นิยายอัพเดต       นิยายมาใหม่       Top View       Top Vote      
› นิยายเรื่อง นายตัวร้ายกับสาวข้างบ้าน    by Annakan
ชื่อตอน ตอนที่ 1 เจ็ดปี


                                    ตอนที่ 1 เจ็ดปี

        “เอาอันนั้นค่ะ” หญิงสาวบอกพนักงานในร้าน ยืนรอสักครู่กล่องของขวัญสีชมพูหวานแหววก็มาอยู่ในมือ เธอยื่นธนบัตรใบละพันให้คนขายสามใบแล้วก็ได้ใบสีแดงคืนมาสองใบ

        “พี่บาสจะชอบไหมนะแต่ที่แน่ๆ พี่บาสไม่รู้หรอกว่าเพิ่งมาได้เอานาทีสุดท้ายเหมือนเดิม” เธอรำพึงกับตัวเองแล้วยิ้มแป้น ชายหนุ่มที่คบหาตั้งแต่มัธยมปลายจนตอนนี้ทำงานได้สองปีมักจะบ่นเสมอว่าเธอคือพวกที่ไม่มีแผนการในชีวิตชอบมาตัดสินใจตอนไฟลนก้นเกือบทุกครั้ง เธอพยายามวางแผนตามที่เขาบอกแต่ตลอดเจ็ดปีที่คบกันมันก็ไม่ค่อยสำเร็จเท่าไหร่ก็เธอเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรจะให้เปลี่ยนเป็นคนเจ้าระเบียบมีแพลนทุกขั้นตอนในแต่ละวันมันไม่ง่ายเลย

        พรุ่งนี้คือวันครบรอบเจ็ดปีเธอหวังตั้งแต่ตอนฉลองห้าปีว่าเขาจะขอแต่งงาน สมัยเรียนเขาบอกว่าพอมีฐานะมั่นคงก็จะให้เธอสวมชุดเจ้าสาวทันทีซึ่งเธอเห็นว่าเขาก็มั่นคงมาสองปีแล้วทั้งการงานและด้านอื่นๆ เขามีเงินเดือนหลักแสน มีรถยนต์หนึ่งคัน มีบ้านเดี่ยวเล็กๆ หนึ่งหลังแล้วก็มีคอนโดแถวชานเมืองเอาไว้ปล่อยเช่าอีกสองห้อง

        สายตาคนภายนอกส่วนมากรวมถึงตัวเธอด้วยมองว่าเขาพร้อมจะลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวแล้วด้วยวัยที่ย่างเข้าสามสิบห้าปีกับทรัพย์สินมูลค่าหลายล้าน ต้องรอให้พร้อมกว่านี้หรือ ? คำตอบคือใช่

        “ขอพี่ซื้อคอนโดให้ได้ก่อนนะฝ้ายแล้วเราค่อยแต่งงานกัน ฝ้ายก็รู้ถ้ามีเงินนอนกินทุกเดือนไปยันแก่มันปลอดภัยกว่า” นั่นคือคำพูดของเขาตอนฉลองครบรอบห้าปี

        “ไว้ปีหน้านะฝ้าย ปีนี้พี่อยากซื้อคอนโดอีกห้องมันเพิ่งขึ้นใหม่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าที่จะเปิดอีกสามปีข้างหน้าซื้อไว้ตอนนี้มีแต่ได้กับได้” นั่นคือคำพูดของเขาตอนฉลองครบรอบหกปี

        ปุยฝ้าย ตุงสุวรรณในวัยเบญจเพสไม่เห็นข้ออ้างอะไรอีกในปีที่เจ็ดเพราะเขาก็เลิกเห่อเรื่องคอนโดมาเป็นปีแล้ว รถยนต์ก็เพิ่งถอยคันใหม่เมื่อเดือนก่อนส่วนคันเก่าก็ขายไป เธอคิดติดตลกว่าถ้าเขาจะผัดผ่อนการแต่งงานอีกก็คงเพราะต้องการซื้อกระสวยอวกาศเอาไว้เก็งกำไรแน่นอน

        เธอเขย่ากล่องเล็กๆ แล้วก็อดยิ้มไม่ได้ มันคือพวงกุญแจทองคำขาวรูปหัวใจสองดวง ดวงแรกมีตัวบีและอีกดวงมีตัวเอฟ เธอหวังว่าเขาจะชอบเพราะมันหรูหราเหมือนทุกสิ่งในชีวิตเขา

 

วันครอบรอบเจ็ดปี

        ปุยฝ้ายตื่นแต่เช้าแล้วลุกไปอาบน้ำ วันนี้น่าจะเป็นวันที่ความหวังตลอดสองปีคงจะเป็นจริงสักที หญิงสาวขัดสีฉวีวรรณทุกส่วนสัดของร่างกายด้วยความพิถีพิถันถึงแม้ว่าจะต้องไปทำงานก่อนก็ตามเพราะกว่าจะได้เจอคนรักก็ตอนค่ำแต่วันพิเศษก็ต้องพิเศษตั้งแต่ลืมตาและเธอจะพกอุปกรณ์อาบน้ำไปอาบที่โรงแรมหลังเลิกงานด้วย

        ใครๆ มักคิดว่าปุยฝ้ายเป็นชื่อเล่นแต่มันคือชื่อจริงส่วนชื่อเล่นที่พ่อกับแม่เรียกก็คือฝ้ายแต่คนส่วนใหญ่ก็เรียกเธอว่าปุยฝ้ายกลายเป็นว่าเรียกกันซะเต็มยศเลยแต่เธอก็ไม่มีปัญหาอะไรจะเรียกสั้นเรียกยาวเธอก็ชอบอยู่ดีเพราะชื่อนี้ผู้มีพระคุณมอบให้เธอตั้งแต่เกิด

        ปุยฝ้ายเกิดและเติบโตที่จังหวัดเชียงรายเธอเข้ามากรุงเทพตอนเรียนมัธยมต้นแล้วก็อยู่ที่นี่มาตลอดแต่ก็ยังกลับบ้านเกิดสม่ำเสมอ พ่อกับแม่ของเธอทอผ้าฝ้ายขายเพื่อส่งเสียให้ลูกสาวเพียงคนเดียวได้ร่ำเรียนสูงๆ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อและเธอรักผ้าฝ้ายยิ่งกว่าอะไร เสื้อผ้าส่วนมากแม่จะตัดเย็บแล้วส่งมาให้ซึ่งเธอรักษาและดูแลอย่างดีทุกชิ้นเวลาซักก็ซักด้วยมือไม่โยนลงเครื่อง

        เรื่องนี้เป็นตลกร้ายระหว่างเธอกับคนรัก ช่วงแรกๆ ที่คบกันเขาบอกว่าเธอแต่งตัวเชยไม่เข้าท่าเพราะไม่ยอมใส่ของแบรนด์เนมหรือเสื้อผ้าตามร้านค้าทั่วๆ ไป พอเธอบอกว่าชุดนี้แม่เป็นคนทำให้ทุกขั้นตอนตั้งแต่เก็บฝ้าย นำมาปั่น ทอเป็นผืนแล้วตัดเป็นชุด เขาก็อึ้งไปแล้วก็ไม่เคยติเตียนอะไรอีกแต่สายตาของเขาก็บอกแทนทุกอย่าง ชุดบ้านๆ เชยๆ ไม่มีวันสวยงามเท่าชุดแบรนด์เนมราคาแพง

        เธอยอมโอนอ่อนตามเขาหลายอย่างเช่นยอมไว้ผมยาวทั้งที่ชอบผมซอยสั้น ลดความกระโดกกระเดกลงเพิ่มความเป็นกุลสตรีให้มากขึ้นและอีกมากมายหลายข้อ ถ้าจะมาจำกัดการแต่งตัวอีกก็คงจะเยอะไปหน่อยและเขาก็รู้ดีว่าข้อนี้เธอไม่ยอมแน่ๆ แต่เขาไม่ได้มีแต่ข้อเสียหรอกนะถ้าเขาเป็นคนไม่ดีจะคบกันมาตั้งเจ็ดปีได้ยังไง

        ข้อดีของเขาก็คือพูดเพราะ ใจเย็น ไปไหนด้วยกันเขาจะมารับมาส่งเสมอและไม่เคยให้ออกเงินสักบาทเขาบอกว่ามันคือหน้าที่ของผู้ชายที่ต้องดูแลผู้หญิงซึ่งเธอแพ้ให้กับคำพูดนี้ราบคาบ มันเป็นเหตุผลที่ทำให้ยอมเขาเกือบทุกอย่างเพราะถ้าเขาไม่รักจะมาทำแบบนี้ให้ทำไม

        “แฮปปี้ แอนนิเวอซารี่จ้ะ” เข็มหอมหรือพี่เข็มของน้องๆ หัวหน้าแผนกต้อนรับ ทักทายเด็กสาวที่เดินยิ้มแป้นมาแต่ไกล

        “ขอบคุณค่ะพี่เข็ม” ปุยฝ้ายกล่าวกับหัวหน้าแผนก เธอทำงานตำแหน่งพนักงานต้อนรับที่โรงแรมห้าดาวกลางเมืองกรุงมาได้สองปีกว่าแล้ว พี่ๆ ที่ทำงานด้วยน่ารักและใจดีกับเธอมาก

        “ไปฉลองที่ไหนกันล่ะ” เข็มหอมถามไถ่ ที่เธอจำได้ว่าเป็นวันครบรอบของเพื่อนร่วมงานก็เพราะวันนี้เป็นวันแต่งงานของเธอด้วยแต่เธอแต่งมาห้าปีแล้ว

        “บุรีธาราค่ะพี่เข็ม ดูจากในรูปสวยมากเลยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา”

        “น่าอิจฉาจัง เออ ! ปุยฝ้าย พี่ฝากดูแลก่อนนะ จะไปคุยกับแม่บ้านเรื่องจัดดอกไม้ต้อนรับลูกค้าที่มาจะมาค่ำนี้” เข็มหอมบอกลูกน้องแล้วเดินเลี่ยงออกมาเพราะไม่อยากให้เธอจับพิรุธได้

        ผู้จัดการห้องอาหารบุรีธาราคือเพื่อนสนิทของเข็มหอม ทั้งคู่เพิ่งคุยกันวันก่อนว่าห้องอาหารคืนนี้โดนเหมาทั้งหมดเพื่อจัดงานแต่งให้ลูกค้าซึ่งมันเป็นเรื่องปกติมากแต่ที่ไม่ปกติก็คือ ทำไมแฟนของปุยฝ้ายถึงบอกว่าจองโต๊ะไว้กับร้านนั้นซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยที่คืนนี้ทั้งคู่จะไปใช้บริการที่นั่น

        ปุยฝ้ายทำงานด้วยความแช่มชื่นตลอดทั้งวันโดนไม่ได้สังเกตเลยว่าคนที่นั่งข้างๆ มีอาการกระสับกระส่ายอยู่ไม่สุข เข็มหอมอยากถามปุยฝ้ายเหลือเกินแต่คิดว่าไม่ควรทำให้เด็กสาวกังวลเกินไป บางทีปุยฝ้ายอาจฟังชื่อร้านผิดหรือแฟนหนุ่มอาจจะทำเซอร์ไพรส์ซ้อนเซอร์ไพรส์พาไปร้านอื่นแทนก็เป็นได้

        “ไปเตรียมตัวเถอะปุยฝ้าย” เข็มหอมบอกพนักงาน

        “เพิ่งสี่โมงเอง พี่เข็มลืมเหรอคะว่าฝ้ายเลิกงานห้าโมง”

        “ไม่ได้ลืมจ้ะแต่อยากให้ไปแต่งตัวทำสวยก่อน ไปใช้ห้องน้ำในห้องประชุมได้เลยพี่อนุญาต”

        “ขอบคุณค่ะพี่เข็ม” ปุยฝ้ายกอดเอวผู้จัดการใจดีแล้วหยิบข้าวของพุ่งตัวไปที่ห้องประชุมด้วยความรวดเร็ว ในใจยังอดคิดไม่ได้ว่าถ้าพี่บาสมาเห็นเธอวิ่งเป็นจรวดแบบนี้คงโดนเอ็ดเอาแน่ๆ

        ปุยฝ้ายอาบน้ำใหม่อีกครั้งแถมยังเอาสครับเกลือกลิ่นวานิลลาสุดเซ็กซี่มาขัดจนทั่วแล้วทิ้งไว้สิบนาที พอล้างออกผิวกายทั้งตัวก็นุ่มเนียนและหอมเหมือนขนมหวานไม่มีผิด พี่บาสซื้อชุดอาบน้ำเซทนี้ให้ตอนวันวาเลนไทน์เธอยังจำได้ดีว่าการร่วมรักคืนนั้นเร่าร้อนขนาดไหนเพราะเขาคลั่งไคล้กลิ่นของมันเหลือเกิน

          “Give your all to me. I'll give my all to you. You're my end and my beginning” เสียงเพลงรักหวานจับใจดังมาจากมือถือของปุยฝ้าย เธอวางขวดน้ำหอมลงแล้วรีบกดรับสายทันที

เริ่มต้นสายสนทนา

ปุยฝ้าย: สวัสดีค่ะพี่บาส (เสียงของเธอสดใสราวกับระฆังเงิน เขาคงมาถึงแล้วแน่ๆ)

บาส: ฝ้าย คือพี่

ปุยฝ้าย: มีอะไรเหรอคะพี่บาส (ปกติพี่บาสเป็นคนพูดจาชัดเจนไม่มีมาอ้ำอึ้งให้เสียเวลา)

บาส: พี่ไปไม่ได้แล้วล่ะคืนนี้

ปุยฝ้าย: ทำไมคะ มีงานด่วนเหรอคะ ไม่เป็นไรค่ะไว้เราฉลองวันหลังก็ได้ (ใช่ว่าเขาไม่เคยเบี้ยวนัด เธอชินแล้ว)

บาส: เปล่าครับ พี่หมายถึงไปไม่ได้ตลอดไป

ปุยฝ้าย: ยังไงคะพี่บาส ฝ้ายไม่เข้าใจ

บาส: พี่เจอคนอื่นที่ดีกว่า พี่ขอโทษนะ

ปุยฝ้าย: พี่บาสอย่าล้อเล่นแบบนี้ค่ะ

บาส: พี่ไม่ได้ล้อเล่น พี่เจอคนที่เหมาะสมกว่า ขอโทษนะ

ปุยฝ้าย: พี่คบกับฝ้ายมาเจ็ดปี พี่ไปเจอคนอื่นตอนไหนคะ

บาส: เมื่อต้นปี ทางบ้านพี่เขาก็เห็นชอบด้วย เราจากกันด้วยดีนะ

ปุยฝ้าย: ไม่ ฮือๆๆ พี่บาสทำยังงี้กับฝ้ายไม่ได้ เรารักกันมาตั้งเจ็ดปีพี่เห็นคนอื่นเหมาะสมกว่าฝ้ายได้ยังไงรู้จักกันยังไม่ถึงปีเลยด้วยซ้ำ

บาส: ความรักมันไม่เกี่ยวกับเวลาหรอกฝ้าย แค่นี้นะ

ปุยฝ้าย: พี่บาส ฮือๆๆๆ ฝ้ายขอโทษ ฝ้ายจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น อย่าทิ้งฝ้ายไป

บาส: ไม่ต้องหรอกฝ้ายเพราะพี่ไม่ได้รักฝ้ายแล้ว แค่นี้นะ

ปุยฝ้าย: พี่บาส อย่าเพิ่งวาง ฮือๆๆๆๆ

          ปุยฝ้ายโทรกลับไปเป็นสิบๆ ครั้งก็โดนตัดสายทิ้งและสุดท้ายเขาก็ปิดเครื่อง หญิงสาวนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตะวันลาลับขอบฟ้า ชุดเดรสสีหวานของแบรนด์เนมหรูหรายับยู่ยี่ ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเลอะเทอะไม่เหลือเค้าความงามแม้แต่นิด

          “ปุยฝ้าย ยังอยู่ในนั้นรึเปล่า” เข็มหอมเข้ามาตรวจดูที่ห้องประชุมเพื่อความแน่ใจเพราะเธอยังไม่เห็นลูกน้องเดินออกไปเลย

          “ปุยฝ้าย เปิดประตูให้พี่หน่อย” เมื่อได้ยินเสียงสะอื้นเข็มหอมก็แน่ใจว่าปุยฝ้ายยังอยู่ในนั้น

          “พี่เข็ม ฮือๆๆๆ” ปุยฝ้ายโผเข้ากอดหัวหน้าแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นอีกเป็นชั่วโมง

 

ตอนที่ 2 ไข ปา กู

        “อยากให้พี่โทรไปหากุ้งไหม” เข็มหอมถามเมื่อเสียงสะอื้นของเด็กสาวเงียบลง เกือบหนึ่งชั่วโมงที่สนทนากันเธอจับใจความได้แค่ว่าปุยฝ้ายโดนแฟนทิ้ง

        “ร้องออกมาแล้วจบแค่วันนี้ ผู้ชายแบบนั้นไม่ควรไปเสียน้ำตาให้” เข็มหอมลูบผมปุยฝ้ายเบาๆ เธอมีลูกน้องในสังกัดยี่สิบคนซึ่งเธอรักและเอ็นดูทุกคนเหมือนน้องเหมือนลูก แผนกต้อนรับน่าจะเป็นแผนกเดียวในโรงแรมที่ไม่เคยมีเรื่องอิจฉาริษยากันเพราะเธอปลูกฝังให้พนักงานรักและสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว

        “ทำไมพี่เข็มพูดแบบนั้นคะ” เธอเห็นแววตาของความเกลียดชังแล้วริมฝีปากที่เม้มแน่นนั่นอีก เหมือนว่าหัวหน้าพยายามจะกัดลิ้นตัวเองไม่ให้พูดอะไรออกมา

        “พี่เคยเห็น ไม่ใช่สิเพื่อนพี่มันเคยเห็นว่าแฟนของปุยฝ้ายพาผู้หญิงคนอื่นไปดินเนอร์ไม่ใช่แค่คนเดียวด้วย”

        “จริงเหรอคะ” ปุยฝ้ายถามด้วยความตกใจ ตลอดเวลาเจ็ดปีเธอไม่เคยระแวงสงสัยแม้แต่นิดเดียวว่าเขาจะมีคนอื่นเขาเป็นผู้ชายสุภาพและซื่อสัตย์มาก ก่อนจะนอนก็จะโทรหาหรือไม่ก็แชทคุยกันตลอด

        “พี่ไม่อยากพูดให้ความสัมพันธ์ของปุยฝ้ายกับแฟนต้องสั่นคลอน พี่คิดว่าเขาคงเลิกไปเองหรือคิดได้ในที่สุดว่าผู้หญิงคนไหนที่รักเขาหมดหัวใจแต่เขาก็คิดไม่ได้”

        “แล้วโต๊ะที่บุรีธาราเขาก็ไม่ได้จองหรอกนะ ไอ้ตั้มเพื่อนพี่มันเป็นผู้จัดการที่นั่นมันบอกว่าคืนนี้ร้านโดนเหมาเพื่อจัดงานแต่ง”

        “เขาโกหกฝ้ายทำไมพี่เข็ม ฝ้ายไม่ดีตรงไหน ฮือๆๆ” เมื่อได้รู้ความจริงปุยฝ้ายก็ร่ำไห้อีกครั้ง เธอไม่เคยมีใจหรือมองใครเลยในหัวใจของเธอมีแค่เขาเพียงคนเดียว เขาเป็นรักแรกและผู้ชายคนแรกและเธอหวังว่าเขาจะเป็นคนสุดท้ายด้วย

        “คนที่ไม่ดีคือเขา ไม่ใช่เราจำไว้ปุยฝ้าย”

        “ถ้าฝ้ายดีจริงพี่บาสจะทิ้งไปทำไม ขอขอฝ้ายโทรไปหาพี่บาสก่อนนะคะ ฝ้ายจะถามว่าฝ้ายต้องปรับปรุงอะไรบ้าง” หญิงสาวที่หัวใจแหลกสลายถามไปสะอื้นไปส่วนมือก็ควานหาโทรศัพท์ไปด้วย

        “พี่จะให้มือถือแต่เบอร์ที่จะกดออกต้องไม่ใช่เบอร์ผู้ชายคนนั้น เขาทิ้งหนูไปแล้วปุยฝ้ายทิ้งได้เลือดเย็นมากด้วยเลือกวันครบรอบเพื่อบอกเลิกจิตใจอำมหิตที่สุด” เข็มหอมกำมือถือของปุยฝ้ายไว้ เธออยากให้เด็กสาวตัดใจจากคนเลวๆ แบบนั้น คนดีๆ แบบเธอไม่สมควรไปเสียเวลากับมันอีก

        “โทรไปหากุ้ง ตกลงไหม” เธอกำชับก่อนจะส่งมือถือคืนให้เจ้าของ

        ปุยฝ้ายโทรไปหาเพื่อนตามที่หัวหน้าบอก เธอก็ไม่รู้ว่าทำไมหัวหน้าต้องสั่งแบบนั้นคนที่อยากคุยด้วยที่สุดในโลกตอนนี้คือพี่บาส เธอไม่อยากคุยกับใครนอกจากเขา

        “เก่งมากเดี๋ยวพี่อยู่เป็นเพื่อนนะ” เข็มหอมชมเมื่อลูกน้องวางสายจากเพื่อนสนิท กลอยใจหรือกุ้งคือพนักงานอีกคนที่อยู่ภายใต้การดูแลของเธอ

        “พี่เข็ม ฝ้ายฝ้ายอยากคุยกับพี่บาส ให้ฝ้ายโทรไปหาเขานะคะ” ปุยฝ้ายอ้อนวอน

        “เขาไม่ซื่อสัตย์กับหนูทำให้หนูเสียใจปางตาย ยังจะอยากคุยกับเขาทำไม”

        “ฝ้าย ฮือๆๆๆ ฝ้ายรักเขา ฝ้ายขาดเขาไม่ได้”

        “ได้สิ จะอยากมีคนเลวอยู่ในชีวิตทำไม ก่อนหน้านั้นที่ยังไม่มีเขาทำไมอยู่ได้ล่ะ”

        “ฝ้ายอยู่ไม่ได้ ฝ้ายอยากตาย ฮือๆๆๆ”

        “ปุยฝ้าย พูดอะไรออกมารู้ตัวไหม” เข็มหอมจับไหล่ของลูกน้องไว้ เธอจ้องดวงตาแดงช้ำอย่างแน่วแน่เพราะอยากให้เธอได้สติ

        “ฝ้ายรักเขา ฝ้ายอยู่ไม่ได้”

        “คิดบ้างไหมว่าพ่อแม่มาได้ยินจะเสียใจแค่ไหน ท่านเลี้ยงหนูมาด้วยความรักแล้วหนูจะมาจบชีวิตเพื่อผู้ชายเลวๆ คนเดียวเหรอ”

        “ฮือๆๆๆ พี่เข็ม”

        “ร้องซะให้พอแล้วจบแค่วันนี้” เข็มหอมทั้งขู่ทั้งปลอบเด็กสาว เธอรู้ดีถึงพิษรักว่ามันร้ายแรงแค่ไหนมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำใจและก้าวผ่านไปแต่มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้มแข็งและเดินไปข้างหน้า

        “ฝ้าย พอแล้ว ดูหน้าตาสิ” กุ้งมาถึงตอนสามทุ่มกว่าเพราะรถติดมากแถมยังอยู่คนละฝั่งกับโรงแรม

        “ฮือๆๆ แก พี่บาสเขาทิ้งฉันไปแล้ว” ปุยฝ้ายไปซบหน้าร้องไห้กับเพื่อนแทน

        “ดี คนเผด็จการแบบนั้นไปรักมันทำไม” กุ้งบอกด้วยความสะใจ เพื่อนของเธอแทบจะใช้ชีวิตตามใบกำกับของไอ้บ้านั่น มันสั่งทุกอย่างตั้งแต่การแต่งตัวไล่ไปยันของกิน

        “แต่ฉันรักเขา ฮือๆ”

        “แต่มันไม่ได้รักแกแล้ว โอเคม่ะ เลิกร้องถ้าแกยังร้องอีกนะฉันจะถือว่าแกไม่รักฉัน”

        “พี่เข็มคะ ขอบคุณมากเลยค่ะที่อยู่เป็นเพื่อนมันเดี๋ยวกุ้งดูแลต่อเอง ป่านนี้ลูกกับสามีพี่เข็มรอแย่แล้ว”

        “ไม่เป็นไรพี่ส่งข้อความไปบอกแล้ว ปุยฝ้ายอยากพักก่อนไหม”

        “ดีค่ะพี่เข็ม ปีนี้มันยังไม่ได้พักร้อนเลย” กุ้งชิงตอบแทนเพื่อน

        “งั้นพี่จัดให้หยุดสามวัน เหลือไว้ก่อนเผื่อปลายปีปุยฝ้ายอยากจะลากลับบ้าน” เข็มหอมตัดสินใจ พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ซึ่งปกติคือวันหยุดของปุยฝ้ายแต่บังเอิญเพื่อนขอแลกไว้เมื่อตอนต้นเดือนแต่เธอคิดว่าพนักงานที่กำลังป่วยด้วยโรคอกหักคงไม่มีกะจิตกะใจมาทำงานแน่ๆ

        “ส่วนกุ้ง พรุ่งนี้หยุดไปนะสับวันหยุดกับอาร์มเดี๋ยวพี่บอกอาร์มเอง”

        “ขอบคุณค่ะพี่เข็ม”

        “เลิกร้อง หยุดๆๆ” กุ้งเอามือถูแก้มเพื่อนไปๆ มาๆ เธอรอเวลานี้มานานแล้วเวลาที่เพื่อนของเธอจะได้หลุดจากกรงขังของไอ้บ้านั่น เมื่อก่อนเธอกับฝ้ายไปมาไหนมาไหนด้วยกันเสมอแต่พอมาคบกับพ่อจอมเผด็จการค่ำคืนของสาวๆ ก็หายไป เธอไม่ได้อิจฉาที่เพื่อนมีแฟนแต่เธอรู้สึกมาตลอดว่าผู้ชายคนนี้ตอแหล

        “ฉันไม่ดีตรงไหนอ่ะแก” ปุยฝ้ายถามเพื่อน

        “ไม่ดีตรงที่ซื่อและไว้ใจคนอื่นมากเกินไป คืนนี้ไปลัลลาดีกว่า”

        “สภาพนี้เนี่ยนะ” ปุยฝ้ายก้มมองตัวเองยังอดเวทนาไม่ได้

        “มืดแบบนั้นใครจะมานั่งมองเสื้อผ้าส่วนหน้าตาเดี๋ยวกุ้งคนสวยจัดให้” ว่าแล้วเพื่อนสนิทก็งัดเครื่องสำอางออกมาจากกระเป๋าแล้วเนรมิตใบหน้าหม่นหมองให้สวยผุดผ่องราวกับไม่เคยผ่านการร้องไห้มาก่อน

        กุ้งพาเพื่อนไปแด๊นซ์อย่างสุดเหวี่ยงเพื่อให้ลืมทุกอย่าง ฝ้ายเองก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าตั้งแต่คบกับพี่บาสเธอก็ไม่เคยมีเวลาให้เพื่อนอีกเลยทั้งที่สมัยมัธยมเธอกับกุ้งจะไปเที่ยวเล่นด้วยกันเสมอแต่พอมีแฟนเธอก็จัดเขาไว้เป็นความสำคัญลำดับหนึ่งมาตลอด

        “เฮ้ยๆ เบาหน่อย” กุ้งปรามเพื่อนที่กระดกเหล้าถี่เหลือเกิน

        “เบา เบย อารายยย ไม่มาวว สักนิด” ปุยฝ้ายเถียงกลับเสียงอ้อแอ้แล้วคว้าแก้วเหล้ากลับมาดื่มอีกอึกใหญ่ เธอถามตัวเองว่าทำไมผู้คนรอบตัวถึงหน้าตาเหมือนกันไปหมดแถมหัวก็หมุนๆ ชอบกล

        “ไปห้องน้ำก่อนนะ” กุ้งตะโกนใส่หูเพื่อน

        “โอเคๆ” ปุยฝ้ายตอบกลับไป 

        กุ้งบุกตะลุยไปหลังร้านด้วยความรวดเร็วเพราะปวดฉี่จะแย่แล้วส่วนฝ้ายได้ยินเพื่อนบอกว่ากลับบ้านก่อนนะจึงเดินฝ่าฝูงชนออกไปนอกร้านด้วยความทุลักทุเล

        “ท๊ากกก ซี่ จอดๆๆ” ปุยฝ้ายโบกรถแล้วบอกจุดหมายปลายทาง กุ้งกลับมาที่โต๊ะเมื่อไม่เจอเพื่อนก็มองหาจนทั่วร้านแถมเดินกลับไปดูที่ห้องน้ำอีกรอบแต่ก็ไม่เจอโทรหาก็ไม่ยอมรับสาย

        “โอ๊ย! ฝ้าย แกหายไปไหนเนี่ย”

        “อ้าว คิดว่ากลับไปด้วยกันซะอีก” การ์ดหน้าร้านที่กุ้งคุ้นหน้าคุ้นตาดีทัก

        “อะไรนะ ใครกลับ”

        “ก็เพื่อนไง ที่มาด้วยกันตะกี้ขึ้นแท็กซี่ไปแล้ว”

        “จริงดิ”

        “จริง จะโกหกทำไมล่ะ”

        “ตายแล้ว ไอ้ฝ้าย ตายๆๆ” กุ้งกระหน่ำโทรไปหาเพื่อนอีกครั้ง

        ปุยฝ้ายนั่งครึ่งหลับครึ่งตื่นมาตลอดทาง เธอยังสนุกอยู่เลยแต่ไอ้กุ้งดันไล่กลับบ้านซะงั้นแต่ไม่เป็นไรหรอกไว้วันหลังค่อยมาแด๊นซ์กันใหม่

        “ขอบคุณมากกก ค่า” ปุยฝ้ายบอกด้วยน้ำเสียงรื่นเริง โชคดีนักที่โชเฟอร์เป็นลุงแก่ๆ ธรรมะธัมโมไม่อย่างนั้นละก็ป่านนี้โดนลากไปข่มขืนกลางป่าแล้วแน่ๆ

        “อย่าดื้อกับพี่สิ จุ๊ๆ” หญิงสาวคุยกับแม่กุญแจที่ดิ้นไปดิ้นมาไม่ยอมให้ไข จริงๆ แล้วเพราะมือเธอสั่นต่างหาก

        “เสียงอะไรวะ” สายฟ้าต้องลุกจากเตียงมาด้วยความหงุดหงิด เพิ่งปั่นงานเสร็จล้มตัวลงนอนกำลังเคลิ้มๆ ก็โดนรบกวนจากเสียงประหลาด

        “คุณ ทำอะไร” เขาตะโกนถามคนข้างบ้านที่ยืนเกาะประตูรั้วไม่ยอมเข้าไปสักที

        “ขายยย ปา กู นะเซ่ ถามด้ายยย”

        “อะไรนะ” เขาได้ยินชัดเต็มสองหูแต่แปลไม่ออกเลยว่าคนข้างบ้านพูดอะไร

        นี่เมาเหรอ ? อะเมซิ่งมาก !

