นิยายอัพเดต       นิยายมาใหม่       Top View       Top Vote      
› นิยายเรื่อง ทัณฑ์สวาทเมียบำเรอ    by เทียนธีรา
ชื่อตอน ๒ เล่ห์ซาตาน 70%


          

ทัณฑ์สวาทเมียบำเรอ


เล่ห์ซาตาน

 

        “ไปทำงานกับคุณภาคิมเป็นยังไงบ้างปุ้ม” อรชาเอ่ยถามขณะกำลังรับประทานอาหารกลางวัน

“ปุ้มยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยค่ะคุณอรชา” สาวน้อยตอบหน้าเจื่อนๆ เพราะช่วงครึ่งวันเช้าเขาไม่ได้สอนอะไรเลยนอกจากแสดงฉากเลิฟซีนกับคู่ควงของเขาให้เธอดู

“คุณภาคิมคงยังไม่มีเวลาว่างมาสอนละมั้ง ปุ้มไม่ต้องห่วงนะ พี่รับรองว่าปุ้มทำงานกับคุณภาคิมไม่นานปุ้มก็จะเก่งเอง คุณภาคิมเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงทำงานเก่งมากทีเดียว อีกไม่นานนี้คงก้าวขึ้นมาแทนท่านประธานแล้ว” น้ำเสียงของอรชาเต็มไปด้วยความชื่นชม

“แล้วคุณลุง เอ่อ ท่านประธานจะไปไหนเหรอคะ”

“ท่านเตรียมจะวางมือแล้วละจ้ะ”

วิโรษณาพยักหน้าและฟังอรชาเล่านั่นเล่านี่ไปเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องงาน วิโรษณาคิดว่าตัวเองโชคดีที่อรชาเอ็นดูเธอ อรชาเป็นคนทำงานเก่งและวางตัวดีสมกับที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นเลขานุการของประธานธนากิจกรุ๊ป

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จทั้งคู่ก็กลับเข้ามาในทีเอ็นทาวเวอร์ วิโรษณาแยกตัวเข้าไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ค่อยรู้สึกหายใจโล่งขึ้นมาบ้างเพราะภาคิมยังไม่กลับมา

ภาคิมกลับเข้ามาในห้องทำงานอีกครั้งในเวลาเกือบบ่ายโมง วิโรษณาได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งว่าถึงแม้ภาคิมจะเป็นผู้บริหารระดับสูงและเป็นถึงทายาทเจ้าของบริษัทแต่เขาก็มีระเบียบวินัยตรงต่อเวลาไม่เคยเข้างานสายจึงไม่แปลกเลยที่อรชาจะออกปากชมไม่ขาดปาก

ในช่วงบ่ายภาคิมเริ่มสอนงานบางอย่างให้กับวิโรษณาทำให้เธอรู้รายละเอียดต่างๆ และเข้าใจงานมากยิ่งขึ้น การเป็นเลขานุการของภาคิมนอกจากจะต้องจัดทำเอกสารให้เจ้านายแล้วยังต้องเป็นด่านหน้าที่ต้องติดต่อประสานงานกับแผนกต่างๆ ก่อนที่จะรายงานให้เขารับทราบ

วิโรษณาเริ่มยุ่งกับงานจนแทบจะไม่มีเวลาว่าง พอเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาอีกทีก็ได้เวลาเลิกงานแล้ว มือเรียวเล็กเก็บเอกสารบนโต๊ะให้เข้าที่เข้าทางเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่อยุทธ์เดินเข้ามาในห้องทำงานของภาคิมพอดี

“เป็นยังไงบ้างหนูปุ้มยุ่งมากไหม” อยุทธ์เอ่ยถาม แต่ก็ทำให้ภาคิมปรายตามองและเงี่ยหูฟังอย่างไม่ค่อยชอบใจนักที่ได้ยินบิดาให้ความสนใจกับวิโรษณามากเกินปกติ

“ก็ยุ่งนิดหน่อยค่ะคุณลุง”

“เดี๋ยวก็ปรับตัวได้เอง ปุ้มของลุงเก่งอยู่แล้ว แล้วนี่จะกลับหรือยัง”

“ค่ะคุณลุง”

“ถ้าอย่างนั้นกลับพร้อมลุงเลยนะ ลุงจะแวะไปสถานสงเคราะห์พอดี” อยุทธ์เอ่ยชวน

“เห็นทีจะไม่ได้หรอกครับคุณพ่อ เพราะวิโรษณาทำงานให้ผมยังไม่เสร็จ” ภาคิมแทรกขึ้นแล้วหันไปพูดกับวิโรษณาด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง “เธอต้องอยู่ทำโอเวอร์ไทม์จนกว่างานที่ฉันสั่งจะเสร็จ”

