นิยายอัพเดต       นิยายมาใหม่       Top View       Top Vote      
› นิยายเรื่อง คืนเดียวชั่วนิรันดร์    by Annakan
ชื่อตอน ตอนที่ 1 บอบช้ำ


                                         ตอนที่ 1 บอบช้ำ

        “น่ารักจังเลยหลานอา” โจเซฟอุ้มทารกตัวน้อยที่อายุเพิ่งได้สามวันมากอดอย่างแสนรักแม่หนูช่างน่าฟัดเหลือเกิน พวงแก้มสีแดงระเรื่อยุ้ยจนอดไม่ได้ที่จะเขี่ยมันเบาๆ

        “น้ำนี่คือวอเตอร์ใช่ไหม” ชายหนุ่มหันไปถามคุณพ่อป้ายแดงซึ่งก็คือเพื่อนของเขานั่นเอง

        “ใช่แล้ว ตั้งให้เข้ากับลูกพี่ลูกน้อง มีดาวแล้ว มีภูผาแล้ว” บรูโน่ตอบ

        “แล้วถ้าคนที่สองล่ะ จะตั้งอะไร”

        “ถ้าผู้หญิงก็ฟ้า ถ้าผู้ชายก็เมฆ” อุษาสวรรค์บอกด้วยเสียงสดใส

        “อยากมีเจ้าตัวเล็กๆ มาเข้าแก๊งด้วยจัง” โจเซฟพูดด้วยเสียงหงอยๆ แล้วทั้งห้องก็เงียบไป

        โจเซฟ แพทเทอร์สันหอบหัวใจบอบช้ำมารักษาที่เมืองไทย ชายหนุ่มวางแผนเซอร์ไพรส์แฟนสาวที่คบกันมาสี่ปีด้วยพิธีหมั้นสุดโรแมนติกมีทั้งนักเล่นไวโอลิน กุหลาบแดง แชมเปญและที่สำคัญแหวนเพชรเม็ดเป้งแต่พอเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนกลับเซอร์ไพรส์กว่าเพราะแฟนสาวกำลังอยู่ในท่าด๊อกกี้กับผู้ชายอีกคน

        “ขอโทษนะคะ หนูไม่รู้ว่ามีแขก” ทะเลจันทร์ขออภัยเมื่อเข้ามาในห้องพักฟื้น เธอคิดว่าจะมีแค่พี่แอ้มกับคุณโน่แล้วก็เจ้าตัวเล็ก เธออุตส่าห์กินข้าวให้เร็วที่สุดแล้วแว่บมาโรงพยาบาลตอนช่วงพักกลางวัน

        “เข้ามาสิจันทร์ไม่เป็นไรหรอก นี่โจเซฟเพื่อนของโน่เขา คนกันเองทั้งนั้น” อุษาสวรรค์บอกพร้อมรอยยิ้ม

        “พี่แพรให้หนูพักสองชั่วโมงครึ่งค่ะ หนูก็เลยแว่บมา พี่แอ้มเป็นยังไงบ้างคะ อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมหนูจะไปซื้อให้” เด็กสาวไถ่ถามเจ้านายที่เธอนับถือเหมือนพี่สาวด้วยความเป็นห่วง

        “ของที่อยากกินมีหมดแล้วจ้ะขอบใจนะ มาหาหลานก็ต้องอยู่กับหลานสิ”

        “คุณน้ำน่าชังจังเลยค่ะพี่แอ้ม คุณโน่” เธอรับทารกตัวน้อยมาจากชายหนุ่ม ถึงเขาจะยิ้มแต่แววตามันดูเศร้าจังเลยเขามีเรื่องอะไรไม่สบายใจนะ

        “เรียกน้ำเฉยๆ ก็พอจ้ะ ไม่ต้องคุณหรอก พอโตพี่ก็ต้องเอามาทำงานด้วยก็ต้องพึ่งจันทร์และพนักงานทุกคนคอยช่วยอบรมดูแลไม่ให้เหลิงไม่ให้เสียคน” อุษาสวรรค์บอกกับทะเลจันทร์

        “มือเล็กจังเลย” เป็นครั้งแรกที่ทะเลจันทร์ได้อุ้มและใกล้ชิดทารกขนาดนี้ มันน่าอัศจรรย์มากที่ทุกอย่างบนร่างกายเด็กแรกเกิดเล็กจิ๋วไปหมด

        “โจ นี่น้องจันทร์เป็นพนักงาน เธอจะมาทำงานแทนแอ้มพักนึง” บรูโน่แนะนำทะเลจันทร์ให้เพื่อนรู้จัก

        “อย่าเรียกว่าแทนเลยค่ะ หนูไม่เก่งเท่าพี่แอ้มเทียบไม่ได้สักนิด”

        “เราก็เก่งในแบบของเราแหละจันทร์ นี่กินข้าวแล้วใช่ไหม”

        “กินแล้วค่ะพี่แอ้ม แล้วพี่แอ้มกับพวกคุณๆ ทานกันรึยังคะ”

        “เรียบร้อยกันหมดแล้วจ้ะ แม่เป็นยังไงบ้างล่ะจันทร์”

        “ก็ทรงๆ เหมือนเดิมค่ะ”

        “คุณแม่ของเธอเป็นอะไรเหรอ” โจเซฟถาม

        “จันทร์จะตอบเองหรือจะให้พี่ตอบ”

        “หนูตอบเองก็ได้ค่ะ” ทะเลจันทร์อธิบายอาการป่วยของแม่ด้วยภาษาอังกฤษให้ฝรั่งคนนั้นฟัง เธอพยายามพูดให้ถูกหลักไวยากรณ์พี่แอ้มกับคุณโน่จะได้ไม่เสียหน้าเพราะพนักงานของตัวเอง

        “ผมเสียใจด้วยนะครับ” โจเซฟบอกจากใจจริง

        “ขอบคุณค่ะ”

        “พี่ต้องชมนะเนี่ย ภาษาดีขึ้นเยอะเลย สำเนียงก็ชัดกว่าแต่ก่อนมาก”

        “หนูฟังคลิปภาษาอังกฤษทุกวันค่ะ ฟังตอนนั่งรถมาทำงานแล้วก็ก่อนนอนด้วย”

        อุษาสวรรค์รักและเอ็นดูทะเลจันทร์เหมือนน้องแท้ๆ เธอเป็นเด็กรักดีและใฝ่เรียน ถึงจะจบการศึกษาแค่ ปวช. แต่ก็ไม่เคยหยุดหาความรู้ใส่ตัวไม่ว่าโรงแรมจะส่งไปอบรมคอร์สอะไรจะมีชื่อของทะเลจันทร์อยู่ในนั้นเสมอ เด็กแบบนี้ควรส่งเสริมและสนับสนุนเต็มที่

        “เราให้สาวๆ เขาคุยกันไปก่อนดีไหม” โจเซฟหันมาชวนบรูโน่เพราะดูท่าทางเด็กสาวอีกคนจะอึดอัดและเกร็งมาก

        “เดี๋ยวโน่มานะครับที่รัก” บรูโน่บอกลาภรรยาแล้วเดินออกไปพร้อมเพื่อน

        “ลืมเลย อยู่กับเด็กอ่อนไม่ควรสูบสิเนอะ” โจเซฟหยิบบุหรี่ขึ้นมาแล้วก็เก็บเข้าที่เดิม ถึงจะออกมาสูบข้างนอกแต่กลิ่นของมันก็ยังติดตัวอยู่ดี

        “เลิกได้ก็เลิกเถอะโจ”

        “ก็พยายามอยู่แต่ไม่มีอะไรจูงใจ ยิ่งช่วงนี้ยิ่งหนัก” หนุ่มหล่อผมสีน้ำตาลเข้มบอกแล้วถอนใจเบาๆ ถึงจะหนีมาไกลแสนไกลแต่มันก็ไม่ช่วยอะไร ต่อให้ย้ายไปอยู่นอกโลกความเจ็บปวดก็ยังตามมาหลอกหลอนอยู่ดี โจเซฟได้แต่ถามตัวเองว่ามีสิ่งใดที่เขาผิดพลาดหรือด้อยไปแต่ก็ไม่มีคำตอบเพราะไม่ได้ถามแฟนสาวที่นอกใจไปนอนกับผู้ชายคนอื่น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นใครเพราะไม่คุ้นหน้าเลย

        “แล้วมันจะผ่านไป อย่าแบกไว้นาน” บรูโน่ตบไหล่เพื่อนเพื่อบอกว่าถึงเรื่องมันจะหนักหนาแค่ไหนแต่ก็อย่าปล่อยให้มันมาทำลายชีวิตที่เหลือ เจ็บได้แต่ก็ต้องก้าวต่อไป

        “เด็กคนนั้นน่ารักดีนะ ถูกกฎหมายแล้วเหรอ”

        “ถูกกฎหมาย ยังไงโจ”

        “ก็ยังเด็กอยู่เลย อายุถึงสิบแปดแล้วเหรอ ประเทศนายต้องคนอายุเท่าไหร่ถึงทำงานได้”

        “ก็สิบแปดถึงทำงานที่โรงแรมได้หมายถึงเป็นพนักงานประจำ ส่วนน้องจันทร์อายุยี่สิบแล้ว”

        “เหรอ! ไม่น่าเชื่อนะ นึกว่าสิบห้าสิบหก”

        “น่าสงสารอยู่กับแม่สองคนแม่ก็ไม่สบายแล้วก็ไม่อยากพูดให้น้องเขาใจเสีย เราว่าแม่คงอยู่ได้อีกไม่นานหรอก เรากับพี่วิน พี่แพรแล้วก็แอ้มก็ช่วยทุกอย่างแต่น้องจันทร์ก็เกรงใจบ่ายเบี่ยงตลอด ไม่อยากคิดเลยถ้าแม่จากไปน้องจันทร์จะอยู่ยังไง” บรูโน่ปรับทุกข์กับเพื่อน ถ้าเป็นพนักงานคนอื่นเขาจะไม่ห่วงเท่านี้เพราะโตและมีวุฒิภาวะมากกว่าแต่ทะเลจันทร์เป็นแค่เด็กสาวที่อ่อนต่อโลกและมีแค่เพียงมารดามาทั้งชีวิตเธอต้องเคว้งแน่ๆ ถ้าวันนั้นมาถึง

        “ป่ะ กลับกันเถอะ” ทั้งคู่ออกมายืนรับลมประมาณครึ่งชั่วโมงก็ชวนกันกลับไปที่ห้องพักฟื้น

        “หนูกลับก่อนนะคะพี่แอ้ม แล้วเจอกันที่ทำงานนะคะ” ทะเลจันทร์ยกมือไหว้อุษาสวรรค์เพราะต้องกลับไปทำงานถึงแม้จะอยากอยู่ที่นี่ทั้งวันทั้งคืนก็ตาม

        “อ้าว! กลับแล้วเหรอน้องจันทร์” บรูโน่เปิดประตูเข้ามาก็เจอกับทะเลจันทร์พอดี อีกนิดเดียวก็จะชนกันแล้ว

        “ค่ะ คุณโน่ หนูขอตัวนะคะ สวัสดีค่ะคุณโจเซฟ”

        “กลับด้วยกันไหม ผมก็จะกลับโรงแรมพอดี” โจเซฟชวน

        “เอ่อคือ” ทะเลจันทร์อึกอักเธอไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไง

        “ไปกับโจเถอะจันทร์ ไหนๆ ก็ไปที่เดียวกันอยู่แล้ว” อุษาสวรรค์บอก

        “ค่ะ งั้น หนูขอรบกวนด้วยนะคะ”

        รถยนต์คันงามของโจเซฟที่เช่าไว้เคลื่อนออกจากลานจอดรถช้าๆ เขามองซ้ายมองขวาจนแน่ใจถึงค่อยออกรถ ทะเลจันทร์ค่อนข้างประหลาดใจที่เขาสุขุมรอบคอบผิดกับลุคแบดบอยเซอร์ๆ เป็นที่สุด

        “ทำงานเป็นยังไงบ้าง” โจเซฟชวนคุยเพื่อทำลายความเงียบ

        “ดีค่ะ ทุกคนใจดีกับหนูมากๆ ค่ะ ครอบครัวคุณวินคุณโน่ก็ประเสริฐที่สุด ไม่มีวันที่หนูจะชดใช้บุญคุณให้เขาหมดแน่ๆ”