        เป็นเพื่อนบ้านกันมาเกือบสามปียังไม่เคยเห็นเมาเลยสักครั้งกลับบ้านดึกเกินสี่ทุ่มก็ไม่เคยหรืออาจจะเคยแต่เขาไม่เห็นแต่ทุกครั้งที่เห็นคือสองทุ่มกว่าเธอจะถึงบ้านแล้วก็ออกไปอีกทีตอนทำงาน ช่างเป็นคนที่มีกิจวัตรประจำวันคาดเดาง่ายเหมาะกับการปล้นเป็นที่สุด

        “ไข ปา กู ได้แหละ โครมมมม” เมื่อกุญแจเจ้ากรรมยอมพ่ายแพ้แต่โดยดีปุยฝ้ายก็เดินเข้าบ้านแต่ก็สะดุดเท้าตัวเองล้มหน้าคะมำ

        “เฮ้ย! คุณ โอเคไหม”

        “โอเค๊” เธอลุกขึ้นแล้วส่งสัญญาณมือไปให้เพื่อนบ้าน จากนั้นก็เดินโซซัดโซเซไปตามทางแล้วก็ชนประตูหน้าบ้านอีกโครมใหญ่ สายฟ้าดูจนเธอเข้าบ้านเรียบร้อยแล้วไปล้มตัวนอนแต่กลับข่มตาไม่ลงจนฟ้าสว่าง

 

ตอนที่ 3 หนึ่งวัน

        หนุ่มข้างบ้านของปุยฝ้ายชื่อแฟ้บ

        ชื่อจริงคือสายฟ้า นามสกุลพรหมคีรี อายุยี่สิบแปดปีเต็ม บ้านเกิดคือจังหวัดนครศรีธรรมราช ชื่อจริงไม่ต้องเดาใช่ไหมว่าเขาเกิดตอนไหนก็ตอนฟ้าผ่านะสิแม่ตกใจเลยเบ่งพรวดออกมา ชื่อเล่นก็ไม่มีอะไรมากสมัยที่แม่ท้องแม่รับซักผ้า วันๆ เจอแต่แฟ้บแล้วก็แฟ้บลูกชายคนโตเลยชื่อแฟ้บส่วนน้องสาวชื่อโฟม

        แฟ้บมาอยู่เมืองกรุงตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็ได้งานตามสาขาที่จบมาคือเป็นกราฟฟิคดีไซเนอร์ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มรักบริษัทมากเพราะที่นี่ทำงานโดยไม่ต้องเข้าบริษัท แฟ้บจะเข้าไปแค่สัปดาห์ละครั้งสองครั้งและอีกกรณีที่ต้องเข้าบริษัทก็คือมีประชุมหรือนัดคุยงานกับลูกค้าแต่ก็ไม่ได้บ่อยอะไร

        เขานอนตาค้างมาตั้งแต่ตีสามจนตอนนี้เจ็ดโมงกว่าแล้วก็ยังคงกระสับกระส่ายไม่ยอมหลับเขาจึงยอมแพ้แล้วลุกไปชงกาแฟ ส่วนสายตาจับจ้องไปที่บ้านข้างๆ ตลอดเวลาเพราะอยากเห็นความเคลื่อนไหว

        “ไฟยังเปิดค้างไว้อยู่เลย แต่ก็นะ กลับมาตีสามคงยังไม่ฟื้นง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มคนกาแฟในแก้วแล้วกลับไปนั่งจ่อมจมที่โซฟาตัวโต เขาคิดกังวลแทนคนข้างบ้านว่าถ้าแฟนมาเห็นเธอในสภาพนี้จะโดนต่อว่าไหมเพราะไอ้หนุ่มผมเรียบคนนั้นต้องเจ้าระเบียบสุดๆ แน่ๆ แค่เห็นในระยะสามร้อยเมตรยังรู้เลย

        กิจวัตรประจำวันของคนข้างบ้านที่เขาเห็นจนชินตาก็คือเธอจะตื่นตอนหกโมงแล้วก็ออกมารดน้ำต้นไม้ทั้งที่ใส่ชุดนอน จากนั้นก็กลับเข้าบ้านแล้วก็ออกมาอีกทีตอนเจ็ดโมงครึ่งเป๊ะๆ ไม่ขาดไม่เกินด้วยชุดฟอร์มสีครีมเรียบกริบ ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางพองาม ที่ชุดมีป้ายชื่อและตราโรงแรมชัดเจน

        เธอหยุดงานวันเสาร์กับวันอาทิตย์และกิจวัตรประจำวันหยุดก็คือ เช้าวันเสาร์ตอนเก้าโมงตรงรถยนต์สีดำคันงามของแฟนหนุ่มจะมาจอดหน้าบ้านแล้วเธอก็ขึ้นรถไปจะได้เห็นหน้าอีกทีก็ค่ำวันอาทิตย์หลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว

        “เก้าโมงครึ่งแล้ว แปลกแหะที่นายคนนั้นยังไม่มา” แฟ้บดูนาฬิกาแล้วก็อดแปลกใจไม่ได้เพราะปกตินายหัวเรียบไม่เคยมาสายเลยสักครั้ง

        “ชักจะยังไงๆ แล้วนะเนี่ย” ชายหนุ่มกระดกกาแฟหมดแก้วแล้วเติมอีกครั้ง จากนั้นจึงเปิดคอมพิวเตอร์แล้วนั่งเคาะงานเคาะแบบไปเรื่อยเปื่อยเพราะสมองยังไม่แล่นเท่าไหร่

        เมื่อกาแฟแก้วที่สองหมดลงแฟ้บก็รินแก้วที่สามให้ตัวเองแล้วกลับไปนั่งที่โซฟาอีกครั้ง ในหัวมีแต่คำถามมากมายเต็มไปหมดว่าเกิดอะไรขึ้นกับสาวข้างบ้านและแฟนหนุ่มของเธอ เกือบสามปีเขาก็แค่ส่งยิ้มให้ตามมารยาทไม่ค่อยได้พูดคุยกันนักแต่ถ้าจะบอกว่าไม่คิดอะไรเลยก็คงไม่จริง

        ผู้ชายที่ไหนจะไม่ชอบผู้หญิงน่ารักบ้างจริงไหม

        ก็แค่นั้นแหละมันก็เหมือนเราปลื้มดารานักร้องก็ได้แต่มองไปวันๆ ก็เธอมีแฟนอยู่แล้วแถมดูรักกันดีหมายถึงเธอดูรักไอ้หัวเรียบดี นายสายฟ้าจึงทำได้แค่มองเธออยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ มันมีอะไรเยอะกว่านั้นแต่ไว้เล่าทีหลังแล้วกัน ตอนนี้ทั้งง่วงทั้งปวดหัวแถมกลุ้มใจจะตายอยู่แล้ว

        “เยี่ยม!” ลืมตามาอีกทีก็บ่ายสาม แฟ้บรีบไปล้างหน้าล้างตาแล้วกลับมาส่องบ้านข้างๆ เหมือนเดิม

        “เหมือนไม่มีการเคลื่อนไหวเลยป่ะวะ” ชายหนุ่มถามตัวเองและเริ่มร้อนรนขึ้นทุกที เมื่อความอยากรู้อยากเห็นเข้าครอบงำจนถึงขั้นสุดแฟ้บจึงเดินไปดูให้เห็นกับตา

        “เยี่ยมมากครับ ล็อกข้างเดียว” ปุยฝ้ายไม่ได้คล้องแม่กุญแจกับประตูทั้งสองด้านเธอล็อกแค่ด้านเดียว! เธอนอนในบ้านทั้งที่ไม่ได้ล็อกประตูรั้วตลอดคืน

        “คุณ คุณโอเคไหม” แฟ้บไปยืนตรงหน้าต่างจึงเห็นว่าเธอนอนคว่ำอยู่บนโซฟาในชุดเดียวกับเมื่อคืนเป๊ะ

        “ก๊อกๆๆ คุณ ได้ยินไหม”

        “ปังๆๆๆๆ คุณ ตื่นเถอะ” จากที่เคาะก็กลายเป็นทุบและมันทำให้ว้าวุ่นใจขึ้นเรื่อยๆ นอนคว่ำแบบนั้นมันไม่เห็นจังหวะการกระเพื่อมของหน้าอกไม่ใช่ตายแล้วนะ!

        “คุณ เฮ้ย! เชื่อเขาเลย” แฟ้บหมุนลูกบิดประตูและมันก็เปิดออกอย่างง่ายดาย เขาย่องช้าๆ ไปหยุดตรงโซฟาแล้วพ่นลมหายใจพรวดออกมาด้วยความโล่งอกเธอยังไม่ตาย

        “คุณ ตื่นเถอะจะเย็นแล้วเนี่ย” แฟ้บเขย่าแขนคนขี้เซาอยู่หลายนาทีกว่าเธอจะรู้สึกตัว ระหว่างที่เธอยังไม่ตื่นเขาก็แอบมองแล้วยิ้มออกมาเหมือนคนบ้า ก็ไม่เคยได้อยู่ใกล้กันขนาดนี้มาก่อนไม่ให้ดีใจได้ไง

        “อือ จะนอน อย่ามายุ่ง” ปุยฝ้ายปัดมือของคนที่เขย่าแขนออกด้วยความรำคาญ

        เดี๋ยวนะ! ใครมาเขย่าแขนฉัน!!!

        “เฮ้ย! คุณเข้ามาได้ไง” ปุยฝ้ายกระโดดขึ้นนั่งตัวตรงด้วยความตกใจและงุนงงเป็นที่สุด เธอมาโผล่ที่นี่ได้ไง ยัยกุ้งล่ะหายไปไหน

        “ใจเย็นๆ ก่อนคุณ อย่าโวยวาย เมื่อคืนคุณเมามากไม่ได้ล็อกบ้าน” แฟ้บรีบบอกรวดเดียวเพราะกลัวเธอจะแหกปากให้เพื่อนบ้านได้ยิน

        “คุณเห็นฉันกลับมาเหรอ”

        “ใช่ คุณกลับมาตีสาม ไขประตูอย่างดังแถมล้มด้วย ตายห่า!” เมื่อพูดมาถึงคำว่าล้มแฟ้บก็มองไปที่ขาของเธอ มันมีรอยถลอกและเลือดแห้งๆ ติดอยู่

        “ไม่เจ็บเหรอเนี่ย หลับไปได้ไงแถมนอนทับได้ตั้งครึ่งค่อนวัน”

        “เจ็บก็ตอนที่ถามนี่แหละ ฮือๆๆ ขาฉัน” ปุยฝ้ายปอดแหกขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นเลือดเธอกลัวเลือดเห็นแล้วลมจะใส่ทุกครั้ง

        “เอ้า! เฮ้ย! เป็นอะไร” อยู่ๆ เธอก็นั่งคอพับคออ่อนเหมือนคนจะเป็นลม

        “ฉันกลัวเลือด”

        “กล่องปฐมพยาบาลมีไหม”

        “หลังตู้เย็น” ปุยฝ้ายตอบด้วยเสียงแหบแห้ง แฟ้บรีบเดินไปหยิบแล้วบังเอิญไปเห็นโหลแก้วที่บรรจุเหรียญและธนบัตรจนเกือบเต็ม

        “โอ๊ย แสบอ่ะ” เมื่อยาล้างแผลสัมผัสผิวหนัง ปุยฝ้ายก็ร้องลั่น

        “นิดเดียว อดทนหน่อยเดี๋ยวติดเชื้อจะรักษายากกว่านี้”

        “ซี๊ดด ขอโทรหาเพื่อนก่อนนะ” หญิงสาวครางให้กับความเจ็บแสบที่หัวเข่า เธออยากคุยกับเพื่อนเพื่อหันเหความสนใจไปทางอื่น แฟ้บทำแผลไปก็ฟังบทสนทนาไปและได้ข้อสรุปสั้นๆ ที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งก็คือเธอเลิกกับไอ้หัวเรียบแปล้แล้ว

        “เจ็บหน่อยนะ ต้องคีบเศษหินที่มันฝังอยู่” แฟ้บเตือนล่วงหน้าแล้วหยิบคีมพลาสติกขึ้นมา

        “โอ๊ย ฮือๆๆๆ เจ็บ หมดรึยัง ไม่ไหวแล้ว”

        “หมดแล้วๆ”  แฟ้บบอกแล้วรีบใส่ยาสมานแผลจากนั้นจึงปิดทับด้วยพลาสเตอร์ขนาดใหญ่

        “เสร็จแล้ว ขอโทษด้วยนะที่เข้ามาในบ้านคุณโดยไม่ขออนุญาตผมเห็นคุณไม่ออกมาตั้งแต่เช้าเลยเป็นห่วง คราวหน้าถ้าเมาอย่านั่งแท็กซี่คนเดียวมันอันตรายถ้าไม่มีใครจริงๆ โทรมาหาผมก็ได้ผมจะไปรับเอง”

        “ขอบคุณนะ คะ ฮึ ฮึก ฮือๆๆ” ปุยฝ้ายได้ยินถ้อยคำที่แสนเป็นมิตรจากเพื่อนบ้านที่เรียกว่าเป็นคนแปลกหน้าก็ไม่ผิดนักก็ซึ้งใจเป็นที่สุดและสิ่งที่ได้ยินมันสู้กับสิ่งที่สองตาเห็นไม่ได้เลย

        สายตาของเขาบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นห่วงจากใจไม่ได้เสแสร้ง น่าแปลกนักที่เธอเชื่อเขาหมดทุกคำเชื่อจากหัวใจว่ามันคือความห่วงใยที่แท้จริง และที่น่าแปลกยิ่งกว่าก็คือผู้ชายที่คบกันมาเจ็ดปีกลับไม่เคยมีสายตาห่วงหาลึกซึ้งแบบนี้ให้เธอสักครั้งเขามีแต่สายตาเหยียดหยันให้กับความบ้านนอกของเธอ

        “คุณ เจ็บขนาดนั้นเลยเหรอ เดี๋ยวก็หายนะ อดทนไว้” แฟ้บกลับไปนั่งที่พื้นเหมือนเดิม เขาปล่อยให้เธอร้องไห้คนเดียวไม่ได้หรอก

        “มันไม่หายง่ายๆ หรอก และฉันก็ไม่รู้ รู้ ว่า จะ จะ อดทนได้ไหม ฮือๆๆๆ”

        “ไม่ได้หมายถึงแผลที่ขาใช่ไหม” แฟ้บถาม

        “เขาทิ้งฉันไปแล้ว เมื่อวานวันครบรอบเจ็ดปีแล้วเขาก็บอกเลิกเขาบอกว่าเจอคนที่ดีกว่าเมื่อต้นปีแล้วก็บอกว่าไม่รักฉันแล้ว ฮือๆๆ ฉันผิดตรงไหน”

        “คุณไม่ได้ผิด ความจริงน่าจะดีใจนะที่ปล่อยคนเลวๆ ออกไปจากชีวิตจะเก็บไว้ทำไม”

        “คุณไม่เคยรักใครจะเข้าใจได้ยังไงล่ะ” ปุยฝ้ายฟูมฟายแบบไร้สติและไปสะกิดแผลอีกคนโดยที่ไม่รู้ตัว

        “โอเค ผมผิดเองที่ไม่เข้าใจคุณ ขอตัวนะแล้วก็ขอโทษที่พูดจาไม่ดี” แฟ้บบอกแล้วลุกขึ้นยืน

        “คุณ” ปุยฝ้ายใจหายวาบเธอลืมร้องไห้ไปชั่วขณะเมื่อได้สบตาเขาแววตาที่แสนอบอุ่นเมื่อสักครู่หายไปไหน

        “มีอะไรครับ”

        “ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

        “ไม่เป็นไรครับ ขอตัวนะ”

        “คุณ อย่าทำแบบนี้ ฮือๆๆ ผู้ชายสองคนจะทิ้งฉันสองวันติดกันไม่ได้นะ”

        “โอเค” แฟ้บพูดและพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้ เขาไม่รู้ว่าเธอยังไม่สร่างเมาหรือเป็นคนตรงๆ แบบนี้จริงๆ

        “หิวไหม” หลังจากนั่งนิ่งๆ กันอยู่หลายนาทีแฟ้บก็ถามขึ้นมาเพื่อทำลายความเงียบ

        “พอถามก็หิวเลยอ่ะ แล้วก็  สภาพฉันคงอุบาทว์มากเลยใช่ไหม” ปุยฝ้ายเพิ่งนึกได้ว่าเธอกลับบ้านมาในสภาพไหนแถมเพิ่งตื่นนอน หน้ายังไม่ล้าง ฟันยังไม่แปรง ผมคงฟูแบบไม่ต้องสงสัยประทับใจสุดๆ

        “ก็ปกติของคนเพิ่งตื่น ไปอาบน้ำสิผมจะทำอะไรให้กินถ้าคุณอนุญาต”

        “ทำกับข้าวเป็นด้วยเหรอ”

        “ได้แค่ง่ายๆ แหละ ข้าวต้มไก่ดีไหม กินอะไรอุ่นๆ จะได้สบายท้อง”

        “ดีค่ะ”

        “ไปอาบน้ำเลย” ปุยฝ้ายเดินเข้าห้องไปแบบงงๆ บ้านของเธอเป็นบ้านชั้นเดียวเหมือนกับบ้านเขาทุกอย่าง ภายในมีหนึ่งห้องนอนพร้อมห้องน้ำ ด้านนอกมีห้องน้ำอีกห้องกับมุมครัวแล้วก็มุมห้องนั่งเล่น

        เธอล้างเครื่องสำอางออกเป็นลำดับแรกพอล้างเสร็จก็มาแง้มประตูแอบดูว่าเขาทำอะไรเขาก็ยังง่วนอยู่หน้าเตาแก๊สเหมือนเดิม

        “เสร็จพอดีเลย” แฟ้บบอกเมื่อคนในห้องเดินออกมาพร้อมกลิ่นสบู่หอมฉุย

        “ผมต้มไว้เยอะอยู่ เผื่อคุณอยากกินอีกตอนค่ำๆ ไปนะ”

        “คุณมีธุระที่ไหนรึเปล่า ถ้าไม่มีกินข้าวด้วยกันไหม”

        “ขอบคุณมากนะคะ คุณใจดีมากเลย” ปุยฝ้ายบอกเมื่อเขานั่งลงตรงข้ามเธอ

        “ไม่เป็นไรหรอกเราเพื่อนบ้านกัน มีอะไรช่วยได้ผมเต็มใจครับ” แฟ้บนั่งกินข้าวต้มฝีมือตัวเองแล้วก็คิดว่ามันอร่อยที่สุดตั้งแต่ทำกับข้าวมา อาจเพราะเขาตั้งใจเป็นพิเศษหรือจริงๆ แล้วอาจเป็นเพราะได้นั่งกินกับคนพิเศษ

 

ตอนที่ 4 นายตัวร้าย

          หนุ่มข้างบ้านกลับไปสักพักแล้วแต่ปุยฝ้ายยังเลิกครุ่นคิดเรื่องเขาไม่ได้ เป็นครั้งแรกที่เธอกับเขาพูดคุยกันแบบจริงจัง เธอย้ายมาอยู่ที่นี่เกือบสามปีพอเรียนจบก็ออกจากหอพักหญิงที่เช่าอยู่กับกุ้งแล้วมาหาบ้านพักใกล้กับที่ทำงานจึงมาเจอที่นี่

        วันแรกที่ย้ายเข้ามาเธอก็ไม่ถูกชะตากับคนข้างบ้านข้อแรกเลยเขามีรอยสัก ในความคิดของเธอพวกมีรอยสักคือนักเลงก๋ากั่นชอบตีรันฟันแทง ข้อสองเขาขี่บิ๊กไบค์ที่เธอโคตรเกลียดเพราะมันเสียงดังคันใหญ่เทอะทะ ข้อสามเธอไม่ชอบคนขี่บิ๊กไบค์เพราะส่วนมากมักขี้เก๊ก ข้อสี่เขามีรถกระบะอีกคันที่เสียงดังไม่แพ้ไอ้สองล้อน่าเกลียดและข้อสุดท้ายข้อห้าวันที่เธอขนของเข้าๆ ออกๆ บ้านเป็นสิบเป็นร้อยรอบเขาไม่แม้แต่จะทักทายสักคำไอ้หนุ่มข้างบ้านเอาแต่นั่งเหม่อมองไปที่สนามหญ้าช่างไร้มารยาทขาดมิตรไมตรีเป็นที่สุด

        หลังจากนั้นอีกหลายเดือนน่าจะครึ่งปีได้มั้งเธอก็ไม่แน่ใจนักพ่อหนุ่มไบค์เกอร์ก็ส่งยิ้มให้เธอซะอย่างนั้นในเช้าวันหนึ่งเหมือนเขาเพิ่งรับรู้ว่าข้างๆ บ้านมีคนมาอยู่ เธอก็ส่งยิ้มกลับไปแบบงงๆ แล้วรีบไปทำงาน

        เมื่อกี้ถึงข้อไหนนะรายการที่ไม่ชอบนายข้างบ้านข้อห้าใช่ไหมมาต่อที่ข้อหก

        พออยู่ไปได้ปีกว่าๆ ความรำคาญข้อหกก็มาพร้อมๆ กับข้อเจ็ด ข้อหกก็คือเขาพาผู้หญิงมาบ้านบ่อยมากและไม่เคยซ้ำหน้ากันเลยในแต่ละคืน ส่วนข้อเจ็ดเขาชอบขี่เจ้าบิ๊กไบค์ออกไปช่วงตีสองตีสามแล้วกลับมาตอนเช้ามืดไม่ก็เวลาที่เธอต้องออกไปทำงานพอดีคือเจ็ดโมงครึ่ง เขาจะไปไหนมันก็เรื่องของเขาแหละแต่ที่เธอรำคาญก็คือไอ้รถบ้านั่นเสียงดังสนั่นทรวงมาก สตาร์ททีได้ยินกันทั้งหมู่บ้าน เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจะต้องไปไหนดึกๆ ดื่นๆ เกือบทุกคืน พอรวมๆ ทุกอย่างเข้าด้วยกันเธอก็ไม่ค่อยจะชอบขี้หน้าเขาเท่าไหร่นักก็เขามันนายตัวร้ายที่แท้จริง

        นึกหน้าเขาไม่ออกใช่ไหมเดี๋ยวอธิบายให้ฟัง

        อย่างแรกเลยคือเขาตัวสูงน่าจะร้อยแปดสิบได้ หน้าตาคล้ายๆ จีชางอุคในเวอร์ชั่นผิวสองสี ผมเซททรงยุ่งๆ หรือมันยุ่งของมันเองเธอก็ไม่รู้แต่พอรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันเขาก็เป็นผู้ชายที่หล่อคนนึงแต่ยังไงเธอก็ไม่ชอบเขาอยู่ดี

        ก็เขาคือนายตัวร้ายเที่ยวนอนกับผู้หญิงไปทั่วแถมยังเป็นตัวน่ารำคาญทำเสียงดังเอะอะได้ทุกคืน

        เพิ่งมาปีนี้แหละที่เขาพาสาวมาทำกิจกรรมน้อยลงแต่จะมีชายหญิงคู่นึงมาหาบ่อยๆ แทน เธอเดาเอาว่าคนคู่นั้นน่าจะเป็นสามีภรรยากันเพราะดูจากท่าทางที่แสนห่วงใยของผู้ชายแล้วไม่น่าจะเป็นอย่างอื่นไปได้ ส่วนเด็กสาวที่นั่งอยู่บนรถเข็นก็หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูและสดใสร่าเริงมากๆ เวลาสองคนนี้มาบ้านนายตัวร้ายเธอจะได้ยินเสียงหัวเราะใสแจ๋วของเด็กสาวขาพิการคนนั้นเสมอ

        แล้วก็เพิ่งเดือนก่อนนี่เองที่บ้านของเขาเหมือนจะมีปาร์ตี้เล็กๆ มีชายหญิงคู่นั้น แล้วก็อีกคู่นึงเธอเดาว่าผู้ชายคงจะเป็นพี่ชายของเด็กสาวขาพิการเพราะหน้าเหมือนกันยังกับแกะ แล้วก็มีหนุ่มๆ รุ่นๆ อีกห้าคนที่หล่อยังกะนายแบบแถมสองคนยังเป็นฝาแฝดกันด้วย

        “แล้วสาวๆ ของเขาหายไปไหนหมด” ปุยฝ้ายนั่งอยู่บนโซฟาโดยทับขาข้างนึงไว้แล้วก็รีบปล่อยลงมาแล้วก็เอากลับไปทับไว้เหมือนเดิม จากนี้ไปเธอจะนั่งทับขา ทับแขน ตีลังกาม้วนหน้าหกหลังยังไงก็ได้เพราะผู้ชายคนนั้นไม่อยู่จ้ำจี้จ้ำไชคอยตำหนิติเตียนอีกแล้ว

        ส่วนคำถามเมื่อครู่ก็ไม่มีใครตอบได้นอกจากเจ้าตัวแล้วเธอจะกล้าถามได้ยังไงเพิ่งได้คุยกันจริงจังครั้งเดียวแถมยังรู้สึกผิดที่มองเขาในแง่ลบมาตลอด

        “คราวหน้าไม่ตัดสินคนอื่นจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วก็ความคิดตัวเองแล้วนะฝ้าย” เธอพึมพำเบาๆ แล้วมองไปที่บ้านข้างๆ เขายังนั่งอยู่ที่เดิมก้มหน้าก้มตาทำอะไรสักอย่างที่เธอก็ไม่อาจรู้ได้

 

ตอนที่ 5 สาวข้างบ้าน

     แฟ้บกลับมาบ้านตัวเองสักพักแล้วแต่ยังเลิกครุ่นคิดเรื่องเธอไม่ได้ เป็นครั้งแรกที่ได้พูดคุยกันแบบจริงจังหลังจากเธอย้ายมาอยู่ที่นี่เกือบสามปี เมื่อก่อนเขาก็ทำแค่เพียงส่งยิ้มแห้งๆ ไปให้เธอ

        เธอย้ายมาอยู่เมื่อสามปีก่อนแต่เขาอยู่ที่นี่มาได้ห้าปี ช่วงที่เธอย้ายมาเขากำลังเจอมรสุมชีวิตเรียกว่าเป็นลูกที่ใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้ แฟนสาวที่คบกันมาตั้งแต่เรียนมัธยมขอเลิกโดยให้เหตุผลว่าดีเกินไป!

