นิยายอัพเดต       นิยายมาใหม่       Top View       Top Vote      
› นิยายเรื่อง ทัณฑ์สวาทเมียบำเรอ    by เทียนธีรา
ชื่อตอน ๒ เล่ห์ซาตาน 100%


          

ทัณฑ์สวาทเมียบำเรอทัณฑ์สวาทเมียบำเรอ


เล่ห์ซาตาน

 

        สาวน้อยหันขวับมามองเขาด้วยอารมณ์โกรธแทบคลั่งที่เขาล่วงเกินเธออย่างหยาบคายเหมือนผู้หญิงไม่มีราคา ร่างบางถอยร่นไปจนติดประตูแล้วปลดล็อกเพื่อจะลงจากรถแต่เปิดไม่ได้เพราะประตูถูกล็อกจากฝั่งคนขับ

“กรุณาปลดล็อกประตูด้วยค่ะ”

“นั่นเธอจะไปไหน” เสียงทุ้มเอ่ยถาม วิโรษณาคิดว่าตัวเองหูฝาดแน่ๆ ที่รู้สึกว่าเสียงของเขานุ่มนวลลงกว่าเมื่อครู่นี้

“ดิฉันจะกลับบ้าน”

“ก็บอกแล้วว่าจะไปส่ง”

          “ฉันไม่คิดจะร่วมทางกันคนหยาบคายแบบคุณอีกต่อไป” สาวน้อยบอกออกมาตรงๆ

          “กลัวฉันเหรอ” เขาถามอย่างยั่วเย้า “ไหนเมื่อกี้ทำเป็นเก่งนัก”

          “กรุณาเปิดประตูให้ดิฉันด้วย” เสียงหวานบอกเรียบๆ แต่เต็มไปด้วยอาการระวังตัว

ภาคิมยักไหล่นอกจากจะไม่ยอมเปิดประตูให้ตามที่เธอร้องขอแล้วเขายังเปลี่ยนเกียร์แตะคันเร่งและออกรถหน้าตาเฉย วิโรษณาได้แต่ถลึงตามองเขาอย่างเจ็บใจแล้วก็นิ่งเงียบ

ภาคิมรู้สึกแปลกๆ เหมือนกันที่คนข้างๆ เงียบไป แต่เขาก็ไม่ได้ตอแยอะไรเธออีกจนกระทั่งรถแล่นมาจอดที่หน้าสถานสงเคราะห์มือใหญ่จึงปลดล็อกประตูให้

“ขอบคุณที่มาส่งค่ะ” เสียงหวานเอ่ยตามมารยาทแม้จะโกรธเขาแค่ไหนก็ตาม

มือบางเอื้อมไปกำลังจะผลักประตูรถออกไปแต่ถูกมือใหญ่รั้งต้นแขนเอาไว้เสียก่อน

“เดี๋ยวสิวิโรษณา” เขาจับต้นแขนกลมกลึงเอาไว้มั่นและก้มลงจ้องตา ปลายจมูกเฉียดแก้มนวลเพียงนิดเดียว

          “มีอะไรคะ”

“น่าเสียดายนะที่เมื่อกี้ถ้าเธอไม่เป็นลมซะก่อน ไม่อย่างนั้นป่านนี้เราคงจะถึงไหนต่อไหนกันแล้ว” เสียงทุ้มพูดอย่างยั่วเย้าเพื่อทำให้อีกฝ่ายได้อาย

“คุณพอใจมากใช่ไหมที่รังแกผู้หญิงไม่มีทางสู้ได้! คนเลว! ฉันเกลียดคุณ!” เสียงหวานแผดเสียงใส่เขาดังลั่น แล้วรีบผลักประตูวิ่งเข้าไปในสถานสงเคราะห์โดยไม่เหลียวหลัง

ภาคิมหัวเราะขำๆ รู้สึกอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก เขาจอดรถรอจนกระทั่งวิโรษณาวิ่งลับตาจึงออกรถและเลยกลับบ้านโดยไม่ได้แวะไปหาอุษามณีตามที่นัดเอาไว้ โดยเขาให้เหตุผลกับคู่ควงสาวว่ามีงานด่วน ซึ่งนั่นนับเป็นคืนที่สองที่คาสโนวาอย่างภาคิมปล่อยให้คู่ควงค้างเติ่ง

