นิยายอัพเดต       นิยายมาใหม่       Top View       Top Vote      
› นิยายเรื่อง จังหวะรักมาเฟีย ( Mafia's Rhythms Of Love )    by RungArunoThay
ชื่อตอน ชีวิตประจำวัน (ต่อจากนี้) 2/2


“ก๊อกๆ....” เสียงเคาะประตู ทำให้เอียนเงยหน้าจากแฟ้มงาน แล้วกล่าวอนุญาต เพราะรู้ดีอยู่แล้วคนที่เคาะจะเป็นใครไปไม่ได้ คือ นีน่า  

“สวัสดีคะคุณเอียน” หนูนาเดินเข้ามาทันทีหลังจากได้รับอนุญาต  และก็มานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามหน้าโต๊ะของเอียนตามคำเชิญของเขา  และเขาก็หยิบแฟ้มตารางงานของกลุ่มศิลปินให้หนูนา  

“นีน่า คุณเหลือเวลาอีกนานหรือเปล่า ที่ต้องเรียนปรับพื้นฐานภาษา”  ถามออกไปอย่างเป็นทางการ

“อีกสองสัปดาห์คะ” 

“อืม!…เยี่ยม!...งั้นเดี๋ยวคุณไปเช็คตารางนะ  เพราะผมจะให้คุณเดินทางไปกับพวกเขาดูแลความเรียบร้อยที่จะไปแสดงคอนเสิร์ตอีกสามอาทิตย์ที่แมนฮัตตั้น ยังไงก็ฝากคุณแจ้งพวกเขาและให้เตรียมงานได้เลยนะ”

“คะ” หลังจากรับแฟ้มงานหนูนากำลังจะขอตัวกลับแต่เสียงของเอียนก็พูดมาซะก่อน   

“อ้อ! อย่าลืมไปที่ฝ่ายการเงินด้วยนะ เขาแจ้งว่าคุณยังไม่ได้เข้าไปรับค่าแรงนะผมเซ็นเอกสารแล้ว” พูดไปและมองหน้ายิ้มๆ  

“คะ ขอบคุณคะ”  และกำลังจะออกจากห้องอีกครั้ง  

“เดี๋ยว! นีน่า คุณมีงานด่วนอะไรหรือเปล่า? ผมยังไม่ได้ทานมื้อเที่ยงเลย พอดีผมให้เจสสิก้าไปทำธุระ คุณพอจะมีเวลาไปทานข้าวมื้อเที่ยงกับผมหน่อยได้ไหม?”

“อืม...ได้คะ” ตอบตกลงไปโดยลืมคำพูดที่บอกกับ คุณชายชาเย็น ไปเลยว่ามาไม่นาน  

“โอเค งั้นเดี๋ยวคุณไปจัดการธุระของคุณที่ฝ่ายการเงินนะเดี๋ยวผมไปรอที่ร้านอาหารด้านล่างไม่อยากไปไหนไกล ผมมีงานด่วนเยอะเลยวันนี้” 

“คะ”



หลังจากนั้นประมาณชั่วโมงกว่าๆ หนูนาก็กลับเข้ามาที่ห้องสตูดิโอ เดินเข้ามาโดยที่ไม่หันไปมองในห้องซ้อมที่กั้นแค่กระจกใส เก็บทำความสะอาดโต๊ะที่จัดเตรียมมื้อเที่ยงไว้  ตั้งแต่ที่เธอจัดเตรียมอาหารให้เหล่าศิลปินมาสามครั้งพวกเขาจะไม่เคยมีอาหารเหลือทิ้งเลย  ซึ่งเป็นที่น่าชื่นชมมากที่พวกเขาไม่กินทิ้งกินขว้าง    ในขณะกำลังเก็บทำความสะอาดหนูนา กลับรู้สึกได้ถึงกระแสบางอย่างคือเธอกำลังถูกจับตามอง แต่เธอเลือกที่จะทำเป็นไม่สนใจไม่แม้แต่จะเหลือบตาไปมอง เพราะเดาได้ไม่อยากความรู้สึกแบบนี้ เธอทราบได้ทันทีต้องเป็นสายตาของนักร้องนำแน่นอน แต่ เอ๊ะ! ทำไมเธอถึงรับรู้ถึงความรู้สึกของเขาด้วยนะ  บอกไม่ถูกว่าเขาไม่ชอบหรือเฉยๆหรือยังไง เพราะรู้สึกถึงอารมณ์แปรปรวนของเขาแล้วเธอได้แต่ตอบตัวเองว่า ไม่เข้าใจเลยสักนิด  


