอย่างสนอกสนใจ

“คนนั้นพนักงานใหม่เหรอ”เสียงเข้มเอ่ยถามพลางชี้มือไปที่หญิงสาวตัวเล็กที่ตอนนี้เขาเริ่มมั่นใจว่าต้องเป็นแก้วตาเด็กฝึกงานในบริษัทและยังเป็นเพื่อนรักของสายป่านว่าที่คู่หมั้นของเขาด้วย

“อ๋อน้องแก้วตา... เธอไม่ใช่พนักงานหรอกค่ะ นานๆ ครั้งเฮียจะขอให้เธอมาช่วยที่ร้านส่วนใหญ่ก็เป็นคืนก่อนวันหยุดแบบนี้แหละค่ะ คุณภานุอาจจะไม่ทันสังเกต”สาวสวยนามว่าเจนนี่บอกฉะฉานด้วยรอยยิ้ม

คำพูดของสาวสวยข้างกายทำให้ภานุกดยิ้มที่มุมปากนิดๆอย่างผู้มีชัย ยัยแก้วแตกคราวนี้ฉันจะแกล้งเธอให้อ่วมเลยอยากทำปากเก่งใส่ฉันดีนัก

“แล้วถ้าผมจะเชิญเธอมานั่งดื่มด้วยกันล่ะ”ภานุบอกความต้องการของตัวเองอย่างหมายมั่น

“เอ่อ...เกรงว่าจะไม่ได้น่ะค่ะ น้องแก้วเนี่ยคนสำคัญของเฮียเลยนะคะ”เจนนี่ปฏิเสธด้วยสีหน้าหวาดหวั่นเพราะเธอรู้ดีว่าเจ้าของร้านทั้งรักทั้งหวงสาวน้อยคนนี้มากแค่ไหนส่วนแขกวีไอพีตรงหน้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

“เฮีย? คนสำคัญ?”คนถามเลิกคิ้วมองสาวสวยเพื่อต้องการคำตอบที่ชัดเจนจากเธอ

“อ๋อเฮียก็คุณมานพเจ้าของร้านน่ะค่ะ ส่วนน้องแก้วน่ะเธอเป็น...”ยังไม่ทันจะพูดจบเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะพอดี

“ขอโทษนะคะ...พี่เจนนี่มีแขกมาหาแน่ะ”สาวเสริฟแง้มประตูแล้วยื่นหน้ามาเรียกสาวรุ่นพี่ด้วยอาการรีบร้อน

“จ้ะๆจะตามไปเดี๋ยวนี้แหละ” เจนนี่ชะเง้อมองแล้วส่งยิ้มให้คนที่มาตามก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นจากโซฟาที่ภานุนั่งอยู่

“งั้นเดี๋ยวเจนนี่มานะคะคุณภานุ”

“ครับ”

ชายหนุ่มจำเป็นต้องรับคำและปล่อยให้หญิงสาวออกไปทำหน้าที่ของตัวเองเพราะถึงแม้ว่าเขาจะเป็นแขกวีไอพีแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะต้องดูแลเขาคนเดียวขึ้นชื่อว่างานบริการ... ลูกค้าคือคนสำคัญเสมอ เรื่องนี้เขาเข้าใจดี งานบริการเหรอ... แล้วทำไมเธอจะมาบริการฉันไม่ได้ล่ะ แก้วตาหรือว่าคนสำคัญจะหมายถึงเธอเป็นเมียเก็บเจ้าของร้านเมื่อคิดถึงตรงนี้แล้วไม่รู้ทำไมหัวใจดวงแกร่งถึงได้รู้สึกโหวงๆขึ้นมาอย่างประหลาด

“เอ่อไม่ทราบว่ามีใครรู้จักน้องแก้วตาคนนั้นบ้างครับ” ภานุชี้มือแล้วหันไปถามสาวๆที่นั่งดูแลลูกค้าของเขาอยู่แต่เพราะทุกคนเป็นชาวต่างชาติจึงไม่ค่อยมีใครสนใจสิ่งที่เขาพูดคุยกับพวกเธอนัก

“พวกเรามาทำงานที่นี่ได้ไม่ถึงเดือนเองค่ะเพิ่งเคยเห็นน้องเขาเหมือนกัน” สาวสวยที่นั่งอีกข้างของชายหนุ่มพูดขึ้นแล้วหันมองเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ซึ่งก็ได้คำตอบตรงกัน

“ตั้งแต่มาก็เห็นเธออยู่กับเฮียในห้องแล้วน่ะค่ะคุณจะให้หนูไปเรียกมาให้ไหมคะ” สาวบริการคนหนึ่งขันอาสาเพราะเห็นว่าชายหนุ่มสนใจเด็กเสริฟหน้าใหม่คนนี้จริงๆ

“ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมรอถามเจนนี่ก่อนดีกว่า” ภานุปฏิเสธเรียบๆ

“มีอะไรกันหรือเปล่าครับ”ลูกค้าชาวต่างชาติของเขาเอ่ยถามด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษ

“อ่อ เปล่าครับผมแค่มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยน่ะ... ตามสบายนะครับ”ภานุหันไปตอบด้วยรอยยิ้มเป็นมิตรเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจและคลายความกังวลในเรื่องของเขาจากนั้นก็พยายามสอดส่องตามดูพฤติกรรมของหญิงสาวที่ทำให้เขาข้องใจไปเรื่อยๆจนกระทั่งเห็นร่างบางหายเข้าไปในห้องกระจกที่ติดฟิล์มดำมืดด้านข้างเวที เธอเป็นอย่างที่ฉันคิดจริงๆ สินะแก้วตา กลางวันเป็นนักศึกษาสดใสกลางคืนเป็นเด็กเสี่ยเจ้าของผับ...น้องป่านจะรู้หรือเปล่านะว่าเพื่อนรักเพียงคนเดียวของเธอจะมีพฤติกรรมที่ด่างพร้อยแบบนี้ ภานุนึกต่อว่าหญิงสาวในใจ

 

ทางด้านคนที่ถูกแอบมองก็ไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติแต่อย่างใดเธอยังคงเดินเสริฟน้ำแข็งและเครื่องดื่มให้กับแขกในร้านอย่างคล่องแคล่วแม้ใบหน้านั้นติดจะบึ้งตึงเหมือนไม่ค่อยเต็มใจนักก็ตาม

“โอ๊ย! อานพคะแก้วกลับบ้านได้หรือยังคะเนี่ย จะเที่ยงคืนแล้วนะ”แก้วตาโอดครวญทันทีเมื่อเธอผลักประตูเข้ามาในห้องทำงานของผู้เป็นอา...ผู้ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของพ่อเธอ

“ช่วยอาอีกนิดนะวันนี้ลูกค้าเยอะแล้วเด็กเสริฟก็ลากลับต่างจังหวัดไปสองคนด้วย”มานพหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบปลายๆลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินมาหาหลานสาวที่แสนรักด้วยรอยยิ้มอบอุ่นจากนั้นก็จับจูงร่างบางให้มานั่งที่โซฟาตัวยาวอย่างเอาใจ

“แต่แก้วเหนื่อยแล้วนะคะแล้วพวกลูกค้าผู้ชายก็ชอบแต๊ะอั๋งแก้วด้วย แก้วไม่ชอบค่ะ” คนพูดทำเสียงฮึดฮัดขัดใจถ้าเป็นข้างนอกเธอคงฟาดแขนฟาดขาไปแล้ว แต่นี่เป็นที่ทำมาหากินของผู้เป็นอาเธอจึงต้องเก็บอาการและอดทนให้ถึงที่สุด

“ก็บอกให้เจนนี่เขาช่วยคุยกับลูกค้าให้สิเจนนี่เขาจัดการได้หมดแหละ” มานพเสนอทางออกแล้วลูบศีรษะของหลานสาวเบาๆด้วยความรักและเอ็นดู

“แหม่ทำอย่างกับจะเจอตัวได้ง่ายๆ นี่คะ พี่เจนนี่หาตัวยากจะตาย”แก้วตาบ่นกระปอดกระแปดพลางยกมือขึ้นปิดปากหาวด้วยความง่วงงุนเกินต้านทาน

มานพเห็นแล้วก็อดสงสารหลานสาวไม่ได้...เขาได้รับการฝากฝังจากพี่ชายให้ช่วยดูแลลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวคนนี้อย่างดีที่สุดให้สมกับชื่อที่ตั้งไว้...แก้วตา

“อะๆงั้นไม่ต้องออกไปช่วยงานแล้วก็ได้ แต่ต้องรอกลับพร้อมอานะ”ผู้เป็นอายอมใจอ่อนแต่ก็ไม่วายเป็นห่วง

“อ้าว...”เสียงหวานที่เตรียมจะคัดค้านต้องหยุดชะงักเมื่อผู้ปกครองชี้มือห้าม

“มันดึกแล้วอาเป็นห่วง รออีกแป๊บเดียวนะ เดี๋ยวอาจะไปส่งที่หอพัก”

“ก็ได้ค่ะงั้นแก้วขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ” แก้วตาตอบรับอย่างจำใจก่อนจะเดินไปหยิบชุดที่ตัวเองใส่มาเมื่อตอนหัวค่ำแล้วถือออกไปเปลี่ยนในห้องน้ำ