ร่างบางเดินแกมวิ่งเข้าไปในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าด้วยน้ำตานองหน้า โกรธจนไม่รู้จะทำอย่างไรดีให้หายแค้น นอกจากภาคิมคิดจะเอาเงินฟาดหัวเธอแล้ว เขายังคิดจะปล้ำเธอด้วย คิดแล้วก็น่าตกใจไม่หายถ้าเธอไม่เป็นลมไปเสียก่อน ป่านนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้

เท้าเล็กๆ กำลังจะก้าวเข้าไปในห้องนอนแต่คิดได้ว่าถ้าเข้าไปในสภาพนี้ครูแก้วกานดาต้องสงสัยแน่ๆ สาวน้อยจึงยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากพวงแก้มให้หมด พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วจึงผลักประตูห้องเข้าไป

“กลับมาแล้วเหรอปุ้ม”

“ค่ะครู”

“เห็นคุณอยุทธ์บอกครูว่าคุณภาคิมให้ปุ้มทำงานล่วงเวลา งานยุ่งมากใช่ไหม” แก้วกานดาเอ่ยถามตามที่อยุทธ์ได้บอกเมื่อตอนเย็น

“ก็ยุ่งนิดหน่อยค่ะครู”

“อดทนหน่อยนะปุ้ม เดี๋ยวคุณภาคิมก็จะเห็นเองว่าปุ้มของครูน่ารักแค่ไหน”

“คงจะยากค่ะครูเพราะเขาไม่ชอบหน้าปุ้มเอาเสียเลย” วิโรษณาบอกอย่างท้อๆ เมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาเพิ่งจะกระทำกับตนมาหยกๆ

“แล้วนั่นทำไมตาแดงๆ ไม่สบายหรือเปล่า” แก้วกานดาถามอย่างเป็นห่วง

“สงสัยตาจะโดนแอร์เป่ามากเกินไปค่ะครู ถ้าอย่างนั้นปุ้มไปอาบน้ำก่อนนะคะ” สาวน้อยจำต้องโกหกแล้วรีบหลบเข้าไปในห้องน้ำเพราะไม่อยากถูกซักไซ้มากไปกว่านั้น

ดวงตากลมโตมองหน้าแก้มใสอมชมพูของตัวเองผ่านกระจกเงาในห้องน้ำ ใบหน้าสวยหวานร้อนผ่าวเมื่อเห็นร่องรอยแดงเป็นจ้ำเหมือนรอยคิสมาร์กบนคอและเนินอกที่เกิดจากการรุกรานของภาคิม น้ำตาหยดใสๆ ก็ไหลรินออกมาอีกคราเมื่อนึกถึงสัมผัสอันป่าเถื่อนหยาบคายที่เขาได้ยัดเยียดให้ร่างกายของเธอจนสั่นสะท้านและวาบหวามระคนกัน

เขาเกลียดเธอเหมือนอย่างที่เธอก็เกลียดเขาเช่นกันวิโรษณาบอกกับตัวเองแบบนั้นก่อนจะยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากแก้มป้อยๆ ราวกับเด็กที่เพิ่งถูกรังแกก็ไม่ปาน

 

คฤหาสน์หลังใหญ่สร้างด้วยหินอ่อนเกือบทั้งหลังที่ตั้งบนอาณาเขตกว้างขวางเกือบสามไร่ในย่านใจกลางกรุง โรงจอดรถคลาคล่ำไปด้วยรถยี่ห้อหรูต่างๆ ที่ผลิตในยุโรปเป็นส่วนใหญ่ สนามหญ้าหน้าบ้านเขียวชอุ่มบ่งบอกว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ข้างๆ ตัวคฤหาสน์เป็นสระน้ำใสแจ๋ว รอบๆ อาณาบริเวณมีต้นลีลาวดีหลายต้นที่กำลังออกดอกขาวสะพรั่ง ป้ายด้านหน้าเขียนไว้ว่า คฤหาสน์วัชรเดชา

ร่างสูงสง่าในชุดสูทที่กำลังจะก้าวลงบันไดเพื่อออกไปทำงานต้องชะงักกึก เมื่อมีเสียงเอะอะโวยวายดังแว่วออกมาจากห้องนอนของบิดา

“ช่วยด้วยค่ะ! ช่วยด้วย!