อย่างเคยเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย หนูนาก็หยิบ macbook คู่ใจขึ้นมา และนั่งประจำตำแหน่งเดิมเหมือนเมื่อวาน  

“ขอเช็คเมลล์หน่อยแล้วกัน” ตอนนี้ในห้องสตูดิโอแห่งนี้ ทุกคนก็เข้าสู่โลกของตัวเอง หนุ่มๆซ้อมเพลงพวกเขาต่อ ส่วนหนูนาก็เข้าสู่โลกของตัวเองเช่นกัน เมื่อเปิดเมลล์ก็เห็นเมลล์จากเพื่อสาวที่รักเหมือนพี่น้องที่เติบโตมาด้วยกันอย่างเคยคือ คิดถึง,สบายดีหรือเปล่า หนูนาตอบกลับเพื่อนสาว  “นีออน หนูนาสบายดีจร้า ขอโทษที่ไม่ได้เขียนหาแค่ยุ่งๆ นะ  รักและคิดถึงนีออนเพื่อนรักจร้า”  ตอบเพียงเท่านั้นเพื่อที่เพื่อนสาวจะได้คลายกังวลความเป็นห่วง


และอีเมลล์ฉบับต่อมาจากสำนักพิมพ์ที่เมืองไทย  ตอบรับกับนิยายเรื่องใหม่ของเธอ ตอนนี้แววตาของหนูนา ที่เมื่อสักครู่ดูเศร้าเพราะคิดถึงเพื่อนรัก ก็กลับมาสดใสมีชวิตชีวาทันทีโดยที่ตอนนี้เธอไม่รู้ตัวว่าปฎิกิริยาของเธอไม่ได้ลอดพ้นสายตาคนบางคนที่อยู่ในห้องซ้อมเลย  “ผู้หญิงอะไร แสดงอารมณ์ทางแววตาได้อย่างง่ายดาย เดี๋ยวเศร้า เดี๋ยวดีใจ ออกมาอย่างชัดเจน น่ารักแฮะ!”  ปีเตอร์คิดในใจอย่างที่ปรากฎแก่สายตา


แล้วอยู่ๆหนูนาก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังห้องซ้อมก็สบตากับผู้ที่มองมาก่อนอย่างไม่ตั้งใจ อยู่ๆหนูนาก็ร้อนวูบๆที่ใบหน้า เมื่อสบสายตากับนักร้องนำ ตอนนี้หนูนารู้สึกว่าไม่สามารถหลบสายตาเขาได้ เพราะแววตาของเขาเหมือนสามารถสะกดเธอไว้  แค่จ้องตากันในระยะที่ห่างกันตั้งหลายเมตรเธอยังใจเต้นแรง ลืมหายใจจนปีเตอร์ยิ้มและขยับปากอ่านได้ว่า “หายใจ” หนูนาตกใจและรีบทำตามเพราะเธอลืมหายใจจริงๆ  เธอรีบก้มหน้าตาไปจ้องที่หน้าจอ macbook ทันที  

“เมื่อกี้มันอะไร?” หนูนาได้แต่ถามตัวเองแต่ไร้ซึ่งคำตอบเพราะตัวเธอเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเอามือมากุมหน้าตัวเองและตบหน้าตัวเองเบาๆสลับไปมาทั้งสองมือแบบเบาๆ เพื่อเรียกสติของตัวเองกลับมาและมาให้ความสนใจกับหน้าจอ macbook ต่อเพราะตอนนี้เธอกำลังจะขึ้นเรื่องนิยายเรื่องใหม่ของเธอแล้วทันทีที่ได้รับคำตอบ เซย์เยส จากสำนักพิมพ์

ท่าทางที่แสดงออกมาของหนูนาอยู่ในสายตาของปีเตอร์ตลอดจนอดแอบขำจนต้องยิ้มออกมาเมื่อได้เห็นแบบนั้น 

 