        เขาเป๋ไปครึ่งปีเต็มๆ ไม่รับรู้โลกภายนอกไม่สนใจอะไรนอกจากนั่งมองรูปถ่ายเป็นสิบๆ อัลบั้มทั้งวันทั้งคืน งานการเรียกว่าหวิดจะโดนไล่ออกหลายครั้งแต่ดีว่ารุ่นพี่ที่ช่วยพูดให้จึงอยู่รอดมาจนทุกวันนี้

        “แฟ้บ เขาไม่รักมึงแล้วมึงก็ควรจะเดินไปข้างหน้า การจมอยู่กับอดีตไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น คิดถึงพ่อกับแม่ให้มากๆ แล้วมึงจะรู้ว่าไม่ใช่แค่มึงที่ทุกข์” นั่นคือคำพูดของรุ่นพี่ที่แฟ้บนับถือและเป็นประโยคที่ดึงชายหนุ่มกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง

        เช้าวันนั้นเขาออกไปใส่บาตรขากลับก็เจอคนข้างบ้านพอดีเธอกำลังจะออกไปทำงานเขาเลยส่งยิ้มให้เธอก็ยิ้มกลับมาแบบเกร็งๆ แล้วรีบเดินหนีไปทันที พอนึกทบทวนก็พอจะเดาออกว่าเธอคงไม่ชอบขี้หน้าแน่นอนก็วันที่เธอย้ายมาวันแรกเขาเอาแต่นั่งเหม่อเพราะเพิ่งโดนทิ้งมาสดๆ ร้อนๆ จะถามไถ่ทักทายสักคำก็ไม่มี เขาอยากบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะไร้น้ำใจแต่ตอนนั้นนาทีนั้นแค่จะหายใจยังแทบไม่มีแรง

        พอทำใจได้เพื่อนฝูงก็ชวนออกไปเที่ยวแล้วทุกครั้งก็มักจะได้สาวกลับมานอนด้วยเสมอ เขาก็ทำๆ ไปเพื่อแก้เซ็งเพราะถึงจะอกหักเบื่อโลกแต่ความต้องการในด้านนั้นไม่ได้หายไปไหนและแน่นอนว่าไม่มีทางที่เขาจะคบหากับผู้หญิงรายคืนจริงจังมันเป็นแค่ความสนุกชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นจบเกมก็แยกย้าย

        หลังจากวนเวียนใช้ชีวิตกลางคืนมาเป็นปีก็ถึงจุดอิ่มตัวเขาเบื่อการร่วมเพศกับผู้หญิงที่สวยแค่ใบหน้าแต่จิตใจไปคนละทิศละทางแบบสิ้นเชิง ผู้หญิงสวยมักหยิ่ง เรื่องมากซึ่งเขาไม่ใช่ผู้ชายประเภทที่จะมานั่งง้อใครอยู่แล้วถ้าการงอนไม่มีเหตุผลที่เพียงพอและอีกเหตุผลที่ใหญ่กว่ามีสองข้อ

        ข้อแรกเขาจับพลัดจับผลูได้ไปช่วยผู้ประสบอุบัติเหตุรถชนตอนกลางดึก เคราะห์ดีว่าที่บริษัทอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นทุกปีเขาทำ CPR ให้คนเจ็บระหว่างที่รอรถกู้ภัยและคนเจ็บก็รอดชีวิตด้วย มันเป็นความยินดีที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน การได้ช่วยคนคนนึงให้รอดตายมันเป็นสิ่งที่วิเศษมาก จากนั้นเขาจึงไปแจ้งความจำนงที่ศูนย์กู้ภัยใกล้บ้านว่าขอเป็นอาสาสมัคร

        ข้อที่สองเกิดจากคืนสุดท้ายที่เขาไปท่องราตรีเขาเจอไอ้หัวเรียบแฟนหนุ่มของสาวข้างบ้าน มันมากับเพื่อนผู้ชายกลุ่มใหญ่แล้วก็คุยโม้กันถึงเรื่องสาวๆ ที่ควงกันด้วยความสนุกสนานจากที่ได้ยินมันไม่ได้มีผู้หญิงแค่คนเดียวมันคบไว้เพื่อเรื่องทางเพศล้วนๆ และสาวข้างบ้านเป็นของตายสำหรับมันเพราะมันเป็นคนเปิดซิง

        เมื่อได้ยินแฟ้บก็ให้คำมั่นกับตัวเองว่าจะเลิกทำตัวแบบมัน เขาจะไม่หิ้วผู้หญิงตามผับตามบาร์กลับไปนอนบ้านอีกหลังจากนั้นเขาก็พยายามส่งยิ้มให้เธอเสมอ คอยมารดน้ำต้นไม้ตอนใกล้ๆ เจ็ดโมงครึ่งจะได้เจอหน้ากัน ทุกเช้าเขาได้แต่บอกตัวเองให้ทำใจกล้าแล้วบอกเรื่องชั่วๆ ของไอ้หัวเรียบให้มันจบๆ ไปแต่ก็ไม่กล้าสักที ไม่ใช่ว่ากลัวมันหรอกนะแต่เขาไม่กล้าทำร้ายความรู้สึกของเธอต่างหาก

        เป็นเวลาหนึ่งปีเต็มที่เขาเฝ้ามองมันกับเธอครองรักกันอย่างปกติสุข เขาอยากบอกเธอจะแย่แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไงเพราะเขาเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเธอแถมพูดไปเธอก็คงไม่เชื่อหรอกเพราะดูเธอรักไอ้หัวเรียบเหลือเกิน

        เขาไม่รู้ว่าชอบเธอตอนไหนรู้ตัวอีกทีก็แอบมองเธอ เฝ้ารอจะได้เจอหน้าเธอทุกวันไปซะแล้ว

        เช้าวันเสาร์ไอ้หัวเรียบจอมสร้างภาพจะมารับเธอตอนเก้าโมงตรงแล้วมันจะพามาส่งตอนเย็นวันอาทิตย์ เขาได้แต่อิจฉามันที่มีแฟนน่ารัก เขาชอบชุดผ้าฝ้ายสีสันสดใสที่เธอใส่ถ้าเดาไม่ผิดมันต้องมาจากภาคเหนือแน่ๆ เธอผสมชุดพื้นเมืองเข้ากับของสมัยใหม่ได้อย่างลงตัวและเขามั่นใจว่าเธอน่าจะมีชุดผ้าฝ้ายครบทุกสีที่มีอยู่บนโลกใบนี้แน่ๆ

        การเฝ้ามองเธอห่างๆ จบลงวันนี้ ในที่สุดฟ้าก็เมตตาเปิดทางให้เขาได้ใกล้ชิดเธอและเป็นโอกาสที่ดีแบบสุดๆ เธอเลิกกับไอ้หัวเรียบแล้ว!

        แฟ้บบอกตัวเองว่าจะใช้ช่วงเวลานาทีทองทำคะแนนให้ตัวเองสุดกำลังเลยเชียว!

 

ตอนที่ 6 สองวัน

        “ออดๆ!” ปุยฝ้ายสะดุ้งโหยงแล้วรีบไปที่ประตูรั้วทันที

        ขอโทษที่มาช้านะ พอดีผมคุยงานอยู่ แฟ้บถือโจ๊กถ้วยใหญ่มายืนเกาะลูกกรงสาวข้างบ้านตอนแปดโมงยี่สิบนาที เมื่อวานก่อนจะกลับเขาถามเธอแล้วว่าไปทำงานไหวรึเปล่าเธอตอบว่าพักร้อนสามวัน เขาจึงรีบเสนอตัวทำอาหารเช้าให้โดยอ้างว่าขาเธอเจ็บอยู่คงเดินไม่สะดวกนัก

        ไม่เป็นไรค่ะ แค่มีน้ำใจทำข้าวมาให้ก็ดีใจจะแย่แล้ว

        คุณเป็นอะไรรึเปล่า ทำหน้าแปลกๆ

        ตะกี้ฉันตกใจเสียงออด ฉันเกลียดเสียงมันมากเลยทำไมไม่เป็นเสียงอื่นที่เพราะๆ กว่านี้นะ ปุยฝ้ายบ่นงึมงำด้วยความขัดใจ เธอเป็นคนขวัญอ่อนไม่ชอบเสียงดัง

        มันเปลี่ยนได้นะ แฟ้บบอก

        จริงเหรอ

        จริงสิ อยากได้เสียงแบบไหนล่ะ

        ก็เสียงที่มันเบากว่านี้อ่ะ

        เสียงติ๊งต่องแบบโฆษณามิสทีนดีไหม

        ฮ่าๆๆ รู้จักด้วยเหรอปุยฝ้ายเปิดประตูบ้านให้เขาแล้วพากันไปที่โต๊ะกินข้าว

        รู้จักสิมันเป็นงาน

        หือ คุณทำงานกับมิสทีนเหรอ

        เปล่าผมเป็นนักออกแบบหรือที่เรียกกันเก๋ๆ คูลๆ ก็กราฟฟิกดีไซเนอร์ ผมออกแบบกล่องผลิตภัณฑ์ให้มิสทีนแล้วก็อีกหลายแบรนด์

        ว้าว สุดยอดปุยฝ้ายทึ่งมากกับข้อมูลเรื่องใหม่ของหนุ่มข้างบ้าน เธอคนโจ๊กในชามหลายๆ ครั้งเพื่อให้มันอุ่นเร็วขึ้นระหว่างที่รอก็เขี่ยผักชีออกไปให้พ้นทางด้วย เธอเกลียดเพราะมันเหม็นเขียวแต่ผู้ชายคนนั้นก็บังคับให้กินตลอดตั้งแต่นี้ไปลากันทีเจ้าผักชีบ้า

        ไม่กินผักชีเหรอ

        อืม เหม็นเขียวอ่ะ

        ไม่ยอมบอกจะได้ใส่ถ้วยแยกมา ตักมาสิเดี๋ยวกินเอง

        ไม่เป็นไรค่ะ ไว้แบบนี้แหละปุยฝ้ายเกรงใจเพราะเอาช้อนเข้าปากตัวเองไปแล้ว

        คุณไม่ชอบแต่ผมชอบแล้วจะทิ้งให้เสียของทำไม กินก็ไม่กินยังจะหวงไว้อีกแฟ้บยื่นชามไปใกล้ๆ ปุยฝ้ายจึงตักผักชีเขียวอื้อให้เขาทั้งหมด

        “ไม่อร่อยเหรอ” เขาถามเพราะเธอเงียบผิดปกติ เมื่อวานช่างจ้อกว่านี้ตั้งเยอะ

        “อร่อยมากแค่อยากละเลียดมันให้เต็มอิ่ม”

        “วันไหนอยากกินอีกก็บอก จะทำมาให้”

        “ขอบคุณค่ะ” ปุยฝ้ายสังเกตว่าเขาพูดจาสั้นๆ ห้วนๆ ไม่มีครับไม่มีจ้ะจ๋าต่อท้ายแต่แปลกนักที่เธอกลับคิดว่ามันน่าฟังกว่าคำเลี่ยนๆ ซะอีก มันไม่หวานในคำแต่หวานในความรู้สึก

        ตายแล้วปุยฝ้ายวันก่อนยังเกลียดขี้หน้าเขาอยู่เลย แค่เขาทำแผลทำข้าวให้กินก็เพ้อพกไปไกล

        “เดี๋ยวล้างให้ ไปนั่งเถอะขายังเจ็บอยู่” แฟ้บจัดการล้างถ้วยชามด้วยความคล่องแคล่วแล้วเดินไปหยิบกล่องปฐมพยาบาล

        “ฉันเดินได้นะ มันไม่ได้เจ็บขนาดนั้น”

        “พักนิ่งๆ สักวันดีกว่า ถ้าพรุ่งนี้คิดว่าเดินไหวจริงๆ ไปซื้อออดด้วยกันไหมจะได้เลือกเสียงที่ชอบ” แฟ้บก้มหน้าก้มตาทำแผลด้วยความตั้งใจเป็นพิเศษเพราะไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย ไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้ต้องจีบหญิงด้วยการชวนไปซื้อออด!

        “ถ้าคุณว่างก็อยากไปค่ะ”

        “เรียกแฟ้บเฉยๆ ก็ได้”

        “ขำใช่ไหมคนอะไรชื่อแฟ้บ ตอนเด็กๆ แม่ทำร้านซักรีดไงลูกชายสุดที่รักเลยชื่อแฟ้บส่วนน้องสาวชื่อโฟม”

        “น่ารักจังแฟ้บกับโฟม ฉันเป็นลูกคนเดียวค่ะ”

        “พักร้อนทั้งทีไม่ไปเที่ยวไหนเหรอ” แฟ้บถามเมื่อทำแผลเสร็จแล้ว

        “หัวหน้าให้ลากะทันหันเพื่อพักใจค่ะ ไม่ได้วางแผนไว้ก่อนว่าจะโดนทิ้ง”

        “คุณอาจจะรู้สึกว่าโดนทิ้งในตอนนี้แต่เชื่อเถอะ สักวันคุณจะขอบคุณที่เขาทำแบบนั้น” แฟ้บบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนตอนนี้เขาก็ยังไม่กล้าบอกความจริงเรื่องไอ้หัวเรียบกับเธอ

        “ก็หวังว่าจะมีวันนั้นค่ะ” ปุยฝ้ายบอกด้วยเสียงเลื่อนลอย เธอจ่อมจมสู่ความเศร้าอีกครั้งโดยไม่สนความนัยที่อีกฝ่ายพยายามสื่อออกมาแม้แต่นิด

        “งั้น ผมไปทำงานก่อนนะ”

        “ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”

        แฟ้บกลับไปนั่งประจำโต๊ะตัวเดิมแต่จิตใจของเขากลับไม่ได้อยู่ที่งานเลยแม้แต่นาทีเดียว เที่ยงกว่าจึงลุกไปผัดข้าวแต่บ้านข้างๆ กลับไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรสักอย่าง เขามองไปทางนั้นทุกสามนาทีไม่น่าจะมีสิ่งใดคลาดสายตาไปได้นะ

        “หรือจะทำอะไรบ้าๆ วะ” พอบ่ายสองความอยากรู้อยากเห็นก็ชนะอีกครั้ง ชายหนุ่มเดินจ้ำอ้าวไปบ้านข้างๆ ตอนแรกจะกดออดแต่ก็ยั้งมือไว้แล้วเปิดประตูรั้วเข้าไปเองเพราะเธอไม่ได้ล็อก

        “เฮ้อ โล่งอกไปที” เธอนอนหลับอยู่บนโซฟา บนโต๊ะกระจกเล็กๆ มีช็อกโกแลตแท่งที่กินค้างไว้

        “ก๊อกๆ” คนในบ้านไม่แม้แต่จะขยับตัว

        “ก๊อกๆๆ” ก็ยังไม่ตื่นเหมือนเดิม

        “ก๊อกๆๆๆๆ” หลังจากเคาะรัวๆ ยิ่งกว่ากลองเพลเธอก็ลืมตาแล้วเดินงัวเงียมาเปิดประตู

        “กินข้าวกลางวันรึยัง”

        “กลางวันแล้วเหรอ” เธอถามแล้วขยี้ตาแรงๆ

        “บ่ายสองแล้ว”

        “คิดว่าหลับไปแป๊บเดียวนะเนี่ย มิน่าท้องร้องโครกครากเชียว ขอบคุณนะคะที่มาปลุกเดี๋ยวฉันไปต้มมาม่ากินแก้หิวก่อน” ปุยฝ้ายคือหญิงแท้ที่ทำกับข้าวไม่เป็น ใช่ว่าพ่อแม่ไม่สอนหรอกนะท่านสอนแต่เธอไม่ยอมทำต่างหากในเมื่อมีร้านขายข้าวแล้วจะต้องหัดทำไปเพื่ออะไร

        “กินมาม่า มันไม่มีประโยชน์เลย”

        “ผู้ชายนี่ขี้บ่นเหมือนกันหมดเลยเหรอ”

        “บ่นกับบังคับมันไม่เหมือนกันหรอก แยกดีๆ”

        “โอเค ฉันจะไปหาอาหารดีๆ มีประโยชน์ที่หน้าปากซอยกินแล้วกัน”

        “ไม่เจ็บขาแล้วใช่ไหม”

        “ไม่อ่ะ ก็ปกติ”

        “งั้นก็ไปซื้อออดเลยแล้วกันจะได้แวะกินข้าวด้วย อยากไปรึเปล่า” แฟ้บถามด้วยหน้านิ่งๆ แต่ในใจลุ้นเหลือเกินว่าเธอจะตอบยังไง

        “อยากไปค่ะแต่ขอครึ่งชั่วโมงได้ไหม อาบน้ำก่อน”

        “เสร็จแล้วโทรมาบอกแล้วกัน”

        “เอ่อ ฉันไม่มีเบอร์โทรคุณ”

        “เรียกชื่อเฉยๆ ก็พอ”

        “ฉันไม่มีเบอร์คุณแฟ้บค่ะ”

        “ไม่ต้องคุณด้วย”

        “งั้นพี่ได้ไหม เป็นพี่รึเปล่า”

        “ยี่สิบแปด” แฟ้บตอบ

        “ยี่สิบห้า ฝ้ายไม่มีเบอร์โทรพี่แฟ้บค่ะ”

        “จริงสิ! ลืมไปเลย อ่ะ! กดเบอร์” แฟ้บทำท่าประหลาดใจแล้วส่งมือถือให้เธอ

        “โอเค แล้วโทรมานะ” แฟ้บโบกมือลาแล้วยิ้มกริ่มกลับบ้าน  เขาอาบน้ำด้วยความพิถีพิถันฟอกสบู่ถูครีมจนหอมฟุ้งแถมยังใช้บวบขัดไปทั่วตัวอยู่หลายที เขาได้มาฟรีตอนที่ทำแพ็คเกจให้ลูกค้า ส่วนใหญ่เวลาทำงานให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ พวกแผนกขายหรือประสานงานของบริษัทนั้นๆ ก็จะเอาของมาให้ใช้เสมอ

        ถึงจะขัดสีฉวีวรรณจนทั่วแต่ก็ใช้เวลาแค่สิบห้านาทีเท่านั้นแต่มันก็นับว่ามากโขแล้วสำหรับผู้ชายแบบเขา แฟ้บเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วยืนคิดอยู่เกือบนาทีว่าควรจะแต่งตัวยังไงแล้วภาพของไอ้หัวเรียบก็โผล่ขึ้นมา

        “แค่ไปห้างไม่ต้องเสื้อเชิ้ตหรอก ไอ้แฟ้บ!” เขาหยิบเสื้อยืดตัวโปรดใส่คู่กับกางเกงยีนซึ่งก็เป็นชุดที่ใส่ประจำขนาดเข้าบริษัทยังแต่งแบบนี้เลย ต้องงานทางการจริงๆ เช่นประชุมกับลูกค้าเขาถึงจะใส่เสื้อเชิ้ต

        “เสร็จแล้วค่ะ คุณ เอ๊ย! พี่แฟ้บ” ครึ่งชั่วโมงพอดีเป๊ะ สาวข้างบ้านก็โทรมา เธอช่างเป็นคนตรงต่อเวลาเหมือนไอ้หัวเรียบไม่มีผิด 

        “เอ่อ ไม่ชอบใช่ไหมคะ” ปุยฝ้ายถามแล้วก้มมองชุดที่ใส่ วันนี้เธอเลือกชุดกระโปรงสีชมพูสดใสเพื่อหลอกล่อให้ตัวเองรู้สึกชื่นบาน

        “ชอบ น่ารักดี”

        “จริงเหรอ จ้องซะจนเหมือนอยากกระชากให้ขาดคามือ”

        “หึ หึ ฮ่าๆๆๆ” แฟ้บพยายามจะกลั้นหัวเราะแต่ก็ไม่ไหวเลยปล่อยก๊ากออกมา

        “ขำอะไรเนี่ย”

        “อย่าไปพูดแบบนี้ให้ผู้ชายคนอื่นได้ยินนะ ฮ่าๆๆ”

        “ทำไมเล่า ขำอะไร”

        “กระชากให้ขาดคามือ ซาดิสม์เหรอ ฮ่าๆๆ”

        “เฮ้ย! ไม่ได้หมายความแบบนั้น หยุดหัวเราะเลย หยุดๆ บอกให้หยุดไงเล่า ตุ๊บๆๆๆ” เมื่อพูดด้วยปากไม่ได้ผลปุยฝ้ายจึงใช้มือทุบไปทั่วแขนของเขาแล้วก็เจ็บซะเอง

        “แขนหรือท่อนไม้เนี่ย” เธอบ่นอุบอิบเพราะมือเจ็บและแดงไปหมด

        “ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว ฮ่าๆๆ” แฟ้บหัวเราะต่อด้วยความสะใจ

        “ทำไมใจร้ายกับคนอกหัก ไม่แมนเลย”

        “โอ๋ๆๆ ขอโทษนะ เดี๋ยวไถ่โทษพาไปกินขนมว่าแต่ชอบกินอะไรล่ะ” แฟ้บลูบผมเธอเบาๆ แล้วทุกอย่างรอบตัวก็หยุดหมุน ตอนที่เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตากันมันเหมือนทั้งโลกมีแค่เธอกับเขาเพียงสองคน

        “ชอบกินไอติมกับวิปครีมเยอะๆ ห้ามขัดใจนะเพราะแต่ก่อนไม่เคยได้กินแบบจุใจสักครั้ง”

        “แน่นอน ไปกันเถอะ” แฟ้บทั้งขำทั้งสงสารเพราะน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเศร้าสร้อยเหลือเกินแต่เรื่องที่พูดมันไม่น่าจะเป็นประเด็นให้ซีเรียสขนาดนั้นรึเปล่า แค่ไอติมกับวิปครีมเนี่ยนะทำเหมือนเรื่องคอขาดบาดตายระดับชาติ

        “บอกได้รึยังว่าจ้องชุดทำไม”

        “งั้นตอบมาก่อนว่าทำไมต้องสนใจว่าใครจะคิดยังไงกับชุดที่ตัวเองใส่ ก็เลือกเองไม่ใช่เหรอเห็นใส่ก็ออกจะบ่อยทำไมต้องทำท่าไม่มั่นใจด้วย”

        “เขาไม่ชอบ เขาบอกว่ามันเชยไม่สวยเหมือนเสื้อผ้าแบรนด์เนม”

        “แล้วทำไมต้องยอมให้เขาบงการชีวิตขนาดนั้น คนรักนะไม่ใช่พ่อ”

        “ก็คิดว่าเขาทำเพราะรักไง” ปุยฝ้ายตอบแล้วน้ำตาก็ไหลออกมา

        “เราอยากทำให้คนที่รักมีความสุข มันผิดเหรอ”

        “ขอโทษนะ ผมผิดเองที่ไม่เข้าใจความรักของคุณสองคน” แฟ้บบอก

        “อย่าว่าแต่คุณเลยฉันเองก็ไม่เข้าใจ ตกลงที่ผ่านมาเขาไม่ได้รักฉันเลยเหรอ”

        “งั้นเราควรเลิกคิดเรื่องที่ไม่มีวันจะได้คำตอบดีกว่าไหม เช็ดน้ำตาซะจะได้ไปกินไอติมกับวิปครีมเยอะๆ” เมื่อพูดถึงขนมแม่สาวข้างบ้านก็เช็ดหน้าเช็ดตาอย่างว่าง่าย

        ระยะทางจากบ้านไปห้างสรรพสินค้าใช้เวลาชั่วโมงกว่า ปุยฝ้ายแอบมองผู้ชายตัวโตอยู่หลายครั้งและเธอมีคำถามมากมายเหลือเกินเกี่ยวกับตัวเขาและตัวเอง

        ทำไมเธอถึงยอมไปไหนมาไหนกับเขาง่ายดายขนาดนี้ ยอมให้เข้าบ้าน ยอมนั่งรถด้วยกัน ทั้งที่แทบจะไม่รู้จักกันเลยเรียกว่าคนแปลกหน้าก็ไม่ผิดนักแต่ดูตอนนี้สิเธอรู้สึกสบายใจและไม่กลัวเขาเลยแม้แต่นิด ส่วนคำถามเกี่ยวกับตัวเขามันเยอะจนเกินจะบรรยาย เขาทำงานบริษัทอะไร ไปไหนตอนดึกๆ ผู้หญิงที่ควงรักหมดทุกคนรึเปล่า เด็กสาวคนนั้นล่ะที่อยู่บนรถเข็นเธอคือใคร ครอบครัวบ้านช่องของเขาอยู่ที่ไหน ฯลฯ

        “ชอบลายผ้า” อยู่ๆ แฟ้บก็พูดขึ้นมา

        “ลายผ้า ลายชุดเนี่ยเหรอ” เธอถามแล้วลูบชุดกระโปรงด้วยความภูมิใจ

        “ใช่ อยากเอาไปทำเคสมือถือ น่าจะสวยดี”

        “ทำได้เหรอคะ” ปุยฝ้ายถามด้วยความตื่นเต้น

        “ได้สิ มีเครื่องพิมพ์เครื่องนึงก็ทำได้แล้ว”

        “ทำยังไงคะ”

        “ก็ถ่ายรูปด้วยกล้องคุณภาพดีๆ เทพๆ อ่ะ แล้วก็ไปสั่งพิมพ์กับเครื่อง แล้วก็เอารูปแปะไปบนเคสขั้นตอนสุดท้ายก็เอาเข้าเครื่องสุญญากาศก็เสร็จแล้ว”

        “โห! ไม่เคยรู้เลยนะเนี่ยว่ามันจะง่ายขนาดนี้”

        “อยากลองทำไหมล่ะ”

        “ใช้เงินลงทุนเยอะไหมคะ”

        “ฝ้ายก็เอาชุดมาเป็นค่าลงทุนไง ส่วนผมก็ออกค่าอุปกรณ์ กล้องมีอยู่แล้วเหลือแค่เครื่องทำเคส เพื่อนบอกราคาหมื่นต้นๆ ไปหาดีๆ กับพรรคพวกคงได้ถูกกว่านั้น”

        “อยากลองค่ะ พี่แฟ้บได้เครื่องมาเมื่อไหร่บอกฝ้ายด้วยนะ”

        “น่ารักดี” อยู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยอีกแล้ว

        “อะไรน่ารักคะ”

        “แทนตัวเองว่าฝ้ายแล้วเรียกผมว่าพี่ดูสนิทกันดี ความจริงเราอยู่ข้างบ้านกันมาตั้งสามปีเสียดายที่ไม่เคยคุยกันเลย”

        “เลิกแทนตัวเองว่าผมด้วยสิดูไม่สนิทกันเลย”

        “ได้ตามความประสงค์ครับน้องฝ้าย พี่แฟ้บขอขับรถก่อนนะครับไฟเขียวแล้ว”

        แฟ้บพาปุยฝ้ายไปกินข้าวก่อนเป็นลำดับแรกเพราะจะสี่โมงแล้วต่อจากนั้นจึงไปเลือกออดสุดท้ายก็หอบของพะรุงพะรังไปนั่งร้านไอติมเพราะเธอไม่ได้ซื้อแค่ออดแต่เหมาชุดเครื่องนอนและผ้าม่านมาแบบครบเซท เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเข้าใจดีว่าเธอคงอยากลบภาพเดิมๆ ความทรงจำเดิมๆ

        “สั่งเป็นลูกนะคะ มะม่วง ชาเขียว วานิลลา ท้อปปิ้งขอเป็นอัลมอนด์ สายรุ้งแล้วก็วิปครีมค่ะ” แฟ้บอ้าปากค้างกับสปีดการสั่งรัวเร็วประหนึ่งพายุทอร์นาโด นี่เธอกลืนเมนูเข้าไปหรือยังไงทำไมจำได้แม่นยำขึ้นใจขนาดนั้น

        “วิปครีมกี่ลูกดีคะ” พนักงานถาม

        “อืม สิบค่ะ”

        “ดะ ได้ค่ะ”

        “ขอบคุณนะคะ” ปุยฝ้ายส่งเมนูที่ยังไม่ได้เปิดคืนให้พนักงานหน้าใส

        “สิบเลยเหรอ” แฟ้บถาม

        “ออกเองก็ได้ แหม่”

        “ไม่ใช่แบบนั้น บอกว่าจะเลี้ยงก็เลี้ยงสิแต่กินหมดเหรอ”

        “นี่ไม่เคยบอกใครเลยนะ มีแค่ยัยกุ้งที่รู้” ปุยฝ้ายบอกแล้วทำตาเป็นประกาย

        “เคยเห็นวิปครีมเป็นขวดแบบฉีดเหมือนสเปรย์ไหม”

        “เคย”

        “ฝ้ายเคยกินคนเดียวหมดภายในหนึ่งชั่วโมง กินกับไอติมกล่องๆ ที่ขายใน 7-11 อ่ะ”

        “เฮ้ย! ชอบขนาดนั้น”

        “อืม ว่าจะพาตัวเองไปบำบัดอยู่เหมือนกัน ฮ่าๆๆๆ” ปุยฝ้ายบอกด้วยสีหน้าเศร้าสลดแต่ขัดกับน้ำเสียงแสนรื่นเริงเป็นที่สุด

 

ตอนที่ 7 สามวัน

        ปุยฝ้ายมองข้าวของกองพะเนินด้วยความทึ่งเพราะหนุ่มข้างบ้านหอบมันมาเพียงลำพังโดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากเธอเลย เธอซื้อชุดผ้าปูที่นอนพร้อมผ้านวมผืนใหญ่สีฟ้าสดใสแล้วก็ผ้าม่านกับพรมเช็ดเท้าสีฟ้าอ่อน พี่บาสเคยบอกว่าสีฟ้าเป็นสีของผู้ชายทั้งที่เธอชอบสีฟ้าเป็นที่สุด ตั้งแต่คบกันเธอก็แทบไม่ได้ใส่เสื้อผ้าสีนั้นเลย

        จะเที่ยงคืนแล้วเธอเพิ่งกลับถึงบ้าน สาเหตุก็เพราะว่าพอกินไอติมเสร็จก็แวะเอาของไปเก็บแล้วก็ไปร้านหนังสือตอนจะเดินกลับไปที่รถรอบสองตาก็เหลือบไปเห็นโปสเตอร์หนังรักโรแมนติกก็เลยเดินเข้าไปในห้างอีกครั้งเพื่อดูหนัง เธอบอกกับเขาว่าดูคนเดียวได้ให้กลับไปก่อนเลยแต่เขาก็ยืนยันว่าอยากดูเหมือนกัน

        เป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดปีที่เธอได้เลือกหนังที่ตัวเองชอบจริงๆ เพราะเวลาไปดูกับผู้ชายคนนั้นเขาก็จะดูแต่หนังแอคชั่นยิงกันสนั่นโรงไม่ก็หนังผีสยองขวัญที่เธอกลัวหัวหด ขนาดเสียงออดยังตกใจจนสะดุ้งคิดดูแล้วกันว่าหนังผีมันมีเสียงประกอบชวนให้หัวใจวายแค่ไหน

        ตอนแรกตั้งใจว่าจะกลับมาเปลี่ยนผ้าปูชุดใหม่แล้วนอนให้สบายอุราแต่ตาก็จะปิดอยู่รอมร่อแถมแรงก็ไม่เหลือแล้วเพราะเดินเล่นอยู่หลายชั่วโมง ปุยฝ้ายอาบน้ำด้วยความรวดเร็วแล้วทิ้งตัวลงเตียงหลับสนิทไปทันที

        เธอเกือบลืมไปแล้วว่าอกหัก!