ภาพหญิงสาวที่ก้าวออกมาจากห้องแล้วหายเข้าไปทางห้องน้ำทำให้คนที่จับตาดูอยู่รีบลุกพรวดแล้วหันไปพูดกับคนที่นั่งอยู่ด้วยสองสามคำเป็นมารยาทก่อนจะสาวเท้าตามออกไปอย่างรวดเร็ว

 

บริเวณทางเดินหน้าห้องน้ำที่มีผู้คนไม่ค่อยพลุกพล่านนักภานุยืนพิงหลังกับกำแพงในท่าผ่อนคลายเพื่อรอหญิงสาวที่เขากำลังสงสัยในพฤติกรรมของเธออย่างใจเย็น

รอเพียงไม่นานแก้วตาที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนส์ก็เดินออกมา ร่างบางก้าวขาฉับๆอย่างคล่องแคล่วพร้อมทั้งสาละวนกับการพับแขนเสื้อไปด้วยทำให้ไม่ทันรู้ตัวว่ามีใครตั้งใจยืนขวางทางอยู่เธอจึงเดินชนเข้าอย่างจังจนเกือบล้มลงไปกองกับพื้นหากไม่ได้วงแขนแกร่งของเขามารับเอาไว้อย่างจงใจ

“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ”แก้วตารีบพูดแล้วขยับตัวออกจากวงแขนของชายหนุ่มด้วยอาการตกใจโดยที่ใบหน้าเนียนใสยังคงก้มต่ำลงเพื่อหลบซ่อนความเขินอายที่ตัวเองซุ่มซ่ามขณะที่กำลังจะเอี้ยวตัวเพื่อเลี่ยงออกไปจากตรงนี้เสียงเข้มที่คุ้นหูก็ดังขึ้น

“ไม่เป็นไรครับผมยินดี” ภานุบอกพลางส่งสายตากรุ้มกริ่มมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แปลงร่างเป็นสาววัยใสแล้วล่ะสิ แบบนี้ค่อยรู้สึกคุ้นเคยหน่อย

แก้วตาหันขวับมามองหน้าชายหนุ่มทันทีที่ได้ยินเสียงของเขาและก็ต้องตกใจอีกครั้ง

“เอ๊ะ คุณ...”เสียงหวานร้องทักพร้อมทั้งยกมือชี้หน้าเขาเหมือนกำลังคิดอะไรไม่ออก

“ไง...ถึงกับอึ้งไปเลยหรือไงหะยัยแก้วแตก” ภานุยียวนด้วยรอยยิ้มหยันๆ

“ฉันแค่ตกใจที่เดินชนกำแพงยักษ์ต่างหากล่ะ”คนตัวเล็กสวนกลับทันควันแล้วกระพริบตาถี่ๆ เพื่อเรียกสติ ทำไมโลกมันกลมอย่างนี้นะ อีตาท่านประธานบ้าแก้วตานึกต่อว่าฟ้าดินอยู่ในใจ

“ฮึ แต่ฉันว่าเธอตกใจที่เจอฉันมากกว่ามั้ง”คนตัวโตหัวเราะในลำคอเยาะเย้ยหญิงสาวที่ตอนนี้เธอดูตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด

“ทำไมฉันต้องตกใจด้วยล่ะ”หญิงสาวสะบัดหน้าเชิดใส่เขาอย่างถือดี จนคนมองรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาตงิดๆ

“ก็บังเอิญฉันมารู้มาเห็นอาชีพเสริมในยามค่ำคืนของเธอน่ะสิ...เอ หรือว่าอาชีพหลักกันแน่นะ”

คำพูดของภานุทำให้แก้วตาหันไปมองเขาด้วยแววตำหนิแล้วนึกเกลียดชังที่เขามีความคิดสกปรกและดูถูกอาชีพที่สุจริตแบบนี้

“คุณพูดบ้าอะไรของคุณเนี่ยหลีกไป ฉันจะกลับบ้าน” หญิงสาวตะคอกใส่เขาพร้อมทั้งทำท่าจะเดินหนีแต่ก็ช้ากว่าชายหนุ่มที่คว้าข้อมือเธอเอาไว้ได้ทัน

“ทำไมกลัวไอ้เสี่ยมานพนั่นจะมาเจอหรือไง” ภานุเริ่มฮึดฮัดขึ้นมาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องหงุดหงิดที่เธอทำเหมือนไม่สนใจเขา

แก้วตางอแขนขึ้นเพื่อขัดขืนแรงฉุดดึงของเขาจนรู้สึกเจ็บไปหมดในเมื่อเขาคิดว่าเธอเป็นแบบนั้นเธอก็จะสนองให้ก็แล้วกัน