หนูนาค่อยๆเหลือบมอง นักร้องนำอย่างไม่ให้เขารู้ตัว จะไม่ให้แอบมองได้อย่างไรละในเมื่อเขาเป็นพระเอกในนิยานเรื่องใหม่ของเธอ  แต่ก็ต้องหลบตาอีกครั้งเมื่อสายตาคู่นั้นยังมองเธออยู่และยิ้มขำเธอด้วย “โอ้ย!!!.....”  ร้องออกมาและตัดสินใจไม่แอบมองแล้วไปเปิดหาภาพในลุงกู (google)  เพื่อบรรยายลักษณะของพระเอกในนิยายของเธอดีกว่า 


“อเมริกัน โดยกำเนิด นักร้องที่กำลังถือไมค์บนเวที วาดลวดลายลีลา ทั้งร้องทั้งเต้น สร้างความสนุกสนานให้กับแฟนเพลง บนเวทีนั้นเขาช่างดูมีชีวิตชีวามีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ เขาช่างเพียบพร้อมไปทุกด้านที่สามารถมองเห็นด้วยตา นอกจากน้ำเสียงที่ฟังแล้วน่าหลงไหล รูปร่างที่สมบูรณ์ด้วยความสูง 1.8 เมตร หน้าตาที่สาวๆเห็นแล้วถ้าได้ใกล้แทบจะเป็นลม ชาวอเมริกันที่มีใบหน้าหวาน คิ้วเข้มเป็นธรรชาติเหมือนได้รับการตกแต่งจากช่างโดยอาชีพ รับกับดวงตาสีดำที่ถ้าได้สบตากันแล้วเหมือนคนมองถูกสะกดจนไม่สามารถละสายตาไปได้ จมูกที่โด่งเป็นสันแบบชาวตะวันตกรับกับริมฝีปากได้รูปน่าหลงไหล ผิวกายละเอียดสีน้ำผึ้งแบบเอเชีย”


ขณะนี้หนูนากำลังอยู่ในโลกของเธอซึ่งเป็นเอกลักษณ์ในการเขียน  เพราะขณะที่เธอเขียนนิยายสิ่งที่เธอเห็นและรู้ตอนนี้คือโลกแห่งจินตนาการ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้กลุ่มศิลปินได้มายืนมองเธอได้เกือบครึ่งนาทีมีแต่นักร้องนำของวงที่เดินมานั่งข้างหลังเธออย่างที่เคยทำ  

ทุกคนที่เหลือในวงไรอัล สตีฟ จอนนี่ พอลได้แต่จ้องมองคนทั้งสอง ตรงหน้าอย่างสนใจ ทั้งท่าทางของเพื่อนที่มักจะทำตัวเข้าหานีน่าตลอดเวลา  

เมื่อรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติใกล้ตัวเพราะปีเตอร์กำลังมองมาที่หน้าจอ macbook ของเธอเขาเห็นรูปของเขามากมายในอิริยบถต่างๆที่เธอเปิดดูจากกูเกิล ยิ้มสงสัยไปพร้อมๆกันด้วย และเอื้อมมือไปดึงหูฟังออกจากหูเธอข้างหนึ่งซึ่งเขาเลือกข้างที่อยู่อีกด้านจากที่เขานั่งเหมือนเขาจะโอบเธอแต่ไปดึงหูฟังออกเป็นการให้หนูนากลับเข้าสู่โลกความเป็นจริง และอีกครั้งที่เธอสบตากับสายตาที่เธอพึ่งจะบรรยายไปในนิยายของเธอ หนูนาตกใจตาโตหน้าแดงก่ำ และก็เหมือนเคยปีเตอร์พูดกับเธอเบาๆ “หายใจ” พร้อมกับรอยยิ้มที่สองสามวันนี้ออกมาง่ายจนปีเตอร์เองก็ไม่รู้ตัว

หนูนารีบทำตามนั้นทันที เพราะเธอตกใจจนลืมหายใจอีกครั้ง เมื่อเริ่มได้สติหนูนาก็รับรู้ได้ว่าตอนนี้กลุ่มศิลปินมายืนอยู่ตรงหน้า และอีกหนึ่งคนที่นั่งอยู่ข้างหลัง  

“ซ้อมเสร็จแล้วหรือคะ” หันไปถามไรอัล   

“ไช่”   