 

เช้าวันใหม่

        แฟ้บตื่นแต่เช้าแล้วทำข้าวต้มปลาถ้วยใหญ่เพื่อไปกินกับสาวข้างบ้าน เมื่อวานเขาแวะไปซูเปอร์มาร์เก็ตด้วยแล้วตีเนียนถามว่าอยากกินอะไรตอนมื้อเช้า

        “วันนี้เอาผักชีแยกมาให้แล้ว” ทั้งคู่กินอาหารแล้วคุยกันเรื่องภาพยนตร์ที่ชมเมื่อคืน

        “ไม่เคยดูหนังสนุกแบบนี้นานแล้ว” แฟ้บได้แต่อมยิ้มเพราะเขาได้ยินเธอพูดประโยคนี้ตั้งหลายครั้ง เขาไม่ค่อยเข้าใจนักว่าความสัมพันธ์ของเธอกับไอ้หัวเรียบมันอยู่ในลักษณะไหนขนาดเพิ่งคุยกันแค่ไม่กี่วันเขายังอึดอัดแทน ดูเหมือนไอ้หัวเรียบจะเป็นจอมบงการที่แท้จริงนี่มันยุคไหนแล้วยังมีคนคิดว่าการกดขี่คือความเท่อีกเหรอ

        “ไว้วันหลังไปดูกันอีกไหม”

        “ทำไมพี่แฟ้บใจดีจัง ไม่ต้องทำดีกับคนโดนทิ้งหรอกนะคะฝ้ายโอเค”

        “อยู่กับใครแล้วสบายใจก็อยากอยู่ด้วยนานๆ” แฟ้บรู้ตัวว่ามันคงเป็นการรุกที่หนักไป แต่ในเมื่อหัวใจมันสั่งแบบนั้นทำไมเขาจะต้องเก็บงำมันเอาไว้

        “แล้วพี่บาสทำไมถึงเลิกสบายใจเวลาอยู่กับฝ้ายนะ” แฟ้บเพิ่งรู้ว่าไอ้หัวเรียบชื่อบาส พอรู้แบบนั้นก็อยากจับหัวเรียบๆ ของมันฟาดกับแป้นบาสจริงๆ

        “มันคนละคน อย่าเอาไปเปรียบกัน” แฟ้บบอก

        “พี่แฟ้บไม่น่าหอบไปหอบมาเลยนะ วันหลังฝ้ายไปกินที่บ้านพี่แฟ้บก็ได้ เอ่อ คือถ้าพี่แฟ้บไม่ว่าอะไร” ปุยฝ้ายคิดว่าเขาจะเสียเวลานำอาหารใส่กล่อง ใส่ชามแล้วถือมาให้เธอกินถึงที่บ้านทำไม ถ้าไปกินบ้านเขามันไม่ง่ายกว่าเหรอแต่เธอลืมคิดไปเขาอาจไม่ชอบให้คนอื่นเข้าบ้านก็ได้

        “ได้ ไว้วันหยุดหน้าแล้วกันแป๊บนะ”

        “โอเคๆ จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”

        “ที่ทำงานมีประชุมด่วนอ่ะฝ้าย ฝากล้างจานหน่อยได้ไหม ออดเดี๋ยวพี่กลับมาทำให้”

        “ได้ค่ะ ขับรถดีๆ นะคะพี่แฟ้บ”

        “เป็นอะไรคะ” ปุยฝ้ายถามชายหนุ่มตัวโตที่นั่งนิ่งตาลอยไปเฉยๆ

        “พี่แฟ้บคะ ทำไมทำหน้าแบบนั้น ฮัลโหล อยู่ไหมเนี่ย สติอยู่ไหม”

        “ป้าบ! ปุยฝ้ายตบมือดังๆ ตรงหน้าแล้วเขาก็หลุดจากภวังค์

        “เป็นไรคะ”

        “ไม่ได้ยินนานแล้ว” เมื่อได้ฟังคำตอบปุยฝ้ายก็งงหนักกว่าเดิม เขาเป็นผู้ชายที่ชอบพูดประโยคลอยๆ ให้งงเสมอ

        “ไม่ได้ยินอะไรคะ เสียงตบมือเหรอ”

        “เปล่า ที่บอกว่าให้ขับรถดีๆ ไม่มีใครบอกนานแล้ว”

        “ขับรถดีๆ นะคะ ไหนว่ามีประชุมด่วน ไม่ต้องรีบเหรอ”

        “เออ จริงด้วย ไปก่อนนะ”

        “ฝ้าย” แฟ้บเรียกเธอเมื่อเดินไปถึงประตูบ้าน

        “คะ พี่แฟ้บ” ปุยฝ้ายขานรับ มือก็ล้างถ้วยชามไปด้วย

        “อย่าลืมกินข้าวกลางวันนะ”

        “ค่ะ พี่แฟ้บก็ด้วยนะ” แฟ้บรีบหันกลับไปเพราะกลัวเธอจะเห็นว่าหน้าดำๆ ของเขามันกลายเป็นสีแดง ส่วนปุยฝ้ายก็บิดฟองน้ำล้างจานจนม้วนเป็นเลขแปด

        เมื่อท้องอิ่มเธอก็จัดการทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่เพื่อเป็นการไล่ความฟุ้งซ่านที่อยู่ในหัว เธอเลื่อนตู้โชว์ไปไว้อีกมุมแล้วลากโซฟากับโต๊ะกระจกไปไว้ใกล้ๆ กัน ส่วนพื้นที่ว่างๆ กะว่าจะหาโต๊ะมาวางเอาไว้ทำงานฝีมือเพราะตั้งแต่นี้เธอจะมีเวลาเหลือเฟือ

        “โหยยย จะบ่ายโมงแล้วเหรอเนี่ย” ปุยฝ้ายนอนแผ่อยู่กลางบ้านด้วยตัวเปียกซ่ก ไม่คิดเลยว่าการปัดกวาดเช็ดถูบ้านแค่ชั้นเดียวจะเหนื่อยรากเลือดขนาดนี้

        “ติ๊ดๆ” ปุยฝ้ายกดรับสายเรียกเข้าแล้วอีกฝ่ายก็บอกให้เธอเปิดกล้อง

เริ่มสายสนทนาแบบเห็นหน้า

แฟ้บ: ทำไรอยู่

ฝ้าย: เพิ่งกวาดบ้านเสร็จค่ะ กำลังจะออกไปกินข้าวกลางวัน

แฟ้บ: ดูนี่สิ ฝ้ายว่าดีไหม มันมีสองรุ่น หมื่นห้ากับหมื่นแปด (แฟ้บชูแผ่นพับเครื่องทำเคสมือถือให้ปุยฝ้ายดู)

ฝ้าย: มันต่างกันยังไงคะ

แฟ้บ: ตัวที่แพงกว่ามันทำแก้ว ทำจานได้ด้วยแล้วก็ทำเคสซัมซุงได้อีกอย่าง ตัวหมื่นห้าทำได้แค่เคสไอโฟน

ฝ้าย: เอ่อ เอาตัวหมื่นแปดดีไหมคะ

แฟ้บ: พี่ก็ว่างั้นแต่อยากถามฝ้ายก่อน แต่ต้องรอนะช่วงนี้ของขาดพอดี

ฝ้าย: ได้ค่ะ

แฟ้บ: ไปหาอะไรกินเถอะ พี่กลับเย็นๆ นะ

ฝ้าย: ค่ะ

จบสายสนทนาแบบเห็นหน้า    

        แฟ้บวางสายแล้วก็ไปเข้าห้องประชุมอีกครั้ง เขาแอบมาเข้าห้องน้ำแล้วต่อสายหาเธอแบบด่วนจี๋เพราะเก็บความดีใจไว้ไม่อยู่ ส่วนฝ้ายยังคงนอนมองเพดานด้วยความมึนงงอีกพักใหญ่ๆ สิ่งที่เขาทำมันเกินปกติในระดับคนรู้จักรึเปล่าหรือว่าพี่แฟ้บจะชอบเธอแต่คิดไปคิดมาก็ไม่น่าใช่เพราะเธอไม่เหมือนผู้หญิงที่เขาหิ้วมานอนสักคน สาวๆ พวกนั้นสวย เซ็กซี่ นมตู้ม ขาวยังกะหลอดนีออนแต่มันก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ

        “เฮ้อ ช่างมันเถอะฝ้าย เขาดีด้วยจะคิดอะไรให้ปวดหัวแค่โดนทิ้งก็เศร้าพอแล้วไม่ต้องเพิ่มปัญหาให้ตัวเองหรอก” ปุยฝ้ายบอกตัวเองแล้วเดินออกไปหาข้าวกิน

        มื้อกลางวันคือผัดผักบุ้งหมูกรอบกับแกงจืดวุ้นเส้นตบท้ายด้วยชาไข่มุกอีกแก้วและแน่นอนว่าเครื่องดื่มอุดมด้วยน้ำตาลพร้อมเม็ดดำๆ ไม่เคยอยู่ในรายการที่ผู้ชายคนนั้นเห็นชอบ เธอเข้าใจว่าเขาหวังดีแต่บางทีเราก็ไม่ต้องใช้ชีวิตจนตึงเปรี๊ยะขนาดนั้นรึเปล่า

        พอกลับมาบ้านก็นอนดูอะไรไปเรื่อยเปื่อยในมือถือแล้วจึงตัดสินใจโทรไปหาพ่อกับแม่ ปุยฝ้ายแปลกใจมากที่เล่าให้ท่านทั้งสองฟังด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งและไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียวมีแค่เพียงความเศร้าและไม่เข้าใจที่ยังค้างคาอยู่ในใจว่าทำไมคนที่เคยแสนดีถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนั้น

        พ่อกับแม่ปลอบใจและให้ข้อคิดมาหลายอย่างเธอมาร้องไห้เอาตอนนั้นเพราะซาบซึ้งในความรักที่ท่านมีให้ เธอเป็นลูกที่ไม่ดีนักเพราะชิงสุกก่อนห่ามทำให้ท่านต้องเป็นขี้ปากชาวบ้าน ในสังคมต่างจังหวัดเรื่องนี้ยังถือเป็นธรรมเนียมเคร่งครัดลูกสาวบ้านไหนโดนเจาะไข่แดงทั้งที่ไม่ได้แต่งงานจะถูกครหาไปจนวันตาย

        แต่พ่อกับแม่ก็ไม่เคยพูดให้เธอเสียใจท่านบอกแค่ว่าเข้าใจดีที่คนรักจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน ใครจะว่าอะไรพูดอะไรท่านไม่สนใจหรอกขอแค่ให้ลูกสาวมีความสุขก็พอ

        นั่นจึงเป็นที่มาของการรบเร้าให้เกิดงานแต่ง ข้อแรกแน่นอนแหละว่าเธอรักเขาคบกันมาขนาดนี้คงไม่ได้หวังแค่เล่นๆ ชั่วครั้งชั่วคราว ข้อสองก็เพราะพ่อกับแม่เธออยากให้ท่านภูมิใจว่าลูกสาวเพียงคนเดียวได้แต่งงานถูกต้องตามประเพณีไม่ต้องเป็นหัวข้อสนทนาแบบเหยียดหยันจากคนในหมู่บ้านอีก

        ปุยฝ้ายกดวางสายแล้วก็กลับมาครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆ อีกครั้ง เป็นสามวันที่มีอะไรให้คิดเยอะมาก ผู้ชายคนนั้นยังไม่เคยไปหาพ่อแม่เธอที่เชียงรายแม้จะคบกันมาตั้งเจ็ดปี ท่านเคยเจอแค่ตอนมากรุงเทพเมื่อหลายปีก่อนและคนรักของเธอก็ไม่เคยแสดงความต้องการว่าอยากจะไปหาท่านด้วย

        “ก็แน่แหละเนอะ เขารังเกียจผ้าทอก็ต้องเกลียดบ้านที่ทอเป็นธรรมดา” ปุยฝ้ายรำพึงกับตัวเอง พอนึกถึงผ้าทอเธอก็นึกถึงผู้ชายข้างบ้าน เธอยังจำสายตาแห่งความชื่นชมของเขาได้มันทำให้หัวใจเต้นแรงและดีใจแบบสุดๆ ที่ใครสักคนชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน เขาคือคนแปลกหน้าที่ไม่รังเกียจตัวตนและรากเหง้าของเธอในขณะที่ผู้ชายอีกคนปากบอกว่ารักมาตลอดเจ็ดปีแต่ไม่เคยยอมรับตัวตนของเธอได้เลยทั้งที่เธอยอมรับและนับถือเขาทุกอย่าง

        “ติ๊ดๆ”

        เสียงเรียกเข้าดังขึ้นอีกครั้งแล้วปุยฝ้ายก็ต้องตกใจเพราะมันจะหกโมงแล้ว วันหยุดพักร้อนกำลังจะหมดลงและไม่น่าเชื่อว่าเกือบร้อยชั่วโมงก่อนเธอยังร้องไห้ไร้สติเหมือนคนบ้าอยู่เลย แต่ตอนนี้จิตใจของเธอกลับนิ่งสงบและมีสติกว่าครั้งไหนๆ สงบขนาดที่ว่าคิดวางแผนอนาคตไว้เป็นขั้นเป็นตอนเลยทีเดียว เธอจะทำเคสมือถือไปขายตามตลาดเปิดท้ายแล้วก็จะขายออนไลน์ด้วยจากนั้นก็จะรื้องานฝีมือที่เคยชอบทำคือถักโครเชต์กับปักผ้าออกมาทำอีกรอบแล้วก็จะขายควบคู่ไปกับเคส ในเมื่อจะต้องมีชีวิตอยู่เพียงลำพังไปจนแก่ก็ต้องหาเงินไว้ใช้ยามชรา

เริ่มต้นสายสนทนา

แฟ้บ: ทำไร

ฝ้าย: เพิ่งคุยกับพ่อแม่ค่ะ

แฟ้บ: โอเคไหม ท่านว่าอะไรรึเปล่า

ฝ้าย: โอเคค่ะ ท่านไม่ว่าอะไร

แฟ้บ: แล้วฝ้ายล่ะโอเคไหม เสียงเศร้าๆ

ฝ้าย: โอเคค่ะ ฝ้ายไม่ได้เศร้า ง่วงมากกว่ากินข้าวแล้วก็นอนเล่นไม่ได้ทำอะไรเลย

แฟ้บ: หิวมากไหม

ฝ้าย: ไม่ค่ะ

แฟ้บ: แถวที่ทำงานพี่มีก๋วยเตี๋ยวปลาเจ้าเด็ดอยากลองกินไหม

ฝ้าย: อยากค่ะ

แฟ้บ: อืม งั้นรอนะ พี่เลิกงานแล้วซื้อเสร็จจะรีบกลับเลย

ฝ้าย: ค่ะ ขับรถดีๆ นะคะ ไม่ต้องรีบ

แฟ้บ: ครับ

จบสายสนทนา

        ปุยฝ้ายกอดมือถือไว้แล้วก็ยิ้มออกมาเหมือนคนเมากาวหรือจริงๆ แล้วเธอเมารัก

ตอนที่ 8 รวดเร็วปานจรวด

        ลมหนาวต้นเดือนธันวาคมพัดมาเบาๆ พอให้ชื่นใจ ก็อย่างที่รู้กันว่าในเมืองกรุงฤดูหนาวไม่ได้มากมายนัก ปีนึงได้หนาวสักหนึ่งสัปดาห์ก็นับว่ามากโขแล้ว ปุยฝ้ายแต่งตัวด้วยชุดฟอร์มสีครีมเรียบกริบเหมือนเคยแต่อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้

        “ติ๊ง” เสียงกริ่งประตูดังขึ้นมาแผ่วๆ เธอยิ้มนิดๆ เพราะสุขใจกับเสียงของมันแล้วจึงรีบคว้ากระเป๋าออกไปทันที

        “ขอบคุณค่ะ” ปุยฝ้ายขอบคุณชายหนุ่มที่เปิดประตูรถให้ ก็พี่แฟ้บหนุ่มข้างบ้านไงวันนี้เขาจะไปส่งที่ทำงาน

        “แวะกินโจ๊กก่อน ทันอยู่ใช่ไหม” แฟ้บถาม

        “ทันค่ะแต่พี่แฟ้บไม่ต้องลำบากก็ได้ ฝ้ายมีอาหารให้กินฟรีอยู่แล้วค่ะ”

        “แต่พี่ไม่มีนี่นา กินเป็นเพื่อนกันได้ไหม”

        แฟ้บนัดแนะสาวข้างบ้านให้มาเจอกันตอนเจ็ดโมงตัวเขาเองไม่ได้มีธุระหรือต้องเข้าบริษัทแต่ก็เอามาเป็นข้ออ้างในการแหกขี้ตาตื่นมาแต่ไก่โห่ทั้งที่เพิ่งนอนเมื่อตอนตีสอง เขารู้สึกว่าเวลาดึกหัวมันจะแล่นที่สุดแถมอากาศก็เย็นสบายไม่ต้องลุกไปรับจดหมายไม่โดนขัดจังหวะจากเสียงรถรา พอรวมๆ กันทั้งหมดมันจึงเป็นสาเหตุให้ชอบทำงานตอนกลางคืนมากกว่า

        “เลิกงานไปไหนต่อรึเปล่า” แฟ้บถามเรื่อยๆ เหมือนไม่ได้ใส่ใจระหว่างตักโจ๊กเข้าปาก

        “ไม่ค่ะ ฝ้ายไม่ค่อยชอบไปไหนตอนค่ำๆ รถมันติด”

        “ถ้าเย็นๆ ผ่านแถวนี้จะแวะมารับนะ”

        “ได้ค่ะ” ปุยฝ้ายไม่สามารถสลัดความคิดแปลกๆ ออกจากหัวได้เลย เธอเพิ่งโดนผู้ชายที่คบกันมาเจ็ดปีทิ้งไปได้สามวันแต่กลับไม่รู้สึกทุกข์ร้อนหรือจะเป็นจะตายเท่าไหร่นัก แน่นอนว่าเธอเสียใจแต่พอได้คำปลอบใจจากแม่และคำพูดบางคำของท่านก็ทำให้เธอตาสว่าง

        “แม่เห็นว่าหนูรักเขาก็ไม่อยากพูดให้เสียใจแต่ในเมื่อเลิกราเป็นคนอื่นไปแล้วแม่ขอพูดนะฝ้าย ผู้ชายคนนั้นไม่เคยรักและเคารพที่บ้านเราเลย การที่เราจะรักใครสักคนเราก็ควรจะรักครอบครัวของเขาด้วยมันถึงจะไปกันรอด” นั่นคือคำของแม่ เธอรู้ว่าเขาไม่ชอบหลายๆ อย่างในตัวเธอแต่ไม่เคยคิดว่าเขาจะไม่รักและไม่เคารพพ่อกับแม่แต่เมื่อท่านพูดเธอจึงหูตาสว่าง

        “เลิกๆ ซะได้ก็ดี ผู้ชายอะไรโคตรเห็นแก่ตัว วันหยุดพาไปแต่บ้านไปทำเรื่องอย่างว่าไม่คิดจะพาไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนบ้างเหรอ ฉันไม่ชอบขี้หน้ามันเลยให้ตายสิ” นั่นคือถ้อยคำเสี้ยวเดียวจากกุ้งเพื่อนรักที่สาดกระหน่ำไม่มีจังหวะพักเกือบสามชั่วโมง แม่นั่นร่ายยาวจนเธอสลบเหมือดกลางวันแสกๆ ตอนวันที่สองที่โดนทิ้ง

        “ฝ้าย!” แฟ้บเรียกคนที่นั่งตรงข้ามตั้งหลายครั้งแต่เธอก็ไม่ได้ยิน กว่าจะขานรับได้เสียงเรียกก็เกือบจะกลายเป็นเสียงตะโกน

        “ค่ะ คะ พี่แฟ้บ มีอะไรคะ”

        “เหม่ออะไร รีบกินเข้าเถอะเดี๋ยวไปทำงานสายนะ” ปุยฝ้ายจึงเลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วกินโจ๊กให้หมด เธอมาถึงโรงแรมก่อนเวลาเริ่มงานสิบนาที พี่เข็มกับยัยกุ้งรอท่าอยู่แล้วทั้งคู่ทำหน้างงๆ ที่เห็นหน้าเธอ สองคนนั้นคงคิดว่าเธอผูกคอตายไปแล้วมั้ง       “เป็นไงบ้างฝ้าย” เข็มหอมถามพนักงานด้วยความเป็นห่วง เธอคาดว่าจะได้เห็นสภาพโทรมๆ อิดโรยเป็นแน่แท้แต่เปล่าเลย เธอก็ยังสดใสเหมือนวันก่อนๆ หน้าตาก็ไม่ได้ใช้เครื่องสำอางแต่งทับแน่ๆ เพราะปุยฝ้ายเป็นคนแต่งหน้าอ่อนมาก

        “ซื้อมาฝากค่ะ จริงๆ ฝ้ายไม่ได้ซื้อหรอก พี่แฟ้บคะยั้นคะยอให้เอามาฝากให้ได้เขาว่าโจ๊กเจ้านี้อร่อยมาก”

        “แฟ้บไหน” เข็มหอมและกลอยใจถามด้วยความงุนงง

        “คนที่อยู่ข้างบ้านค่ะพี่เข็ม ผู้ชายคนนั้นไงแกที่ฉันไม่ชอบขี้หน้าอ่ะที่ว่าไม่มีมนุษยสัมพันธ์ไง” ปุยฝ้ายตอบหัวหน้าและเพื่อนพร้อมๆ กัน

        “แล้วอะไร ยังไง ทำไม ถึงมีโจ๊กมาให้ มาด้วยกันเหรอ” กลอยใจถามกลับมารัวเร็วยิ่งกว่าปืนกล

        “คือ แหะๆ ก็คืนนั้นไงที่ไปเที่ยวกันแล้วฝ้ายกลับมาก่อนเพราะคิดว่ากุ้งมันไล่ให้กลับบ้าน มันบอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำหนูดันได้ยินมันบอกว่ากลับบ้าน” ปุยฝ้ายเริ่มเล่า

        “แล้วหนูก็กลับไปปล่อยไก่หน้าบ้านตอนตีสาม เขาบอกหนูคุยกับประตูรั้วแล้วก็เดินชนประตูบ้านโครมเบ้อเร่อ” พอเล่ามาถึงตรงนี้ปุยฝ้ายก็ก้มหน้าเพราะอับอายเหลือเกิน

        “ฮ่าๆๆๆ ฝ้าย แกคุยกับประตูเหรอ โอ๊ย ตลก” กลอยใจขำดังลั่น เข็มหอมก็หัวเราะจนหน้าแดง

        “เขาถามว่าทำอะไร นี่ตะโกนตอบไปอย่างมั่นใจ ไข ปา กู”

        “อะไรวะ,แปลว่า” กลอยใจกับเข็มหอมถามพร้อมกัน

        “ไขประตู ฮ่าๆๆๆ” ปุยฝ้ายตอบแล้วหัวเราะร่วนอีกคน

        “พอถึงบ้านก็หลับเป็นตายเลยแล้วเขาก็เดินมาดูตอนบ่าย ขามันถลอกนิดหน่อยอ่ะเขาเลยช่วยทำแผลให้แล้วก็พาไปซื้อออดอันใหม่ ไปดูหนังด้วย”

        “ห๊ะ” อีกครั้งที่เข็มหอมและกลอยใจเปล่งเสียงพร้อมกัน

        “เขาใจดีมากเลย เสียใจที่เมื่อก่อนมองเขาในแง่ร้าย เออ! เขาสั่งเครื่องทำเคสมือถือมาด้วยแหละเขาชอบลายผ้าฝ้ายที่ใส่เลยจะถ่ายรูปแล้วเอาไปพิมพ์เป็นเคส คงได้หลังปีใหม่”

        “เฮ้ย!” คราวนี้คนที่นั่งฟังอุทานดังลั่น

        “นี่ไม่รู้สึกประหลาดบ้างเหรอ” กลอยใจเอามือทาบอกเพราะกำลังช็อกกับความสัมพันธ์ติดจรวดของเพื่อน

        “ก็นิดหน่อยนะ ตอนแรกคิดว่าต้องตายแน่ๆ ที่โดนทิ้งแต่ก็รอดมาได้”

        “ไม่ใช่เรื่องนั้น เรื่องผู้ชายข้างบ้านเนี่ย”

        “พี่ว่าเขาชอบฝ้ายแน่ๆ คงรอโอกาสมานานแล้ว”

        “ห๊ะ” คราวนี้เป็นปุยฝ้ายบ้างที่ต้องอุทานด้วยความตกใจ เธอไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยคิดแค่ว่าที่เขามาทำดีด้วยคงเพราะสงสารคนเพิ่งโดนทิ้งมากกว่า

        “เอาง่ายๆ นะ เบสิกมาก ผู้ชายที่คบกันมาเจ็ดปีเคยชวนทำอะไรร่วมกันแบบนี้ไหมและฉันกล้าฟันธงยอมงดดูซีรี่ย์สามปีเลย เขาไม่เอาเงินแกใช่ไหม”

        “อือ ไม่เอา รู้ได้ไงอ่ะ”

        “เขาอยากวางแผนอนาคตกะแกไง”

        “บ้า คนเพิ่งคุยกันสามวัน”

        “สามวันสำหรับแกแต่ไม่ใช่สามวันสำหรับเขาแน่ๆ อย่างที่พี่เข็มบอกเขาคงรอโอกาสเข้าชาร์ทแกอยู่”

        “จริงเหรอ” ปุยฝ้ายวางกระเป๋าลงแล้วนั่งห่อไหล่เหมือนเหนื่อยล้าเหลือเกิน จริงเหรอ มันจริงเหรอ เธอถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาและน่าประหลาดมากที่หัวใจมันเต้นไม่เป็นส่ำ

        “ไปไหนกันมาบ้างเนี่ย ทำไมงุบงิบปิดบังเพื่อนล่ะ” กุ้งซักไซ้

        “ก็เขามาทำแผลให้ แล้วก็ไปเดินห้าง ไปซื้อของ ดูหนังด้วยแล้วเขาก็มาเปลี่ยนออดให้ อ้อ! ทำกับข้าวให้กินด้วยอร่อยทุกอย่าง เขาเป็นกราฟฟิกดีไซน์ทำงานที่บ้านไม่ค่อยได้เข้าบริษัทเท่าไหร่” ปุยฝ้ายเล่าและคิดทบทวนทุกอย่างช้าๆ นั่นสิทำไมเขาต้องใจดีกับเธอขนาดนั้น

        “โอ้โฮ! ทำยิ่งกว่าคนคบกันเจ็ดปีอีก คนนั้นเคยทำกับข้าวให้กินไหม เคยมาดูบ้านดูช่องให้บ้างไหมว่าอะไรเสียต้องเปลี่ยนต้องซ่อมรึเปล่า”

        “ก็ฉันไม่ได้บอกเขานี่กุ้ง” ปุยฝ้ายตอบเพื่อน

        “มันไม่ต้องบอกป่ะ เป็นแฟนกันก็ต้องมาดูแลกันบ้างรู้อยู่ว่าผู้หญิงกับงานช่างไม่ถูกกัน” กุ้งโต้กลับ

        “พี่ว่าเขาดูจริงจังกับฝ้ายนะ แล้วเขาน่ารักมากเลยที่นึกถึงคนรอบๆ ตัวฝ้ายด้วย”

        “จริง! กับไอ้คนนั้นมันไม่เคยนึกถึงไม่เคยซื้ออะไรมาฝากกุ้งสักครั้ง ก็ไม่ได้ต้องการอะไรจากมันหรอกแต่มันแสดงถึงน้ำใจและนิสัยของคนได้นะว่าเป็นยังไง ของเล็กน้อยแต่ซื้อใจคนมานักต่อนักแล้ว”

        “ฝ้ายรู้ไหมว่าพี่ตกใจมากที่เห็นฝ้ายเดินยิ้มมาแต่ไกล พี่คิดว่าฝ้ายช็อกจนสติกลับ” เข็มหอมบอกลูกน้อง

        “จริงเหรอคะ ฝ้ายยิ้มเหรอ”

        “ใช่ และพูดตามตรงนะแกหน้าตาสดใสกว่าสามวันก่อนแบบลิบลับ”

        “คุยกับแม่แล้วใช่ไหม” เข็มหอมถาม

        “คุยแล้วค่ะพี่เข็ม ท่านให้ข้อคิดหนูมาหลายข้อ ส่วนนึงที่ทำใจได้เร็วก็เพราะพ่อกับแม่นี่แหละค่ะหนูทำให้ท่านรู้สึกไม่ดีมาตั้งหลายปีท่านคงเสียใจที่ผู้ชายที่หนูรักไม่รักท่านเลย”

        “ผู้ใหญ่ท่านดูคนออกเชื่อท่านเถอะและพี่ก็ไม่อยากยุ่งเรื่องส่วนตัวของลูกน้องด้วยแต่ในเมื่อไม่ได้คบหากันแล้ว พี่ขอพูดตรงๆ นะฝ้ายผู้ชายคนนั้นไม่ได้ดีเด่ตรงไหนเลย”

        “น่าสมเพชนะคะ ทุกคนดูเขาออกยกเว้นหนู”

        “ไม่หรอกพี่รู้ว่าฝ้ายก็มองเห็นข้อเสียของเขาแต่ฝ้ายเลือกจะมองข้ามไปเพราะว่ารักเขา”

        “ตายจริง! โจ๊กจะเย็นหมดแล้วไหมเนี่ย”

        “พี่เข็มกับกุ้งไปกินได้เลยค่ะ เดี๋ยวฝ้ายดูให้ก่อน”

        “ฝ้าย ปีใหม่ถ้าอยากลากลับบ้านไปหาพ่อแม่ก็ได้นะท่านคงดีใจ ปีก่อนๆ อยู่กับแฟนไม่ใช่เหรอ” เข็มหอมบอกแล้วเดินไปโรงอาหารพร้อมกลอยใจ

ตอนที่ 9 รุกฆาต

        “เหนื่อยรึเปล่า” แฟ้บถามปุยฝ้ายตอนห้าโมงนิดๆ เขาหาข้ออ้างผ่านมาแถวนี้จนได้ เมื่อเช้าเธอออกจากบ้านสภาพไหนสิบชั่วโมงต่อมาก็ยังดูดีเหมือนเดิมเป๊ะไม่มีแววเหนื่อยล้าผมเผ้าก็ยังสวยกริบ