        “ผมว่าเพราะคุณเป็นคนดีต่างหาก พวกเขาถึงดีกับคุณ”

        “ถึงหนูจะเป็นคนดีแต่ถ้าพวกเขาไม่ให้โอกาสหนูก็แย่ค่ะ” ทะเลจันทร์ตอบไปตามที่คิดเพราะสังคมสมัยนี้การเป็นคนดีไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าจะได้สิ่งดีๆ ตอบแทน

        “คุณนี่มองโลกแง่ดีจังเลยนะ”

        “หนูไม่อยากเพิ่มความทุกข์ให้ตัวเองแค่เรื่องแม่เรื่องเดียวก็พอแล้วค่ะ”

        “เขาเป็นยังไงบ้าง”

        “อาการทรงๆ ค่ะไม่แย่ลงแต่ก็ไม่ดีขึ้น”

        “เคยคิดไหมถ้าแม่ไม่อยู่แล้วจะทำยังไง”

        “คิดค่ะ คิดทุกวัน หนูรู้ว่าแม่อยู่ได้อีกไม่นานหรอกแต่หนูก็พยายามดูแลแม่ให้ดีที่สุด”

        “แล้วคิดว่าอะไร”

        “คิดว่าถ้าแม่ไม่อยู่ก็จะทำงานตอบแทนพระคุณตระกูลดัวร์ต้าให้เต็มที่ค่ะ พวกเขาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แม่ทั้งหมดแถมเวลาหนูลางานหรือมาสายก็ไม่เคยว่าหนูสักครั้ง ที่หนูมาสายเพราะบางคืนก็ไม่ได้นอนค่ะบางครั้งแม่จะไอไม่ก็อาเจียนหรือมีไข้ทั้งคืนหนูก็ต้องคอยดูแลแม่”

        “คุณเป็นเด็กดีมากทะเลจันทร์” โจเซฟพูดได้แค่นั้นจริงๆ เพราะไม่มีคำไหนที่จะเหมาะกับเธอไปมากกว่านี้

 

                                         ตอนที่ 2 หวั่นไหว

      “คุณโจเซฟมาแล้ว” สาวๆ แผนกต้อนรับกระซิบกระซาบกันใหญ่ เมื่อหนุ่มหล่อมาดเซอร์เดินออกมาจากลิฟต์

        โจเซฟ แพทเทอร์สันคือหนุ่มอังกฤษร่างสูงใหญ่ตามสไตล์นายแบบ ผมสั้นสีน้ำตาลเข้มเซทเข้าทรงแบบสบายๆ แต่ก็ทำให้หัวใจของสาวๆ วุ่นวายปั่นป่วนไปหมด เขาเป็นชายหนุ่มลุคเซอร์ๆ เซอร์มาก เซอร์แบบดิบเถื่อนแนวตบจูบเลยแหละแต่ใครจะสน ถ้าคนแบบเขาจะมาตบทีจูบทีต้องมีผู้หญิงต่อแถวจนคิวยาวเหยียดแน่ๆ

        “จันทร์ ไม่ตื่นเต้นกับเขาบ้างเหรอ นั่นคุณโจไง” ส้มเพื่อนร่วมงานเอาศอกกระทุ้งเพื่อนที่น่าจะไปบวชชีซะมากกว่าเพราะคุณเธอช่างสงบเยือกเย็นเหลือเกิน

        “อืม ก็คุณโจเซฟเพื่อนของคุณบรูโน่ไง ฉันรู้แล้ว” ทะเลจันทร์ยังตั้งหน้าตั้งตาทำเอกสารตรงหน้าต่อไป เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องตื่นเต้นด้วย เขาก็เป็นลูกค้าเหมือนๆ กับคนอื่น

        “แต่เขาเป็นนายแบบแล้วก็รวยมากแถมตอนนี้ทะเลาะกับแฟนด้วย” ส้มร่ายต่อ

        “เหรอ มิน่าล่ะ เมื่อวานเขาถึงดูเศร้าๆ”

        “ห๊ะ ! อะไรยัยจันทร์ เมื่อวานคุณโจเซฟไม่อยู่โรงแรมไม่ใช่เหรอแล้วเธอรู้ได้ยังไง”

        “ก็เมื่อวานฉันไปเยี่ยมพี่แอ้ม คุณโจเซฟก็ไปด้วย ขากลับเขาเลยให้ติดรถมา”

        “กลับมาด้วยกัน !” ส้มถามด้วยเสียงแหลมปรี๊ด

        “ใช่ จะเสียงดังทำไมเนี่ย ก็ฉันจะกลับมาทำงานแล้วเขาก็จะกลับโรงแรมพอดี”

        “โหย แล้วก็ปิดปากเงียบเลยนะ เป็นไง คุยไรกันมั่งอ่ะ”

        “ก็ไม่ได้คุยไรเยอะแยะหรอก ฉันไม่ได้สนิทกับเขาซะหน่อย”

        “ขอโทษนะครับ มีทัวร์วันเดียวแนะนำบ้างไหมครับ” โจเซฟถามพนักงานต้อนรับ

        “มีทัวร์เกาะรัตนโกสินทร์ค่ะแต่ถ้าเลยกรุงเทพออกไปก็จะเป็นตลาดน้ำดำเนินสะดวกไม่ก็ทัวร์เก้าวัดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาค่ะ” ส้มตอบแบบรวดเร็วฉะฉานเพราะท่องมาจนขึ้นใจแล้ว

        “คุณโจเซฟคงไม่ชอบวัดหรืออะไรแบบนั้นหรอกมั้งส้ม” ทะเลจันทร์บอก

        “งั้นไปช้อปปิ้งที่มาบุญครองไหมคะ” ส้มเสนออีกทางเลือก

        “ไม่ใช่แนวผมเลยทั้งวัดและช้อปปิ้งแต่ยังไงก็ขอบคุณนะครับ”

        “ช่วงหัวค่ำ ลองไปเดินเล่นที่ถนนข้าวสารสิคะคุณโจเซฟมีอาหารข้างทางให้ลองชิมแล้วก็มีบาร์เก๋ๆ ตลอดถนนเลยค่ะ น่าจะถูกใจคุณสักบาร์”

        “คุณรู้ใจผมได้ยังไงครับเนี่ย”

        “ผู้ชายก็น่าจะชอบอะไรแบบนี้ค่ะ”

        “ขอบคุณอีกครั้งนะครับ” โจเซฟโบกมือลาสองสาวแล้วกลับไปที่ลิฟต์

        “โหย ! เอาหน้าอ่ะ เขาชมแกด้วยยัยจันทร์” ส้มนั่งกอดอกทำหน้ามู่ทู่ใส่เพื่อนด้วยความขัดใจ

        “ลืมที่พี่แอ้มสอนเองช่วยไม่ได้” ทะเลจันทร์ยักไหล่แล้วทำงานต่อ

        “ลืมอะไร ก็แอ้มพี่แอ้มบอกให้ตั้งใจทำงานฉันก็ตั้งใจแล้ว”

        “พี่แอ้มบอกว่าให้ทำงานด้วยหัวใจอย่าเอาแต่ท่องจำตามตำรา ต้องหัดคิดนอกกรอบ คิดหลายๆ ด้าน มองเข้าไปในหัวใจลูกค้า มาถามกี่คนแกก็ตอบแบบนั้นหมดอ่ะ ทำไมแกไม่ลองคิดอย่างอื่นบ้าง ผู้ชายเนี่ยนะจะอยากไปทัวร์เก้าวัด”

        “เออ ก็จริง ก็ฉันไม่กล้าแนะนำอย่างอื่นมันจำโปรแกรมไม่ได้อ่ะ”

        “บางทีลูกค้าก็ไม่ได้อยากรู้โปรแกรมเป๊ะๆ หรอกว่าเวลานี้นาทีนี้ต้องไปไหนทำอะไร เลิกทำหน้างอเถอะ โน่น ! ลูกค้าห้องเจ็ดเก้าสี่มาแล้ว” ทะเลจันทร์พยักพเยิดไปทางลิฟต์แล้วส้มก็ยิ้มหน้าบานก็ลูกค้าห้องนั้นหล่อลากดินไม่แพ้โจเซฟเลยน่ะสิ

 

ห้องทำงานบรูโน่

        “สวัสดีครับท่านผู้บริหาร” โจเซฟทักทายเพื่อน

        “สวัสดีครับคุณนายแบบแห่งเมืองผู้ดี” บรูโน่หยอกกลับ

        “วันนี้ยอมห่างลูกห่างเมียได้เหรอ”

        “มาเคลียร์งานเดี๋ยวบ่ายๆ ก็ไปหาแอ้มแล้ว”

        “โอ้โห เป็นเอามากนะเนี่ย” โจเซฟเดินไปหาเพื่อนแล้วก็เห็นว่าภาพพักหน้าจอบนคอมพิวเตอร์คือรูปลูกสาวกับภรรยา

        “ก็เห่ออ่ะ ยอมรับเลย” บรูโน่บอกแล้วยิ้มหน้าบาน นาทีนี้ไม่มีใครที่เขาจะรักและห่วงเท่ากับสองคนนี้อีกแล้ว

        “เออ เป็นเราก็คงเห่อไม่แพ้กัน ไม่รู้ชาตินี้จะได้มีโมเม้นต์นี้กับเขารึเปล่า” โจเซฟบอกแล้วไปทิ้งตัวลงโซฟา

        “เดี๋ยวเวลาของนายก็มาถึงเองแหละโจ อย่าไปตั้งท่ารอยิ่งรอมันยิ่งไม่มา”

        “อยากมีรักแรกพบแบบนายบ้างจังโน่ คงรู้สึกดีสุดๆ ไปเลยใช่ไหม”

        “ใช่ ดีที่สุด” บรูโน่ตอบแล้วหวนคิดถึงนาทีแรกตอนที่ได้สบตาภรรยา เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในชีวิตที่แค่ได้พบก็รู้แล้วว่าอยากอยู่ด้วยไปจนวันตาย

        “ว่าแต่แวะมาเนี่ย มีอะไรรึเปล่าหรือว่าในห้องมีอะไรบกพร่อง” บรูโน่ชวนเปลี่ยนเรื่องเพราะไม่อยากให้เพื่อนต้องมาคิดถึงแต่เรื่องหัวใจรักๆ ใคร่ๆ มันดูโหดร้ายเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งอกหัก

        “ไม่มีๆ แค่แวะมาคุยเล่น อยู่ว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไร”

        “ไม่ไปเดินเล่นในเมืองล่ะ หาของอร่อยๆ กิน” บรูโน่แนะนำ

        “ไม่อ่ะ แค่ในโรงแรมสารพัดห้องอาหารยังกินไม่ครบเลย ตะกี้ไปถามรีเซฟชั่นมา คนนึงแนะนำให้เราไปวัด ฮ่าๆๆๆ”

        “เด็กก็คงตอบตามที่รู้แหละ อย่าไปถือเลย”

        “เปล่าๆ ไม่ได้ถืออะไรหรอกแค่ตลก คนแบบเราเนี่ยไม่เหมาะกับการเข้าวัดสักนิด ขนาดนับถือคริสต์ยังแทบไม่เคยเข้าโบสถ์เลย”

        “แต่น้องจันทร์แนะนำได้ถูกใจมาก บอกให้ลองไปถนนข้าวสารมีอาหารข้างทางกับบาร์เก๋ๆ มันต้องแบบนี้รู้อกรู้ใจไปซะหมด”

        “แล้วเมื่อวานคุยไรกันบ้าง จันทร์ทำอะไรให้ลำบากใจรึเปล่า”

        “ไม่มีๆ ทำไมถามงั้น”

        “ก็จันทร์ยังเด็ก ออกจะโบราณหน่อยๆ อาจจะพูดอะไรไม่เข้าหูนาย”