“สักครู่นะคะทุกคน” พูดพร้อมกับเก็บของ และลุกออกจากตรงนั้นเลือกที่จะไปนั่งที่เก้าอี้ไกลจากคนที่นั่งข้างหลังเธอที่สุดพร้อมหยิบแฟ้มที่รับมาจากเอียน เมื่อตอนบ่ายส่งให้กับไรอัล 

“นี้เป็นตารางงานของพวกคุณต่อจากงานคอนเสิร์ตพรุ่งนี้  อีกสามสัปดาห์พวกคุณจะต้องไปแสดงคอนเสิร์ตที่แมนฮัตตั้น เป็นเวลาสิบวันการแสดงมีสามรอบ ตามรายละเอียดในแฟ้ม” หนูนา อธิบายพร้อมส่งแฟ้มงานให้เหล่ากลุ่มศิลปิน

“สนุกกันละคราวนี้”  พอลพูดขึ้นมาด้วยความมีชีวิตชีวา  

“โอเค! หลังจากงานวันพรุ่งนี้ ทุกคนหยุดพักผ่อนอีกหนึ่งวัน หลังจากนั้นก็มาวางแผนการแสดงใหญ่ครั้งนี้กัน” เมื่อไรอัลสรุปให้ทุกคนทราบและพูดต่อถึงงานวันพรุ่งนี้อีกนิดหน่อยเป็นที่เข้าใจกันของทุกคนก็เตรียมจะแยกย้ายกันกลับ


“อืม!...ว่าแต่นีน่าช่วงเวลาที่พวกเราไปแมนฮัตตั้น แล้วคุณละ?” สตีฟถามด้วยความอยากรู้ ถึงแม้จะรู้จักกับเธอเพียงแค่ไม่กี่วัน แต่ทั้งเขาและสมาชิกทุกคนในกลุ่มต่างก็ชื่นชอบนีน่าสาวไทยคนนี้แต่ในแบบเพื่อนผู้ร่วมงานคนหนึ่ง ยกเว้นเพียงสมาชิกหนึ่งเดียวที่เขาแอบมองดูปฎิกริยากับคำถามที่เขาถามนีน่า ซึ่งตอนนี้ในมือถือแฟ้มตารางงานและกำลังก้มดู  แต่เชื่อเถอะตอนนี้สมาธิของนักร้องนำกำลังรอและตั้งใจฟังคำตอบจากนีน่า

 

หนูนาเมื่อได้ยินคำถามเหมือนรับรู้กระแสบางอย่างจากปีเตอร์ เหลือบมองไปที่เขาก็พบว่าตอนนี้เขามองมาก่อนแล้วด้วยสายตาที่บอกให้รู้ว่า คำตอบของเธอนั้นควรเป็นแบบไหนก่อนตอบออกไป  “อืม...คือ....นี่น่าต้องร่วมเดินทาง....ไปดูแลพวกคุณด้วยคะ”  

“เยี่ยม!!” พอลและสตีฟ ร้องออกมาด้วยความดีใจพร้อมกัน พอลก็เดินเข้ามากอด นีน่า เบาๆ ด้วยความดีใจ  

“คุณเอียนช่างเลือกคนได้เก่งเหมือนเดิม” เนื่องด้วยพอลกับหนูนาอายุเท่ากันจึงคุยกันในแบบเพื่อนสบายๆ และด้วยพอลเป็นคนมีบุคลิกร่าเริงสดใส ยิ้มง่ายกับทุกคน เข้าหาได้ง่ายจึงทำให้เวลาอยู่ใกล้แล้วรู้สึกสบายๆ

แต่พฤติกรรมของพอลที่ปฎิบัติกับหนูนาอยู่ในสายตานักร้องนำ และสร้างความไม่พอใจอย่างมากไหนจะยิ้มที่หนูนาให้กับพอล เพราะเขาคิดว่ามันควรเป็นของเขาเท่านั้น “ฝากไว้ก่อนหนูนา เธอต้องถูกลงโทษ” ปีเตอร์คิดในใจ  