        “ไม่ค่ะ วันนี้พี่แฟ้บเลือกเลยนะคะว่าอยากกินอะไรเป็นมื้อเย็น ฝ้ายเลี้ยงเอง”

        “เห็นว่าไม่อยากไปไหนหลังเลิกงานไม่ใช่เหรอ”

        “คนเรามันเปลี่ยนกันได้ค่ะ เหตุผลจริงๆ ไม่ใช่กลัวรถติดหรอกแต่เขาไม่ชอบค่ะเขาบอกว่าเป็นผู้หญิงไม่ควรไปเที่ยวเตร่จนมืดค่ำ” แต่เหตุผลจริงๆ ของนายคนนั้นก็คือกลัวว่าคนรักจะมาเห็นตอนอยู่กับผู้หญิงคนอื่น กันไว้ดีกว่าแก้แน่นอน

        “แล้วก็เชื่อเขามาตลอดเจ็ดปีเนี่ยนะ” แฟ้บถามด้วยความทึ่ง

        “ก็เชื่อส่วนนึง อีกส่วนมันก็จริงตามที่เขาว่านะคะเราเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวไปไหนมาไหนดึกๆ ดื่นๆ อันตรายแต่ตอนนี้ฝ้ายไม่ได้ไปคนเดียวซะหน่อย”

        “ไปเถอะค่ะ ฝ้ายหิวแล้วไปไหนก็ได้” แฟ้บจึงออกรถแล้วมุ่งหน้าไปห้างสรรพสินค้าเพราะมันง่ายและสะดวกที่สุดแถมมีร้านอาหารให้เลือกเยอะด้วย ระหว่างทางทั้งคู่ไม่ค่อยได้คุยอะไรกันมากนัก จริงๆ ต้องบอกว่าแฟ้บอยากคุยแต่ฝ้ายไม่ค่อยสนใจคุยด้วยเพราะเธอเอาแต่จิ้มมือถือ

        “ดวงไม่ดีจริงๆ ด้วย เฮ้อ” ปุยฝ้ายรำพึงออกมา

        “อ่านดวงกับเขาด้วยเหรอ”

        “ค่ะ อ่านทุกวันเลย เว็บนี้แม่นมาก”

        “ไหนอ่านให้ฟังหน่อยสิ”

        “ท่านที่อยู่ในวัยเบญจเพสให้ระวังจะเสียคนรัก การงานหรือสิ่งที่หวังไว้จะติดขัดให้ทำบุญด้วยการหยอดตะเกียงน้ำมันหรือถวายดอกไม้สีแดงเป็นจำนวนคู่” ปุยฝ้ายอ่านออกเสียงดังๆ

        “ฮ่าๆๆ แล้วก็เชื่อด้วยเหรอ ทำนายหว่านมากร้อยคนต้องมีถูกสักคนสองคนแน่นอน คนทั้งโลกอายุยี่สิบห้าตั้งเท่าไหร่มันแค่บังเอิญเท่านั้นแหละ”

        “ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะคะ ฝ้ายโดนทิ้งแล้วสิ่งที่หวังก็ไม่ได้ตามที่ตั้งใจด้วยตรงทุกอย่างเลย”

        “แล้วหวังอะไรไว้”

        “เพิ่งหวังเมื่อเช้าค่ะ จองตั๋วเครื่องบินกลับบ้านช่วงปีใหม่แต่ไม่มีว่างสักที่เลย”

        “นี่ก็โยงไปมั่ว ที่ไม่มีตั๋วไม่ใช่เพราะดวงแต่เพราะไม่รู้จักเตรียมตัวล่วงหน้าไม่ใช่โชคชะตาฟ้าลิขิตอะไรเลยครับปุยฝ้ายอย่างมงาย”

        “จะเพราะโชคหรือเพราะชะตาก็ไม่มีตั๋วอยู่ดี อยากกลับไปเซอรไพรส์พ่อกับแม่ท่านคงดีใจมากฝ้ายไม่ได้กลับบ้านตอนปีใหม่มาตั้งหลายปีแล้ว”

        “พี่กลับทุกปีเลย ไม่ใช่เฉพาะช่วงเทศกาลด้วยโชคดีว่าทำงานที่ไหนก็ได้แค่มีไฟกับเนตแรงๆ ก็พอ”

        “ฝ้ายนี่โชคร้ายจัง”

        “ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาจากผลของการกระทำทั้งนั้นแหละฝ้ายไม่ใช่เพราะดวงหรือโชค คนที่ชอบดูดวงเขาว่าเป็นคนไม่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอ่อนไหว”

        “แล้วที่ฝ้ายโดนทิ้งเพราะฝ้ายทำอะไรคะ”

        “เพราะฝ้ายทำตัวเองเป็นของตาย” แฟ้บตอบแบบชัดถ้อยชัดคำ ไม่กี่อึดใจคนที่นั่งข้างๆ ก็สะอื้น

        “การที่ฝ้ายยอมเขาทุกอย่างเพราะฝ้ายรักเขาแต่เขาไม่ได้คิดแบบนั้นเขาคิดว่าฝ้ายเป็นของตายเป็นลูกไก่ในกำมือเลี้ยงเอาไว้ให้เชื่องให้เชื่อฟังคำสั่ง พี่อาจจะพูดตรงเกินไปแต่ก็ดีกว่าคนที่พูดด้วยคำหวานๆ แต่ไม่มีความจริงใจ”

        “เช็ดซะ” แฟ้บจอดรถเข้าข้างทางเพื่อให้เธอสงบสติอารมณ์เพราะเขาเองก็ไม่มีสมาธิขับรถทั้งที่มีเสียงสะอื้นอยู่ข้างหู

        “จะกลับบ้านเลยไหม ฝ้ายคงไม่มีอารมณ์ไปไหนแล้วมั้ง” แฟ้บถามเมื่อผ่านไปสิบนาทีโดยที่เธอไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

        “มันจริงแบบที่พี่แฟ้บบอกแบบที่พี่เข็มว่ายัยกุ้งด้วย ทุกคนดูเขาออกมีแต่ฝ้ายที่ไม่เคยรู้อะไรเลยทำไมฝ้ายถึงโง่ขนาดนี้ไม่ทันคนแถมยังไม่เข้าใจตัวเอง”

        “เขาเป็นผู้ชายคนแรกแล้วเขาก็ฝังความคิดที่ว่าผู้หญิงต้องมีสามีคนเดียวใส่หัวฝ้ายตั้งแต่ยังใส่ชุดนักเรียนพอมีอะไรกันฝ้ายก็ไม่กล้ามองใครอีกแม้แต่จะคุยกับผู้ชายยังไม่กล้าเลยเพราะกลัวจะกลายเป็นผู้หญิงไม่ดีในสายตาเขา” ยิ่งพูดปุยฝ้ายก็ยิ่งสะอื้นหนักขึ้นเพราะสมเพชตัวเองที่โง่เง่ามาตลอดเจ็ดปี เธอคิดแค่ว่าในเมื่อให้ความจริงใจก็จะได้กลับมาเช่นกันแต่ในที่สุดเธอก็ได้รู้ว่ามันไม่ใช่

        “มันจบแล้วไง จากนี้กลับมาเป็นตัวเองนะ” แฟ้บกุมมือฝ้ายไว้แล้วบอกเธอด้วยน้ำเสียงที่แสนอบอุ่นจนตัวเองก็ยังตกใจ นานแล้วที่โหมดอ่อนโยนไม่ได้ใช้งาน

        “ฝ้ายโชคดีมากเลยที่มีเพื่อนดีแล้วก็ได้รู้จักพี่แฟ้บ”

        “โชคอันนี้เชื่อได้ ถ้ามันเป็นเรื่องดีๆ ทำให้เราคิดบวกก็เชื่อไปเถอะ”

        “ยังอยากไปหาอะไรกินกับพี่อยู่รึเปล่า พี่ปากหมาซะขนาดนี้”

        “อยากค่ะ พี่แฟ้บไม่ได้ปากหมาหรอกพี่แฟ้บแค่จริงใจ”

        “งั้นก็เช็ดหน้าซะ” ปุยฝ้ายรับทิชชู่มาซับไปทั่วใบหน้าแล้วหันไปฉีกยิ้มให้เขาเพื่อบอกว่าเธอพร้อมเดินทางแล้ว

        “อยากกลับบ้านจริงๆ เหรอ” แฟ้บถามเมื่อกลับไปสู่การจราจรบนท้องถนนอีกครั้ง

        “ค่ะ ก็อย่างที่บอกไม่เคยกลับเลยตอนปีใหม่ก็ตั้งแต่คบกับเขาแหละค่ะ บางปีก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรอกแต่เขาก็ไม่ให้กลับเขาว่าคนเยอะอันตรายให้อยู่บ้านเฉยๆ พ่อแม่ไปหาเมื่อไหร่ก็ได้”

        “แหม่ ถ้ามาพูดแบบนี้กับพี่นะ ชกหน้าหงายจริงๆ ด้วย” แฟ้บบอกด้วยความขัดใจและงงงันเป็นที่สุดว่าเธอทนคบกับมันได้ยังไงตั้งเจ็ดปี

        “ถ้าอยากกลับก็กลับไม่ต้องพึ่งดวงพึ่งโชค”

        “ก็ตั๋วมันเต็ม ฝ้ายเพิ่งบอกเมื่อกี้”

        “ก็ไม่ได้บอกให้ไปจองตั๋วบอกว่าอยากกลับก็กลับเดี๋ยวพี่ขับรถให้”

        “ขับไปเชียงรายเนี่ยนะ” ปุยฝ้ายถามเพราะไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน

        “พี่ขับมาทั่วประเทศไทยแล้วฝ้าย งานพี่ถ้าได้ออกสนามก็ออกกันเป็นสัปดาห์เป็นเดือนโน่น”

        “โห เก่งจังเลย ฝ้ายขับรถเป็นนะแต่ไม่กล้าขับในเมืองขับแค่ตอนกลับบ้านในถนนเล็กๆ”

        “ไปลางานได้เลยแล้วมาบอกพี่ว่าจะไปวันไหนพี่จะได้ลาถูกวัน”

        “ทำไมพี่แฟ้บดีกับฝ้ายจัง”

        “ก็ชอบ ชอบตั้งแต่ยังคบกับไอ้จอมบงการนั่น ลุ้นทุกวันว่าเมื่อไหร่จะเลิกกัน”

        “เอ่อ ตรงตรงจังเลยค่ะ” ปุยฝ้ายหันไปมองเขาด้วยความทึ่ง นี่มันจะรวดเร็วฉับไวอะไรขนาดนั้น

        “พี่ไม่ชอบเกมเดาใจ ไม่ชอบคนงอแงแบบไม่มีเหตุผลด้วย”

        “ค่ะ” เธอขานรับสั้นๆ เพราะไม่รู้จะพูดคำไหนก็มันยังไม่หายช็อก

        “ไม่ต้องคิดมาก เราก็เรียนรู้กันไปเรื่อยๆ วันนึงถ้ามันไปต่อไม่ได้ก็กลับไปเป็นเพื่อนบ้านกันเหมือนเดิม ที่พูดนี่ไม่ได้หวังให้มันล้มเหลวนะพี่อยากให้เราสองคนไปกันตลอดรอดฝั่งแต่ก็ไม่มีใครรู้อนาคตใช่ไหมล่ะ พี่สัญญาได้สองอย่างคือพี่จะทำวันนี้ให้ดีที่สุดและไม่ทำตัวแบบผู้ชายคนนั้น”

        “ตกลงไหม ฝ้ายไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเป็นตัวเองให้เต็มที่ พี่ก็เหมือนกันเราจะได้รู้ว่าจะคบกันรอดไหม”

        “ค่ะ” เธอตอบด้วยเสียงกระซิบ

        “พี่รุกเร็วไปใช่ไหมแต่พี่รอมาตั้งนานไงพอมีโอกาสก็อยากพรีเซนตัวเอง ฮ่าๆๆ พี่มันนักขาย ตอนนี้คิดว่าตัวเองเป็นสินค้าชนิดหนึ่งส่วนฝ่ายเป็นลูกค้าที่พี่ต้องชนะใจให้ได้”

        “ดีค่ะ ฝ้ายชอบ ไม่คิดเลยว่าความชัดเจนจะทำให้เรามั่นใจอะไรง่ายขึ้น” ปุยฝ้ายตอบกลับด้วยเสียงสดใส ที่ผ่านมาเธอโดนเลี้ยงไว้ในกรงด้วยคำกล่อมและคำลวงสารพัด จากนี้ไปเธอจะใช้สติให้มากขึ้นและแยกแยะทุกสิ่งด้วยสมองไม่ใช้หัวใจและความรู้สึกนำทางอีกแล้ว

 

ตอนที่ 10 ทริปด่วน ม่วนใจ๋

        ปุยฝ้ายได้ลาหยุดยาวช่วงปลายปีหนึ่งสัปดาห์เต็ม เข็มหอมไปอ้อนวอนฝ่ายบุคคลให้เป็นกรณีพิเศษและเด็กๆ ในทีมต่างก็เห็นอกเห็นใจเพื่อนเพราะเพิ่งโดนทิ้ง ได้กลับบ้านไปหาพ่อแม่น่าจะช่วยรักษาแผลใจให้หายเร็วขึ้น

        “ไม่เห็นบอกว่าเขาหล่อลากไส้ขนาดนี้” กลอยใจนั่งเท้าคางตาลอยคิดถึงหนุ่มข้างบ้านของเพื่อนสนิท

        “แกก็รู้ว่าสเปคฉันไม่ใช่หนุ่มเกา”

        “หนุ่มเกาหลี พูดให้เต็มๆ ได้ม่ะ” กลอยใจสาวกอปป้าบอกด้วยความขัดใจ เธอกับยัยฝ้ายเดินคนละทางอย่างสิ้นเชิงในเรื่องรูปร่างหน้าตาของผู้ชายในอุดมคติ ยัยฝ้ายไปสายยุโรปชอบหนุ่มตาน้ำขาว ตัวล่ำๆ ซิกแพคแน่นๆ ส่วนเธอชอบสายเกาหลี ขาวตี๋ หล่อใส กล้ามไม่ต้องแน่นมากขอแค่ลีนๆ ไม่มีไขมันก็พอ

        “ฉันชอบเขาจัง” กุ้งเปรยแล้วกลับไปทำหน้าเคลิบเคลิ้มต่อ

        “แน่ล่ะสิก็เขาหล่อนี่” ปุยฝ้ายบอกติดจะหมั่นไส้เอามากๆ

        “ไม่ใช่หรอกหน้าตามันก็แค่ส่วนเดียว แกเคยเป็นม่ะรู้สึกถูกชะตากับใครสักคนโดยไม่มีสาเหตุฉันถูกชะตากับพี่แฟ้บของแกมากๆ รังสีคนดีแรงมาก”

        “เขาไม่ใช่ของฉัน” ปุยฝ้ายรีบค้าน

        “เดี๋ยวก็เป็น ออกตัวแรงขนาดนี้ได้ใจพ่อกับแม่แกเต็มๆ”

        “เหมือนที่ฉันไม่ถูกชะตาไอ้บาสของแกอ่ะไม่ถูกอย่างแรง เซนส์ฉันเคยพลาดไหมล่ะ” เมื่อพูดมาถึงแฟนเก่าจอมบงการของเพื่อนมโนอันหอมหวานก็พังทลายลงทันที

        “ต่อจากนี้แกจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้วไง” ปุยฝ้ายตบไหล่เพื่อนเบาๆ ยัยกุ้งก็อดทนมากเลยที่ยอมให้เธอคบกับผู้ชายคนนั้นทั้งที่ไม่เคยชอบขี้หน้า

        “ไปเถอะ ป่านนี้คนข้างบ้านมารอข้างหน้าแล้วแหละ” กลอยใจไล่เพื่อนตอนเกือบห้าโมง

        “โอเคแล้วจะซื้อของมาฝาก สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้ารักแกนะ” วันนี้คือการทำงานวันสุดท้ายของปี พรุ่งนี้เธอกับเขาจะออกเดินทางไปเชียงราย ปุยฝ้ายเพิ่งคุยกับสายฟ้าได้ไม่ถึงเดือนแต่ผู้ชายคนนี้กลับทำอะไรหลายๆ อย่างให้เธอมากมายกว่าคนที่คบกันมาตั้งเจ็ดปี อย่างแรกเขามารับมาส่งเท่าที่โอกาสจะอำนวยถ้างานไม่เร่งและไม่นอนเอาตอนสว่างเขาจะอาสาพามาทำงานและรับกลับบ้านด้วยความเต็มใจ

         อย่างที่สองหลังเลิกงานเขาจะพาไปกินข้าวไม่ก็ดูหนังทั้งที่ยังไม่ครบเดือนแต่ภาพยนตร์ที่ชมด้วยกันก็ห้าเรื่องเข้าไปแล้ว กับผู้ชายคนนั้นปีนึงจะดูกันแค่สองสามเรื่องและต้องเป็นเรื่องที่เขาชอบด้วยส่วนการนัดเจอหลังเวลางานลืมไปได้เลยเพราะเธออยู่ในแผนชีวิตของเขาแค่เช้าวันเสาร์ถึงเย็นวันอาทิตย์เท่านั้น

        และอีกมากมายหลายอย่างเขาเป็นผู้ชายที่ทำให้เธอรู้สึกว่าผู้หญิงเป็นฝ่ายที่ต้องได้รับการดูแลและปกป้อง จริงอยู่ว่าเธอไปไหนมาไหนเองได้แต่ถ้ามีคนไปด้วยกันมันก็สนุกและอุ่นใจกว่า

        “ฝ้ายจะกลิ้งได้แล้วนะคะ” ปุยฝ้ายรับชาไข่มุกมาดูดอึกใหญ่

        “กลมๆ ก็น่ารักดีแล้วฝ้ายก็ยังห่างไกลคำว่ากลมอีกเยอะ”

        “จริงเหรอ” เธอก้มมองตัวเองเหมือนไม่เคยเห็นมันมาก่อน ตลอดเวลาเจ็ดปีสิ่งที่เธอได้ยินประจำก็คืออย่ากินเยอะเดี๋ยวอ้วน แขนใหญ่แล้วเห็นไหม ขาทั้งล่ำทั้งสั้นเลยนะ เขาพูดเหมือนตลกเป็นเชิงล้อเลียนแต่มันก็จี๊ดๆ ในใจ เหตุนี้เธอจึงไม่ค่อยกล้าตามใจปากตัวเองเท่าไหร่นัก

        “ดูแขนสิ ยังกะตุ๊กตาไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง” สายฟ้าจับแขนเล็กๆ ของเธอเขย่าไปมาด้วยความเอ็นดู

        “ไปหาข้าวกินแล้วรีบกลับบ้านดีกว่าจะได้ไปตรวจของครั้งสุดท้ายว่าไม่ลืมอะไร”

 

ตีสี่ครึ่งของเช้าวันใหม่

        ปุยฝ้ายตื่นตอนตีสี่ตรงเป๊ะเพราะคนข้างบ้านโทรมาปลุก เธอถลาไปที่ห้องน้ำแล้วอาบน้ำแปรงฟันด้วยความว่องไวค่ำนี้แล้วที่จะได้เจอพ่อกับแม่มันน่ายินดีจริงๆ

        “พร้อมแล้วนะ” สายฟ้าถามเมื่อออกมาเจอกันหน้าบ้านตอนตีสี่ครึ่ง

        “พร้อมค่ะ” ปุยฝ้ายตอบเสียงสดใส

        “งั้นก็ไปกันเลย” สายฟ้าเลือกออกตั้งแต่เช้ามืดเพราะจะได้ไปถึงที่นั่นเย็นๆ ค่ำๆ แล้วก็อยากหนีการจราจรติดขัดชั่วโมงเร่งรีบในเมืองกรุงด้วย การเดินทางเป็นไปด้วยความราบรื่นและคนข้างๆ ก็ทำให้บรรยากาศมันรื่นรมย์ดีเหลือเกิน สายฟ้าเพิ่งรู้ว่าการขับรถทางไกลแล้วมีคนรู้ใจไปด้วยกันมันมีความสุขแบบนี้เอง

        ที่จังหวัดนครสวรรค์ปุยฝ้ายแวะซื้อของฝากไปให้พ่อกับแม่และญาติๆ สามถุงใหญ่ดีว่ารถของสายฟ้าเป็นกระบะสี่ประตูทำให้ข้าวของทุกอย่างไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด

        ตกบ่ายทั้งคู่ก็แวะสักการะพระพุทธชินราชเพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต ปุยฝ้ายมองผู้ชายตัวโตที่นั่งคุกเข่าสองมือพนมขึ้นไว้ระหว่างอกเขาหลับตานิ่งอยู่สักพักเพื่ออธิษฐานขอพรแล้วจึงลืมตาขึ้นมาแล้วก็มาสบตากับเธอพอดี

        “มองอะไร” สายฟ้าถามคนที่แอบมอง

        “เชื่อไหมว่าเขาไม่เคยพาไปไหว้พระทำบุญแบบนี้เลย” คนต้นคิดว่าอยากจะแวะที่นี่คือเขา ใช่ว่าเธอไม่อยากแวะหรอกแต่ที่เขาขับรถให้แถมยังไม่ยอมรับค่าน้ำมันก็เกรงใจจะแย่แล้ว ถ้าจะบอกให้แวะนั่นแวะนี่อีกก็ดูจะไร้มารยาทเกินไป

        “เชื่อ” เขาตอบสั้นๆ

        “ไปเถอะ จากนี้ไปก็ขับยาวเลยนะแต่ถ้าเจอร้านน่ารักๆ แล้วอยากแวะก็บอกได้เพราะพี่ไม่ใช่สายกิน”

        “ฝ้ายก็ไม่ใช่นะ”

        “นี่ขนาดไม่ใช่นะ พิกัดร้านขนมเป๊ะมาก” ทั้งคู่แวะร้านกาแฟเก๋ๆ มาสามร้านตั้งแต่ออกเดินทางและมันก็น่ารักสมกับที่รีวิวจริงๆ

        สายฟ้าพาปุยฝ้ายมาถึงบ้านเอาตอนสองทุ่มกว่าเพราะเขาไม่ได้ขับเร็วมากแล้วก็แวะกันค่อนข้างหลายที่ บ้านของเธออยู่ในตำบลเล็กๆ เธอบอกว่าคนที่นี่เป็นเครือญาติกันหมด

        “เลี้ยวขวาข้างหน้าก็ถึงแล้วค่ะ” ปุยฝ้ายบอกด้วยความตื่นเต้น

        ไฟหน้าบ้านสว่างไสวเป็นสัญญาณว่าพ่อกับแม่ตั้งตารอเธออยู่แน่นอน เมื่อรถจอดสนิทปุยฝ้ายก็วิ่งไปกอดพ่อกับแม่ให้หายคิดถึง ความรู้สึกผิดและเสียใจยิ่งตอกย้ำชัดเจนเมื่อแม่ลูบผมเบาๆ ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยทำให้เธอเสียใจสักครั้งแม้ว่าเธอจะทำให้แม่ต้องอับอายคนในหมู่บ้านแต่แม่ก็ไม่เคยว่ากล่าวให้ช้ำใจแม้แต่คำเดียว

        “พี่เขามาเหนื่อยๆ พาเข้าบ้านเถอะ” ภัสสรลูบแก้มลูบผมลูกสาวแล้วหอมหน้าผากไปอีกที

        “ขอบใจมากนะที่พาฝ้ายมา” อำพลบอกกับไอ้หนุ่มแปลกหน้า

        “ผมเต็มใจครับ นี่ของฝากครับฝ้ายเขาซื้อมา ส่วนของผมถุงนี้ครับ” สายฟ้ายื่นถุงของฝากให้บิดาของเธอ

        “เข้าบ้านกันลูกจะได้ไปกินข้าวแล้วอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัว แม่ทำน้ำพริกหนุ่มกับแกงขนุนไว้ด้วยนะฝ้ายส่วนของพี่เขาแม่ทำแกงจืดกับผัดผักเผื่ออาหารเหนือจะไม่ถูกปาก”

        “ผมกินได้ทุกอย่างครับ” สายฟ้ารีบออกตัว

        โต๊ะทานอาหารเป็นโต๊ะไม้เตี้ยๆ ที่วางกับพื้นสามารถสอดขาเข้าไปได้ดูจากเนื้อไม้แล้วคงต้องเป็นไม้สักและจากขนาดรูปร่างต้องเป็นงานฝีมือแน่นอน

        “ชอบเหรอ” อำพลถาม

        “ครับ สวยมากเลย” สายฟ้าเอ่ยชมแล้วลูบไม้สักมันวับที่เรียบและลื่นมือ

        “พ่อเขาทำเองตั้งแต่ฝ้ายยังไม่เกิดไปตัดจากท้ายหมู่บ้านสมัยก่อนมันยังไม่ยุ่งยากแบบสมัยนี้จะตัดจะถอนต้องทำเรื่องทำเอกสารกันวุ่นวาย”

        “อาหารอร่อยมากเลยครับคุณป้า”

        “ขอบใจจ้ะ”

        “แล้วหนูได้ช่วยพี่เขาขับบ้างไหม”

        “เปล่าจ้ะแม่ หนูไม่กล้าขับหรอกอีกอย่างรถพี่แฟ้บสูงหนูมองข้างหน้าไม่ถนัด”

        “ตายจริง นี่ขับมาคนเดียวเลยเหรอเหนื่อยแย่เลยใช่ไหมพ่อคุณ” ภัสสรตกอกตกใจเป็นอย่างมาก

        “ไม่เป็นไรครับคุณป้า ปกติผมขับกลับบ้านที่นครก็ระยะทางพอๆ กับมาที่นี่แหละครับ”

        “บ้านพี่แฟ้บอยู่นครศรีธรรมราชค่ะ”

        “อิ่มแล้วก็ไปอาบน้ำกันดีกว่าลูก มาๆ แม่จะพาไปดูห้อง” ภัสสรพาผู้มาเยือนไปส่งหน้าห้องพักด้านในมีห้องน้ำเสร็จสรรพเพื่อความสะดวก

        “ฝันดีนะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้” สายฟ้าบอกลาปุยฝ้าย

        “ฝันดีค่ะพี่แฟ้บ”

        แฟ้บอาบน้ำแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าลืมหยิบน้ำติดมือมาด้วย ตอนเช้าหลังจากตื่นนอนเขาชอบดื่มน้ำหนึ่งแก้วใหญ่ๆ เขาว่ากันว่ามันช่วยกระตุ้นลำไส้และทำให้ขับถ่ายเป็นเวลา

        “พี่แฟ้บ จะไปไหนคะ” ปุยฝ้ายเพิ่งอาบน้ำเสร็จเนื่องจากในห้องนอนของเธอไม่มีห้องน้ำ ทั้งบ้านมีแค่ห้องแขกห้องเดียวที่มีห้องน้ำอยู่ด้านใน เธออยู่ในชุดกระโจมอกเพราะไม่คิดว่าจะมีใครออกมานอกห้องอีก

        “มาเอาน้ำ” สายฟ้าตอบแล้วเผลอเอามือบีบไหล่ตัวเอง การขับรถทางไกลถึงจะชินแต่มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะปวดเมื่อยเป็นธรรมดา

“ปวดไหล่เหรอคะพี่แฟ้บ”

“แค่เมื่อยเฉยๆ ฝ้ายไปนอนเถอะดึกแล้ว”

“มาด้วยกันสิคะ” ปุยฝ้ายจูงมือสายฟ้าให้เดินตามมา สายฟ้าก็เดินตามไปแบบงงๆ

        “รอตรงนี้นะคะ ขอฝ้ายแต่งตัวก่อน” ผ่านไปไม่กี่นาทีเธอก็เดินออกมาพร้อมหลอดยาแบบเจลที่ใช้ทาเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย เธอบีบยาใส่นิ้วแล้วล้วงมือเข้าไปในเสื้อของเขา

          “พี่ถอดเสื้อได้ไหม”

          “ได้ค่ะ” ปุยฝ้ายตอบและพยายามข่มเสียงไม่ให้มันสั่น ผู้ชายคนเดียวที่เธอใกล้ชิดด้วยก็คือแฟนเก่านอกนั้นพวกที่เห็นเปลือยท่อนบนโชว์ร่างล่ำสันก็ดูผ่านมือถือหรือทีวีทั้งสิ้น

          “ปวดมากไหมคะ”

          “ไม่ได้ปวดแค่เมื่อยเป็นปกติของการขับรถนานๆ ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นหรอก”

          “รู้ได้ยังไงว่าฝ้ายทำหน้าแบบไหน” ก็เธอยืนอยู่ด้านหลังเขาจะเห็นหน้าเธอได้ยังไง

          “เสียงแบบนั้นหน้าก็ต้องหงอยๆ เหมือนหมาโดนทิ้งให้เฝ้าบ้านแน่ๆ”

          “พี่แฟ้บป้าบ” ปุยฝ้ายตีหลังคนกวนประสาทไปหนึ่งครั้งแรงๆ ด้วยความหมั่นไส้

          “โหย มือหนักเป็นบ้า”

          “ก็ว่าฝ้ายก่อน”

          “ว่านิดเดียวเองไม่ได้ใช้กำลังสักหน่อย” แฟ้บเถียงกลับ

          “บางทีคำพูดมันทำร้ายให้เจ็บกว่าการใช้กำลังอีกนะคะ” ปุยฝ้ายบอกแล้วเงียบไป คำพูดต่างๆ นานาที่ทำให้ท้อแท้หมดหวังจากอดีตคนรักคือสิ่งที่ทำร้ายจิตใจเธอมาตลอดเขาไม่เคยภูมิใจในตัวเธอ คงเพราะเหตุนี้เธอจึงชอบอ่านดวงทำนายอนาคตเพราะปัจจุบันมันไม่มีความสุข