“ใช่! ฉันกลัวและฉันก็แคร์เขามากด้วยเพราะเขาเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่มีสิทธิ์ปกป้องและดูแลฉัน”เสียงหวานตะโกนใส่หน้าเขาแข่งกับเสียงเพลงจังหวะเร้าใจที่ดังกระหึ่มจนอื้ออึงไปหมดแต่เขาก็ได้ยินชัดเจน ทำให้อารมณ์หงุดหงิดที่คุกรุ่นอยู่แล้วปะทุขึ้นมาทันทีอย่างไม่ทราบสาเหตุ...ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาอยากเอาชนะเธอ

“งั้นลองดูหน่อยเป็นไรว่ามันจะปกป้องเธอได้สักแค่ไหนกัน” สิ้นคำพูดที่เดือดดาลนั้นชายหนุ่มก็กระชากเรียวแขนของหญิงสาวแล้วเบียดดันให้เธอไปติดกับกำแพงก่อนจะก้มลงแนบริมฝีปากร้อนลงไปอย่างหนักหน่วง

“อะ... อื้อ...”เสียวหวานที่เตรียมจะคัดค้านถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอสวยด้วยความตกใจกับการจู่โจมที่รุนแรงของเขาร่างบางพยายามขัดขืนดิ้นรนสุดกำลังแต่ก็ไม่สามารถต้านทานแรงของเขาได้

ภานุรวบข้อมือเล็กของหญิงสาวแล้วบีบรวมกันไว้ด้วยมือหนาเพียงข้างเดียวแล้วยกแขนอีกข้างขึ้นมายันกับกำแพงเพื่อใช้เสื้อสูทอำพรางบังตาผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาไม่ให้ดูน่าเกลียดมากนัก

ไม่นานคนที่ด้อยประสบการณ์ก็อ่อนแรงลงจูบที่หนักหน่วงจึงค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นจนหญิงสาวเคลิบเคลิ้มไปกับรสจูบที่ช่ำชองของเขาภานุใช้เรียวลิ้นดุนดันริมฝีปากบางให้เปิดออกแล้วสอดลิ้นอุ่นๆของเขาเข้าไปเกี่ยวกระหวัดรัดลิ้นเล็กๆของเธออย่างเรียกร้องเอาแต่ใจจนหญิงสาวรู้สึกเหมือนถูกสูบเรี่ยวแรงออกไปจนหมดก่อนที่ชายหนุ่มจะผละออกช้าๆแล้วมองคนตัวเล็กที่ยังหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างลืมตัว

“แล้วเธอจะคิดถึงฉันเพียงคนเดียวเชื่อสิ ฮึฮึ” ภานุกระซิบเบาที่ริมใบหูของเธอและนั่นทำให้หญิงสาวฟื้นคืนสติแล้วรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มีผลักอกแกร่งของเขาอย่างแรงจนร่างสูงใหญ่เซออกไป

เพี๊ยะ!

“คุณมันบ้าคุณมันเลว ฉันเกลียดคุณที่สุด” แก้วตาฟาดผ่ามือใส่หน้าภานุไปฉาดใหญ่จนเขาหน้าหันและพรั่งพรูคำด่าทอออกมาด้วยความโกรธจัดจากนั้นก็วิ่งหนีเข้าไปในร้านอย่างรวดเร็ว...หญิงสาวพยายามสะกดกลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างถึงที่สุดเธอทั้งเสียใจและตกใจกับการกระทำที่จาบจ้วงแบบถึงเนื้อถึงตัวของเขามาก

ภานุยืนนิ่งมึนงงกับฝ่ามือเล็กที่แรงไม่เบาอย่างอึ้งๆความคิดสำนึกผิดชอบชั่วดีเริ่มหลั่งไหลเข้ามาตอกย้ำการกระทำของเขาเป็นฉากๆ...เขาเป็นผู้ชายที่บ้าและเลวเหมือนที่หญิงสาวว่าจริงๆ เธอจะเป็นของใคร จะทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับเขาไม่ใช่เหรอแล้วทำไมเขาต้องรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจเธอขนาดนี้ด้วยล่ะชายหนุ่มนึกต่อว่าตัวเองอย่างไม่เข้าใจก่อนจะรีบสาวเท้าออกไปจากตรงนี้เพื่อกลับไปที่โต๊ะของเขา โชคดีที่ภายในผับมีแสงไฟสลัวๆจึงไม่มีใครสังเกตเห็นร่องรอยที่แดงปื้นเป็นทางยาวบนใบหน้าของเขานัก


ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

^_^


        แสดง 8 - 8
วันที่โพสต์ :  13 มี.ค 2558 14:12    วันที่อัพเดท :   20 ก.ค. 2561 11:30    › จำนวนผู้เข้าชม 99681 คน
   › คะแนนโหวต 5555 คะแนน   
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้


    แสดงความคิดเห็น


   ชื่อ :
   ความเห็น :