และเมื่อเป็นที่เข้าใจและรับรู้ของทุกคนในสมาชิกในวงต่างแยกย้ายกันกลับ แต่ก็มีเพียงหนึ่งคนที่ยังนั่งอยู่ที่เดิมยังไม่มีการพูดอะไรเลยจากคำสุดท้ายที่เขาบอกให้หนูนา “หายใจ” เมื่อเห็นแบบนั้นหนูนาไม่ได้พูดหรือถามอะไรทั้งสิ้น เธอก็ไปทำหน้าที่ของเธอคือทำความสะอาดห้องเครื่องดนตรี  และทุกอิริยาบถของเธออยู่ในสายตาเขา  ซึ่งเธอก็รับรู้ได้แต่ก็ทำเป็นไม่สนใจตั้งหน้าตั้งตาทำงานของเธอต่อไป

  

ปีเตอร์สังเกตุเห็นกระเป๋าเป้ของเธอไม่ได้ปิด เห็นหนังสือเล่มหนึ่งก็ถือวิสาสะหยิบออกมาเปิดดูและให้ความสนใจกับเนื้อหาในหนังสือ ส่วนหนูนาเมื่อทำงานของเธอจนเสร็จไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน เธอก็เดินมาที่สัมภาระเธอวางไว้เพื่อเตรียมกลับเช่นกัน

“ขอหนังสือคืนด้วย” พูดพร้อมกับยื่นแขนในระยะห่างกันพอสมควรแต่ก็สามารถหยิบหนังสือคืนจากเขาได้หากเขายื่นสุดแขนส่งให้เธอ แต่เงียบ!!!!! ไม่มีปฎิกริยาใดตอบกลับมา

“คุณ...ขอ...หนังสือ...คืน...ด้วย...” พูดอีกครั้งดังกว่าเดิมและย้ำเน้นทุกคำ แขนก็ยังยื่นค้างเหมือนเดิมแต่ก้าวเข้าไปใกล้อีกสองก้าว  

“สอง” พูดพร้อมยื่นมือออกไปจับมือของหนูนาและกระชากดึงตัวหนูนาเข้าหาตัวเองเบาๆแต่ทำให้หนูนาเสียหลักเซถลาล้มมานั่งอยู่บนตักเขา 

“ว้าย!!!” เสียงร้องของหนูนาด้วยความตกใจ 

ตอนนี้หน้าทั้งสองคนห่างกันแบบปลายจมูกชนกันตาสบตากัน คู่หนึ่งจ้องมองด้วยอาการตื่นตกใจ  ส่วนอีกคู่จ้องมองด้วยแววตาหวานเคลิ้ม และค่อยๆลดสายตามาที่ริมฝีปากอิ่มพร้อมกับขยับปากหนาของตัวเองไปประกบปากบางทันทีตามความรู้สึกที่ไม่อาจกักกั้นมันไว้ได้อีกแล้ว


  หนูนาหลับตาลงอย่างรวดเร็วด้วยอาการตกใจทำอะไรไม่ถูกที่จู่ๆโดนขโมยจูบ “จูบแรก” ของเธอตามความเข้าใจของเธอ ซึ่งเธอรับรู้ได้ถึงสัมผัสอุ่นที่ริมฝีปากอย่างนุ่มนวล  เมื่อเขาค่อยๆส่งลิ้นเรียบเลียริมฝีปากอิ่มนั้นอย่างนุ่มนวล เพราะรับรู้ได้ถึงความสั่นของร่างเล็กที่อยู่ในวงแขน หนูนาไม่รู้จะทำอย่างไรมือไม้ดูเกะกะไปหมด แต่แทนที่เธอจะขัดขืนกลับปล่อยให้ เขาทำตามอำเภอใจ ปีเตอร์ค่อยๆส่งลิ้นเข้าไปหาความหวานอย่างนุ่มนวลในโพรงปากอิ่ม หนูนาเปิดทางให้กับเขาอย่างเผลอไผลไปกับความอ่อนโยนที่เขามอบให้


ปีเตอร์หยอกล้อกับลิ้นในโพรงปากอิ่มนั้นอย่างผู้ชำนาญ ทำให้หนูนาตอบสนองกลับแบบไม่ประสา สร้างความพึงพอใจให้กับนักร้องหนุ่มอย่างมาก ไม่แน่ใจผ่านไปนานแค่ไหนปีเตอร์ค่อยๆถอนริมฝีปากออกมาอย่างเสียไม่ได้ 