          “พี่ขอโทษนะ พี่แค่ล้อเล่นไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ฝ้ายเสียใจ”

          “เปล่าค่ะ ฝ้ายรู้ว่า ว่าพี่แฟ้บ พูด ฮึก ฮึก เล่น ฮือๆๆๆ” ยิ่งได้ยินคำขอโทษที่แสนจริงใจจากเขา เธอก็รู้ว่าที่ผ่านมามีแฟนเฮงซวยแค่ไหน ผู้ชายคนนั้นรู้ว่าคำพูดของเขาทำร้ายความรู้สึกเธอแต่เขาไม่เคยขอโทษสักครั้ง

          “แล้วร้องไห้ทำ ไม่เอาไม่ร้อง”

          “ทำไมฝ้ายทนคบกับเขามาได้ตั้งนาน โอ๊ยๆๆ แสบ พี่แฟ้บ ฝ้ายแสบตา” ปุยฝ้ายลืมตัวว่ามือมีเจลแก้ปวด เธอขยี้ตาแล้วก็ลูบหน้าไปเต็มๆ

          “รอเดี๋ยว อยู่เฉยๆ” แฟ้บเทน้ำดื่มใส่เสื้อยืดแล้วลูบเบาๆ ไปทั่วใบหน้าของเธอ

          “หายรึยัง”

          “หายแล้วค่ะ”

          “ไม่ต้องนึกถึงเขาอีกได้ไหม รู้ตัวรึเปล่าว่าฝ้ายพูดถึงเขาทุกวันเลยฝ้ายยังรักเขาอยู่เหรอ”

          “ฝ้ายไม่รู้”

          “พี่บังคับฝ้ายไม่ได้หรอกแต่พี่สัญญาว่าพี่จะไม่ทำเหมือนที่เขาทำกับฝ้าย” สายฟ้าเกลี่ยน้ำตาให้เธอ ตอนแรกเขาคิดว่าแค่ความจริงใจมันก็น่าจะเพียงพอที่จะซื้อใจใครสักคนแต่เขาลืมไปสนิทว่าฝ้ายกับไอ้หัวเรียบคบกันมาตั้งเจ็ดปี มันไม่ง่ายเลยที่จะเข้าไปแทรกหรือแทนที่ตั้งแต่คุยกันไม่มีสักวันที่เธอไม่เปรียบเทียบพฤติกรรมของเขากับไอ้หัวเรียบ

          “พี่ไม่อยากเป็นตัวแทนหรือเงาของใครนะ”

          “ไม่ใช่แบบนั้นค่ะพี่แฟ้บ” ปุยฝ้ายตกใจกับน้ำเสียงและแววตาที่บ่งบอกความเจ็บปวดออกมา

          “ฝ้ายขอเวลา ให้เวลาฝ้ายหน่อย” เธอบอกแล้วซุกหน้าไปที่แผงอกแน่นๆ ของเขา เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าการต้องเสียเขาไปมันเป็นยังไงและเธอไม่อยากให้มันเป็นจริงเลย

          “มันไม่ได้อยู่ที่เวลาหรอก มันอยู่ที่ใจฝ้ายต่างหาก”

          “แต่ฝ้ายยังไม่พร้อมขอเวลาฝ้ายก่อน พี่แฟ้บจะทิ้งฝ้ายไปเหรอ” เธอเงยหน้าไปถามเขาแล้วน้ำตาก็ไหลอีกครั้ง

          “ใครจะทิ้งลงล่ะ แค่เลิกเปรียบเทียบพี่กับเขาก็พอ” สายฟ้าเช็ดน้ำตาให้เธออีกครั้งแล้วถือโอกาสรวบเธอมากอด

          “ปล่อยได้แล้วพี่แฟ้บ” ปุยฝ้ายตีหน้าอกคนขี้แกล้งเบาๆ เขารัดเธอแน่นมากจนแทบจะกระดุกกระดิกตัวไม่ได้

          “หนาวก็ต้องหาอะไรมากอดให้ความอบอุ่นสิ”

          “ฝ้ายไม่ใช่ผ้าห่ม”

          “ห่มผ้าฝ้ายก็อุ่นดีนะ” แฟ้บเล่นลิ้นถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ

          “เดี๋ยวพ่อกับแม่มาเห็น ปล่อยเถอะ” พอได้ยินดังนั้นแฟ้บก็ยอมปล่อยเธอออกจากอ้อมกอดแต่โดยดี เขาลืมอีกแล้วว่าที่นี่คือบ้านเกิดของเธอที่เคร่งครัดเรื่องชู้สาวยิ่งกว่าสิ่งไหน

          “ขอโทษนะ”

          “ไม่เป็นไรค่ะ ฝ้ายชอบแต่กลัวใครมาเห็น” ปุยฝ้ายตอบแล้ววิ่งเข้าห้องนอนทันที

 

เช้าวันใหม่

          สิ่งแรกที่สายฟ้าสัมผัสได้เมื่อลืมตาขึ้นมาก็คืออากาศหนาวยะเยือกหนาวแบบสดชื่นไม่ใช่หนาวจากเครื่องปรับอากาศ เขาคลุมโปงพาตัวเองเข้าผ้าห่มแล้วหลับตาด้วยความสุข นานๆ จะได้มานอนกับลมหนาวจริงๆ สักที นอนไปสักพักก็ได้ยินเสียงแก๊กๆ สลับกับเสียงไก่ขันเมื่อเงี่ยหูฟังดีๆ ก็แว่วเสียงของใครบางคนกำลังคุยกัน

          “ตื่นเช้าจังเลยลูก” ภัสสรทักทายคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่าง

          “ทำอะไรกันครับ ผมช่วยไหมครับ”

          “ไม่เป็นไรหรอกแม่แค่มาแต่งกิ่งไม้กับเก็บผักนิดหน่อย ฝ้ายเก็บไข่อยู่โน่น เช้านี้มีไข่เจียวกับยอดอ่อนทานตะวันผัดนะลูก อาบน้ำเสร็จแล้วลงมากินข้าวกัน” เมื่อได้ยินเมนูอาหารลำไส้ก็ร้องโครกครากขึ้นมาทันที แฟ้บรีบอาบน้ำแล้วพาตัวเองไปป้วนเปี้ยนแถวห้องครัว

          “วันนี้จะพาพี่เขาไปเที่ยวที่ไหน” อำพลถามลูกสาว

          “ก็คงแถวๆ นี้แหละจ้ะ พ่อกับแม่ไปด้วยกันไหมจ๊ะ”

          “ไม่หรอกแม่มีผ้าต้องรีบทอ พ่อเขาต้องซ่อมแปลงผัก”

          “พี่อยู่ช่วยซ่อมแปลงผักดีกว่าฝ้าย ไว้พรุ่งนี้ค่อยไปเที่ยว”

          “จะดีเหรอคะ พี่แฟ้บมาพักผ่อนแท้ๆ”

          “ดีสิ ฝ้ายไม่อยากอยู่กับแม่เหรอ จริงๆ แค่มาอยู่ที่นี่ก็เหมือนพักผ่อนแล้วพี่ไม่อยากไปเที่ยวข้างนอกหรอก บ้านฝ้ายมีอะไรน่าดูตั้งเยอะ”

          “งั้นก็ตามนั้นค่ะ ฝ้ายจะได้ช่วยแม่ทอผ้า” พอจบมื้อเช้าต่างคนต่างก็แยกย้ายไปทำงานของตัวเอง แฟ้บถึงจะไม่เคยทำงานสวนงานไร่แต่ก็พอจะมีฝีมือทางช่างกับเขาอยู่นิดหน่อย

          “รู้จักกันนานแล้วเหรอ” อำพลถามไอ้หนุ่มแปลกหน้า แฟ้บรู้ดีว่ายังไงก็ไม่พ้นต้องโดนสอบปากคำแน่นอน

          “อยู่ข้างบ้านกันมานานแล้วครับแต่เพิ่งมาคุยๆ กันเมื่อต้นเดือน ก่อนหน้านั้นฝ้ายเขามีแฟนผมกับเขาเลยไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่”

          “แปลกนะ ที่ผู้ชายคนนั้นไม่ยอมมาเหยียบบ้านเราเลยทั้งที่คบกับลูกเรามาตั้งหลายปี”

          “แต่ผมมาแล้วนะครับ”

          “ฮ่าๆๆๆ เออๆ ตรงดี พ่อชอบ ถ้ารักกันชอบกันก็ไม่ขออะไรมากขออย่างเดียวเท่านั้นแหละรักลูกสาวพ่อให้มากๆ เลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออกตีสักครั้งยังไม่เคยถนอมยิ่งกว่าดวงใจ” อำพลพูดถึงลูกสาวด้วยน้ำเสียงแสนอบอุ่น ชีวิตตอนนี้มีผู้หญิงแค่สองคนที่เขารักและตายแทนได้คือลูกกับเมีย

          “ครับพ่อ ฝ้ายเสียใจมาพอแล้ว” แฟ้บพูดนิ่งๆ แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานก็เข้าใจ

          อำพลเองก็ไม่ได้โง่ อยู่มาจนป่านนี้ทำไมจะมองไม่ออกว่าความสัมพันธ์ของลูกกับคนรักมันผิดปกติ อย่างแรกเลยก็คือลูกไว้ผมซอยสั้นมาตลอดแต่พอเริ่มคบกับเจ้าคนนั้นก็ไม่ตัดผมอีกเลยแล้วตัวตนของลูกสาวก็ค่อยๆ หายไปทีละอย่าง

          จะบอกว่าดีใจก็ไม่เต็มปากนักที่เลิกกันไปเสียได้เพราะลูกต้องเสียใจปางตายแน่ๆ แต่พูดตามตรงเขามองไม่เห็นอนาคตของลูกกับผู้ชายคนนั้นเลย

          เมื่อจบการซ่อมแซมรั้วสวนผัก สายฟ้าก็ได้ใจพ่อตาไปเต็มๆ ส่วนแม่ยายคงไม่มีอะไรน่าห่วง ขนาดไอ้หัวเรียบทำตัวแย่ขนาดนั้นแม่ยังเอ็นดูมันได้แล้วกับนายแฟ้บที่รักลูกสาวของแม่หมดหัวใจทำไมแม่จะต้องหมางเมิน

          “รักเลยเหรอวะ” แฟ้บพึมพำถามตัวเอง คนอื่นอาจจะมองว่ามันเร็วเกินไปกับความสัมพันธ์ครั้งนี้แต่สำหรับเขามันช้ามากช้าไปตั้งสามปี ถ้าแต่งงานกันป่านนี้ลูกคนแรกวิ่งปร๋อแล้วเพราะเธอมัวไปจมอยู่กับไอ้จอมบงการทำให้เวลาความรักของเรามันเริ่มต้นช้ากว่าที่ควรแต่ไม่เป็นไรหรอกเขาเร่งสปีดมาเต็มร้อยอีกไม่นานต้องเข้าเส้นชัยได้แน่ๆ ส่วนจุดหมายที่ต้องพิชิตก็คือหัวใจของเธอ

          แฟ้บไปนั่งดูสองสาวทอผ้าด้วยความเพลิดเพลิน เสียงหูกทอผ้าที่กระทบกันดังเป็นจังหวะเหมือนเสียงเพลงไม่มีผิดเขามองแล้วก็หลงใหลขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว ที่นี่คือบ้านเกิดของคนรักคือตัวตนคือรากเหง้าของเธออย่างแท้จริง

          “ขอผมถ่ายรูปได้ไหมครับคุณแม่ เอ๊ย! คุณป้า”

          “จะเรียกแม่ก็เรียกเถอะจ้ะ” ภัสสรบอกแล้วอมยิ้ม

          “ฝ้าย ไปนั่งกับแม่สิ” สายฟ้ากดชัตเตอร์ไปหลายสิบครั้งจากนั้นจึงให้พ่อแม่ลูกไปนั่งด้วยกัน

          นับเป็นภาพถ่ายครอบครัวที่พร้อมหน้าพร้อมตาและมีความสุขที่สุดก็ว่าได้ อำพลกับภัสสรรู้ดีว่าผู้ชายคนนั้นรังเกียจชาวบ้านธรรมดาแบบพวกเขา ทุกครั้งเวลาไปหาลูกที่เมืองกรุงลูกจะถ่ายรูปด้วยมือถือและแฟนลูกสาวไม่เคยมาร่วมเฟรมด้วยสักครั้ง

          “พี่แฟ้บ ตั้งเวลาสิคะมาถ่ายด้วยกัน” แฟ้บทำตามที่เธอบอกแล้วไปยืนข้างๆ พ่อ พอเสียงชัตเตอร์ดังขึ้นรอยยิ้มของคนทั้งสี่ก็ฉายชัดเต็มใบหน้า

          “มายืนกับน้องสิลูก” ภัสสรพูดกับสายฟ้า

          “ขอบคุณนะคะ” ปุยฝ้ายบอกเมื่อเขามายืนข้างๆ

          เธอสบตาเขาแล้วความอบอุ่นก็แผ่ซ่านเต็มหัวใจ ในภาพถ่ายมีพ่อกับแม่นั่งยิ้มละไมอยู่บนแคร่ไม้ส่วนหญิงชายที่ยืนอยู่จับมือกันไว้อย่างมั่นคง ปุยฝ้ายอิงศีรษะไปที่แขนของเขาแล้วนาทีนั้นเธอก็รู้ว่าไม่จำเป็นต้องสนใจแล้วว่าเธอกับเขาเพิ่งรู้จักกันแค่เดือนเดียวคนจะรักกันมันใช้เวลามาตัดสินไม่ได้หรอก

          เธอจะลองใช้หัวใจนำทางอีกครั้ง

         

 

ตอนที่ 11 ครบรอบหนึ่งเดือน

        เมื่อที่ทำการไปรษณีย์เปิดทำได้สามวันหลังช่วงปิดเทศกาลปีใหม่ ของที่สายฟ้าเฝ้ารอด้วยใจจดจ่อร่วมเดือนก็มาถึงในที่สุด เขาแกะออกมาดูแล้วลูบคลำด้วยความปลื้มอกปลื้มใจอยู่นานสองนาน มันไม่ใช่แค่เครื่องมือทั่วๆ ไปแต่มันคืออุปกรณ์ที่จะใช้เชื่อมใจเขากับสาวข้างบ้านให้มารวมบ้านกัน

        ชายหนุ่มนั่งทำงานแต่ตาก็เหลือบมองเจ้าเครื่องนั้นแล้วอมยิ้มตลอดทั้งวันเมื่อเข็มสั้นบนนาฬิกาชี้เลขสี่เขาก็หยิบกุญแจรถแล้วมุ่งหน้าสู่โรงแรมที่เดี๋ยวนี้ไปเกือบทุกวันทั้งเช้าทั้งเย็น

        “กลับบ้านเลยนะ” เมื่อเจอหน้ากันสายฟ้าก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงจัดการจูงมือปุยฝ้ายมาที่รถ พาไปนั่งแถมรัดเข็มขัดนิรภัยให้เสร็จสรรพ

        “วันนี้กินข้าวบ้านนะ พี่ทำกับข้าวไว้แล้ว”

        “ค่ะ มีอะไรรึเปล่าคะพี่แฟ้บ” ปุยฝ้ายงงกับอาการลุกลี้ลุกลนของเขาเป็นอย่างมาก ปกติเขาจะทักทายด้วยการถามไถ่ว่างานการเป็นยังไง มีลูกค้าประหลาดๆ ให้หงุดหงิดใจบ้างไหม

        “ไว้กลับบ้านก่อนพี่จะเล่าให้ฟัง” คำตอบที่มีลับลมคมในยิ่งทำให้ปุยฝ้ายสงสัยหนักขึ้นไปอีก

        เธอนั่งเงียบๆ เพราะไม่อยากกวนใจในเมื่อเขาไม่เอ่ยคำใดออกมาอีกแต่ก็ไม่ได้หวั่นกลัว เมื่อก่อนเธอกลัวความเงียบงันแบบนี้เป็นที่สุดเพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดหรือไม่พอใจอะไรแล้วเธอก็จะเค้นถามจนอีกฝ่ายเปิดปากพูดแล้วคำที่หลุดออกมาก็จะเป็นน่ารำคาญเซ้าซี้อยู่ได้ อยากอยู่เงียบๆ บ้างไม่ได้เหรอ

        อธิบายง่ายๆ คือ เธอไม่เคยรู้สึกมั่นคงกับผู้ชายคนนั้นเลยแม้จะคบกันมาเจ็ดปี ก็อย่างที่บอกแต่แรกว่าข้อดีของเขาคือไม่เคยให้ออกเงินเวลาไปไหนด้วยกันแต่มันก็แค่ค่ากินข้าวทั่วๆ ไป เขาไม่เคยพาไปเที่ยวต่างจังหวัด วันหยุดก็แค่นอนอยู่บ้านมากสุดก็ออกไปเดินห้างแค่นั้นจริงๆ เธอกับเขาแทบไม่มีความทรงจำดีๆ ร่วมกันเลยแต่เขาคือผู้ชายคนแรกถึงจะท้อแท้และมองไม่เห็นอนาคตร่วมกันเธอก็ยังเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ฟังเสียงหัวใจตัวเอง

        “ฝ้าย ได้ยินพี่ไหม” สายฟ้าสะกิดแขนคนที่เหม่อมองไปนอกหน้าต่างเบาๆ

        “คะ พี่แฟ้บ”

        “พี่ถามว่าจะแวะ 7-11 ไหม”

        “อยากแวะอยู่ค่ะแต่ดูพี่แฟ้บรีบๆ”

        “พี่ไม่ได้รีบหรอกแค่มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง จะแวะสาขาไหนหน้าปากซอยบ้านหรือสาขาใหญ่ตรงแยก”

        “หน้าบ้านค่ะ ฝ้ายแค่อยากซื้อนม” เมื่อมาถึงปากซอยบ้านแฟ้บก็ชะลอแล้วตบไฟซ้ายเพื่อขอทางกว่าจะได้ที่จอดก็เลยร้านไปไกลพอสมควร

        “ไกลหน่อยนะ” สายฟ้าเปิดประตูรถให้ปุยฝ้ายแล้วดึงมือเล็กๆ ของเธอมากุมไว้ หลังจบทริปด่วนม่วนใจ๋การจับมือก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ดีต่อหัวใจเอามากๆ

        “มีอะไรคะพี่แฟ้บ” ปุยฝ้ายถามอีกครั้ง

        “ถึงบ้านแล้วก็จะรู้”

        “ไม่ใช่ไม่พอใจฝ้ายใช่ไหมคะ”

        “ทำไมคิดแบบนั้นล่ะ”

        “ตอบฝ้ายมาก็พอว่าที่เงียบไปไม่เกี่ยวกับฝ้ายใช่ไหมคะ” สายฟ้าจับคลื่นความน้อยใจจากน้ำเสียงของคนที่เดินข้างๆ ได้ทันที เธอมีแผลใจเยอะมากจากความสัมพันธ์ครั้งเก่า

        “ไม่เกี่ยว พี่แค่มีเรื่องตื่นเต้นอยากให้ฝ้ายไปเห็นด้วยตัวเอง”

        “ไม่ทำหน้าแบบนั้น ไม่ต้องไปนึกถึงเรื่องเก่า” สายฟ้าหยุดเดินแล้วคุยกับเธอ

        “ยิ้มหน่อยเร็ว งอแงเดี๋ยววันหยุดไม่พาไปเที่ยวนะ”

        “เก่งมาก” เขารวบเธอมากอดแล้วลูบหลังเบาๆ ถ้ามีอะไรที่เปราะบางกว่าแก้วก็คือจิตใจของเธอนี่แหละ

        “พี่แฟ้บนี่มันริมถนน” ปุยฝ้ายบอกผู้ชายตัวโตที่กอดเธอหน้าตาเฉย

        “อ้าว! เหรอ นึกว่าทั้งโลกนี้มีแค่พี่กับฝ้ายซะอีก”

        “วันนี้มากินข้าวบ้านพี่นะ” สายฟ้าบอกเมื่อจอดรถเสร็จ คุยกันมาเดือนนึงแล้วแต่เธอยังไม่เคยเข้ามาในบ้านของเขาเลย

        “อย่าเพิ่งเข้ามานะ” สายฟ้าไขประตูบ้านแล้วเอาตัวใหญ่ๆ ขวางไว้

        “เอาของมาให้พี่ก่อน เดี๋ยวพี่ไปวางให้แล้วจะออกมารับ” เขาทำตัวลีบๆ ผ่านประตูไปด้วยความยากลำบากเพราะเปิดอ้าไว้กว้างๆ คนที่รอจะไม่ตื่นเต้น

        “เข้ามาได้แล้ว หลับตาแน่นๆ ห้ามแอบดู” สายฟ้าเดินออกมาแล้วเอามือปิดตาปุยฝ้ายไว้

        “ลืมตาได้” สิ่งที่อยู่ตรงหน้าปุยฝ้ายคือเครื่องทำเคสใหม่เอี่ยมมันวับสีขาวสะอาดตา เธอคิดว่ามันจะเครื่องใหญ่กว่านี้แต่ผิดคาดไปเยอะมันไม่ได้ใหญ่เทอะทะออกจะพกพาสะดวกด้วยซ้ำ

        “สวยจังเลยค่ะพี่แฟ้บ เครื่องมันเล็กกว่าที่ฝ้ายคิดไว้อีกมันทำได้แน่ๆ ใช่ไหมคะ”

        “ได้สิ ลองใช้กันเลยไหม” สายฟ้าชำนาญกับเครื่องมือแบบนี้อยู่แล้ว แค่ไม่กี่นาทีเครื่องก็พร้อมใช้งานเขาเอารูปสวยๆ ที่เซฟไว้ในคอมพิวเตอร์มาลองปริ้นท์แล้วทำเคสตัวอย่างหนึ่งอัน

        “โห สวยมากเลยค่ะพี่แฟ้บ” ปุยฝ้ายนั่งมองทุกขั้นตอนด้วยความตื่นตาตื่นใจ ไม่น่าเชื่อเลยว่าแค่มีเจ้าเครื่องนี้จะทำให้การมีเคสมือถือลายสวยๆ เป็นเรื่องง่ายดายแค่ปลายนิ้ว

        “ไว้วันหยุดค่อยเอาผ้ามาถ่ายรูปกันถ่ายกลางวันแสงสวยกว่า พอทำได้เยอะๆ ก็เอาไปขาย”

        “แล้วพี่แฟ้บจะไปด้วยไหมคะ”

        “ไปสิ ใจคอคิดว่าพี่จะใจร้ายให้ฝ้ายแบกเครื่องขึ้นรถเมล์ไปเหรอ”

        “ก็ ก็มันรบกวนเวลาทำงานพี่แฟ้บ เห็นพี่แฟ้บบอกว่าชอบทำงานตอนกลางคืนตลาดเปิดท้ายส่วนมากก็เปิดตอนเย็นๆ ค่ำๆ ทั้งนั้น”

        “ไปแค่เสาร์อาทิตย์เองวันธรรมดาก็ไปไม่ได้อยู่แล้วเพราะฝ้ายทำงาน”

        “ของขวัญนะ ชอบไหม” สายฟ้าถามแล้วยิ้มกว้าง

        “ของขวัญวันอะไรคะ”

        “วันครบรอบหนึ่งเดือนที่เราคบกัน”

        “ชอบค่ะ ขอบคุณนะคะ” คำตอบของปุยฝ้ายมาพร้อมน้ำตาหยดเล็กๆ มันอดไม่ได้จริงๆ ที่จะเปรียบเทียบเขากับคนรักเก่า เมื่อก่อนวันครบรอบเธอจะต้องเป็นฝ่ายคอยเตือนคอยย้ำเสมอไม่มีสักปีที่เขาจะคิดวางแผนหรือมีของขวัญเซอร์ไพรส์ให้ประหลาดใจมีก็ตอนครบรอบเจ็ดปีนี่แหละที่เซอร์ไพรส์สุดๆ

 

ตอนที่ 12 ตัวตนเก่าๆ

        หลังได้เครื่องมาปุยฝ้ายกับสายฟ้าก็ช่วยกันถ่ายรูปและทำเคสไว้หลากหลายแบบเพื่อรอจะนำไปขายที่ตลาดเปิดท้ายสายฟ้าสอบถามกับเพื่อนมันบอกว่าต้องรออีกเดือนนึงถึงจะมีล็อกว่าง

        ปุยฝ้ายนำผ้าหลากสีมาให้แล้วที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของสายฟ้าทั้งหมดคือถ่ายและตกแต่งรูปให้พร้อมสำหรับขั้นตอนการปริ้นท์

        “พี่แฟ้บเพื่อนเยอะจังเลยนะคะ” ปุยฝ้ายเปรยขึ้นมาเมื่อสายฟ้าบอกว่าให้เพื่อนจัดการเรื่องที่ขายของให้แล้ว

        “ทำงานแบบนี้เลยได้เจอคนเยอะ”

        “ฝ้ายมีแค่เพื่อนที่ทำงานไม่กี่คน”

        “จะมีกี่คนไม่สำคัญเท่าความจริงใจหรอก”

 

เช้าวันอาทิตย์

        ปุยฝ้ายตื่นมาทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็ออกไปซูเปอร์มาร์เก็ต มันเป็นกิจวัตรประจำวันอาทิตย์แบบกลายๆ ไปแล้วคือต้องไปซื้อของเข้าบ้านด้วยกันส่วนใหญ่ก็เป็นของสดเอาไว้ทำกับข้าวเพราะมื้อเช้ามักจะกินกันที่บ้านส่วนมื้อเย็นไม่ค่อยบ่อยนัก

        “อยากกินเหรอ” สายฟ้าถามเมื่อเห็นปุยฝ้ายหยิบสปาเกตตีสำเร็จรูปมาถือไว้

        “ค่ะ ของโลตัสอร่อยกว่าบิ๊กซี”

        “แต่ทั้งสองที่ไม่อร่อยเท่าพี่ทำแน่ๆ อย่างน้อยของพี่ก็มีประโยชน์มากกว่า”

        “รู้ได้ไงคะ มันก็แค่สปาเกตตีใครทำก็เหมือนกันแหละ”

        “ไม่เหมือนเพราะถ้าพี่ทำเองพี่จะไม่ใส่ซอสมะเขือเทศในซอสมีโซเดียมกินเยอะๆ ทำให้ตัวบวมผมร่วง ถ้าพี่ทำเองพี่จะใช้แต่เนื้อหมูล้วนๆ ไม่มีไขมันบดรวมไปด้วย ถ้าพี่ทำเองผักทุกอย่างจะสดกว่า ถ้าพี่ทำ

        “พอแล้วววว ไม่เอาก็ได้” ปุยฝ้ายปิดปากคนช่างพูดแล้ววางกล่องสปาเกตตีกลับที่เดิม

        “ทำให้ฝ้ายกินหน่อยนะ” เธออ้อนคนตัวโตเสียงอ่อนเสียงหวาน ถึงเขาจะจุกจิกแต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกรำคาญหรือเสียความมั่นใจเพราะความห่วงใยของเขาคือความหวังดีทั้งสิ้น

        “มะเขือเทศลูกแดงๆ แบบนี้รับรองว่าหวานกรอบตอนทำซอสไม่ต้องใส่น้ำตาลเลย” สายฟ้าบอกคนที่เดินตามต้อยๆ เขาเลือกเจ้าผลแดงๆ สุกปลั่งไปหลายลูกแล้วนำไปชั่งน้ำหนัก

        เมื่อกลับมาถึงบ้านเชฟสายฟ้าก็โชว์ฝีมือทำสปาเกตตีด้วยความคล่องแคล่ว ปุยฝ้ายช่วยหยิบของส่งเครื่องปรุงเป็นลูกมือให้เชฟสุดหล่อด้วยความเต็มใจ

        “หอมมากเลยค่ะพี่แฟ้บ” เมื่อซอสเดือดปุดๆ กลิ่นหอมหวนก็โชยมาตามลม

        “ชิมสิ เป่าก่อนนะ” สายฟ้าตักซอสสีแดงข้นคลั่กใส่ช้อนแล้วจ่อไปที่ริมฝีปากของเธอ

        “อร่อยกว่าจริงๆ ด้วย ขอบคุณนะคะพี่แฟ้บใจดีจัง” ปุยฝ้ายกอดเชฟประจำตัวอย่างแสนรัก ไม่น่าเชื่อเลยว่าเธอกับเขาเพิ่งรู้จักกันได้แค่สองเดือน

        “คราวหลังอยากกินอะไรบอกพี่นะ ไม่ต้องไปซื้อของสำเร็จรูปเขาไม่ได้ใช้ของดีๆ มาทำหรอกตามซูเปอร์อ่ะ” ทั้งสองคนกินมื้อเที่ยงด้วยกันแล้วก็มานั่งดูทีวี วันนี้ตกลงกันเรียบร้อยว่าจะไม่ทำงานใดๆ ทั้งสิ้นเพราะทำเคสมือถือมาสองสัปดาห์ติดแล้ว  

        “อยากกลับไปซอยผมสั้นจัง” ปุยฝ้ายเปรยขึ้นมาเมื่อเห็นนางแบบในทีวี

        “ก็ตัดสิ”

        “พี่แฟ้บไม่ชอบผู้หญิงผมยาวเหรอ”

        “พี่ชอบที่ฝ้ายเป็นตัวของตัวเอง อย่าบอกนะว่าที่ไม่เคยตัดผมเพราะคนบางคนสั่ง” ความเงียบคือคำตอบที่ชัดเจน

        “อยากตัดจริงๆ ไหม”

        “ฝ้ายไม่ชอบผมยาวเลยสระผมทีก็ต้องรอเป็นชั่วโมงต้องบำรุงให้เงางามยุ่งยากเป็นบ้า”