        “ไม่นะ น้องเขาน่ารักดี ก็สมวัยแหละอย่าเพิ่งรีบแก่เลย” ความที่เป็นนายแบบเขาจึงได้เห็นเด็กสาวมากมายที่พยายามจะโตกว่าอายุจริงเพราะลุคเซ็กซี่เปรี้ยวซ่ามันขายดีกว่าหวานใส เขาไม่ชอบใจที่เด็กสาวๆ อายุยังไม่ถึงยี่สิบแต่ดันแต่งหน้าหนาเตอะบดบังความสวยสดใสไปซะหมด

        “แล้วคืนนี้จะไปข้าวสารเหรอ”

        “ก็คิดว่างั้น อยากไปลองบาร์นอกโรงแรมบ้าง”

        “แล้วไปถูกเหรอ”

        “ถูกสิ จีพีเอสก็มีไม่น่ายากหรอก”

        “แต่มันมีช่วงวันเวย์นะถ้าจำไม่ผิดแล้วก็ต้องไปจอดรถที่ไหนก็ไม่รู้ นี่ก็ไม่เคยไปไม่แน่ใจอ่ะ”

        “เหรอ” โจเซฟอึ้งไปเล็กน้อย เมื่อเห็นเค้าลางของความยุ่งยาก

        “ชวนจันทร์ไปสิ” บรูโน่เสนอ

        “อย่าเลย น้องเขายังเด็ก”

        “ให้ไปช่วยนำทางนายจะได้ไม่หลง”

        “อืม ก็ดีนะแต่ไม่อยากรบกวนน้องเขาเลย”

        “เดี๋ยวถามให้ ถ้าเจ้าตัวเขาไม่อยากไปก็ตามนั้น” บรูโน่ต่อสายไปหาทะเลจันทร์แล้วถามความสมัครใจและเธอก็ตอบรับด้วยความเต็มใจ

 

ตอนค่ำที่โรงแรมโกลเด้น สยาม

      “ขอบคุณมากนะครับที่สละเวลามานำทางให้” โจเซฟบอกขอบใจสาวน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ

        “ด้วยความเต็มใจค่ะ” ทะเลจันทร์ตอบและเธอยินดีอย่างที่บอกจริงๆ เพราะไม่ว่าอะไรที่เจ้านายผู้มีพระคุณสั่งให้ทำเธอจะไม่มีวันอิดออด

        “น้องจันทร์ยังไม่ได้กินข้าวเย็นใช่ไหมครับ”

        “ยังค่ะแต่รอกลับบ้านค่อยกินก็ได้ค่ะ”

        “ฮ่าๆๆ นี่คิดว่าผมจะให้มานำทางอย่างเดียวจริงๆ เหรอ ผมไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอกครับ” โจเซฟขำให้กับความซื่อของสาวน้อย

        “ไปถึงแล้วเราจะกินข้าวด้วยกัน โอเคไหม”

        “โอเคค่ะ” ทะเลจันทร์ตอบแล้วยิ้มให้ น่าแปลกนักที่หัวใจแสนบอบช้ำของโจเซฟกลับหวั่นไหวขึ้นมาแบบไม่มีสาเหตุ

        การเดินทางผ่านไปด้วยความราบรื่น โจเซฟจอดรถไว้ในจุดรับจอดแม้จะต้องเสียเงินและเดินไกลพอสมควรแต่มันก็ดีกว่าไปจอดไว้ตามข้างทางแถมเสี่ยงเสียค่าปรับให้ตำรวจด้วย

        “ยินดีต้อนรับสู่ถนนข้าวสารค่า” มัคคุเทศก์หน้าหวานกล่าวต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้วยิ้มจนตาหยี

        “มาข้าวสารต้องกินผัดไทยนะคะ คุณโจเซฟกินเป็นไหม แพ้กุ้งหรือถั่วรึเปล่าคะ” ทะเลจันทร์พาโจเซฟไปหยุดที่รถเข็นขายผัดไทย ชายหนุ่มประหลาดใจอีกแล้วกับความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ของเธอ มันมาจากนิสัยหรือว่าความรู้สึกของเธอจริงๆ กันแน่นะ

        “ผมไม่แพ้อะไร ผมกินได้ แล้วก็เรียกผมว่าโจเฉยๆ ก็พอ”

        “อืม เรียกแค่ชื่อคงไม่ได้มั้งคะ คุณโจเซฟอายุเยอะกว่าหนูตั้งหลายปี เรียกคุณลุงได้ไหมคะ”

        “แค่กๆๆ” โจเซฟสำลักน้ำที่ดื่มเข้าไปจนหน้าดำหน้าแดง ถ้าจะเรียกลุงเรียกพ่อไปเลยแล้วกันจะได้จบๆ ไป

        “เราอายุต่างกันแค่แปดปีเองนะ” โจเซฟประท้วง

        “ตั้งแปดปีค่ะ”

        “พี่น้องบางคนอายุต่างกันเป็นสิบๆ ปียังมีเลย”

        “แล้วคุณโจเซฟอยากให้หนูเรียกว่าพี่เหรอคะ มันไม่ดูเป็นการไม่ให้เกียรติใช่ไหมคะ คุณเป็นทั้งลูกค้าเป็นทั้งเพื่อนเจ้าของโรงแรม หนูไม่อยากทำอะไรที่เป็นการขัดใจคุณไม่งั้นหนูลำบากแน่ๆ”

        “เรียกว่าพี่โจก็ได้ แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าต้องลำบากเพราะผมหรอกผมไม่ใช่คนงี่เง่าซะหน่อย”

        “ได้แล้วจ้า ผัดไทยกุ้งสองจาน” แม่ค้ายื่นอาหารจานเส้นหอมฉุยมาให้

        “ผมจ่ายเอง เท่าไหร่ครับ” โจเซฟรีบบอกทันทีเมื่อเห็นทะเลจันทร์จะหยิบเงิน เขาจ่ายไปหนึ่งร้อยบาทถ้วน

        “ระวังร้อนค่ะ” ทะเลจันทร์เตือนแต่ก็สายไปเสียแล้ว พ่อหนุ่มตัวโตส่งเส้นผัดไทยร้อนจนควันขึ้นเข้าปากไปหนึ่งคำใหญ่ๆ

        “ฟัค ! ขอโทษที” โจเซฟสบถออกมาแล้วก็ต้องรีบขออภัย

        “ไม่เป็นไรค่ะ คายออกมาสิคะ” ด้วยความร้อนที่โจมตีอยู่ในปาก โจเซฟจึงคายมันใส่ทิชชู่ที่ทะเลจันทร์ถือไว้

        “ขอโทษทีนะ น้องจันทร์มือเปื้อนเลย” กว่าจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป อาหารในปากก็ไปอยู่ในมือเธอแล้วถึงมันจะอยู่บนทิชชู่ก็เถอะแต่มันก็น่าขนลุกอยู่ดี

        “ไม่เลอะหรอกค่ะ เป่าก่อนนะคะทีนี้” เธอบอกแล้วจ้องหน้าคนตัวโต

        โจเซฟอยากจะขำแต่ก็ต้องกลั้นไว้ ก็การมองของเธอมันเหมือนสายตาคุณแม่ที่ใช้มองลูกชายวัยกำลังซนเล่นอะไรไม่เข้าท่ายังไงยังงั้นแต่เขากลับรู้สึกดี นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่มีใครมาคอยห่วงใย พูดกันจริงๆ กับแฟนที่คบกันมาเธอยังไม่ค่อยจะห่วงเขาเลยมีแต่เขาที่ต้องคอยตามเอาอกเอาใจเธอ

        “เอ้า !” โจเซฟอุทานเมื่อเส้นผัดไทยร่วงไปอยู่บนตัก ตอนนี้เธอกับเขานั่งอยู่ริมฟุตบาธแล้วก็หม่ำอาหารค่ำไปด้วย

        “ทำไมคืนนี้ผมซุ่มซ่ามจัง”

        “สงสัยพี่โจจะหิวมากจนมือสั่นไปหมดมั้งคะ มาค่ะหนูเช็ดให้” ทะเลจันทร์ล้วงเอาทิชชู่แบบเปียกออกมาแล้วทำความสะอาดกางเกงให้โจเซฟ

        “นี่กระเป๋าสี่มิติเหรอ” ก็กระเป๋าของเธอมีทั้งทิชชู่เปียก ทิชชู่แห้ง อะไรจะรอบคอบปานนั้น

        “ก็มันต้องใช้ค่ะมีทิชชู่ ยาดม ขนม ลูกอม หนังสือ แบตสำรอง หูฟัง เอาไว้ใช้ตอนนั่งรถมาทำงานค่ะ ยิ่งขากลับยิ่งจำเป็นรถติดมาก”

        “หนักจังเลยนะ ระวังไหล่จะอักเสบ ทำไมไม่ซื้อกระเป๋าแบบสะพายหลังล่ะ” โจเซฟหยิบกระเป๋ามาถือและมันหนักพอดูยิ่งเอามาเทียบกับไหล่เล็กๆ ร่างบางๆ ยิ่งน่าเป็นห่วง

        “อืม ก็คิดอยู่นะคะว่าจะซื้อแต่ใบนี้มันก็ยังใช้ได้จะซื้อใหม่โดยไม่มีสาเหตุก็เสียดายเงินค่ะ”

        “แปลว่า น้องจันทร์มีกระเป๋าใบเดียวเหรอครับ”

        “ใช่ค่ะ ทำไมคนเราต้องมีกระเป๋าหลายใบล่ะคะ”

        อีกครั้งที่โจเซฟต้องประหลาดใจเขาไม่มีคำตอบให้เธอแต่กลับมีคำถามให้ตัวเอง นั่นสิทำไมผู้หญิงที่เคยคบต้องอยากมีกระเป๋าหลายๆ ใบ ไม่ว่าจะออกมากี่คอลเลคชั่นสาวๆ พวกนั้นจะต้องเหมามาครอบครองให้ได้ บางใบเขาไม่เคยเห็นเอาออกมาใช้ด้วยซ้ำ นอกจากเก็บไว้ในตู้โชว์

        “งั้นผมซื้อให้แล้วกัน ถือเป็นค่าแรงที่พาผมมาเที่ยว”

        “ไม่ค่ะ พี่โจไม่ต้องจ่ายอะไรให้หนูเลย แค่นี้เองเล็กน้อยมากไม่ได้ลำบากสักนิด แล้วหนูก็กลัวคุณโน่ดุด้วยค่ะเดี๋ยวเขาจะว่าหนูเอา เงินเดือนหนูก็ได้แล้วนี่ก็ถือเป็นงานของหนูเหมือนกันค่ะ”

        “สรุปว่าที่มาเพราะโน่สั่งแล้วก็คิดว่าเป็นแค่งานเซอร์วิสเฉยๆ สินะ จริงๆ แล้วไม่ได้อยากมาเลย” ชายหนุ่มถามและเขาก็แปลกใจนักว่าทำไมต้องน้อยใจด้วย

        “ไม่ใช่แบบนั้นค่ะพี่โจ หนูอยากมาค่ะแต่หนูไม่อยากให้พี่โจจ่ายค่าแรงเพราะหนูไม่ได้มาทำงานนี่คะ”

        “ไม่อร่อยแหละ กลับเถอะ” โจเซฟลุกขึ้นยืนแล้วมองหาถังขยะ อยู่ๆ อาหารที่แสนอร่อยก็รสกร่อยขึ้นมาเฉยๆ

        “ยังเหลืออีกตั้งเยอะ กินอีกหน่อยสิคะ”

        “กลับดีกว่า ไม่อยากมาตั้งแต่แรกอยู่แล้วนี่”

        “หนูขอโทษนะคะ” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาโกรธแต่เธอไม่อยากรับเงินหรือของตอบแทนเพราะมันไม่จำเป็นเลย

        “หนูอยากมาจริงๆ ค่ะ หนูเคยมากับแม่เมื่อหลายปีก่อน แม่ชอบผัดไทยที่นี่ค่ะ แต่ถ้าพี่โจอยากกลับก็ได้ค่ะ” ทะเลจันทร์อธิบายและพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ ตั้งแต่แม่ป่วยเธอก็ไม่ได้ไปเที่ยวเตร่ที่ไหนเลย คืนนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ได้มาผ่อนคลายพบเจออะไรใหม่ๆ บ้าง

        “ขอโทษที่ผมคิดไปเอง” โจเซฟบอกด้วยเสียงอ่อนลงแต่มือไม้มันอ่อนยิ่งกว่าเมื่อเห็นน้ำใสๆ เอ่อคลออยู่ที่นัยน์ตาคู่สวย