ภาคิมไม่รอช้าเขารีบสาวเท้าไปทางต้นเสียงทันที มือใหญ่ผลักประตูแล้วก้าวพรวดพราดเข้าไป ภาพที่เห็นทำให้ชายหนุ่มตกตะลึงชั่วขณะ แม่บ้านวัยกลางคนกำลังยืนหน้าซีดตัวสั่น ส่วนบิดาของเขานอนฟุบอยู่หน้าประตูห้องน้ำ

“เกิดอะไรขึ้นครับป้าแจ่ม!?

“คุณท่านหกล้มในห้องน้ำค่ะ ป้าเข้ามาเอาผ้าไปซักก็เห็นท่านอยู่ในสภาพนี้แล้ว” แม่บ้านบอกละล่ำละลักด้วยอาการของคนที่ยังตกใจอยู่ไม่หาย

“โทร.เรียกรถพยาบาลด่วนเลยครับป้า” ภาคิมสั่งเสียงเข้มแล้วรีบปรี่ไปประคองบิดา

“ค่ะๆ” แม่บ้านรับคำแล้วรีบย่ำเท้าลงไปกดโทรศัพท์หาโรงพยาบาลทันที

“คุณพ่อครับ... คุณพ่อ...” ภาคิมพยายามจะเรียกบิดาแต่ท่านก็ยังแน่นิ่ง “อย่าเป็นอะไรนะครับคุณพ่อ” ชายหนุ่มใจหายไม่น้อยเพราะตั้งแต่เด็กจนโตเขาไม่เคยเห็นผู้เป็นพ่อเจ็บหนักแบบนี้มาก่อน

อีกไม่กี่นาทีต่อมารถพยาบาลก็มาจอดเทียบหน้าคฤหาสน์ เจ้าหน้าที่นำร่างซึ่งไม่ได้สติของอยุทธ์ขึ้นรถพยาบาลและแล่นออกไปโดยเปิดไฟฉุกเฉินขอทางโดยมีภาคิมขับรถตามไปติดๆ

โรงพยาบาลที่อยุทธ์ถูกนำส่งนั้นคือโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งที่เขามีหุ้นส่วนอยู่โดยเจ้าของนั้นคือนายแพทย์พนมซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับอยุทธ์นั่นเอง

          อยุทธ์ถูกพาตัวเข้าห้องฉุกเฉิน ภาคิมที่ตามมาถึงในเวลาไล่เลี่ยกันยืนรออยู่หน้าห้อง ทันทีที่ทีมแพทย์และพยาบาลกรูกันเข้าไปภาคิมก็เอ่ยปากฝากบิดากับนายแพทย์พนมซึ่งมาดูแลอาการของเพื่อนรักด้วยตัวเอง

          “ผมฝากคุณพ่อด้วยนะครับคุณอา”

          “ไม่ต้องห่วงนะคิม อาจะดูแลอยุทธ์ให้ดีที่สุด”

          “ขอบคุณครับ”

          จากนั้นภาคิมก็ได้แต่เดินสลับกับนั่งอย่างกระวนกระวายอยู่หน้าห้อง บ่อยครั้งที่เขามองไปยังหน้าประตูโดยหวังว่ามันจะถูกเปิดออกมาเสียที จนกระทั่งอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาประตูก็เปิดออกโดยนายแพทย์พนมซึ่งอยู่ในชุดเสื้อกาวน์สีขาว ภาคิมรีบลุกขึ้นจากม้านั่งและตรงเข้าไปหาทันที

          “เป็นยังไงบ้างครับคุณอา”

          “พ่อของหลานปลอดภัยแล้วนะ แต่...” ถึงจะบอกว่าอยุทธ์ปลอดภัยแล้วแต่สีหน้าของนายแพทย์พนมก็ยังไม่ค่อยดีนักทำให้ภาคิมต้องรีบถามต่อ

          “มีอะไรอีกหรือเปล่าครับ”

          “คือศีรษะของอยุทธ์กระแทกกับพื้นอย่างแรง อยุทธ์อาจจะเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีกล่าง”

          “ว่าไงนะครับคุณอา!” ภาคิมชาวาบไปทั้งร่างเมื่อได้ยินประโยคนั้น

          “แต่ไม่ต้องห่วงนะคิม พ่อของหลานมีโอกาสหายถ้าได้รับการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง แต่ช่วงนี้ห้ามเครียด ห้ามทำงานเด็ดขาด”