        “อยากตัดรึเปล่า” สายฟ้าย้ำคำถามเดิม

        “อยากค่ะ พี่แฟ้บไม่ว่าอะไรใช่ไหม”

        “ทำไมต้องว่า ฝ้ายจะผมสั้นผมยาวพี่ก็รักเหมือนเดิมแหละ” พอได้ยินคำตอบปุยฝ้ายก็ยิ่งเงียบหนักขึ้นเพราะเขินจนปริปากพูดไม่ได้

        “ป่ะ ไปร้านทำผมกันไปสยามนะเพื่อนพี่มีร้านที่นั่น เชื่อมือมันได้” สายฟ้าลุกพรวดพราดแล้วดึงคนที่นั่งอยู่บนโซฟาให้ลุกตามมาเช่นกัน

        “ไปเลยเหรอคะเราเพิ่งกลับมาเองนะ”

        “ไปเลยสิ จะรออะไรเพิ่งบ่ายโมงตัดเสร็จก็หาขนมกินกัน สยามร้านขนมเพียบ”

        “ไปคันนี้ได้ไหม หาที่จอดง่ายกว่า” สายฟ้าเหล่ตาไปที่เจ้าสองล้อคันโต

        “ได้ค่ะ ฝ้ายก็คิดว่าแบบนั้น”

        “งั้นไปใส่ยีนขายาวซะ จะได้ไม่ร้อนขา” ทั้งสองคนแยกย้ายไปแต่งตัวแล้วมุ่งหน้าสู่สยามด้วยเจ้าบิ๊กไบค์สีดำทะมึน

 

ร้านทำผม

        “หวัดดีจ้ะเธอ” ผู้ชายที่ไม่ใช่ผู้ชายแน่ๆ เข้ามาทักทายสายฟ้าด้วยความสนิทสนม

        “นี่ฝ้าย แฟนเรา” สายฟ้าแนะนำสาวข้างบ้านในฐานะใหม่แบบไม่เคอะเขิน

        “ว๊าย ตายแล้วววว” ช่างทำผมเอามือกุมอกแล้วส่งยิ้มกรุ้มกริ่มมาให้ปุยฝ้าย

        “ใครจะตายไม่มีหรอก แค่พามาตัดผมแต่ถ้าตัดไม่สวยมีคนตายแน่ๆ” สายฟ้าพูดแบบทีเล่นทีจริงกับเพื่อน

        “เชิญนั่งจ้า มีแบบในใจรึยังจ๊ะ”

        “มีแล้วค่ะ”

        “ทำสีด้วยเลยไหม”

        “เอ่อ ไม่ดีกว่าค่ะ มันนานไปเดี๋ยวพี่แฟ้บเบื่อ”

        “ทำเลย พี่รอได้”

        “ว๊าย ตายแล้วววว” ช่างทำผมอุทานขึ้นมาอีกครั้ง

        “จะตายอะไรหนักหนา เริ่มสักทีจะรีบพาแฟนไปหาขนมกิน”

        ปุยฝ้ายเอาแบบผมในมือถือให้ช่างดูแล้วเขาก็ลงกรรไกรแบบฉับไวและมั่นใจมาก เสียงกริบๆ ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอและผมของเธอก็สั้นลงเรื่อยๆ เมื่อผมยาวสลวยถูกซอยจนสั้นเข้าทรงที่ต้องการ ตัวตนเก่าๆ ของเธอก็กลับมา

        “น่ารักจัง” สายฟ้าเอ่ยชมคนรัก

        “ทำสีอะไรดีคะแฟ้บ”

        “อืม ไม่รู้สิพี่ไม่เก่งด้านนี้เลย ให้เอลซ่าแนะนำดีกว่า” ใช่แล้วเพื่อนผู้ชายของสายฟ้าชื่อเอลซ่าแน่นอนว่าตอนเกิดใหม่ๆ ไม่ใช่ชื่อนี้ เอลซ่าเพิ่งถือกำเนิดพร้อมกับร้านทำผม

        “ทำงานออฟฟิศใช่ไหมจ๊ะ” เอลซ่าดูจากลักษณะผมยาวตรงๆ ไม่มีการสไลด์และไร้สีตกแต่ง

        “ใช่ค่ะ ทำงานโรงแรม”

        “อ้อ งั้นก็สีแรงมากไม่ได้ งั้นเป็นน้ำตาลไล่โทนแบบนี้ดีไหม”

        “ดีค่ะ พี่แฟ้บว่าสวยไหมคะ”

        “สวยจ้ะ เอาแบบนี้แหละ” สายฟ้ากลับไปนั่งรอที่เดิมและสามชั่วโมงต่อมา ปุยฝ้ายก็ได้ผมทรงใหม่ที่ถูกใจสุดๆ

        “ไม่ต้องจ่าย นานๆ แกจะมาที” เอลซ่าบอกเพื่อน

        “เพราะนานๆ มาทีนี่แหละถึงต้องจ่าย รับไปไม่งั้นคราวหน้าไม่มาแล้วนะอีกเดือนสองเดือนก็ต้องมาเล็มให้เข้าทรงตอนนั้นค่อยฟรีแล้วกัน”

        “โอเค งั้นลด 50%

        “โอเคๆๆ สี่พันห้า ไม่ลดสักบาท พอใจยัง” เมื่อปุยฝ้ายได้ยินราคาก็แทบสำลักน้ำลายตัวเอง ปกติตัดแถวมหาวิทยาลัยแค่สองสามร้อยเท่านั้นค่าทำสีก็พันนิดๆ

        “พอใจแล้ว ขอบใจมากอุตส่าห์รับหัวไม่ได้นัดล่วงหน้า”

        “ร้านดังๆ ก็ราคาประมาณนี้แหละ ค่าตัดพันกว่าบาททำสีเริ่มที่สามพัน” สายฟ้าบอกเมื่อออกมาจากร้าน ไม่ต้องเดาเลยว่าคนข้างๆ สงสัยมากแค่ไหนเพราะตาโตขนาดนั้น

        “เดี๋ยวฝ้ายไปกดเงินให้นะคะ ที่ตัวมีแค่สองพัน”

        “ของขวัญครบรอบสองเดือน พี่จ่ายให้” สายฟ้าฉีกยิ้มหวานให้ปุยฝ้าย เป็นวันครบรอบอีกเดือนที่ปุยฝ้ายไม่ทันตั้งตัว

 

ตอนที่ 13 นับดาว

        “เนื้อคู่ของคุณคือชายผิวขาว ร่างสันทัด อยู่ต่างประเทศและเป็นพ่อหม้าย” ปุยฝ้ายหาดวงอ่านแก้เบื่อระหว่างเดินทางไปขายของ เมื่ออ่านจบเธอก็มองผู้ชายผิวสองสี ร่างสูงใหญ่ อยู่ประเทศไทยและไม่เคยแต่งงานสลับกับมือถือไปๆ มาๆ จะไม่มีอะไรตรงหรือเข้าเค้าสักนิดเลยหรือ

        “ทำท่าประหลาด ไม่เคยเห็นคนหล่อเหรอ” 

        “เอ้า ยังไม่เลิกมองอีก มีอะไร” สายฟ้าถามแล้วหัวเราะ

        “ถ้าเราไม่ใช่เนื้อคู่กันล่ะ” ปุยฝ้ายถามแล้วจ้องตัวอักษรบนหน้าจอจนตาถลน

        “ดูดวงอีกแล้วสิ ไหนเอามาอ่านหน่อย”

        “เฮ้อ! ไร้สาระ ถ้าคิดว่าพี่ไม่ใช่เนื้อคู่จะเลิกคุยกันไหมล่ะ จะเชื่อดวงหรือเชื่อความรู้สึกตัวเอง” สายฟ้าถามคนที่นั่งหน้ามุ่ย มันบ่งบอกว่าเธอกังวลและสับสน

        “รอเดี๋ยว” อีกสามนาทีรถจะเคลื่อนตัว สายฟ้าแคปหน้าดูดวงแล้วเขียนข้อความทับลงไปแล้วส่งไลน์ให้เธอ

        “อ่ะ ทีนี้เลิกกังวลได้แล้ว”

        “ฮ่าๆๆๆ พี่แฟ้บเนี่ย” ปุยฝ้ายเปิดไลน์แล้วรูปก็เด้งขึ้นมา รูปดวงที่อ่านโดนขีดฆ่าด้วยกากบาทสีแดงแล้วเขียนทับด้วยลายมือหวัดๆ ของเขา

        “เนื้อคู่ของคุณคือผู้ชายชื่อแฟ้บ ทำนายโดยหมอลัก ฟันผุ” เธอขำกับข้อความแล้วก็คิดได้ในที่สุดว่ามันไร้สาระสิ้นดี

        ทั้งคู่มาถึงลานเปิดท้ายตอนสี่โมงนิดๆ แล้วก็ช่วยกันตั้งโต๊ะและจัดเรียงสินค้าครั้งนี้เป็นสัปดาห์ที่สาม การขายทำเงินให้คืนละพันกว่าบาทหรือสองพันปลายๆ มันอาจเป็นเงินจำนวนน้อยนิดสำหรับบางคนแต่นับว่ามากและตื่นเต้นเป็นที่สุดสำหรับปุยฝ้ายเพราะเธอไม่เคยทำงานอื่นเลยนอกจากงานโรงแรม การมาขายของทำให้เธอได้เปิดโลกใหม่อีกมุมมองนึงก็ว่าได้และที่สำคัญมันทำให้รู้ว่าผู้ชายที่คบอยู่มีเพื่อนอยู่ทุกวงการทุกระดับจริงๆ

        เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง หน้าตาหล่อเหลา อัธยาศัยดี เป็นนักออกแบบที่ต้องพบปะผู้คนเก๋ๆ คูลๆ อยู่เป็นประจำเพื่อนสนิทของเขามีหลากหลายอาชีพ มีตั้งแต่ไฮโซมาดเนี๊ยบที่พาแฟนสาวมาเปิดหูเปิดตากับตลาดแบกะดิน เด็กแว๊นใส่ขาเดฟที่เธอไม่ค่อยชอบขี้หน้าแต่พอได้คุยกันก็รู้ว่านิสัยดีมาก คุณหมอหนุ่มสุดล่ำ นายแบบ ช่างตัดผม วิศวกร ไม่น่าเชื่อว่าคนเพียงคนเดียวจะมีเส้นสายไปทุกวงการขนาดนั้น

        “เหนื่อยไหม” สายฟ้าถามคนรักตอนห้าทุ่มกว่า ทั้งคู่เก็บร้านแล้วเพราะไม่อยากอยู่ดึกเกินไป

        “ไม่เลยค่ะ ฝ้ายแค่รับเงินทอนเงินเอง” เขาเป็นคนลงมือทำเองทั้งหมดเพราะเธอไม่กล้าใช้เครื่องมือที่ทันสมัยเธอรู้สึกว่ามือไม่นิ่งพอที่จะทำงานแบบนั้นได้ เขาจึงให้เก็บเงินอย่างเดียวแล้วก็ไม่เคยเอาไปสักบาทด้วยไม่ว่าจะอ้อนวอนยังไงก็ตาม

        “คืนนี้ได้สองพันสี่ร้อย ฝ้ายให้พี่แฟ้บนะ” ปุยฝ้ายทำเนียนๆ แล้วจะยัดเงินใส่กระเป๋ากางเกงยีนของเขา

        “เลี้ยงบะหมี่พี่แล้วกัน คืนนี้พี่อยากกินบะหมี่เกี๊ยว” เธอส่ายหัวด้วยความเซ็งที่เขาหาทางบ่ายเบี่ยงได้ตลอด ค่าเครื่องก็ไม่ได้ออกสักบาท กล้องก็ไม่ใช่ของตัวเอง แรงก็ไม่ได้ลงแต่ได้เงินอยู่คนเดียว

        “ไม่ดีใจเหรอ จะได้มีเงินเก็บไง”

        “ก็ทำด้วยกันทำไมฝ้ายได้เงินอยู่คนเดียว”

        “นี่คือเงินของเราที่พี่ไว้ใจให้ฝ้ายเก็บ เข้าใจไหม” สายฟ้าบอกคนรักและเขาหมายความแบบนั้นจริงๆ คำว่าเงินของเราทำให้ปุยฝ้ายเลิกโต้แย้งแต่โดยดี

 

ต้นเดือนมีนาคม

        วันเสาร์กับอาทิตย์นี้พี่แฟ้บบอกว่าของดไปขายของเพราะต้องเร่งทำงานส่งลูกค้า เธอก็ตกลงตามนั้นเพราะงานหลักของเขาต้องมาก่อนอยู่แล้ว เธอตื่นมาเพราะเสียงไลน์เด้งเข้ามารัวๆ จนตกใจว่าใครมีเรื่องอะไรแต่เช้า

ข้อความในไลน์

พี่แฟ้บ: ดวงวันนี้ทำนายว่าผู้ที่ใช้มือถือสีชมพูจะได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดสองวันหนึ่งคืน ทำนายโดยหมอลัก ฟันผุ

พี่แฟ้บ:  ตื่นนนนน เร็วๆๆๆ

พี่แฟ้บ: แต่งตัว ไปเที่ยวกันนนน

        ปุยฝ้ายโทรไปถามคนมีความลับก็ได้ความว่าเขาจะพาไปอ่างเก็บน้ำแถวนครนายก ก็ยังงงๆ ว่าจังหวัดนั้นมีอ่างเก็บน้ำด้วยหรือแต่ถ้าเขาบอกว่ามีมันก็ต้องมีแหละเพราะเขารู้จักประเทศไทยมากกว่าเธอ

        “เอาเสื้อหนาๆ ไปด้วยนะ” นั่นคือคำสุดท้ายก่อนจะวางสาย ปุยฝ้ายลุกไปหยิบกระเป๋าผ้าแบบมีซิปด้านบนขนาดกลางแล้วนำเสื้อผ้ากับของใช้จำเป็นใส่ลงไป

        แน่นอนว่าการเดินทางต้องเริ่มด้วยมื้ออาหาร สายฟ้าพาคนรักไปกินโจ๊กร้านประจำและตุนขนมที่ 7-11 ก่อนจะขับรถกระบะคู่ใจมุ่งหน้าสู่นครนายกแต่ยังไม่ใช่อ่างเก็บน้ำ

        “ว้าว ลูกใหญ่มากพี่แฟ้บ” ปุยฝ้ายแหงนหน้ามองรูปปั้นมะยงชิดยักษ์แล้วก็แน่นอนที่เขาต้องไม่พลาดถ่ายรูป ตั้งแต่คบกันเธอก็กลายเป็นนางแบบประจำตัวของเขาไปโดยอัตโนมัติ

        “เขาบอกว่ามะยงปั่นที่นี่อร่อยที่สุด พี่อยากพาฝ้ายมาชิม” สายฟ้ารู้ว่าเธอชอบกินน้ำปั่นและขนมหวานเป็นที่สุด

        “อร่อยมากเลยค่ะ หวานๆ เปรี้ยวๆ กำลังดี ขอบคุณนะคะพี่แฟ้บ”

        “อยากให้พ่อกับแม่มากินจัง” เธอรำพึงออกมาเบาๆ แต่เขาก็ได้ยิน

        “ท่านลงมาเมื่อไหร่ พี่พามาแน่นอน” ขากลับออกมาก็มีมะยงชิดเหลืองทองอร่ามตาติดมือมาถุงใหญ่แล้วก็แบบลอยแก้วอีกสามถ้วย

        เมื่อมาถึงอ่างเก็บน้ำวังบอน สายฟ้าก็ไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของอุทยานเพื่อขอเข้าพักใช้เวลาแค่ไม่นานก็เสร็จเรียบร้อยทั้งคู่ใช้ช่วงบ่ายหมดไปกับการอ่านหนังสือพอตะวันคล้อยลงจึงทานอาหารมื้อเย็นหลังจากนั้นก็พากันไปอาบน้ำเพราะถ้ามืดค่ำจะเดินลำบาก

        “เดี๋ยวพี่รอฝ้ายอาบเสร็จก่อน” สายฟ้ายืนปักหลักรออยู่ไม่ไกลจากห้องน้ำหญิงมากนักเพราะเป็นห่วงคนรัก มานอนป่านอนเขาก็ต้องระวังงูเงี้ยวเขี้ยวขอไว้ก่อน

        “เสร็จแล้วค่ะพี่แฟ้บ” ปุยฝ้ายกลับออกมาด้วยชุดนอนแขนยาวแบบผ้าสำลี

        “รอแป๊บเดียวนะ” สายฟ้าวิ่งปรู๊ดเข้าไปในห้องน้ำแล้วล้างหน้าแปรงฟันด้วยความเร็วแบบสูงสุด

        “อ้าว ไม่ไปเต็นท์เหรอคะ”

        “ไว้ค่อยไปนอนตอนน้ำค้างลงหนักๆ” สายฟ้าจัดแจงปูผ้าห่มแบบหนานุ่มสามผืนไปที่ท้ายกระบะรถ ต่อจากนั้นก็วางหมอนลงไปแล้วก็เอาผ้าห่มผืนใหญ่ออกมาคลุมตัว

        “มานอนดูดาวกัน” เขายื่นมือให้ ปุยฝ้ายจึงปีนขึ้นไป

        ทั้งคู่นอนหงายอยู่เคียงข้างกัน เบื้องบนคือท้องฟ้ากว้างใหญ่สีดำที่ประดับด้วยดวงดาวสีเงินนับร้อยนับพัน ปุยฝ้ายมองภาพอันแสนมหัศจรรย์ตรงหน้าแล้วน้ำตาก็ไหลออกมา

        “วันนี้วันอะไร” สายฟ้ากระซิบถามคนในอ้อมกอด

        “ครบรอบสามเดือนค่ะ”

        “ดีใจจังที่จำได้” เขาบอกแล้วกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น

        “พี่รักฝ้ายนะ”

        “ฝ้ายก็รักพี่ค่ะ” ในที่สุดปุยฝ้ายก็ไม่อาจเก็บคำนั้นไว้ได้อีก เธอแพ้แล้วแพ้ให้กับความรักและความเอาใจใส่ของเขา

 

ตอนที่ 14 เปิดตัว

     สายฟ้าลงมือทำอาหารเย็นมื้อใหญ่มาตั้งแต่เที่ยงแล้วเพราะวันนี้บ้านหลังน้อยจะได้ต้อนรับไอ้ฟ้ากับไอ้หนุ่มเพื่อนสนิทแล้วก็แฟนๆ ของมันด้วย รวมถึงน้องๆ แก๊งกาแฟว่าที่น้องเขยของไอ้ฟ้า แขกผู้มีเกียรติทั้งหมดสิบคนรวมตัวเองกับฝ้ายก็เป็นหนึ่งโหลพอดี

        “ฝ้ายไปอาบน้ำเถอะ ตรงนี้เสร็จหมดแล้ว”  สายฟ้าบอกปุยฝ้ายตอนสามโมงกว่าเพราะเขานัดเพื่อนๆ ไว้ห้าโมงตรง ผู้หญิงคงอยากจะแต่งหน้าแต่งตัวให้สะสวยเป็นธรรมดา

        “ถ้าพวกเขาไม่ชอบฝ้ายล่ะ” ปุยฝ้ายถอดผ้ากันเปื้อนมากำไว้จนยับยู่ยี่ นี่คือการเปิดตัวครั้งแรกแบบเป็นทางการเธอไม่มั่นใจเอาซะเลย

        “แล้วมีเหตุผลอะไรที่พวกเขาจะไม่ชอบล่ะ” สายฟ้าเช็ดมือให้สะอาดแล้วเชยคางคนขี้กังวลขึ้นมา

        “ไม่รู้สิคะ ฝ้ายก็แค่กลัว”

        “ไม่ต้องกลัวไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้นทุกคนจะชอบฝ้ายเหมือนที่พี่ชอบ ไปอาบน้ำซะจะได้สดชื่น” เขาจูบหน้าผากเธอเบาๆ เพื่อให้กำลังใจแล้วมันก็ช่วยได้จริงๆ

        ห้าโมงนิดๆ ทุกคนก็มาถึงพร้อมหน้า นำด้วยไอ้ฟ้ากับน้องตาลแฟนเด็กของมันที่นั่งรถเข็น ที่เดินตามหลังมาก็คือน้องต่อพี่ชายน้องตาลแล้วก็น้องพีชแฟนน้องต่อ ส่วนที่รั้งท้ายคือหนุ่มๆ แก๊งกาแฟทั้งห้าคนคือสิบรถ มินสก์ ครูส ฝาแฝดปั้นจั่นกังหัน สุดท้ายของสุดท้ายก็คือไอ้หนุ่มคุณหมอมือดีที่วันนี้ฉายเดี่ยวเพราะแฟนหนุ่มไปประชุมที่ต่างประเทศ ใช่แล้วไอ้หนุ่มเป็นผู้ชายชื่อหนุ่มและมีแฟนหนุ่มชื่อก้อง

        “เชิญค้าบบบ แฟ้บกับฝ้ายยินดีต้อนรับ” สายฟ้ายืนยิ้มหน้าบานต้อนรับทุกคน เขายกโต๊ะกินข้าวออกมาวางหน้าบ้านเพราะข้างในมันคับแคบและอึดอัดเกินไป

        “แนะนำตัวกันก่อน นี่ฝ้ายแฟนสุดที่รักของผมเอง” สายฟ้าโอบเอวปุยฝ้ายไว้หลวมๆ แล้วประกาศฐานะด้วยความภูมิใจ ปุยฝ้ายยิ้มให้บรรดาแขกทั้งหลายแล้วกล่าวสวัสดี

        “เดี๋ยวพี่แนะนำเพื่อนๆ น้องๆ ให้ฝ้ายรู้จักนะ”

        “นี่ฟ้าแล้วก็หนุ่มเพื่อนสนิทพี่ น้องตาลเป็นแฟนของไอ้ฟ้า” ผู้หญิงสองคนสบตาและยิ้มให้กันด้วยความเขินอาย

        “นี่ต่อพี่ชายน้องตาล แล้วก็น้องพีชแฟนต่อ” อีกครั้งที่ปุยฝ้ายยิ้มให้ผู้หญิงแปลกหน้า

        “ส่วนแก๊งนั่นก็สิบรถ มินสก์ ครูส ปั้นจั่น กังหัน” เมื่อรู้จักกันเรียบร้อย สายฟ้าก็เชิญให้เพื่อนๆ นั่งแล้วเสิร์ฟเครื่องดื่มทั้งแบบมึนและไม่มึน สาวๆ ก็ดื่มน้ำหวานส่วนหนุ่มๆ ก็ขอแอลกอฮอลล์กันนิดหน่อย

        “สวัสดีค่ะพี่ฝ้าย” ตาลเข็นรถมาหาปุยฝ้ายแล้วยิ้มแฉ่งให้ ความที่เธอเดินไม่ได้มาเจ็ดปีทำให้โหยหาการเข้าสังคม มิตรภาพและรอยยิ้มเป็นที่สุด

        “สวัสดีจ้ะ พี่แฟ้บพูดถึงตาลให้พี่ฟังบ่อยๆ เขาบอกว่าตาลวาดรูปสวยมากแล้วก็เก่งการฝีมือเป็นที่สุด”

        “ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ ตาลแค่ชอบทำเฉยๆ ตาลเอาผ้าคาดผมที่ถักเองมาฝากพี่ฝ้ายด้วยค่ะไม่รู้พี่ฝ้ายจะชอบไหม” เธอบอกแล้วล้วงมือไปควานหาของที่ต้องการในกระเป๋า

        “สวยมากเลยขอบใจนะตาล ผูกให้พี่ได้ไหม” ปุยฝ้ายนั่งคุกเข่าเพื่อความสะดวกของตาลแค่ไม่กี่อึดใจ ผ้าผูกผมสีฟ้าสดใสก็กลายเป็นโบว์เล็กๆ อยู่บนศีรษะของเธอ

        “ของพีชสีส้มสวยไหมคะ” ลูกพีชเดินเข้ามาสมทบ

        “สวยค่ะ เป็นเซทเลย” ปุยฝ้ายตอบแล้วทั้งสามสาวก็เม้าท์มอยกันด้วยความสนุกสนานจนลืมหนุ่มๆ ไปเลย

        “สาวๆ ยิ้มหน่อย” สายฟ้าถือกล้องเล็งมา ทั้งสามคนจึงยิ้มหวานให้ตากล้อง

        “น้องตาลกินเยอะๆ นะครับ ไอ้แฟ้บมันทำสุดฝีมือเลย” ฟ้าตักแกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายราดไปบนเส้นขนมจีนจนชุ่มโชก

        “พี่แฟ้บนี่น่าไปเปิดร้านอาหารนะคะ ทำกับข้าวอร่อยมาก” ตาลเอ่ยชมเพราะกับข้าวทุกอย่างไม่มีอันไหนที่ไม่อร่อยเลย

        บรรยากาศงานเลี้ยงสังสรรค์เล็กๆ เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ความกังวลของปุยฝ้ายไม่ใกล้เคียงเรื่องจริงแม้แต่นิดเพราะทุกคนน่ารักและอัธยาศัยดีมาก ยิ่งหนุ่มๆ แก๊งกาแฟตรงข้ามกับที่เห็นจากระยะไกลโดยสิ้นเชิงที่เคยเห็นก็คือพวกเขาเก๊กๆ นิ่งๆ ตีหน้าขรึมแต่ความจริงขี้เล่นและตลกเป็นที่สุด พี่ฟ้ากับพี่หนุ่มก็น่ารักอบอุ่นตามสไตล์ผู้ชายสายละมุนมีก็แค่พี่แฟ้บของเธอที่ผ่าเหล่าไปสายเถื่อนเพียงคนเดียว

        “ขอบใจมากนะไอ้แฟ้บ แล้วพรุ่งนี้เจอกันที่บ้านกู” ฟ้าบอกลาเพื่อนๆ ตอนสี่ทุ่มกว่าและทุกคนก็ทยอยมาเอ่ยลาเจ้าบ้านเพราะสมควรแก่เวลาแล้ว

        “แล้วเจอกันนะคะพี่ฝ้าย” ตาลโบกมือให้พี่สาวใจดี พรุ่งนี้คือวันสงกรานต์พวกพี่ๆ จะมาเล่นน้ำที่บ้านของเธอกับพี่ฟ้าแล้วก็ย่างบาร์บีคิวกินที่สนาม

        “เห็นไหมว่าคิดมากไปเอง” สายฟ้าจับมือคนรักมากุมแล้วยิ้มให้

        “ป่ะ วิ่งไปอาบน้ำนอนซะ ดึกแล้ว”

        “ได้ยังไง ฝ้ายช่วยเก็บก่อนสิ”

        “ไม่ต้องหรอกมันเยอะ พี่ทำเองดีกว่า”

        “เยอะยิ่งต้องช่วยกันค่ะ จะได้เสร็จไวๆ” เธอบอกแล้วเดินนำลิ่วเข้าไปในบ้านแต่ก็แปลกใจมากที่จานชามบางส่วนล้างและคว่ำเรียบร้อยแล้ว

        “สงสัยพวกหนุ่มๆ มาช่วยทำไว้ให้ถึงมันจะเอะอะโวยวายแต่จิตใจดีกันนะไอ้พวกนี้ พากันเอาขนมไปแจก เล่นดนตรีให้เด็กพิการฟังบ่อยๆ” สายฟ้าเอ่ยถึงหนุ่มๆ แก๊งกาแฟทั้งหกคน

        ห้าทุ่มกว่าทุกอย่างก็เรียบร้อยเข้าที่เข้าทางปุยฝ้ายจึงกลับบ้านตัวเอง คบกันมาสี่เดือนและไปนอนค้างที่อื่นด้วยกันหนึ่งครั้งเธอกับเขาก็ยังไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน สายฟ้ารู้ว่ามันเร็วเกินไปและเธอยังไม่พร้อมแน่นอนซึ่งเขาไม่หนักใจเลย ที่มาคบกับเธอเพราะรักไม่ได้อยากจะพาขึ้นเตียงถ้ามันจะเกิดก็ต้องเกิดจากความยินยอมและเต็มใจของเธอเท่านั้น

 

ตอนที่ 15 ไร้เหตุผล

     “อูย เบาหน่อย” เสียงโอดโอยดังมาจากปากคนตัวโตที่นอนคว่ำอยู่บนโซฟา ปุยฝ้ายนั่งอยู่กับพื้นแล้วนวดเจลบรรเทาปวดไปทั่วแผ่นหลังบึกบึน

        “ไปช่วยคนอื่นก็ควรจะระวังตัวเองด้วยนะคะ ดีแค่ไหนแล้วที่กล้ามเนื้อไม่ฉีก” เมื่อคืนสายฟ้าออกไปช่วยเหตุรถมอเตอร์ไซส์ชนกับรถกระบะ เขาออกแรงยกเจ้าสองล้อจนปวดหลังปวดไหล่ร้าวระบมไปทั่วทั้งกาย

        “เวลาพี่แฟ้บออกไปตอนดึกๆ ฝ้ายนอนไม่หลับเลย”

        “ไม่ต้องห่วงนะ พี่สัญญาจะระวังตัวให้มากกว่านี้การช่วยเหลือคนอื่นเป็นสิ่งที่ดี ฝ้ายไม่อยากให้พี่ทำเหรอ”

        “ไม่ใช่ไม่อยากให้ทำค่ะ ฝ้ายเป็นห่วงเฉยๆ”

        “ขอบคุณครับ ขอพี่งีบหน่อยนะ” ปุยฝ้ายปล่อยให้เขาได้พักผ่อนแล้วลุกไปเล่นคอมพิวเตอร์และมันบังเอิญเปิดหน้าแชทของเฟสบุ๊คค้างไว้ เธอกวาดตาอ่านเร็วๆ จับใจความได้ว่าผู้หญิงคนนี้รู้จักกับพี่แฟ้บแล้วมาถามเรื่องเคสมือถือแต่เซนส์มันบอกว่ายัยนมโตไม่ได้ต้องการแค่เคสแน่นอน