“งานอะไรเหรอคะ ดิฉันทำเสร็จหมดแล้วนี่คะ” ใบหน้าสวยหวานหันไปมองเจ้านายตัวเองอย่างงงๆ

“ก็งานที่ฉันกำลังจะสั่งอยู่นี่ไง หรือเธอจะไม่รับผิดชอบงานแล้วหนีกลับบ้านก่อน” ภาคิมพูดห้วนๆ

“ถ้าอย่างนั้นคุณลุงกลับก่อนเถอะนะคะ ถ้างานเสร็จแล้วปุ้มถึงจะกลับค่ะ ปุ้มไม่อยากให้ใครมาว่าได้ว่าเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบ” วิโรษณาย้อนให้บ้างก่อนจะหันไปทางอยุทธ์อย่างเกรงใจ “ยังไงปุ้มฝากบอกครูแก้วด้วยนะคะ”

“เอาอย่างนั้นก็ได้ แล้วลุงจะบอกครูของปุ้มให้นะ”

“ขอบคุณค่ะ”

 พออยุทธ์ออกไปพ้นห้อง ภาคิมก็หันขวับมามองวิโรษณาด้วยสายตาดุๆ วิโรษณาถอนหายใจเบาๆ พยายามจะไม่ปะทะกับเขาในตอนนี้เพราะเธออยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ

“คุณจะให้ดิฉันทำอะไรก็บอกมาเลยค่ะ”

“คงจะผิดหวังมากละสิที่ไม่ได้นั่งรถหรูๆ กลับพร้อมพ่อฉัน” เสียงทุ้มถามยวนๆ จนอีกฝ่ายต้องตวัดตามองด้วยความฉุนเฉียว

“กรุณาอย่ามาหาความดิฉัน!

“ฉันนี่นะหาความเธอ” เสียงเขาตวัดสูงและกระด้างขึ้น “ท่าทางหน้าเธอมันฟ้องจะตายว่าไม่พอใจที่ไม่ได้กลับกับพ่อฉัน”

          สาวน้อยถอนหายใจอย่างอดทน “คุณมีอะไรให้ดิฉันทำก็รีบบอกมาเถอะนะคะ”

          “จะรีบไปไหนล่ะวิโรษณา ฉันรับรองว่างานที่ฉันจะสั่งให้เธอทำมันมากมายเสียจนเธอกลับไปไม่ทันพ่อฉันแน่ๆ”

และก็เป็นจริงอย่างที่เขาว่าเพราะหลังจากนั้นภาคิมก็สั่งให้วิโรษณาทำนั่นทำนี่จนเวลาล่วงเลยไปเกือบสามทุ่มเขาจึงเลิกสั่ง สาวน้อยทำงานด้วยความอดทนและพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อจะได้ไม่ต้องแก้ไข กว่างานทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยก็เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าๆ

“คุณต้องการอะไรอีกหรือเปล่าคะ” เสียงหวานเอ่ยถามหลังจากเอาเอกสารชิ้นสุดท้ายไปวางให้เขาที่โต๊ะ

“ไม่แล้ว เธอไปเก็บของเถอะ”

“ค่ะ” วิโรษณากลับไปเก็บของอีกครั้ง เมื่อเสร็จแล้วก็หยิบเอากระเป๋าขึ้นมาสะพายเตรียมจะเดินออกจากห้อง แต่เสียงทุ้มดังขึ้นเสียก่อน

“เธอจะกลับยังไง?

“กลับรถเมล์ค่ะ”

“ไปกับฉัน เดี๋ยวฉันจะไปส่งเอง” ภาคิมบอกห้วนๆ คล้ายไม่เต็มใจ

“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันกลับเองได้” วิโรษณาปฏิเสธเพราะจำได้ว่าเมื่อตอนกลางวันภาคิมเอ่ยปากนัดกับผู้หญิงของเขาว่าจะไปหา อีกอย่างการนั่งรถไปกับเขาสองต่อสองก็คงเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดไม่น้อยเพราะลำพังแค่อยู่ในห้องทำงานด้วยกันมาทั้งวันก็มากเกินพอแล้ว