        “ไม่เป็นไรค่ะ หนูแค่อยากให้พี่โจเดินเล่นก่อน ไหนๆ ก็มาแล้ว”

        “นั่งสิ กินต่อดีกว่า” บรรยากาศอึมครึมหายไปอย่างรวดเร็วเพราะรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของทะเลจันทร์ ชายหนุ่มไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กผู้หญิงธรรมดาๆ คนนึงจะทำให้โลกอันหมองหม่นของเขาสดใสได้ขนาดนี้

        “น้องจันทร์ดื่มอะไรดีครับ” ทั้งคู่นั่งอยู่ในบาร์ที่เปิดเพลงดังกระหึ่ม

        “โค้กค่ะ”

        “โค้กสอง” โจเซฟสั่งกับเด็กเสิร์ฟ

        “พี่โจไม่ดื่มเหรอคะ”

        “ขับรถมาไม่อยากดื่ม ไว้คราวหน้าเรานั่งรถโรงแรมมาด้วยกันนะ หมายถึงถ้าน้องจันทร์อยากมากับผมอีก” โจเซฟเพิ่งรู้ตัวว่าหัวใจของเขาเรียกร้องอยากจะเจอเด็กสาวคนนี้อีก

        “อยากสิคะ ขอบคุณนะคะที่พี่โจอยากให้หนูมาด้วย”

        ทะเลจันทร์ดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบตัวไปเรื่อยๆ เธอเองยังเด็กแต่ด้วยภาระหนักอึ้งที่แบกไว้เลยไม่ได้เที่ยวเล่นเหมือนคนวัยเดียวกัน ส่วนโจเซฟก็เอาแต่มองทะเลจันทร์ทำไมเขาหยุดคิดถึงหยุดมองเธอไม่ได้ทั้งที่เธอไม่ได้เซ็กซี่หรือสวยสะกดตา เธอธรรมดามาก หน้าอกหน้าใจก็ไม่มีแถมตัวบางจนเหมือนจะปลิวลม เด็กคนนี้อยู่ห่างไกลกับสเป็กของเขาลิบลับแต่สุดท้ายเขาก็ไม่อาจละสายตาจากเธอ

        “กลับเถอะครับน้องจันทร์สี่ทุ่มแล้ว”

        “อยู่ต่ออีกหน่อยก็ได้นะคะพี่โจ” ทะเลจันทร์รู้ว่าเขาเกรงใจไม่อยากให้เธอกลับดึก

        “กลับดีกว่าครับไว้เราค่อยมากันอีกวันหลัง”

        “สวยไหมครับน้องจันทร์” ระหว่างเดินกลับไปที่รถ โจเซฟเจอร้านขายกระเป๋าและเขาคิดว่ามันน่ารักเหมาะกับเธอมากๆ มันคือกระเป๋าแบบสะพายหลังทำด้วยผ้าดิบและปักเป็นลายดอกไม้สีชมพูทั้งใบ

        “สวยค่ะพี่โจ” เด็กสาวตอบแล้วมองสิ่งที่เขาถือตาเป็นประกาย

        “ผมซื้อให้นะ ที่ซื้อเพราะอยากให้แค่นั้นไม่ได้จะจ่ายค่าแรงหรืออะไรทั้งสิ้น ตกลงไหม”

        “ตกลงค่ะ” ทะเลจันทร์พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน

        “มีพวงกุญแจด้วยนะครับ สนใจไหม” พ่อค้าแนะนำสินค้าเพิ่มเติม

        “เอาอันนี้ไหมครับ เป็นรูปพระจันทร์ด้วย” โจเซฟยิ้มกว้างเมื่อเด็กสาวพยักหน้าอีกครั้ง

        “ใช้เลยได้ไหมคะ” ทะเลจันทร์ถามเมื่อกระเป๋าใบใหม่เอี่ยมมาอยู่ในมือ ทั้งคู่จึงหาที่นั่งแล้วเธอก็ย้ายของจากกระเป๋าสะพายไปที่เป้อันใหม่จากนั้นจึงห้อยพวงกุญแจทองเหลืองรูปพระจันทร์ไว้ที่ซิป

        “ขอบคุณนะคะพี่โจ” ทะเลจันทร์สวมกอดคนตัวโตเต็มแรง ชีวิตนี้ก็มีแค่แม่เท่านั้นที่ซื้อของให้เธอแต่แม่ก็นอนป่วยมาเป็นปีแล้ว การได้รับของขวัญอีกครั้งมันรู้สึกดีจริงๆ

        “อืม ดีใจที่น้องจันทร์ชอบ” โจเซฟยืนตัวแข็งทื่อเพราะไม่คิดว่าทะเลจันทร์จะขอบคุณด้วยวิธีนี้ มันช่างน่ารัก ใสซื่อและจริงใจเหลือเกิน เขาสัมผัสได้ว่าเธอดีใจจริงๆ เธอซาบซึ้งกับกระเป๋าราคาไม่กี่ร้อยแบบสุดหัวใจ และมันก็อดจะเปรียบเทียบไม่ได้ ในขณะที่เขาซื้อกระเป๋าราคาเหยียบล้านให้ผู้หญิงบางคน เขายังไม่เคยได้รับการขอบคุณจากใจจริงๆ สักครั้ง พวกเธอเหล่านั้นวางท่าประหนึ่งว่าก็ฉันคู่ควรกับของแบบนี้ เขามีหน้าที่ต้องหามาปรนเปรอไม่ใช่หน้าที่ของเธอที่ต้องขอบคุณ

        “ผมไปส่งที่บ้านไหม ถ้าน้องจันทร์ไม่ว่าอะไร”

        “ได้ค่ะ” ทะเลจันทร์ตอบ มือเล็กๆ หยิบเข็มขัดนิรภัยมาคาดแล้วเอากระเป๋าใบใหม่มานั่งกอดไว้อย่างแสนรัก

        ชั่วโมงกว่าก็มาถึงบ้านของทะเลจันทร์ โจเซฟมาส่งแค่เพียงหน้าประตูไม้เพราะไม่อยากล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวและมันก็ดึกมากแล้วด้วย แม่ของเธอคงจะหลับไปแล้ว

        ชายหนุ่มมองร่างเล็กๆ ไขกุญแจเมื่อเปิดได้เธอก็โบกมือให้แล้วทุกอย่างก็เงียบสงบไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวอีก มีแค่เพียงหัวใจของเขาเท่านั้นที่เต้นระรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก เขาหวั่นไหวกับรอยยิ้มกับความใสซื่อของทะเลจันทร์เข้าไปแบบเต็มเปา

 

                                         ตอนที่ 3 ขวยเขิน

        ห้องพักหรูหราตกอยู่ในความมืดสลัวเพราะคนที่อยู่ในนั้นไม่ยอมเปิดไฟ โจเซฟจ่อมจมอยู่กับความเงียบและความเหงาโดยไม่ได้ขยับกายเลยตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน เขานั่งอยู่บนโซฟาบุผ้าสีดำวิวที่เขาดื่มด่ำคือแสงไฟหลากสีของตึกรามบ้านช่องและการจราจรบนท้องถนน

        โลกภายนอกสับสนวุ่นวายแต่ในห้องของเขาเย็น มืด เงียบจนเข้าขั้นวังเวงเพราะไม่มีเสียงใดๆ ทั้งสิ้นนอกจากเสียงลมหายใจและจังหวะหัวใจที่เต้นสม่ำเสมอ ถึงสายตาจะจับจ้องกับภาพตรงหน้าแต่สมองของเขาไม่ได้ประมวลผลกับสิ่งที่เห็นสักนิด ภาพที่ผุดขึ้นกลับเป็นหญิงสาวผมสีทองกำลังเสพสมกับผู้ชายผิวสี

        “เพล้ง” แก้วเจียระไนกระแทกลงพื้นเต็มแรงและโจเซฟก็ได้แต่เสียใจกับสิ่งโง่เง่าที่ตัวเองกระทำ เขานั่งคุกเข่าแล้วเก็บเศษแก้วขึ้นมาทีละชิ้นๆ มันเหมือนหัวใจของเขาไม่มีผิด หัวใจที่แหลกสลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่อให้ประกอบกลับมาทีละส่วนๆ จนกลายเป็นหัวใจเต็มดวงแต่มันก็ไม่มีวันเหมือนเดิม

        โจเซฟคบกับเจนนิเฟอร์ได้สี่ปี ชายหนุ่มไม่เคยคบกับใครนานขนาดนี้มาก่อนเมื่อความรักสุกงอมเขาก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะสร้างครอบครัว เจนนิเฟอร์เป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ทำให้เขาไม่กลัวการผูกมัด เธอสวย ฉลาด อารมณ์ดีเป็นสาวในฝันที่ผู้ชายหลายๆ คนอยากได้ไปครอบครองแต่ภาพฝันและอนาคตที่วางไว้ก็สลายภายในพริบตาเมื่อได้รู้ว่าเธอนอนกับผู้ชายคนอื่นและที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือเธอคบซ้อนอยู่อีกสองคน ทั้งที่เขาเคยเจ้าชู้ เคยนอนกับผู้หญิงมามากมายแต่ก็หยุดทุกอย่างเมื่อมาคบกับเธอแล้วดูผลตอบแทนที่คนดีได้รับ

        “น้องจันทร์ทำไมเพิ่งกลับล่ะ” ชายหนุ่มคิดว่าควรจะออกไปเดินเล่นซะหน่อยน่าจะดีกว่าอุดอู้อยู่แต่ในห้อง เดินไปถึงหน้าโรงแรมก็เจอกับทะเลจันทร์เธอนั่งรอรถประจำทางอยู่ที่ป้าย

        “ช่วยส้มเช็คอินน์ลูกค้าอยู่ค่ะมากันกลุ่มใหญ่เลย พี่โจจะไปไหนเหรอคะ”

        “อืม ไม่รู้เหมือนกัน” ชายหนุ่มตอบแล้วมองไปรอบๆ ตัว เขาจะไปไหนล่ะ เดินไปเรื่อยๆ เหรอ เดินไปจนสุดขอบโลกความเจ็บช้ำมันก็ไม่หายไปอยู่ดี

        “พี่โจไม่สบายรึเปล่าคะ” ทะเลจันทร์เห็นสีหน้าของเขาไม่ค่อยดีนักจึงถามด้วยความเป็นห่วง

        “ร่างกายผมสบายดีแต่ข้างในมันไม่โอเค”

        “พี่โจกินข้าวรึยังคะ”

        “ยังเลย”

        “งั้นไปกินกับหนูไหมคะ ตรงนี้เองค่ะ เดินไปได้ไม่ไกลมาก”

        “แล้วน้องจันทร์ไม่รีบกลับบ้านเหรอ”

        “ไปกินข้าวก่อนได้ค่ะ แปบเดียวเองไปกับหนูนะคะ” ทะเลจันทร์ก็ไม่รู้ว่าทำไมแววตาเศร้าสร้อยของเขาถึงบีบคั้นหัวใจเธอนัก เธออยากเห็นเขายิ้มเธออยากให้เขาหัวเราะมากกว่า

        “ไปสิ พูดถึงของกินท้องก็ร้องเลย”

        “แต่จริงๆ มันไม่ใช่ข้าวหรอกค่ะมันคือก๋วยเตี๋ยว” เด็กสาวที่ตัวประมาณครึ่งนึงของเขายิ้มร่ามาให้แล้วเดินนำไป น่าแปลกนักแค่รอยยิ้มซื่อๆ กับเสียงเจื้อยแจ้วของเธอกลับทำให้ความหมองหม่นหายไปอย่างรวดเร็ว

        “ขอหนูแวะซื้อน้ำก่อนได้ไหมคะพี่โจ” ทะเลจันทร์ถามชายหนุ่มตัวโตแล้วเขาก็พยักหน้า

        “ป้าขา นมเย็นแก้วนึงจ้า”

        “วันนี้มาซะค่ำเชียว รับอะไรคะคุณ” แม่ค้าอายุหลักห้าทักทายลูกค้าขาประจำด้วยภาษาไทยแล้วหันไปคุยกับฝรั่งด้วยภาษาอังกฤษ ขายของอยู่ย่านนี้ต้องพูดได้บ้างเล็กๆ น้อยๆ ไม่งั้นเสียโอกาสแย่