        “วันหลังเอาเครื่องมาทำให้ที่ห้องได้ไหม” นั่นคือประโยคคำถามหรือประโยคเชิญชวนของยัยนมโต

        “ฮ่าๆๆ ได้สิแต่ต้องเอาแฟนไปด้วยนะเพราะของแฟนหมดเลยจะใช้ของเขาต้องพาเจ้าของไปด้วย” นั่นคือคำตอบของพี่แฟ้บและเธอสะใจนัก แม่นมโตส่งหน้าร้องไห้กลับมาแล้วก็หายไป

        เพื่อนในเฟสบุ๊คของพี่แฟ้บมีแต่สาวๆ โปรไฟล์เริ่ด ทั้งดารา นางแบบ พริตตี้หรือถ้าคนธรรมดาก็สวยยังกับนางฟ้าเดินดินบางครั้งก็อดหวั่นไหวไม่ได้แต่เธอก็เชื่อใจเขา อย่างวันนี้เขาเองก็รู้ว่าเธอจะต้องมาใช้คอมพิวเตอร์เขาก็เปิดเฟสบุ๊คเปิดไลน์ค้างไว้โดยไม่ได้ปิดบัง

        “ฝ้าย” สายฟ้าลืมตาขึ้นมาพร้อมความปวดเมื่อยที่บรรเทาลงไปพอสมควร เขาเรียกหาคนรักเพราะไม่เห็นเธอนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน

        “อยู่ทางนี้ค่ะ วันนี้ฝ้ายจะทำกับข้าวให้พี่แฟ้บกินเอง” ปุยฝ้ายโบกทัพพีให้คนรัก

        “ทำอะไรเหรอ”

        “ไข่ตุ๋นกับยำปลากระป๋องค่ะ” เธอตอบด้วยความภาคภูมิใจ

        “น่ากินจัง ให้พี่ช่วยอะไรไหม” มันเป็นเมนูธรรมดาสามัญมากๆ เรียกว่าเป็นอาหารกันตายและสิ้นคิดเลยก็ว่าได้สำหรับคนทำอาหารเป็น แต่สายฟ้าก็ปลื้มใจอยู่ดีเพราะคนรักตั้งใจทำมันจริงๆ ทั้งที่เธอเกลียดการเข้าครัวเป็นที่สุด

        “ไม่เป็นไรค่ะ พี่แฟ้บไปนั่งรอเลย” สายฟ้ามานั่งเท้าคางรออาหารแสนอร่อยแบบเด็กดีว่านอนสอนง่ายถึงจะยังไม่ได้กินเขาก็รู้ว่ามันต้องอร่อยแน่ๆ

        “วันนี้ไม่ไปขายของเหรอ ไม่เห็นฝ้ายเอากระป๋องเงินมาด้วย”

        “ไม่ค่ะ ให้พี่แฟ้บพักดีกว่าไปขับรถเดี๋ยวก็ปวดไหล่อีก”

        “ไม่หรอกพี่ขับได้ พี่ไปไหว”

        “แต่ฝ้ายไม่อยากไป ไม่ไปได้ไหมคะ”

        “ตกลงครับ” ปุยฝ้ายนำไข่ตุ๋นควันฉุยมาวางก่อนจากนั้นจึงตามด้วยยำปลากระป๋อง แฟ้บชิมทั้งสองอย่างแล้วก็พบว่ารสชาติไม่ค่อยกลมกล่อมเท่าไหร่ ไข่ตุ๋นจืดเกินไปส่วนยำเปรี้ยวปรี๊ดจนตาปิด

        “ไม่อร่อยใช่ไหมคะ” ความเงียบหลังจากอาหารเข้าปากคือสัญญาณที่ไม่ดีเลย

        “เอาเรื่องจริงหรือคำปลอบใจ”

        “เรื่องจริงค่ะ”

        “ไข่ตุ๋นจืดไปหน่อย ยำเปรี้ยวเกินไป”

        “งั้นเดี๋ยวฝ้ายทำมาม่าให้แล้วกันนะ” แม่ครัวคนเก่งนั่งคอตกด้วยความเสียใจแค่อาหารง่ายๆ ยังทำไม่ได้เลย

        “พี่ไม่ได้บอกว่าจะไม่กินนี่นา พี่กินได้ถึงรสอาหารจะไม่ค่อยดีเพราะฝ้ายเป็นมือใหม่แต่ความตั้งใจกับความรักที่ฝ้ายใส่ลงไปต่างหากที่ทำให้พี่อยากกิน” ปุยฝ้ายเขินจนหน้าแดงเพราะนานๆ พี่แฟ้บของเธอจะพูดจาหวานเลี่ยนกับเขาสักที

        “กินข้าวกันนะ” สองคนกินมื้อกลางวันกับอาหารไม่ค่อยอร่อยแต่เปี่ยมไปด้วยรักจนหมดเกลี้ยง

        พอกินเสร็จสายฟ้าก็งีบหลับไปอีกครั้งปุยฝ้ายแน่ใจว่าเขาจะไม่ตื่นขึ้นมาแน่ๆ จึงย่องออกไปหน้าปากซอยเพื่อซื้อข้าวมันไก่เจ้าโปรดไว้ให้ ถ้าต้องกินอาหารฝีมือห่วยๆ สองมื้อติดมันก็ดูจะใจร้ายเกินไป

        “พี่ว่าจะถามหลายครั้งแล้ว เงินในโหลบนตู้เย็นฝ้ายเก็บไว้ทำอะไรเหรอ” สายฟ้าตื่นขึ้นมาอีกรอบและกำลังกินข้าวมันไก่พิเศษแบบเพิ่มทุกอย่างด้วยความเอร็ดอร่อย

        “ตั้งใจเก็บไว้เป็นค่าทริปฮันนีมูนค่ะ”

        “แค่กๆๆ” สายฟ้าสำลักน้ำซุปที่เพิ่งส่งเข้าปาก เขาได้แต่สงสัยว่าเมื่อไหร่ไอ้หัวเรียบจะออกไปจากชีวิตของเธอกับเขา

        “ฝ้ายคงเสียใจมากใช่ไหมที่ไม่ได้ใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจ”

        “ทำไมพูดแบบนั้นล่ะคะ”

        “ก็เห็นฝ้ายยังเก็บมันไว้อย่างดี”

        “ฝ้ายไม่ได้นึกถึงมันแล้วด้วยซ้ำ”

        “อืม” อาจเพราะความเหนื่อยและความไม่สบายตัวทำให้สายฟ้าอ่อนไหวกว่าทุกวัน เขานั่งกินข้าวไปเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรอีก

        “ฝ้ายไม่ได้คิดถึงมันจริงๆ นะพี่แฟ้บ มาจำได้ก็ตอนที่พี่แฟ้บถามนี่แหละ” ล้างจานเสร็จปุยฝ้ายก็มานั่งข้างๆ คนขี้งอนบนโซฟา

        “อยู่กับพี่ ฝ้ายมีความสุขไหม”

        “มีค่ะ”

        “พี่ก็เหมือนกัน” แฟ้บไม่อยากทำให้คนรักไม่สบายใจจึงไม่อาจเย็นชาใส่เธอได้ เขาจับมือเธอมากุมแล้วจูบหน้าผากเบาๆ ทั้งที่ในใจถามตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าเธออยากจะมีอนาคตร่วมกับเขาไหม ทุกวันนี้มีแต่เขาที่คอยวางแผนกะเกณฑ์ว่าจะทำอะไรไปไหนด้วยกันโดยที่เธอเป็นแค่คนทำตามเท่านั้นเขาไม่รู้ว่าเธอยอมทำเพราะเต็มใจจำใจหรือเกรงใจ

        “พี่ง่วงจัง ยาแก้ปวดนี่กินแล้วมันง่วงด้วยเหรอ” สายฟ้างึมงำตอนสองทุ่มนิดๆ

        “งั้นไปนอนเถอะค่ะแล้วพรุ่งนี้ฝ้ายจะมาหาแต่เช้า” เธอให้เขามาส่งแค่ประตูบ้านเพราะมีกุญแจประตูรั้ว

 

        “ติ๊ดๆๆ” เสียงมือถือดังขึ้นมาปุยฝ้ายจึงคว้ามากดรับสาย

เริ่มต้นสายสนทนา

แฟ้บ: ฝ้าย เพื่อนพี่รถเสียจะออกไปช่วยเขาแล้วพี่จะรีบกลับนะ

ฝ้าย: เพื่อนคนไหนคะ

แฟ้บ: เจน เพื่อนสมัยเรียน แค่นี้นะนอนซะแล้วพี่จะรีบกลับ

จบสายสนทนา

        เมื่อได้ยินคำว่าเจน ปุยฝ้ายก็ตาสว่างทันที ยัยนมโตก็ชื่อเจนไม่ใช่เหรอเธอรีบเปิดเฟสบุ๊คแล้วค้นหาชื่อยัยนั่นด้วยความบ้าคลั่ง

        “รถเสียรอคนใจดีมาช่วย” นั่นไง สเตตัสล่าสุดของนางเมื่อห้านาทีก่อนแต่นางไม่ได้ถ่ายรถหรอกนะ นางถ่ายตัวเองยืนเก๋ๆ อยู่ริมถนนในชุดเดรสสั้นกุดสีแดงเพลิงประหนึ่งถ่ายแบบกับนิตยสารแฟชั่น

        สายฟ้าออกไปตอนตีหนึ่งและปุยฝ้ายก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับได้เลย เธอนั่งรอ นอนรอ เดินวนในบ้านเหมือนหนูติดจั่น มือก็รูดดูเฟสบุ๊คของยัยนมโตทุกสองนาที

        “ซ่อมรถเสร็จแล้วต้องจ่ายค่าแรงซะหน่อย” ตีสองครึ่งยัยนั่นก็โพสอีกรูปมันคือรูปที่ถ่ายด้านหลังของพี่แฟ้บ

        ปุยฝ้ายไม่อยากทำตัวไร้เหตุผลเพราะเขาก็ไปซ่อมรถให้ยัยนมโตจริงๆ แต่หลังจากซ่อมเสร็จแล้วจะไปต่อที่ไหนกันรึเปล่าก็ไม่อาจรู้ได้ เธออดทนรอจนถึงตีสามครึ่งเขาก็ยังไม่กลับจึงโทรไปหา

        “เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้” เสียงที่ตอบกลับมาทำให้ปุยฝ้ายโมโหจนตัวสั่น นี่ไปรับค่าแรงจากยัยนมโตจริงๆ ใช่ไหม เขาไม่เคยปิดเครื่องถ้าจะไปไหนต่อเขาจะโทรบอกหรือส่งไลน์มาเสมอแล้วนี่มันอะไร

        เจ็ดโมงกว่าเสียงรถกระบะก็มาจอดหน้าบ้านเขากลับมาแล้วด้วยสภาพอิดโรยแบบสุดๆ ปุยฝ้ายไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนดีเพราะโมโหจนสติหลุดไปแล้ว

        “ฝ้ายพี่ซื้อ” สายฟ้าไม่ทันได้พูดจบ โจ๊กกับน้ำเต้าหู้แทบหลุดมือเมื่อได้ยินน้ำเสียงของคนรัก

        “ไปไหนมา” ปุยฝ้ายตะโกนลั่น

        “ฝ้าย เบาๆ ยังเช้าอยู่เลย”

        “ถามว่าไปไหนมา” เธอตะคอกกลับ

        “ไปซ่อมรถไงพี่บอกแล้ว”

        “เสียไปกี่น้ำล่ะ หมดแรงมาเลย”

        “เสียน้ำอะไรฝ้าย ฟังพี่ก่อน”

        “นี่ไง จ่ายค่าซ่อมรถ จ่ายกันทั้งคืนเลยสิจ่ายกันกี่ท่าล่ะ” ปุยฝ้ายยื่นมือถือไปตรงหน้าสายฟ้า ถ้ากระแทกได้เธอจะกระแทกให้ดั้งหักเลยทีเดียว

        “พอซ่อมเสร็จก็มีเหตุต่อ เนี่ย! ยังไม่ได้นอนเลยเสร็จก็รีบกลับมาจะได้ไปส่งฝ้ายที่ทำงาน เข้าบ้านเถอะไปกินข้าวกัน”

        “แล้วทำไมต้องปิดเครื่อง ร้อยวันพันปีไม่เคยปิด”

        “มันหายตอนไปช่วยกู้ภัยเหตุการณ์มันชุลมุนมากทุกอย่างรีบเร่งไปหมดคนกำลังจะตายพี่ก็ต้องช่วยเขาก่อนสิฝ้าย” สายฟ้าพยายามอธิบายให้คนรักเข้าใจ เขาไม่ชอบเลยที่เธอร้องไห้แต่ที่ไม่ชอบยิ่งกว่าก็คือเธอไม่มีเหตุผลไม่ยอมฟังอะไรสักอย่าง

        “เชื่อพี่เถอะนะ ไม่มีอะไรจริงๆ ไปกินข้าวกันพี่หิวจะแย่แล้ว”

        “หิวเหรอ หิวก็กลับไปกินบ้านตัวเองโน่น” ปุยฝ้ายกระชากถุงอาหารมาแล้วเขวี้ยงสุดแรงไปที่บ้านของเขา

        “ฝ้าย ทำไมทำแบบนี้” สายฟ้าช็อกมากกับสิ่งที่เธอทำ มันแปลว่าเขาไม่น่าไว้ใจเลยใช่ไหมทุกคำที่พูดที่อธิบายไม่มีค่าพอที่เธอจะเชื่อเลยหรือ

        “แล้วคืนนี้ถ้ามีผู้หญิงโทรมาเรียกก็ต้องวิ่งแจ้นไปช่วยเขาอีกสินะ เชิญเลยเชิญไปช่วยไปกู้โลกให้สาแก่ใจ” ปุยฝ้ายพ่นถ้อยคำเจ็บแสบชุดสุดท้ายพร้อมกับโยนพวงกุญแจบ้านของเขาไปกลางถนน

        สายฟ้ายืนงงอยู่พักใหญ่เขาหวังว่าเธอจะเดินกลับมาแต่ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ

 

ตอนที่ 16 อ้อนวอน

        “เฮ้ย ฝ้ายเกิดไรขึ้น ไม่สบายทำไมไม่หยุด” กลอยใจกำลังช็อกกับสภาพสุดโทรมของเพื่อนสนิท ปุยฝ้ายได้นอนไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงแถมยังร้องไห้อย่างหนักเธอจึงมาทำงานด้วยร่างพังๆ

        “ไปล้างหน้าล้างตาทำผมดีๆ เหอะแก ฉันดูให้เอง”

        “อืม ขอบใจนะ” ตั้งใจว่าตอนนั่งแท็กซี่จะผัดหน้าทาแป้งก็เอาแต่นั่งเคียดแค้นโกรธเคืองจนลืมไปสนิท รู้ตัวอีกทีก็ถึงหน้าโรงแรมแล้ว

        “แก ฉันมีอะไรจะเล่าให้ฟัง” กลอยใจบอกเพื่อนด้วยน้ำเสียงหวาดๆ บางทีสิ่งที่เธอเห็นอาจจะเกี่ยวโยงกับสถานการณ์ตอนนี้ก็ได้

        “ไว้ก่อนนะกุ้ง ฉันปวดหัว” ปุยฝ้ายบอกปัดด้วยความรำคาญจะเม้าท์มอยก็ไม่ดูอารมณ์คนฟังบ้างเลย กลอยใจได้แต่ชำเลืองมองเพื่อนด้วยความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

        จนหมดวันกลอยใจก็ยังไม่ได้คุยกับปุยฝ้ายเพราะยัยเพื่อนนั่งทำหน้าตูมไม่ยอมพูดยอมจาแถมเอาแต่หยิบมือถือมาดูเหมือนมีอะไรสำคัญมาก

        “พี่แฟ้บไม่มารับเหรอ” เธอทำใจกล้าถามเพื่อนอีกครั้งก่อนจะเลิกงานสิบนาที

        “หึ ขอกลับเลยแล้วกันนะอยากกลับไปนอน” เมื่อมาถึงหน้าโรงแรมปุยฝ้ายก็โมโหโกรธาขึ้นมาอีกเพราะเขาไม่มาง้อ โทรมาหาก็ไม่มีแชทสักครั้งยังไม่เด้ง

        “ติ๊ง” เสียงไลน์แจ้งเตือน ปุยฝ้ายจึงรีบเปิดอ่าน       

        “ฉันจะบอกแกว่าเมื่อคืนตอนตีสามกว่าเจอพี่แฟ้บด้วยพอดีฉันเพิ่งกลับจากวันเกิดเพื่อน คนขับสิบล้อมันหลับในชนยาวมาเป็นกิโล รถหวอรถกู้ภัยวิ่งกันให้วุ่นไปหมดน่ากลัวมาก” เมื่อได้อ่านข้อความที่เพื่อนส่งมาปุยฝ้ายก็เข่าอ่อนทันที

 

        “ติ๊งต่อง” ปุยฝ้ายกดกริ่งหน้าบ้านสายฟ้า เขาเดินมาดูที่หน้าต่างเมื่อเห็นว่าเป็นเธอเขาก็ปิดผ้าม่าน

        “ติ๊งต่องๆๆๆๆ” แต่ปุยฝ้ายก็ไม่ยอมแพ้ เธอยืนกดย้ำๆ อยู่แบบนั้น

        “ตุ๊บๆๆๆ” สายฟ้าเดินออกมาพร้อมค้อน เขาทุบไปเต็มแรงที่ออดแล้วกลับเข้าบ้านโดยไม่พูดอะไรกับปุยฝ้ายสักคำ

        “พี่แฟ้บ ฟังฝ้ายก่อน” เธอฉุดกระชากลากแขนคนรักแต่ก็ไม่มีแรงพอที่จะรั้งเขาไว้ได้

        “พี่แฟ้บ ฝ้ายขอโทษ ฮือๆๆ” ปุยฝ้ายยืนเกาะรั้วร้องไห้แต่เขาก็ไม่เดินกลับมา

       

ตอนเที่ยงของอีกวัน

        “ขอโทษด้วยครับตอนนี้มือถือใช้ได้ปกติแล้ว พอดีเครื่องเก่าหายเพิ่งมาซื้อใหม่” สายฟ้าโพสสเตตัสหน้าเฟสบุ๊คแล้วกลับไปทำงานต่อ คืนนั้นพอซ่อมรถให้เจนเสร็จทางศูนย์ก็วอร์เรียกกำลังพลครั้งใหญ่เพราะเป็นอุบัติเหตุที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่ายี่สิบชีวิต ความชุลมุนวุ่นวายทำให้เขามารู้ตัวเอาตอนฟ้าสว่างว่ามือถือหายไป

        ความไม่มีเหตุผลของเธอทำให้เขาเสียใจแต่ที่เจ็บปวดที่สุดก็คือเธอไม่เชื่อในสิ่งที่บอกทั้งที่เขาไม่เคยโกหกเลยแม้แต่ครั้งเดียวมันตอกย้ำให้มั่นใจว่าเธอไม่ได้แคร์ความรู้สึกของเขาแม้แต่นิดเดียว เขาโดนว่าร้ายตะคอกใส่เหมือนหมูเหมือนหมาทั้งที่ไม่ได้ทำผิดมันมากเกินไป

        “พี่แฟ้บ ฝ้ายขอโทษ” ปุยฝ้ายกระหน่ำส่งข้อความไปหาสายฟ้าทุกช่องทาง เขาอ่านแต่ไม่ตอบกลับมาโทรไปก็ไม่ยอมรับสาย

        เป็นอีกวันที่ปุยฝ้ายไปทำงานด้วยสภาพพังๆ กลอยใจได้แต่ถอนใจเมื่อทราบเรื่องราวทั้งหมด ผู้ชายลองถ้าตัดสินใจแล้วก็คงยากที่จะเปลี่ยนใจ

        “ฉันโทรไป แชทไป เขาก็ไม่รับสักทาง ฮือๆๆๆ กุ้ง ฉันจะทำยังไงดี”

        “ก็พยายามไปเรื่อยๆ” กลอยใจคิดได้เท่านั้นจริงๆ

       

ห้าวันต่อมา

        ทั้งคู่ทะเลาะกันเช้าวันจันทร์และตอนนี้เป็นคืนวันศุกร์ ห้าวันแล้วที่สายฟ้าไม่ยอมพูดจาหรือสื่อสารกับปุยฝ้ายไม่ว่าจะช่องทางใด ขนมกับอาหารที่เธอซื้อไปแขวนไว้หน้าบ้านเขาก็ปล่อยมันไว้แบบนั้น ข้อความเป็นร้อยๆ เขาก็ไม่ตอบกลับ สายโทรเข้าเป็นร้อยสายเขาก็ไม่สนใจ ปุยฝ้ายหมดหนทางแล้วจริงๆ ที่จะขอโทษคนรักเธอผิดเองที่ไม่เชื่อใจเขา

        “บรื๊น” เสียงบิ๊กไบค์ติดเครื่องตอนตีหนึ่งทำให้ปุยฝ้ายตาสว่างทันที เธอเข้าไปดูในแฟนเพจหน่วยกู้ภัยก็พบว่าสมาชิกเพิ่งแจ้งว่ามีเหตุรถชน ปุยฝ้ายล้างหน้าแปรงฟันแบบลวกๆ แล้วสวมเสื้อผ้าแบบยาวและมิดชิดพร้อมกับอุ้มโหลสะสมเงินไปด้วย เธอบอกจุดหมายปลายทางกับแท็กซี่แล้วนั่งภาวนาไปตลอดทางขอให้การขอโทษครั้งนี้สำเร็จด้วยเถอะ เธอเสียเขาไปไม่ได้จริงๆ

        “อ้าว ฝ้ายมาทำอะไรดึกดื่นป่านนี้” กล้า กู้ภัยเด็กแว๊นที่ปุยฝ้ายเคยไม่ชอบขี้หน้าเดินมาทักด้วยความงุนงงทั้งคู่เจอกันบ่อยๆ ตอนที่ปุยฝ้ายไปเปิดท้ายขายของ

        “มาหาพี่แฟ้บ ฮึกๆ” เธอตอบไปสะอื้นไป

        “นั่งก่อนๆ พี่แฟ้บไปหน้างานเดี๋ยวโทรตามให้”

        “ไม่! อย่าโทร” กล้าชะงักมือทันที

        “พี่แฟ้บไม่พูดกับเรามาหลายวันแล้วเราผิดเอง เขาจะกลับมาที่นี่ก่อนใช่ไหม”

        “ใช่ต้องกลับมา”

        “ขอเรานั่งรอตรงนี้นะ” กล้านั่งเป็นเพื่อนปุยฝ้ายเงียบๆ ผ่านไปเกือบสองชั่วโมงรถของศูนย์ก็เริ่มทยอยกลับมา

        “นั่นไงมาแล้ว” กล้าบอกเพราะจำเสียงรถของรุ่นพี่ได้

        “ฝ้ายไปรอข้างในดีกว่า เดี๋ยวเราบอกให้พี่แฟ้บตามเข้าไป คุยกันตรงนี้ไม่ดีหรอก” กล้าเห็นสายตาของทุกคนมองมาที่ปุยฝ้ายด้วยความสงสัยจึงพาไปที่ห้องเก็บอุปกรณ์

        “พี่แฟ้บไปดูเครื่องวัดความดันให้หน่อย มันเสียอีกแล้ว”

        “ได้ๆ”

        “มาทำอะไร” สายฟ้าถามเมื่อเห็นว่าใครมานั่งรออยู่

        “พี่แฟ้บ ฝ้ายขอโทษ ยกโทษให้ฝ้ายนะ ฮือๆๆๆ ฝ้ายผิดไปแล้ว ฝ้ายผิดเอง”

        “อย่าเข้ามา” สายฟ้าถอยหนีไปหลายก้าวเมื่อเธอทำท่าจะเข้ามากอด

        “พี่แฟ้บไม่รักฝ้ายแล้วเหรอ” น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลจากดวงตาแล้วอาบไปทั่วพวงแก้มสีซีด ริมฝีปากแห้งผากและดวงตาลึกโบ๋บ่งบอกว่าสุขภาพของเจ้าตัวกำลังแย่

        “เพิ่งไปช่วยคนเจ็บมามีแต่เลือดไม่เห็นเหรอ” สายฟ้าบอกด้วยเสียงอ่อนลง สิ่งที่เจ็บปวดกว่าคำพูดที่แสนร้ายกายจากเธอก็คือน้ำตาของเธอนี่แหละทุกหยดที่มันรินไหลเหมือนน้ำร้อนที่ราดลงมาบนหัวใจของเขา

        “แล้วหอบมาทำไม” สายฟ้าถามถึงโหลเงินที่มันทิ่มตาแทงใจเขาทุกวัน

        “เราไปเที่ยวกันนะเอาเงินไปเที่ยวกัน เอาไปซื้อโต๊ะตัวใหญ่กว่าเดิมก็ได้เราจะได้มีที่วางเคสเยอะขึ้น เอาไว้ซื้อบะหมี่เกี๊ยวที่พี่แฟ้บชอบก็ได้ ฮือๆๆ พี่แฟ้บ ฝ้ายขอโทษอย่าทิ้งฝ้ายไป”

        “รออยู่ตรงนี้ จะเอารถมารับแล้วไปคุยกันที่บ้าน” ปุยฝ้ายปีนขึ้นไปนั่งบนบิ๊กไบค์ด้วยความทุลักทุเลเพราะร่างกายแทบไม่มีเรี่ยวแรง สายฟ้าเสียใจมากที่ทิฐิของเขาทำให้คนรักเจ็บปวดขนาดนั้น

        “ไปอาบน้ำก่อน รอนี่แหละ” ทั้งคู่มาถึงบ้านตอนเช้ามืด ปุยฝ้ายนั่งกอดโหลแก้วไว้เพราะเป็นสิ่งเดียวที่เธอกอดเกี่ยวไว้แนบอกได้ในเวลานี้

        “ออกไปข้างนอกดึกๆ แบบนั้นมันอันตรายรู้ไหมคราวหลังอย่าทำอีก” สายฟ้าอาบน้ำเสร็จก็ออกมาตำหนิคนไม่รู้จักไม่ระวังตัว

        “กอดได้รึยัง” ปุยฝ้ายไม่ได้ฟังเลยว่าเขาพูดอะไร เธออยากกอดเขาเพราะคิดถึงเขาเหลือเกินเมื่อเขาไม่ปฏิเสธและยังยืนอยู่ที่เดิมเธอจึงถือว่านั่นคือคำตกลง

        “ฝ้ายขอโทษ ยกโทษให้ฝ้ายนะ” เธอรัดเขาจนแน่นแล้วบอกด้วยเสียงอู้อี้

        “พี่แฟ้บไม่อยากกอดฝ้ายแล้วใช่ไหมคะ พี่แฟ้บไม่รักฝ้ายจริงๆ แล้วใช่ไหม” ปุยฝ้ายคลายอ้อมแขนออกเพราะเขายืนตัวแข็งทื่อไม่ยอมเตะต้องเธอเลย

        “ฝ้ายเสียใจ เสียใจจริงๆ ถ้ามีอะไรที่จะไถ่โทษครั้งนี้ได้พี่แฟ้บบอกมาได้เลย ฝ้ายยินดีทำทุกอย่าง”

        “ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น พี่ผิดเองพี่ขอโทษที่ใจร้ายกับฝ้าย” สายฟ้าดึงคนรักมากอดแล้วร้องไห้โฮ โชคดีแค่ไหนแล้วที่คืนนี้เธอปลอดภัยถ้าเธอได้รับอันตรายเขาจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเลย ที่ผ่านมาเขายึดมั่นความคิดของตัวอย่างอย่างเคร่งครัดนั่นก็คือไม่ผิดไม่ง้อแต่เขาจะทิฐิไปเพื่ออะไรในเมื่อไม่ผิดไม่ง้อแต่ทำให้คนรักเสียใจปางตายและตัวเขาก็เช่นกัน

        “พี่ขอโทษ ดูสิตาโรยแก้มตอบหมดแล้ว” สายฟ้าลูบตาลูบแก้มเธอเบาๆ แล้วก็ร้องไห้หนักขึ้น

        “กลับมารักฝ้ายเหมือนเดิมนะ” ปุยฝ้ายประคองใบหน้าของสายฟ้าด้วยมือทั้งสองข้าง

        “พี่รักฝ้ายตลอดไม่เคยเลิกรักสักนาที”

        “จูบฝ้ายสิคะพี่แฟ้บ ช่วยยืนยันให้ฝ้ายมั่นใจได้ไหม” ปุยฝ้ายอ้อนวอนแล้วหลับตาลง ริมฝีปากสั่นระริกของทั้งคู่ประทับกันเบาๆ แล้วก็เร่าร้อนขึ้นทุกนาที

        “วันนี้ครบรอบห้าเดือน ฝ้ายคิดแผนได้แล้วค่ะ”

        “แผนอะไร” สายฟ้าถามด้วยเสียงสั่นพร่าเพราะอารมณ์กำลังเตลิดเปิดเปิง ถึงเธอกับเขาจะกอดและหอมกันบ่อยๆ แต่ไม่มีครั้งไหนที่เข้าใกล้เซ็กส์แบบนี้มาก่อน

        “แผนว่าเราควรเป็นของกันและกันค่ะ”

ติดตามให้จบในอีบุ๊ค


        แสดง 1 - 1
วันที่โพสต์ :  12 ม.ค. 2561 13:04    วันที่อัพเดท :   12 ม.ค. 2561 13:06    › จำนวนผู้เข้าชม 403 คน
   › คะแนนโหวต 98 คะแนน   
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้


    แสดงความคิดเห็น


   ชื่อ :
   ความเห็น :