“หายใจ” เขากระซิบเบาๆบริเวณริมฝีปาก  หนูนาเมื่อได้ยินแบบนั้นก็ทำตามอีกครั้ง พอสติเริ่มกลับมาก็เตรียมจะลุกออกไปจากตักที่อบอุ่นนี้ก็ถูกวงแขนรัดแน่น  พร้อมกับประกบปากเธออีกครั้งเปลี่ยนจากคราวแรกเพราะปีเตอร์ทั้งเรียกร้อง  ร้อนแรงจนหนูนาต้องยกแขนโอบรอบคอเขาทันทีกระตุ้นให้ปีเตอร์รุกหนักขึ้น ทำให้หนูนาหายใจหายคอไม่ทันและตั้งรับกับความรู้สึกใหม่นี้ยังไม่ได้ ปีเตอร์ต้องถอยออกอีกครั้งอย่างเสียดาย และอดไม่ได้ที่จะก้มมองริมฝีปากอิ่มนั้นที่เจ่อแดงด้วยฝีปากของตัวเอง แอบยิ้มอย่างมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ

  

“จะกลับหรือยัง?” ตั้งคำถามแต่ก็ยังไม่ยอมคลายวงแขน  หนูนาได้แต่พยักคอเพราะตอนนี้เธอต้องหายใจทางปากเพื่อช่วยเอาอากาศเข้าไปในปอด เหมือนตัวเองกำลังจะจมน้ำหมดแรงไปดื้อๆ และรู้สึกถึงความร้อนบนใบหน้าเหมือนจะเป็นไข้

ปีเตอร์มองอย่างขำๆและคิดไปด้วยว่า “นี้แค่จูบหนูนาเหมือนคนจมน้ำหายใจด้วยตัวเองแทบไม่ได้แล้วถ้าเขาจะไปต่อมากกว่านี้เธอจะน่ารักแค่ไหนนะ” 

 

“งั้นกลับกัน” พูดพร้อมพยุงเธอให้ยืนขึ้นพร้อมกับเขาแต่ยังไม่ปล่อยมือ มองจนแน่ใจว่าเธอสามารถยืนได้ตัวเอง  และก้มไปหยิบหนังสือของเธอที่วางไว้ใส่เข้าไปในเป้พร้อมปิดให้เรียบร้อย และไปหยิบเสื้อโค้ชทั้งของเธอและของตัวเองเอาเสื้อของเธอมาสวมให้เธอ แต่ในมืออีกข้างก็มีเป้ของเธอกับเสื้อของตัวเองที่หยิบมาพาดไหล่ และมืออีกข้างก็เอื้อมไปจับมือเธอและจูงออกจากตรงนั้น

“เปิดประตูสิ” จูงมือเธอเดินไปที่ประตูและก็หันมาพูดกับเธอ 

“คุณก็เปิดเองสิ” หนูนาที่ตอนนี้สติของเธอยังไม่กลับมาร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้แต่มองตามพฤติกรรมของเขาจนมาถึงหน้าประตูแบบ งงๆ เงยขึ้นไปมองหน้าเขากับคำสั่งนั้นของเขา   

“สาม....มือไม่ว่าง” เขาตอบออกไปและก้มลงมามองที่หน้าเธอ  

“อะไรของคุณเนี้ยะ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ สอง สาม คืออะไร”  ถามออกไปด้วยอารมณ์เคืองๆ ในความไม่เข้าใจและพยายามบิดมือออกจาการเกาะกุมของเขา

“สี่” ปีเตอร์พูดพร้อมกระชับร่างบางเข้ามาใกล้หันหน้าเข้าหากัน  

“พีท ผมบอกให้หนูนาเรียก พีท ไม่ใช่คุณอย่างนั้นคุณอย่างนี้ จำไว้และต่อไปอย่าให้ได้ยินอีก” พูดน้ำเสียงเรียบๆ เหมือนเป็นเรื่องปกติที่คนทั่วไปเขาคุยกัน 

หนูนาเมื่อได้ฟังคำตอบก็จ้องเขาตาโตอย่างคาดไม่ถึงว่าปีเตอร์จะให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กๆแค่นี้   

“เปิดประตูสิ” ปีเตอร์พูดออกคำสั่งอีกครั้ง แบบนุ่มนวล 

“เดี๋ยวก่อน ฉันมีคำถามที่จะถาม คุ......พีท อีกอย่าง” เกือบไปแล้ว คุณ เกือบหลุดออกจากปากของหนูนาอีกครั้งไม่งั้นป่านนี้คงได้ยิน “ห้า” ออกมาจากปากเซ็กส์ซี่นั้นอีกแน่ 