          “แล้วต้องใช้เวลานานแค่ไหนครับ”

          “อาเองก็ยังให้คำตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการต่อสู้ของอยุทธ์ด้วย”

          “อย่างน้อยก็ยังมีความหวัง ขอบคุณครับอา ขอบคุณจริงๆ” คำบอกเล่าของหมอค่อยทำให้ภาคิมใจชื้นขึ้นมาบ้าง

          “ตอนนี้อยุทธ์ฟื้นแล้ว หลานเข้าไปเยี่ยมเถอะ” นายแพทย์พนมขยับเข้ามาตบไหล่ภาคิมเบาๆ ชายหนุ่มระบายลมหายใจออกมาก่อนจะรีบก้าวเข้าไปเยี่ยมบิดา

          “คุณพ่อเป็นยังไงบ้างครับ”

          “ทำไมพ่อขยับขาไม่ได้เลยล่ะคิม” อยุทธ์เอ่ยถามลูกชายด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก

          “ไม่ต้องห่วงนะครับพ่อ อาพนมบอกว่าอีกไม่นานพ่อก็จะขยับได้เหมือนเดิมแค่ทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องเท่านั้น” ภาคิมเอ่ยปลอบคนเป็นพ่อด้วยเข้าใจดีว่าผู้ชายที่เคยยิ่งใหญ่เป็นถึงเจ้าอาณาจักรธุรกิจอย่างอยุทธ์จะต้องทำใจไม่ได้แน่ๆ หากรู้ว่าตัวเองต้องกลายเป็นอัมพฤกษ์แบบนี้

          “หมายความว่ายังไงคิม พ่อจะพิการอย่างนั้นหรือ”

          “ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับคุณพ่อ อีกไม่นานคุณพ่อก็จะหายเป็นปกติครับ และงานที่บริษัทพ่อก็ไม่ต้องห่วงนะครับผมดูแลได้”

          “แต่พ่อจะหายเหมือนเดิมใช่ไหมคิม”

          “หายสิครับ อาหมอรับรองว่าพ่อต้องหายแน่ๆ”

          “คิมคงจะเหนื่อยน่าดู ไหนจะต้องดูแลพ่อ ไหนจะต้องดูแลงานที่บริษัทอีก” อยุทธ์เอ่ยอย่างกังวล

          “ผมจะจ้างพยาบาลมาช่วยดูแลพ่อในช่วงที่ผมไปทำงานนะครับ”

          “ไม่ต้องหรอกลูก คิมช่วยบอกหนูปุ้มให้ย้ายมาอยู่บ้านเรา มาช่วยดูแลพ่อก็พอ”

          “คุณพ่อว่าไงนะครับ” ภาคิมอุทานเสียงสูง แม้แต่ในยามเจ็บหนักขนาดนี้พ่อของเขาก็ยังร่ำร้องหาแต่วิโรษณา

          “เดี๋ยวพ่อจะพูดกับครูแก้วกานดาผู้ปกครองของหนูปุ้มเอง”

          “แต่คุณพ่อครับ เด็กนั่นไม่ใช่พยาบาล เขาจะดูแลคุณพ่อได้ยังไง อีกอย่างเขาก็ต้องช่วยงานผมนะครับคุณพ่อ” ภาคิมค้านหัวชนฝา ตอนที่อยุทธ์ให้วิโรษณามาทำงานด้วยเขาก็เซ็งมากแล้วแต่นี่ถึงขนาดจะให้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านด้วยมันชักจะมากเกินไปแล้ว

          “ถ้าคิมห่วงเรื่องนั้นก็จ้างพยาบาลมาช่วยดูแลพ่อในช่วงกลางวันก็ได้ หลังเลิกงานและวันหยุดก็ให้เป็นหน้าที่ของหนูปุ้ม”

          ภาคิมระบายลมหายใจออกมาแรงๆ เพราะไม่สามารถจะหาเหตุผลใดๆ มาแย้งบิดาได้อีก เขาจัดการทำเรื่องย้ายอยุทธ์ไปห้องพิเศษ จ้างพยาบาลดูแลชั่วคราว ก่อนจะขอตัวไปทำงาน

 

          เช้านี้ใบหน้าของวิโรษณาไม่สดใสเหมือนเคย ขอบตาหมองคล้ำคล้ายคนอดนอนเพราะเมื่อคืนเธอนอนร้องไห้เกือบค่อนคืน