“เธอไม่ต้องมาท่ามาก ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะไปส่งเธอหรอกแต่นี่มันดึกมากแล้ว ถ้าเธอถูกฉกชิงวิ่งราวหรือถูกฉุดไปข่มขืนขึ้นมา คุณพ่อคงจะเล่นงานฉันหนักที่ปล่อยให้เด็กของท่านได้รับอันตราย”

“ดิฉันดูแลตัวเองได้ค่ะ” หญิงสาวชูคอตอบด้วยใบหน้าที่เชิดขึ้น “รับรองว่าจะไม่ทำให้คุณเดือดร้อน”

“ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหมวิโรษณาว่าไม่ชอบผู้หญิงอวดดี หรือเธอลืมว่าการอวดดีกับฉันเธอจะได้รับการลงโทษอย่างไร” ภาคิมพูดด้วยน้ำเสียงเผด็จการพลางหรี่ตาลงมองราวกับจะย้ำเตือน ก่อนจะเดินนำออกจากห้อง ทำให้วิโรษณาไม่มีทางเลือก ถ้าเขาทำอะไรเหมือนอย่างที่เขาขู่จริงๆ คงไม่มีใครช่วยเธอได้เพราะตอนนี้ตึกทั้งตึกมีเพียงภาคิมกับเธอและพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งประจำอยู่ที่ชั้นล่างเท่านั้น

          การจราจรบนท้องถนนของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาเกือบห้าทุ่มเบาบางมากแล้ว หากทว่ารถของภาคิมยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างค่อนข้างเอื่อยเฉื่อยคล้ายไม่ได้เร่งรีบจะไปไหนต่อ

          “เธอต้องการเท่าไหร่” อยู่ๆ เขาก็ถามขึ้น

          “คุณหมายถึงอะไรคะ” หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นอย่างสงสัย “กรุณาขยายความด้วยค่ะ”

          “เธอนี่เป็นคนที่ตีหน้าซื่อได้เก่งที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลยนะ” ใบหน้าหล่อคมหันมาพลางทำเสียงหยันๆ

          “ดิฉันไม่เข้าใจว่าคุณต้องการจะพูดอะไรกับดิฉัน กรุณาบอกมาตรงๆ ดีกว่าค่ะ” เธอหันขวับมามองตอบและโต้ด้วยน้ำเสียงคล้ายจะไม่พอใจเช่นกัน

          “เธอต้องการเท่าไหร่เพื่อแลกกับการไปจากพ่อฉัน” ภาคิมเน้นประโยคนั้นอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ

วิโรษณาฉุนกึก มือเล็กกำเข้าหากันอย่างเจ็บใจเมื่อได้ยินชัดเจนเต็มสองหูว่าภาคิมกำลังจะเอาเงินฟาดหัวเธอสาวน้อยสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะตอบเขาไปด้วยความเยือกเย็น

“คุณคิดว่าค่าตัวของคุณลุงมากสักเท่าไหร่ล่ะคะ”

“ฮึ!” ภาคิมทำเสียงหยันในลำคอเมื่อคิดว่าเด็กสาวคนนี้ซื้อได้ด้วยเงินจริงๆ ตามที่เขาคิด “เธออยากได้เท่าไหร่ก็ว่ามา หนึ่งล้านพอไหม”

“หนึ่งล้านเหรอคะ” วิโรษณาแกล้งพูดยั่วเหมือนตัวเองเป็นต่อ ทั้งๆ ที่เจ็บแสนเจ็บที่ถูกคนอย่างภาคิมดูถูก “กิจการของธนากิจกรุ๊ปมีมูลค่าร่วมๆ หมื่นล้าน ดิฉันรอขอจากคุณลุงจะไม่ดีกว่าเหรอคะ”

“เธอนี่ฉลาดกว่าที่ฉันคิดนะ เป็นอันว่าเธอจะไม่รับข้อเสนอของฉันเพราะอยากจะได้อะไรที่มันมากกว่านั้นใช่ไหม” ภาคิมพูดเสียงต่ำ หรี่ตามองใบหน้านวลของคนอวดดีผ่านแสงสลัว ในขณะที่โทสะแล่นขึ้นเป็นริ้วๆ

“ใช่ค่ะ เงินของคุณไม่สามารถบังคับดิฉันได้” วิโรษณาตอบเสียงแข็ง คางเล็กๆ เชิดขึ้นก่อนจะเมินหน้าหนีไปทางอื่นแต่แล้วก็ต้องหันขวับกลับมามองเขาอย่างตกใจเมื่ออยู่ๆ ภาคิมก็หักพวงมาลัยเข้าข้างทางพร้อมกับเบรกรถอย่างกะทันหันจนเธอหัวคะมำไปข้างหน้าจนเกือบจะโขกกับคอนโซลรถ มือใหญ่ดึงเบรกมือขึ้นปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยของเธอออก ก่อนจะตะปบต้นแขนกลมกลึงทั้งสองข้างกระชากเข้าไปหาเต็มแรง