        “เขามากับหนูค่ะป้า ลูกค้าที่โรงแรม”

        “เขาพูดอะไรเหรอ” โจเซฟถามทะเลจันทร์

        “เขาถามว่าพี่โจจะรับน้ำอะไรไหมคะ”

        “เอารายการให้เขาดูสิ” หญิงสูงวัยหน้าตาใจดียื่นกระดาษแข็งๆ ที่เป็นรายการเครื่องดื่มมาให้

        “โอลั้ว นี่คืออะไร กาแฟดำเหรอ” โจเซฟอ่านรายชื่อเครื่องดื่มแล้วก็สะดุดตากับโอเลี้ยงเพราะเขาชอบดื่มกาแฟแต่ชายหนุ่มออกเสียงผิด

        “โอเลี้ยงค่ะ อืมมม คล้ายๆ กาแฟดำค่ะแต่ใส่น้ำตาล เอ่อ จริงๆ กาแฟดำต้องไม่ใส่น้ำตาลใช่ไหมคะ มัน” ทะเลจันทร์ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะใช่กาแฟดำไหม

        “ไม่ต้องซีเรียสขนาดนั้นหรอก เอาอันนี้แหละ เรียกว่าอะไรนะ” โจเซฟขำกับคิ้วผูกโบของคนตัวเล็กเหลือเกิน

        “โอเลี้ยง” ทะเลจันทร์พูดช้าๆ ชัดๆ ให้โจเซฟฟังแล้วเขาก็ออกเสียงถูกต้องจนได้

        “ว้าว ! อร่อยจัง สดชื่นมาก” เมื่อดูดเข้าไปคำแรกมันไม่ใช่กาแฟดำแน่ๆ เพราะหวานนำมาก่อนแต่มันเย็นแล้วก็อร่อยดี

        “แล้วของน้องจันทร์คืออะไรเหรอ”

        “นมเย็นค่ะ ภาษาอังกฤษก็ pink milk มั้งคะ เพราะมันเป็นชาใส่นมสีชมพู”

        “สีสวยจัง เหมาะกับน้องจันทร์”

        “เหมาะยังไงเหรอคะ”

        “ก็สีชมพูหวานๆ เหมาะกับเด็กผู้หญิงน่ารักไง so cute

        “เอ่อ ค่ะ….” โตมาจนเป็นสาวขนาดนี้ยังไม่เคยมีใครชมสักทีแล้วครั้งแรกที่มีคนชมก็ดันเป็นนายแบบหล่อยังกะเทพบุตร ขาแข้งของทะเลจันทร์พาลจะหมดแรงเอาดื้อๆ ถ้าเป็นลมตอนนี้เธอจะไม่แปลกใจเลย

        “ทำไมหน้าแดง”

        “เปล่าค่ะ ไม่ได้แดง”

        “ไม่เห็นหน้าตัวเองจะรู้ได้ไงว่าแดงไม่แดง ไม่สบายเหรอ”

        “เปล่าค่ะ หนูสบายดี”

        “ไม่อ่ะ ผมว่าน้องจันทร์เหมือนเป็นไข้หน้าแดงแจ๋เลย ไหนขอจับหน้าผากหน่อย ตัวร้อนไหม”

        “อืม ก็ไม่ร้อนนี่แต่ทำไมหน้าแดงหนักกว่าเดิม” คุณหมอจำเป็นสัมผัสเบาๆ ที่หน้าผากกลมมน ดวงตาของเธอสดใส พวงแก้มแดงระเรื่อน่าเอาจมูกฝังลงไปเหลือเกิน

        “ถึงแล้วค่ะ” ทะเลจันทร์รีบเดินจะได้ไม่ต้องตอบว่าทำไมถึงหน้าแดง ยังมีหน้ามาถามอีกตัวเองเป็นคำทำแท้ๆ เชียว

        “รับอะไรดีค้าบ” พ่อครัวทักทายลูกค้ารายใหม่ที่เพิ่งมาถึงร้าน

        “เขาขายก๋วยเตี๋ยวน้ำใสค่ะ คล้ายๆ ซุปใสแล้วก็ใส่เส้น มีเส้นใหญ่ เส้นเล็ก เส้นหมี่ขาว หมี่เหลือง มีลูกชิ้นแล้วก็หมูสับค่ะ พี่โจอยากกินอะไรคะ” ทะเลจันทร์พยายามอธิบายให้ละเอียดที่สุด

        “เอาเส้นเล็ก ผมอยากกินลูกชิ้นกับหมูสับได้ไหม”

        “ได้ค่ะ เอาเส้นเล็กลูกชิ้นหมูสับ ของหนูเส้นใหญ่ลูกชิ้นอย่างเดียวค่ะ”

        “ระวังร้อนนะคะ” นั่งรอไม่กี่อึดใจก๋วยเตี๋ยวควันฉุยหอมกรุ่นก็มาเสิร์ฟ ทะเลจันทร์เตือนด้วยเสียงเอาจริงเอาจัง โจเซฟก็ได้แต่ยิ้มให้กับแม่เสือตัวน้อยหน้ามู่ทู่

        “เป็นไงคะ พอกินได้ไหมคะ”

        “อร่อยมาก” ชายหนุ่มตอบแล้วเงียบไป ปกติเขาจะพิถีพิถันกับการกินสุดๆ อาหารที่จะผ่านเข้าปากต้องได้รับการปรุงอย่างดีเลิศเขาไม่เคยกินอาหารข้างทางแบบนี้มาก่อน ก็ไม่รู้เหมือนกันถ้าคนที่นั่งด้วยไม่ใช่ทะเลจันทร์มันจะอร่อยแบบนี้ไหม

        “เอ่อ แล้วทำไมทำหน้าแบบนั้นคะ”

        “มันอร่อยมาก อร่อยจริงๆ ขอบคุณนะที่ชวนผมมา”

        “ด้วยความยินดีค่ะ อร่อยก็ต้องกินให้หมดนะคะ”

        “ว้าว ! สงสัยจะอร่อยจริงๆ” ผ่านไปไม่ถึงห้านาทีโจเซฟก็ฟาดจนหมดเกลี้ยง

        “ผมอยากกินเส้นแบบน้องจันทร์บ้าง คราวนี้เอาแต่ลูกชิ้นนะ” ทะเลจันทร์หันไปสั่งกับพ่อครัวแล้วก๋วยเตี๋ยวชามที่สองก็มาเสิร์ฟ

        “หนูจ่ายเองค่ะ วันนั้นที่ไปข้าวสารพี่โจออกให้แล้ว” ทะเลจันทร์รีบห้ามเมื่อเขาควักเงินออกมา

        “แต่ผมอยากจ่าย”

        “อย่าเลยค่ะเรากินไม่ถึงร้อยจ่ายแบงค์พันคนขายจะลำบากต้องหาเงินทอน”

        “ไม่ถึงร้อยเหรอ แต่เรากินตั้งสามชามนะ”

        “ชามละสามสิบค่ะ สามชามก็เก้าสิบ ครั้งนี้ให้หนูออกนะคะ” โจเซฟจึงยอมแพ้เพราะเหตุผลของทะเลจันทร์ไม่อาจเถียงได้ ชายหนุ่มประหลาดใจมากที่ก๋วยเตี๋ยวชามโตราคาแค่สามสิบบาทเท่านั้น

        “รู้สึกดีขึ้นไหมคะ” ทะเลจันทร์ถามระหว่างที่เดินกลับมาโรงแรม

        “ดีขึ้นแล้ว รู้ได้ยังไงว่าก่อนหน้าผมรู้สึกไม่ดี”

        “สายตามันบอกค่ะ หนูไม่รู้ว่าพี่โจเศร้าเรื่องอะไรแต่อย่าเก็บเรื่องนั้นไว้ในใจเลยค่ะมีแต่จะทำร้ายตัวเองเปล่าๆ มันผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้มันเป็นอดีต เราต้องอยู่กับปัจจุบันนะคะ” แม่สอนเธอมาตั้งแต่เด็กว่าอย่าจมปลักอยู่กับเรื่องร้ายๆ ความทุกข์ของวันนี้พอเช้าวันใหม่ก็กลายเป็นอดีตแล้วเราจะเก็บมันไว้ทำไมให้ทรมาน เดินหน้าต่อไปดีกว่า

        “ขอบใจนะ” ตั้งแต่อกหักไม่เคยมีคำพูดไหนทะลุเข้าถึงหัวใจของโจเซฟมาก่อน กี่คำปลอบใจกี่ความสงสารก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นแต่คำพูดซื่อๆ ของเธอกลับทำให้ค้นพบความจริงของชีวิต เขามองแต่อดีตจนลืมไปว่าตอนนี้คือปัจจุบันมันคือเวลาที่ต้องก้าวไปข้างหน้าไม่ใช่เดินถอยหลังไปหาสิ่งที่ทำให้ปวดใจ

        “รถหนูมาพอดีเลยค่ะ หนูต้องทิ้งน้ำแล้วค่ะเอาขึ้นไปกลัวจะหกเลอะเทอะ” รถประจำทางที่ทะเลจันทร์จะขึ้นติดอยู่ตรงแยกเพื่อรอสัญญาณไฟเขียว เธอหันซ้ายหันขวามองหาถังขยะที่เคยวางอยู่หลังป้ายรถแต่วันนี้กลับไม่เจอ

        “ผมกินเอง อยากชิมว่ามันอร่อยไหม” โจเซฟจับแก้วนมเย็นไว้แต่คนตัวเล็กกลับยื้อยุดไม่ยอมปล่อยมือ

        “อ่าว ! ก็ไหนว่าจะทิ้ง”

        “ก็หนูจะทิ้ง ไม่ได้จะให้ใครกินต่อ”

        “ก็ผมอยากกิน จะทิ้งแล้วยังจะหวงอีก”

        “ไม่ได้หวงแต่มันเป็นของเหลือค่ะ”

        “เดี๋ยวผมกินก็ไม่เหลือแล้ว รถมาแล้วน้องจันทร์ ไปเร็วๆ เดี๋ยวต้องรอนานนะ”

        “สวัสดีค่ะพี่โจ” ทะเลจันทร์ไม่มีทางเลือกจึงต้องยอมยกแก้วนมเย็นให้เขา เธอได้ที่นั่งริมหน้าต่างพอดีแล้วเขาก็ดูดน้ำรวดเดียวจนหมดแก้วเป็นการบอกลา

        เด็กสาวหน้าแดงและร้อนผ่าวไปทั้งตัว นั่นมันจูบกันทางอ้อมชัดๆ เขาจะรู้ไหมว่าคืนนี้ทำเธอเขินอายตั้งสองรอบ แถมรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นของเขายังปั่นป่วนหัวใจจนยุ่งเหยิงไปหมด

        โจเซฟไม่รู้ว่าน้ำสีชมพูที่ดูดเข้าไปมันหวานเพราะรสหรือหวานเพราะว่าได้ใช้หลอดเดียวกับทะเลจันทร์

 

                                         ตอนที่ 4 อิ่มเอม

        อาการบาดเจ็บทางใจของโจเซฟทุเลาลงมาก ระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนที่ได้อยู่ใกล้ทะเลจันทร์ทำให้มุมมองเกี่ยวกับชีวิตของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาเรียนรู้ว่าเงินซื้อไม่ได้ทุกอย่างโดยเฉพาะความสุข ชายหนุ่มเข้าใจมาตลอดว่าความมั่งคั่งคือปลายทางของทุกอย่างแต่ดูเมื่อเดือนก่อนสิ มีเงินนอนในบัญชีกี่สิบกี่ร้อยล้านก็รักษาบาดแผลแห่งความเจ็บช้ำไม่ได้

        เด็กผู้หญิงที่มีรอยยิ้มแสนสดใสสอนให้เขารู้ว่ายิ่งชีวิตเรียบง่ายเท่าไหร่ก็จะมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น เธอไม่จำเป็นต้องมีเสื้อผ้าสามสี่ตู้ กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการสิ่งเดียวหรืออาจจะมากกว่านั้นที่ขับเคลื่อนชีวิตของเธอก็คือความเอื้ออารี ความมีน้ำใจ ความเป็นมิตร

        เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ไม่ต้องปรุงแต่งมากมายแค่จิตใจของเธอสวยงามมันก็เพียงพอแล้ว

        “หน้าตาสดใสนะพักนี้” บรูโน่ทักทาย ช่วงบ่ายๆ โจเซฟจะมาอยู่ที่นี่เพราะได้คุยกับเพื่อนแล้วก็ได้เล่นกับหลานด้วย

        “ก็พอจะทำใจได้แล้ว” โจเซฟตอบแบบเลี่ยงๆ ความจริงเขาแทบไม่รู้สึกเสียใจแล้วต่างหาก ความชอกช้ำมันหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เหมือนกัน

        “ไม่มั้ง มันยิ่งกว่าทำใจได้มันเหมือนคนอินเลิฟ” บรูโน่แซว

        “อินเลิฟกับใคร ไม่มี๊” โจเซฟตอบกลับทันควันแบบมีพิรุธล้านเปอร์เซ็นต์

        “ค่ำๆ ไปไหนกับใครบ่อยๆ ก็คนนั้นแหละมั้ง อาหารโรงแรมห้าหกดาว การันตีด้วยเชฟมิชลินกินไม่ได้แล้วเหรอเดี๋ยวนี้”

        “ไม่หรอกก็แค่เอ็นดู น้องจันทร์น่ารักอยู่ใกล้ก็สบายใจก็มีความสุขเลยลืมว่าเคยทุกข์ใจ”

        “ดีแล้วแต่ก็อย่าทำให้จันทร์สับสนล่ะ เขายังเด็กแฟนก็ไม่เคยมีอาจจะแยกแยะไม่ออกว่าเอ็นดูกับรักมันต่างกันยังไง”

        “อืม หนูน้ำนี่เลี้ยงง่ายจังเลยนะ” โจเซฟชวนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแต่ในใจกลับคิดทบทวนแต่ประโยคสุดท้ายของเพื่อน

        นั่นสิ ! เอ็นดูกับรักมันต่างกันตรงไหน

        ตอนนี้เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าแค่เอ็นดูหรือหลงรักทะเลจันทร์ เวลาแค่เพียงเดือนเดียวมันเร็วเกินไปที่จะสรุปแต่ที่รู้สึกก็คือเขาสบายใจยามที่ได้อยู่กับเธอ ได้ฟังเธอเล่าเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันพร้อมรอยยิ้มที่ระบายอยู่บนใบหน้า ขนาดเจอลูกค้าทำตัวแย่ๆ ใส่เธอยังไม่โกรธเลย

        “เป็นอะไรครับแอ้ม” บรูโน่ถามภรรยาที่เดินหน้าบึ้งเข้ามาในห้องทำงาน

        “ช่างน่ะสิไม่รู้ยกโต๊ะท่าไหน ทับนิ้วเท้าจันทร์เข้าไปเต็มๆ ดีนะไม่เป็นอะไรมาก” วันนี้บรูโน่ให้ช่างไฟมาเช็คเครื่องไฟฟ้าภายในโรงแรมทั้งหมด จากเหตุการณ์ที่ภรรยาเกือบตายอยู่ในกองเพลิงเพราะไฟฟ้าลัดวงจรทำให้เขาเข้มงวดกับเรื่องนี้มาก

        “แล้วกระดูกแตกหรือหักไหม แน่ใจนะว่าไม่ต้องไปโรงพยาบาล” โจเซฟถามด้วยความร้อนใจ

        “เอ่อ มะ ไม่นะ ให้หมอที่ห้องพยาบาลตรวจแล้ว หมอว่าไม่มีอะไรแตกหัก” อุษาสวรรค์งงกับท่าทางของเพื่อนสามีเป็นอย่างมาก ทำไมเขาต้องร้อนใจปานนั้น

        “งั้นผมขอไปดูน้องจันทร์ก่อนนะ” ชายหนุ่มบอกแล้วผลุนผลันออกไป เมื่อมาถึงชั้นล่างโจเซฟก็รู้ตัวว่าไม่รู้ทางไปห้องพยาบาลของพนักงานจึงถามกับรีเซฟชั่น

        “คุณโจเซฟเขาจะไปห้องพยาบาลภายในของเราทำไมอ่ะ” ส้มถามกับเพื่อนที่ทำงานด้วยกัน

        “ไปดูจันทร์สิ ถามได้”

        “ไปดูทำไมอ่ะ”

        “โอ๊ย ! นี่นั่งตรงนี้แต่ไม่เห็นอะไรเลยหรือไงตาบอดเหรอยัยส้ม สองคนนั้นไปไหนด้วยกันแทบทุกคืน หมายถึงไปกินข้าวแถวๆ นี้ แล้วคุณโจเซฟก็รอส่งจันทร์ขึ้นรถกลับบ้านทุกครั้งด้วย นี่ขนาดฉันไม่ได้เข้ากะกลางคืนฉันยังรู้อ่ะ”

        “เฮ้ยๆๆ ! ไม่มั้ง” ส้มค้านเสียงหลง

        “ไม่อะไร เขาลือกันให้ทั่วโรงแรม แกเป็นเพื่อนกันประสาอะไรเนี่ย”

        “ก็ไม่ค่อยได้คุยกันงานยุ่งจะทับหัวตาย ช่วงนี้พี่แอ้มกลับมาแล้วด้วยยิ่งไม่กล้าเม้าท์มาก ต้องทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่ดีสำหรับรุ่นน้องที่มาใหม่”

        “เลิกสงสัยเหอะ เคลียร์เอกสารกองนี้ให้เสร็จดีกว่า อีกสามวันก็สิ้นเดือนแล้วเนี่ยยังทำไม่ถึงครึ่งเลย” แล้วทั้งสองคนก็กลับไปจดจ่อกับงานของตัวเอง

 

ห้องพยาบาล

      “เจ็บมากไหม” เขาถามคนตัวเล็กที่นอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง

        “พี่โจ มาได้ไงคะเนี่ย”

        “แอ้มบอกว่าโดนโต๊ะทับขา เจ็บมากไหม”

        “ไม่มากค่ะ พี่แอ้มบอกว่าวันนี้ไม่ต้องทำงานแล้วให้กลับบ้านเลยแต่หนูเดินไม่ไหวเลยมานอนพักก่อน คิดว่าตอนเย็นๆ คงพอเดินได้ค่ะ”       

        “แล้วทำไมเขาไม่ให้รถไปส่ง นี่เราบาดเจ็บในเวลาทำงานนะ” โจเซฟถามติดจะฉุนหน่อยๆ

        “ใจเย็นๆ ค่ะ อย่าเพิ่งโมโห พี่แอ้มเสนอเป็นอย่างแรกเลยค่ะว่าจะให้ลุงเพิ่มไปส่งแต่หนูบอกปัดเอง แค่เจ็บเท้าเฉยๆ ไม่ต้องถึงขนาดให้รถของโรงแรมไปส่งหรอกค่ะ มันสิ้นเปลืองเกินไป” ทะเลจันทร์จับแขนคนอารมณ์ร้อนแล้วอธิบายให้ฟังช้าๆ

        “ขอพี่ดูเท้าหน่อยนะ .. ทำไมล่ะ ไม่ได้เหรอ” โจเซฟถามเพราะอยู่ๆ เธอก็ทำหน้าเหวอ

        “เมื่อกี้พี่โจพูดว่าอะไรนะคะ”

        “ขอพี่ดูเท้าหน่อย”

        “ดีจัง เหมือนเราสนิทกันจริงๆ เลย พี่โจแทนตัวเองว่าพี่เนี่ย”

        “มันก็คือคำแทนตัวจะใช้คำไหนมันก็ไม่เห็นจะต่างกัน” โจเซฟพอจะพูดภาษาไทยได้บ้างเพราะมีบรูโน่เป็นเพื่อนสนิทแต่การที่ได้มาคลุกคลีกับทะเลจันทร์ทำให้การเรียนก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เขาสนทนาโต้ตอบและพูดประโยคสั้นๆ ได้แล้ว

        “ไม่นะคะ สำหรับคนไทยถ้าแทนตัวเองว่าผม ดิฉัน ส่วนมากจะเป็นแนวทางการมากกว่า ไม่ก็สำหรับคนที่สุภาพมากๆ แต่สำหรับหนูมันดูห่างเหินค่ะ”

        “ห่างเหินคืออะไร”

        “คือไม่สนิทกันค่ะ เช่นถ้าหนูเรียกพี่โจว่าคุณโจเซฟ แบบนี้ค่ะที่เรียกว่าห่างเหิน”

        “อ้อ เข้าใจแหละ ทีนี้เราก็ไม่ห่างเหินกันแล้วนะ ตอนแรกที่แทนตัวเองว่าผมเพราะความเคยชินน่ะ”

        “ตกลงให้พี่ดูเท้าได้รึยัง”

        “ทีนี้เราก็ไม่ห่างเหินกันแล้ว” ทะเลจันทร์พยักหน้าแล้วดึงผ้าห่มออก ขณะที่คนตัวโตกำลังพินิจเท้าเล็กๆ เธอก็มีเรื่องให้คิดเช่นกัน ไม่ห่างเกินกันอย่านั้นเหรอ ทั้งที่ความจริงไม่ช้าก็เร็วเขาต้องกลับไปอังกฤษแล้วก็ไม่รู้เลยว่าอีกนานแค่ไหนจะมาเมืองไทยอีก

        “น้องจันทร์ได้ยินพี่ไหม” โจเซฟถามคนที่นั่งเหม่อไม่ยอมตอบคำถาม

        “คะ อะไรนะคะพี่โจ”

        “พี่ถามว่าได้กินอะไรรึยัง”

        “อ้อ ยังเลยค่ะไว้รอกินตอนเย็นทีเดียวเลยก็ได้ค่ะ”

        “ไม่ได้นะ ต้องกินยาไม่ใช่เหรอ ยาก่อนอาหารด้วย เขียนไว้บนซองเนี่ย !

        “แหะๆ ไม่เห็นค่ะ งั้นเดี๋ยวหนูไปโรงอาหารก่อนนะคะ”

        “ไม่ต้อง เดินไม่ไหวจะไปยังไง กินยาซะเดี๋ยวพี่ไปเอามาให้ นั่งรออยู่นี่ อย่าดื้อ” โจเซฟเน้นที่คำสุดท้ายเพราะคนตัวเล็กทำท่าดื้อดึงจะลุกจากเตียงให้ได้

        “โอเค ! ถ้าอยากไปโรงอาหารก็ได้ แต่พี่จะอุ้มไป” ทะเลจันทร์ยิ้มกว้างตอนต้นประโยคแล้วก็หุบยิ้มเก็บขาขึ้นมาทันที เธอหยิบยามากินแล้วดื่มน้ำตามจากนั้นก็นั่งอิงหมอนแล้วอ่านหนังสือต่อ

        “ดีมาก” โจเซฟชมคนป่วยแล้วเดินออกไป

        “เผด็จการ” ทะเลจันทร์พึมพำเบาๆ

        “อะไรนะ” โจเซฟหันมาถาม

        “อ้อ ! หนูบอกว่าถือจานดีๆ นะคะ”

        และอีกครั้งที่โจเซฟไม่รู้ว่าโรงอาหารพนักงานอยู่ไหนแต่ครั้งนี้เขาจะไม่ถามเพราะรู้ว่าจะไปหาของกินจากที่ไหน

ครึ่งชั่วโมงต่อมา

        “โอ้โห ! เหมาเซเว่นมาเหรอคะพี่โจ” ชายหนุ่มตัวโตกลับมาพร้อมถุงที่โตยิ่งกว่า

        “เราจะจัดปาร์ตี้กัน น้องจันทร์จะได้หายไวๆ” โจเซฟบอกแล้วส่งยิ้มให้ทะเลจันทร์ เธอมองและพยายามจดจำให้ขึ้นใจทั้งรอยยิ้มและแววตาที่แสนอบอุ่น

        “ก๋วยเตี๋ยวน้ำ ข้าวผัดปู มีไส้กรอกด้วยนะ”

        “เยอะขนาดนี้หนูกินไม่หมดหรอก”