เมื่อมาถึงห้องทำงานคิ้วเรียวสวยก็ขมวดมุ่นด้วยความแปลกใจเพราะวันนี้ภาคิมมาทำงานสาย ทั้งๆ ที่เมื่อวานเธอเพิ่งจะแอบชมเขาอยู่หยกๆ ว่าเป็นคนมีระเบียบวินัยและตรงต่อเวลา

          ภาคิมมาถึงที่ทำงานในเวลาเกือบสิบโมงเช้า ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมสลับกับบดกรามแน่นคล้ายกำลังโกรธใครมา ดวงตาคู่คมไหวระริกเล็กน้อยเหมือนจะหัวเราะเมื่อเห็นวิโรษณาใส่เสื้อปิดถึงคอ แต่เพียงครู่เดียวใบหน้าหล่อเหลาก็เปลี่ยนเป็นเรียบเฉยจนวิโรษณาปรับอารมณ์ตามไม่ทัน

เขาเดินเลยไปนั่งที่โต๊ะทำงานโดยไม่ได้ทักทายเธอแต่อย่างใด วิโรษณาได้แต่แอบมองเงียบๆ ไม่กล้าเอ่ยถาม เพราะปกติเขาก็ไม่ชอบหน้าเธออยู่แล้ว มิหนำซ้ำเรื่องเมื่อคืนมันยังแจ่มชัดในสมองเกินกว่าจะมองหน้าเขาได้โดยไม่คิดอะไร

จนกระทั่งถึงเที่ยงภาคิมก็ลุกขึ้นเดินมาหาวิโรษณาที่โต๊ะทำงาน มือซุกลงในกระเป๋ากางเกงก่อนจะสั่งเสียงห้วนๆ

          “เก็บของแล้วออกไปทานข้าวกลางวันกับฉันเดี๋ยวนี้”

“แต่ดิฉันมีนัดกับคุณอรชาแล้วนะคะ”

“มีก็ไปบอกเลิกนัดสิ”

“แล้วทำไมดิฉันต้องทำอย่างนั้นด้วย”

“เพราะนี่คือคำสั่งของฉัน” ภาคิมสั่งเสียงกระด้าง

“แต่นี่มันเวลาพักนะคะไม่ใช่เวลางาน คุณไม่มีสิทธิ์สั่งดิฉัน” หญิงสาวไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

ภาคิมเลิกต่อปากต่อคำกับเธอแค่นั้น วิโรษณาคิดว่าเขาคงยอมแพ้ แต่เธอคิดผิดถนัดเพราะร่างสูงก้าวพรวดเข้ามาหา แล้วกระชากข้อมือเล็กๆ ให้ลุกขึ้น พลางกึ่งลากกึ่งดึงพาไปที่โต๊ะทำงานของอรชาทันที

“วันนี้ผมขอยืมตัววิโรษณานะครับคุณอรชา”

“เอ่อ... ค่ะตามสบายค่ะ”

มือหนาแข็งแกร่งยังกำข้อมือเล็กไว้แน่นโดยไม่ยอมปล่อย วิโรษณาหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอายต่อสายตาอรชาและพนักงานคนอื่นๆ ที่มองมาอย่างสนใจและอยากรู้อยากเห็น

“ปล่อยดิฉันนะคะคุณภาคิม”

“ถ้าเธอฟังฉันดีๆ แต่แรก ฉันก็คงไม่ต้องทำแบบนี้หรอก”

มือเล็กพยายามจะบิดออกจากการเกาะกุมของเขาแต่ก็ไม่สำเร็จ โชคยังดีที่เขาใช้ลิฟต์ผู้บริหารไม่อย่างนั้นวิโรษณาคงจะขายหน้ากว่านี้แน่ๆ


อีบุ๊ควางแผงแล้วนะคะ

ฝากอีบุ๊คเรื่องใหม่ล่าสุดด้วยจ้า


        แสดง 8 - 8
วันที่โพสต์ :  2 ก.ย. 2560 06:03    วันที่อัพเดท :   19 ก.ย. 2560 08:12    › จำนวนผู้เข้าชม 3125 คน
   › คะแนนโหวต 19 คะแนน   
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้


    แสดงความคิดเห็น


   ชื่อ :
   ความเห็น :