“ปล่อยฉันนะคุณภาคิม!” ดวงตากลมโตมองเขาอย่างเขียวขุ่น ทั้งๆ ที่หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวไม่เป็นส่ำด้วยความตื่นตระหนก

“แน่ใจใช่ไหมวิโรษณาว่าจะไม่ทำตามข้อเสนอของฉัน” ภาคิมถามเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบฉายแววเหมือนเปลวเพลิงจากอเวจีที่กำลังลุกโชนก็ไม่ปาน

“ไม่ค่ะ” ถึงจะกลัวแต่วิโรษณาก็ยังเชิดคางขึ้นอย่างถือดี

“งั้นก็ดี ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้าคุณพ่อรู้ว่าเธอเป็นเมียฉันแล้วจะยังอยากได้เธออยู่อีกไหม” ชายหนุ่มพูดเสียงกร้าว ใบหน้าถมึงทึง วิโรษณาถึงกับผงะเมื่อเห็นแววตาของชายหนุ่มผ่านแสงไฟที่สาดส่องเข้ามาในรถ

“อย่าทำอะไรฉันนะคุณภาคิม”

“ในเมื่อพูดดีๆ เธอไม่ฟังเองก็ช่วยไม่ได้นะวิโรษณา”

จบคำร่างบางก็ถูกวงแขนแกร่งตวัดกอด แล้วบดขยี้ริมฝีปากจูบไปทั่วใบหน้างดงามอย่างรุนแรงป่าเถื่อน ร่างเล็กดิ้นรนสุดเรี่ยวแรง พยายามเบี่ยงใบหน้าหลบการระดมจูบของเขาเป็นพัลวันแต่ไม่ว่าจะหลบยังไงจมูกและปากของเขาก็ตามติดไม่ห่าง

“อย่านะคะคุณภาคิม...หยุดค่ะ...” เสียงหวานหวีดร้องออกมาดังระงมรถอย่างประหวั่นพรั่นพรึง แต่ภาคิมไม่คิดจะฟังแม้แต่น้อย

มือใหญ่อีกข้างไต่ลงมาที่เอวและดึงชายเสื้อของเธอจนหลุดออกจากขอบกระโปรง จากนั้นก็สอดลอดเลื้อยเข้าไปใต้ชายเสื้อตัวสวย ประกบฝ่ามือลงครอบครองทรวงอกอวบอิ่มคู่สวยแล้วเคล้าคลึงอย่างป่าเถื่อนปราศจากการทะนุถนอมหรืออ่อนโยนโดยสิ้นเชิง

“กรี๊ดด!!

วิโรษณากรีดร้องเสียงหลงอย่างตกใจสุดขีด พยายามใช้มือผลักไหล่หนาเขาออกห่างแต่ภาคิมแข็งแรงยิ่งนักเพราะผลักเท่าไหร่เขาก็ไม่ยอมไหวติงซึ่งไม่ต่างอะไรกับการผลักกำแพงเลยแม้แต่นิด

ชายหนุ่มรู้สึกรำคาญยิ่งนัก เขารวบมือเล็กทั้งสองข้างของเธอไว้ด้วยมือข้างเดียวของเขาแล้วตรึงไว้กับเบาะรถ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งเลื่อนมาแกะกระดุมเสื้อของวิโรษณาออกทีละเม็ดจนหมดแถวโดยใช้เวลาไม่กี่วินาที จมูกและปากร้อนๆ ตะโบมจูบลงมาตามลำคอขาวระหงและต่ำลงอย่างหยาบคายป่าเถื่อน ร่างน้อยหมดปัญญาจะต่อต้าน อารมณ์เขารุนแรงเหมือนน้ำป่าที่ไหลเชี่ยวกรากกวาดพัดเอาทุกสิ่งลงไปอย่างบ้าคลั่ง

มือใหญ่จับบราเซียร์ตัวจิ๋วให้ร่นขึ้น ใบหน้าหล่อคมซุกซบลงมาหาอกอิ่มขาวเนียนจากนั้นลิ้นอุ่นก็ตวัดเป็นวงเล็กๆ รอบยอดอกสีชมพูจนส่วนนั้นผลิบานชูชันรับสัมผัสของเขา ริมฝีปากร้อนผ่าวแบบบุรุษจึงครอบลงไปอย่างไม่รีรอ

 “อย่า!