“พีท รู้ได้อย่างไงว่า ฉันมีชื่อเล่นเป็นภาษาไทยว่า หนูนา เพราะฉันไม่เคยบอกใครเลย แม้แต่คุณเอียนยังไม่ทราบ?” ถามอย่างเอาเรื่อง เพราะหนูนาเริ่มสงสัยพวงกุญแจที่หายไปหัวขโมยอาจอยู่ตรงหน้าเธอก็ได้ หนูนา มองหน้าปีเตอร์ด้วยสายตาจ้องจับผิดอย่างเห็นได้ชัด

ปีเตอร์เมื่อเห็นสายตาแบบนั้น เขาก็เดาได้ทันทีว่าหนูนากำลังจับพิรุธเขาเรื่องตุ๊กตาพวงกุญแจแน่ เขาก็เลื่อนสายตาไปมาอย่างใช้ความคิด แต่ก็เฉไฉเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องกัน

“ต่อไปนี้ ผมชอสั่งห้ามให้คุณแทนตัวเองกับผมว่า ฉันอย่างนั้น ฉันอย่างนี้  ให้แทนตัวว่าหนูนาเท่านั้นเข้าใจตามนี้และเปิดประตูได้แล้ว” พูดไปและก้มหน้าลงมาคิดว่า ถ้ายังไม่ยอมจบและเปิดประตูจะจูบสูบวิญญาณกันไปเลย

หนูนาเมื่อเห็นอย่างนั้น ก็ยื่นมือที่ว่างอยู่อีกข้างไปเปิดประตูทันที เมื่อทั้งสองกำลังจะออกจากห้องปีเตอร์ก็หยิบแว่นที่เกี่ยวไว้กับคอเสื้อตรงหน้าด้วยมืออีกข้างที่ถือเสื้อโค้ชเอามาสวม   โดยที่ยังไม่ยอมปล่อยมือจาก หนูนาและก็จูงเดินไปยังลิฟท์เพื่อลงไปลานจอดรถที่ประจำ โดยที่ไม่มีใครได้พูดคุยอะไรกัน เมื่อเข้ามาอยู่ในลิฟท์ปีเตอร์แอบชำเลืองมองสาวน้อยข้างกายตลอดและยิ้มที่มุมปากน้อยๆ  ตลอดเวลาที่ลิฟท์เลื่อนลงไปชั้นที่ต้องการสีหน้าหนูนาดูออกจะบูดบึ้ง คิ้วขมวดอย่างคนอารมณ์ไม่ดี ตั้งแต่เดินออกจากสตูดิโอแล้ว 

“เอ๊ะ!!!” หนูนาอุทานออกมา เมื่อนึกอะไรมาได้ทันทีที่ประตูลิฟท์เปิดที่ชั้นจอดรถและกำลังถูกจูงไปยังทิศทางที่นักร้องนำพาไปนั้นคือที่จอดประจำของเขา  

“คุ......อืม...พีท....” เรียกไปพร้อมกับก้าวตามแรงจูงไปด้วย  

เดี๋ยว! นี้พีทจะพาหนูนาไปไหน” ปีเตอร์เมื่อได้ยินแบบนั้น  

“ไปกินมื้อเย็นกัน หิวแล้ว” ตอบคำถามแบบเป็นเรื่องปกติ  และเมื่อเดินมาถึงรถก็ไปเปิดประตูฝั่งคนนั่ง ปล่อยมือจากหนูนาอย่างเสียดาย และดันให้เข้าไปนั่งปิดประตูและตัวเองก็เดินมานั่งประจำตำแหน่งคนขับ โดยเอาเป้กับเสื้อที่ถือมาวางไว้เบาะหลัง  สตาร์ทรถและขับออกไปโดยไม่มีการอธิบายหรือพูดอะไรอีก


  

        แสดง 4 - 4
วันที่โพสต์ :  5 ส.ค. 2558 20:43    วันที่อัพเดท :   22 ก.ย. 2560 23:17    › จำนวนผู้เข้าชม 74954 คน
   › คะแนนโหวต 3637 คะแนน   
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้


    แสดงความคิดเห็น


   ชื่อ :
   ความเห็น :