        “พี่ช่วยกินอยู่แล้วน่าไม่ต้องห่วง อ๊ะๆ ทำอะไร”

        “ก็กินไงคะ” ทะเลจันทร์ถือช้อนค้างไว้ อีกนิดเดียวข้าวผัดก็จะเข้าปากอยู่แล้ว

        “คนป่วยต้องมีคนป้อนสิ”

        “แต่หนูเจ็บเท้าไม่ได้เจ็บมือ”

        “แต่ยังไงก็เรียกว่าป่วย เอาช้อนมา” โจเซฟฉวยช้อนพลาสติกแล้วนำไปจ่อไว้ที่ริมฝีปากบางๆ เด็กสาวไม่มีทางเลือกนอกจากอ้าปากแต่โดยดี

        อาหารมื้อนั้นไม่ใช่แค่อิ่มท้องแต่มันอิ่มเอมไปทั้งหัวใจ

 

                                          ตอนที่ 5 ขมขื่น

        “ให้หนูทำเถอะนะคะพี่แอ้ม หนูไม่สบายใจจริงๆ” ทะเลจันทร์โทรไปบอกอุษาสวรรค์ว่าจะขอเข้าไปช่วยส้มทำงานสักสองชั่วโมงเพราะตอนหัวค่ำลูกค้า VIP กลุ่มใหญ่ที่มาพักอยู่สองเดือนจะเช็คเอ้าท์ เธอเกรงว่าเพื่อนทำคนเดียวจะยุ่งเกินไป

        “แล้วไม่อยู่ดูแม่เหรอ”

        “หมอให้ยาแก้ปวดไปแล้วค่ะกว่าจะตื่นก็พรุ่งนี้ ถึงอยู่หนูก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้วพรุ่งนี้หนูก็ต้องลางานอีกครึ่งวัน อย่าให้หนูรู้สึกว่าเอาเปรียบเพื่อนๆ เลยนะคะพี่แอ้ม”

        “ก็ได้ แค่นี้ก่อนนะจันทร์พี่มีสายเข้า” อุษาสวรรค์จำต้องยอมแพ้ให้ความช่างตื๊อของเด็กสาว

        ทะเลจันทร์กดวางสายแล้วกลับไปจับมือมารดาไว้เหมือนเดิม แม่ของเธอเสียหลักล้มฟาดพื้นได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและเจ็บหลังเป็นอย่างมาก โชคดีว่าเพื่อนบ้านเข้ามาช่วยได้ทันเวลา ด้วยโรคที่เป็นอยู่ทำให้แม่ไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิม ยิ่งได้รับความกระเทือนทางร่างกายอาการป่วยไข้ก็ดูจะยิ่งทรุดลงอย่างรวดเร็ว

        “อย่าทิ้งหนูไปนะแม่” เด็กสาวจับมือซีดเซียวของมารดามาแนบไว้กับใบหน้า น้ำตาหยดเล็กๆ ไหลออกมาแต่เธอก็รีบเช็ดมัน

        “หนูจะเข้มแข็งค่ะหนูสัญญา ตอนนี้หนูต้องไปทำงานก่อนนะแม่เพื่อตอบแทนผู้มีพระคุณของเรา เสร็จงานแล้วหนูจะรีบกลับมาหนูไปไม่กี่ชั่วโมงหรอก” ห้องพักแบบพิเศษหรูหราและสะดวกสมกับราคาซึ่งเธอไม่มีปัญญาจ่ายแน่ๆ แต่พี่แอ้มเป็นคนออกให้ทั้งหมด เธออยากตอบแทนอยากทำงานให้คุ้มกับทุกสิ่งที่พวกเขาให้มาแต่มันก็เล็กน้อยเหลือเกินกับสิ่งที่เธอให้กลับไป

        “อ้าว ! จันทร์ มาทำไมอ่ะแล้วแม่ล่ะ” ส้มถามเพื่อนที่โผล่เข้ามาตอนหัวค่ำ

        “ปลอดภัยดี เย็บแผลแล้วก็ให้ยาแก้ปวดแม่ปวดแผลมากอ่ะ หมอเลยต้องให้ยาเพื่อให้แม่หลับ”

        “เสียใจด้วยนะแก ขอให้แม่หายเร็วๆ นะ” ส้มกอดเพื่อนเพื่อให้กำลังใจ ถ้าจะมีใครน่ารักและน่าสงสารในเวลาเดียวกันก็ต้องเป็นทะเลจันทร์นี่แหละ

        ส้มมาทำงานหลังทะเลจันทร์ไม่กี่เดือนแล้วก็สนิทกันอย่างรวดเร็วเพราะทะเลจันทร์มีน้ำใจแถมยังกตัญญูสุดๆ ส้มไม่เคยเห็นเพื่อนไปเที่ยวเตร่ตามประสาสาวๆ เลยสักครั้ง ชีวิตของเพื่อนเธอมีแต่งานกับมารดาเท่านั้นและมันคงจะดีถ้ามารดาแข็งแรงได้เป็นครอบครัวที่มีกันสองแม่ลูกอย่างมีความสุข ตอนแรกแม่เป็นวัณโรคแล้วก็มาเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ไม่ได้หยุดหย่อน คงเป็นเพราะร่างกายที่ตรากตรำทำงานหนักมาตลอดชีวิตเลยยิ่งทำให้ทุกอย่างทรุดลงอย่างรวดเร็ว

        “มากันแล้วขอบใจนะจันทร์ ทำคนเดียวฉันตายแน่ๆ” ลูกค้าประมาณยี่สิบคนทยอยเดินออกมาจากลิฟต์เพื่อเช็คเอ้าท์ ทะเลจันทร์โทรไปบอกคนรถเป็นอย่างแรกเพื่อให้เตรียมตัวจากนั้นก็ถึงขั้นตอนเช็คข้าวของในห้องกับแม่บ้านผ่านทางวิทยุสื่อสาร

        “เห้อ ! เสร็จสักที” สองสาวทิ้งตัวลงเก้าอี้เมื่อผ่านไปเกือบชั่วโมง ขั้นตอนการเช็คเอ้าท์และข้าวของต่างๆ ปกติดีแต่ที่ช้าเพราะลูกๆ ของผู้เข้าพักลืมตุ๊กตาไว้บนห้อง แม่บ้านช่วยกันหาอยู่นานกว่าจะเจอเพราะเด็กน้อยจำไม่ได้ว่าลืมไว้ที่ห้องใคร

        “ตอนเด็กๆ ส้มก็มีตุ๊กตาเน่าเหมือนกัน”

        “เราก็มีตอนนี้ยังเก็บไว้อยู่เลย แม่เย็บให้”

        “จันทร์นี่รักษาของดีจังเลยนะ”

        “ไม่หรอก เรามีน้อยก็เลยต้องรักษาทุกอย่างให้ดี”

        “กริ๊งๆๆๆ” สายเรียกจากภายในแทรกเข้ามา การสนทนาจึงต้องหยุดไว้ก่อน

        “ส้มไปเอง จันทร์นั่งเถอะ” ลูกค้าโทรมาแจ้งว่าต้องการหมอนใบใหม่และขอให้พนักงานนำขึ้นไปให้ไม่ใช่แม่บ้านเพราะคุยกันไปสองรอบแล้วแต่ไม่เข้าใจกัน ส้มเห็นว่าเพื่อนมีสีหน้าเหนื่อยอ่อนเลยไม่อยากให้เดินขึ้นๆ ลง เธอไปเองน่าจะดีกว่า

        ทะเลจันทร์นั่งครุ่นคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย หลักๆ ก็เรื่องแม่นั่นแหละ เธอคิดไม่ออกเลยถ้าแม่จากไปชีวิตหลังจากนั้นมันจะเป็นยังไง มันจะเศร้าและเคว้งคว้างขนาดไหนต่อให้เครื่องมือสุดทันสมัยยื้อยุดชีวิตแม่ไว้ได้แต่มันก็ได้เพียงแค่ร่างกายเพราะแม่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว

        แม่กับเธอจะไม่ได้ไปเดินเล่นด้วยกัน ไม่ได้ช่วยกันทำอาหาร แม่จะไม่ได้ร้องเพลงกล่อมเธอก่อนนอนและอีกมากมายหลายสิ่งที่มันเคยเกิดขึ้นในวันวาน แม่ของเธอในวันนี้หายใจเพื่อให้อยู่รอดไปวันๆ อาหารที่ผ่านเข้าปากท่านไม่รับรู้ความอร่อยของมันด้วยซ้ำที่กินเพราะความจำเป็นเพื่อให้มันนำไปหล่อเลี้ยงร่างกายที่ลมหายใจแผ่วลงทุกที

        “จันทร์ ! ได้ยินไหมเนี่ย” ส้มเรียกเพื่อนหลายครั้งแล้วแต่เธอก็ไม่ตอบ

        “ได้ยินๆ ขอโทษที คิดถึงแม่อยู่”

        “ไม่มีอะไรแล้ว จันทร์กลับเถอะ”

        “อืม ก็ดีเหมือนกัน เดี๋ยวไปเข้าห้องน้ำก่อน” สองสาวโบกมือให้กัน ส้มเดินไปจัดหมอนที่โซฟาของส่วนต้อนรับส่วนทะเลจันทร์เดินไปด้านในเพื่อเข้าห้องน้ำ เธออยากล้างหน้าให้สดชื่นด้วยเพราะวันนี้วิ่งวุ่นอยู่ที่โรงพยาบาลเกือบทั้งวัน

        “จันทร์ ! มาทำไรเนี่ย” ตั้มคือเพื่อนของทะเลจันทร์ทำอยู่ในส่วนบาร์ของโรงแรม

        “มาช่วยส้มทำงาน พอดีวันนี้หายไปเกือบทั้งวันเลย แม่เข้าโรงบาลอ่ะ”

        “แล้วแม่เป็นไงบ้าง”

        “ปลอดภัยแล้ว พักอยู่ เราจะมาล้างหน้าแล้วกลับไปดูแม่”

        “จันทร์ พี่วานหน่อยมาได้จังหวะพอดีเลย คุณโจเซฟลืมมือถือไว้ เพิ่งขึ้นไปตะกี้เอง ไม่รู้ทำไมคืนนี้ดื่มหนักขนาดนั้น จะให้ตั้มไปก็ภาษาไม่เก่งเดี๋ยวจะคุยกันไม่รู้เรื่อง ยิ่งเมาๆ อยู่ด้วย”

        “ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูเอาไปให้เอง ไปก่อนนะตั้ม” ทะเลจันทร์รับมือถือมาแล้วตัดสินใจว่าเอาของไปคืนก่อนดีกว่าแล้วค่อยเข้าห้องน้ำ

        “ก๊อก” ทะเลจันทร์เคาะประตูแค่เพียงหนึ่งครั้งแล้วมันก็เปิดออก

        “ปิดก็ไม่สนิท” เธอบ่นพึมพำแล้วปิดประตูเบาๆ

        “พี่โจคะ หนูเอามือถือมาให้ค่ะ” เด็กสาวส่งเสียงบอกเจ้าของห้องแต่ไม่มีใครตอบกลับมาเลย

        “หรือจะไปข้างนอกนะ” ทะเลจันทร์เดินเข้าไปอีกสองสามก้าวแล้วกวาดตามอง ที่ห้องนั่งเล่นไม่มีใครในครัวก็เช่นกัน

        “พี่โจคะ อยู่ในห้องนอนรึเปล่าคะ” ตอนนี้เธอยืนอยู่กลางห้องพักหรูหราที่เงียบและหนาวมากๆ

        “พี่โจ” เธอเดินเข้าไปจนถึงห้องนอนแล้วก็เห็นว่าเขานอนอยู่บนเตียง

        “พี่โจคะ มือถืออยู่ตรงนี้นะคะ” เธอก้มไปบอกคนที่นอนคว่ำอยู่

        “เจนนี่ คุณกลับมาหาผมใช่ไหม” โจเซฟที่มึนเมาเต็มพิกัดได้ยินเสียงเรียกหวานๆ เข้ามาในโสตประสาท เขาไขว่คว้ามือไปข้างหน้าจนเจอกับร่างบางอ้อนแอ้น