วิโรษณากรีดร้องพลางดิ้นสุดเรี่ยวสุดแรงด้วยความตกใจกลัวและซ่านสยิวระคนกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกบุรุษรุกรานประชิดตัวล้ำลึกถึงเพียงนี้ ซ้ำร้ายเขายังเป็นบุรุษที่รุกรานเธอด้วยความเกลียดชัง สัมผัสของเขาเต็มไปด้วยความรุนแรงและดิบเถื่อน

ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ร่างเล็กชาดิกไปทั่วร่างแล้วแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนปวกเปียกเหมือนเนยเหลวโดนไฟลน หมดเรี่ยวแรงจะต้านเขาเมื่อถูกลิ้นร้อนรุกรานบริเวณจุดอ่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เธอรู้สึกเหมือนจะเป็นลม แล้วในที่สุดก็หมดสติลงจริงๆ

 “วิโรษณา...” เขาเรียกเธอเมื่อคนที่ดิ้นอย่างแสนพยศอยู่เมื่อครู่นี้นิ่งไปเฉยๆ

ชายหนุ่มค่อยๆ ผละออกมาจากความหวานตรงหน้าอย่างแสนเสียดาย บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมต้องเสียดาย ทั้งๆ ที่ตัวเองทำไปเพราะอารมณ์ที่ต้องการเพียงอยากเอาชนะเท่านั้น

มือใหญ่จับร่างเล็กให้นั่งพิงพนักบนเบาะแล้วจัดการดึงบราเซียร์สีหวานลงมาที่เดิมก่อนจะติดกระดุมเสื้อตัวนอกที่ตัวเองเพิ่งจะเป็นคนถอดให้จนเรียบร้อย

ดวงตาคมเข้มจ้องมองใบหน้าเนียนใสที่ถูกไฟจากเสาต้นสูงส่องสะท้อนเข้ามา เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นบนหน้าผากมน เขาปรับแอร์ของรถยนต์ให้เย็นเฉียบมากยิ่งขึ้น แรงดิ้นของเธอเมื่อครู่นี้ทำให้ผมที่รวบไว้หลุดลุ่ยลงมาเคลียสองข้างแก้ม กลิ่นหอมอ่อนๆ รวยรินออกมาจากผมนุ่มสลวยของเธอจนภาคิมอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบผมสลวยเล่นอย่างไม่รู้ตัว

ปลายนิ้วแข็งเลื่อนมาสัมผัสแก้มนวลอุ่นละเอียด ดวงตาคู่คมไหวระริกเมื่อหลุบมองริมฝีปากจิ้มลิ้มของเธอที่เผยอขึ้นนิดๆ เหมือนกำลังวอนขอให้เขาจุมพิตอีกครา ชายหนุ่มค่อยๆ โน้มหน้าลงไปหาแตะเบาๆ ก่อนจะรีบผละใบหน้าออกมาระบายลมหายใจและสบถออกมาอย่างหงุดหงิดตัวเองเมื่อความเป็นหนุ่มถูกปลุกให้กระเจิดกระเจิงจนแทบจะควบคุมไม่อยู่

          “โธ่เว้ย!

เวลาผ่านไปหลายนาที แพขนตางอนยาวขยุกขยิกท่ามกลางแสงไฟสลัวๆ ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา ดวงตาคู่สวยหันไปมองรอบๆ อย่างงงๆ สติสัมปชัญญะที่หายไปค่อยๆ กลับคืนมา

“ฟื้นแล้วเหรอ” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นใกล้ๆ หูทำให้วิโรษณารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองก่อนที่จะหมดสติไป

“คุณภาคิม!” เสียงหวานอุทานชื่อเขาพลางก้มมองสำรวจเสื้อผ้าตัวเอง แล้วก็ต้องหน้าแดงระเรื่อเมื่อพบว่ามันอยู่ในสภาพเรียบร้อย 


อีบุ๊ควางแผงแล้วนะคะ

ฝากอีบุ๊คเรื่องใหม่ล่าสุดด้วยจ้า


        แสดง 7 - 7
วันที่โพสต์ :  2 ก.ย. 2560 06:03    วันที่อัพเดท :   19 ก.ย. 2560 08:12    › จำนวนผู้เข้าชม 3139 คน
   › คะแนนโหวต 19 คะแนน   
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้


    แสดงความคิดเห็น


   ชื่อ :
   ความเห็น :