        “พี่โจ หนูเองค่ะ” ทะเลจันทร์ไม่ทันตั้งตัวและสู้แรงโจเซฟไม่ได้ถึงแม้ว่าจะเมาแต่แรงยังดีเหมือนเดิม เขาฉุดเธอด้วยแขนข้างเดียวแล้วเธอก็ล้มทับไปบนตัวเขา

        “เจน ผมรักคุณ” โจเซฟกอดคนในอ้อมแขนไว้สุดกำลัง

        “พี่โจ หนูจันทร์ค่ะ หนูเองไม่ใช่แฟนของพี่”

        “เจนเราเป็นแฟนกัน เรายังเป็นคนรักกัน อย่าพูดแบบนั้น” โจเซฟเอาคำมาปะติดปะต่อกันมั่วซั่วไปหมด ทะเลจันทร์พยายามดิ้นแต่ยิ่งดิ้นเขาก็ยิ่งรัดแน่นขึ้น สถานการณ์ตอนนี้ดูไม่ดีเอาซะเลย เธอจะทำยังไงดีหรือจะโทรไปหาส้มให้ขึ้นมาช่วย

        “มันเจ็บปวดมากเวลาที่ไม่มีคุณ” โจเซฟพลิกไปอยู่ด้าน เขาลูบไล้ใบหน้าของเด็กสาวแต่เพราะความมึนเมาจึงเห็นว่าคนใต้ร่างเป็นคนรักที่ทิ้งกันไป

        “พี่โจ นี่จันทร์เองค่ะ” ทะเลจันทร์ได้แต่พร่ำบอกเผื่อเขาจะรับรู้เผื่อเขาจะมีสติแต่ตอนนี้คนที่กำลังจะขาดสติกลับเป็นเธอเอง น้ำเสียงของเขาเจ็บปวดเหลือเกินแววตาที่เคยมีความซุกซนซ่อนอยู่กลับหม่นเศร้าอย่างน่าใจหาย พี่โจคงรักผู้หญิงคนนั้นมาก ตอนที่อยู่กับเธอที่เขายิ้มเขาหัวเราะเขาคงจะฝืนทำมันแน่ๆ

        “ผมไม่เคยลืมคุณเลยเจนนี่ กลับมาหาผมเถอะผมพร้อมจะให้อภัยคุณทุกอย่าง”

        “คุณรักผมไหม” โจเซฟถามหญิงสาวที่เขารักหมดหัวใจ

        “ค่ะ” ทะเลจันทร์ตอบแล้วร้องไห้โฮ เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกันเขาจะได้ไม่รู้ความจริง

        “ไม่ต้องร้องนะ เรามาเริ่มกันใหม่” โจเซฟเกลี่ยน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าที่ไหลรินออกมาจากดวงตาคู่สวย นัยน์ตาของเธอสีดำสนิทและช่างแสนซื่อ ทำไมมันคุ้นๆ แต่ก็ต้องคุ้นสิเพราะนี่คือเจนนิเฟอร์ว่าที่คู่หมั้นของเขา

        “หนูขอตัวนะคะ”

        “คุณจะทิ้งผมไปอีกแล้วเหรอ” โจเซฟถามพร้อมกับน้ำใสๆ ที่เอ่อคลอเต็มสองตา

        “ปะ เปล่าค่ะ หนูไม่ได้ทิ้ง” ทะเลจันทร์หยุดการดิ้นรนทันทีเมื่อเห็นน้ำตาของโจเซฟ

        “เจนนี่ผมคิดถึงคุณ คิดถึงเหลือเกิน” โจเซฟจูบไปที่ซอกคอของทะเลจันทร์ กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่คุ้นเคยทำให้เขาไม่สามารถห้ามตัวเองได้

        “พี่ พี่โจคะ หยุดก่อน ยะ หยุด อย่า….ค่ะ” ทะเลจันทร์อ้อนวอนด้วยเสียงที่เบาเรื่อยๆ มันเป็นสัมผัสที่วาบหวามแต่ก็เคลือบไว้ด้วยความร้าวรานเพราะเรื่องราวทั้งหมดเธอเป็นเพียงแค่ตัวแสดงแทน

        “ได้โปรด อย่าทิ้งผมไป ผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ”

        “ค่ะ หนูจะอยู่” ทะเลจันทร์ตอบแล้วหลับตาลง เธอยินดีจะรับผลของมันไม่ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตามแต่เธอทิ้งให้เขาปวดร้าวและทรมานแบบนี้ไม่ได้

        ความสุขของเขาเพียงแค่คืนเดียวแต่แลกกับความทุกข์ชั่วนิรันดร์ของเธอเธอก็ยินดี

        “ผมรักคุณเจนนี่” โจเซฟรู้สึกได้ว่าคนใต้ร่างเลิกต่อต้าน เธอโอบแขนเล็กๆ ไว้ที่หลังของเขา ดวงตาสีดำสนิทถูกบดบังด้วยเปลือกตาและแพขนตางอน เขาจูบเบาๆ แล้วหยดน้ำตาก็ไหลซึมออกมา

        “คุณก็คิดถึงผมใช่ไหม”

        “ค่ะ” ทะเลจันทร์ตอบและกลั้นสะอื้นเอาไว้

        เสื้อและกระโปรงของเธอโดนถอดออกจากนั้นชุดชั้นในทั้งสองก็ถูกปลดเช่นกัน เธอตัดสินใจนอนคว่ำเพราะไม่อยากให้เขาเห็นใบหน้าที่อาบด้วยน้ำตาน้ำตาของความอัปยศที่ยอมพลีร่างกายให้ชายที่ไม่ใช่คนรักเชยชมแต่เธอทนเห็นเขาเจ็บปวดไม่ได้

        เธอทนไม่ได้จริงๆ

        “ผมรักคุณ” โจเซฟจูบไปทั่วแผ่นหลังนวลเนียน มือใหญ่ลูบไล้เรือนร่างบอบบางด้วยความปรารถนาเต็มหัวใจ ในที่สุดเขาก็ได้คนรักกลับคืน เขาแทรกแกนกายเข้าไปในช่องรักช้าๆ ไม่รู้ว่าทำไมคืนนี้ถึงคับและแน่นไปหมดแต่เขาก็อดทนพามันเข้าไปทีละนิดๆ จนแท่งอุ่นโดนดูดกลืนตั้งแต่หัวจรดปลาย

        ทะเลจันทร์กัดหมอนไว้แน่นเพื่อเก็บกลั้นเสียงแห่งความเจ็บปวด โจเซฟอาจจะคิดว่าตัวเองทำแบบช้าๆ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เขาเสียบมันเข้าไปแล้วทุกอย่างก็ติดขัดไปหมดเขาเลยกระทุ้งกระแทกเป็นการใหญ่เพื่อให้แท่งรักเข้าไปจนสุดลำ

        “ผมรักคุณเจนนี่” ร่างหนาทาบทับไปบนแผ่นหลังเล็กๆ คำรักของเขาเป็นเพียงเสียงครวญครางที่เพ้อออกมาเพราะความเมามัน เธอไปทำอะไรมาทำไมมันถึงคับแน่นราวกับสาวเวอร์จิ้น

        “ผมอยากดูดนม” เขากระซิบที่ข้างหูเธอแล้วถอดแกนกายออกมา ทะเลจันทร์โดนจับพลิกมาอีกทางแล้วเธอก็ต้องรีบเอามือปิดปากไว้ เขาเสียบมันกลับเข้ามาสุดแรงพร้อมๆ กับดูดยอดถันสีอ่อนของเธอ

        ร่างเล็กๆ กระเพื่อมไหวไปตามจังหวะที่คนตัวโตเป็นผู้กำกับ อย่างน้อยเธอก็แน่ใจได้อย่างนึงว่าเขามีความสุขเพราะเขาพร่ำบอกรักผู้หญิงคนนั้นทุกวินาที เสียงครวญหอบสั่นก็คงจะเป็นความสุขสมเช่นกันเธอเดาเองและคงไม่น่าจะผิด

        “เจน ผมรักคุณ ผมรัก โอ๊ววววว” คำรักครั้งสุดท้ายไม่อาจเอ่ยได้สมบูรณ์เพราะจุดสุดยอดที่ระเบิดขึ้นมาแบบที่เธอก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงรวดเร็วขนาดนี้ เธอนอนนิ่งตาเหลือกลานด้วยความตกใจแต่ยังคงไม่เปล่งเสียงใดๆ แม้แต่นิด

        “ผมรักคุณ เราจะมีลูกด้วยกันนะ” โจเซฟกระซิบบอกคนรักแล้วล้มตัวลงนอน ชายหนุ่มที่เหนื่อยล้าและเมามายหลับสนิททันที ทิ้งให้เด็กสาวที่เพิ่งเสียพรหมจรรย์นอนร้องไห้เพียงลำพัง

        ทะเลจันทร์ไม่สามารถกระดุกกระดิกตัวได้เลยเพราะยังตกใจไม่หายกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำไมเธอช่างโง่เง่าเธอคิดเพียงแต่ว่าแค่ยอมให้เขาหลับนอนเพื่อบรรเทาความโศกเศร้าในหัวใจแต่เธอไม่ได้คิดว่ากิจกรรมนี้ทำให้มีลูกได้และเขาก็ไม่ได้ป้องกันด้วย

        “โอเค ตั้งสตินะ” เด็กสาวบอกตัวเอง เธอค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งแม้ความเจ็บปวดที่กลางกายจะไม่ให้ความร่วมมือแต่เธอก็ต้องฝืนลุกให้ไหว เธอเดินเข้าห้องน้ำแล้วเอาทิชชู่ล้วงเข้าไปในช่องรักเพื่อกำจัดน้ำเหนียวๆ เมื่อคิดว่าสะอาดพอแล้วก็ล้างด้วยน้ำอีกที

        เมื่อมาหยุดอยู่หน้ากระจกน้ำตาก็ไหลอาบแก้มอีกรอบ ภาพที่เห็นทำให้เธอทรุดลงนั่งกับพื้นด้วยความอับอาย ตรงหน้าอกและซอกคอมีรอยรักแดงๆ กระจายอยู่หลายจุดแต่โชคดีที่มันเยอะแถวๆ หน้าอกเท่านั้นที่คอมีเพียงสองรอย ถ้ามันเกิดจากการร่วมรักของคนสองคนที่รักกันจริงๆ เธอจะไม่รู้สึกอยากอาเจียนเท่านี้

        เด็กสาวเดินย่องไปช้าๆ เพื่อหยิบเสื้อผ้าและใส่กลับให้เรียบร้อย เธอยืนมองเขาอยู่หลายนาทีและอ้อนวอนในใจขออย่าให้เขาจำเหตุการณ์คืนนี้ได้เลยซึ่งคำขอของทะเลจันทร์เป็นจริง

        เธอกลับมายืนที่ห้องรับแขกอันเย็นเยียบและเงียบสงบอีกครั้ง ตรงข้ามกับโซฟาคือกระจกใสแจ๋วบานสูงจรดเพดาน วิวข้างนอกคือค่ำคืนของเมืองกรุงที่ประดับไปด้วยแสงไฟหลากสี เธอเหม่อมองมันสักพักแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตอนเข้ามาทำงานที่นี่ใหม่ๆ ว่าอยากมานอนห้องพักแสนหรูหราแบบนี้สักคืนแต่เมื่อได้มานอนจริงๆ มันกลับไม่เป็นแบบที่คิดเลย

        เพียงคืนเดียวในห้องนี้กลับเปลี่ยนแปลงชีวิตของทะเลจันทร์ไปชั่วนิรันดร์

         

ติดตามให้จบในอีบุ๊คนะคะ จิ้มที่ชื่อเรื่องได้เลย "คืนเดียวชั่วนิรันดร์"


จิ้มได้เลย ---> อีบุ๊ค "คืนเดียวชั่วนิรันดร์" <--- จิ้มได้เลย

        แสดง 1 - 1
วันที่โพสต์ :  5 พ.ค. 2561 12:56    วันที่อัพเดท :   5 พ.ค. 2561 12:56    › จำนวนผู้เข้าชม 261 คน
   › คะแนนโหวต 56 คะแนน   
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้


    แสดงความคิดเห็น


   ชื่อ :
   ความเห็น :