นิยายอัพเดต       นิยายมาใหม่       Top View       Top Vote      
› นิยายเรื่อง อนุรดี-เตชินท์    by เทียนธีรา
ชื่อตอน ๒ รักแท้ หรือแค่ลวง ๑/๔



รักแท้ หรือแค่ลวง

         

          “พ่อคะแม่คะ สวัสดีค่ะ”

        มือเรียวบางยกขึ้นไหว้บิดามารดาที่ตอนนี้นั่งดูโทรทัศน์อยู่ด้วยกันบนโซฟาในห้องโถงของบ้าน ซึ่งถูกจัดให้เป็นมุมนั่งพักผ่อนรวมทั้งต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือนได้ด้วย สาเหตุที่ต้องจัดบ้านเช่นนั้นก็เพราะบ้านไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก ดังนั้นทุกพื้นที่ของบ้านจึงต้องถูกจัดสรรให้เป็นประโยชน์และลงตัวมากที่สุด

          สายตาสองคู่ละจากภาพในหน้าจอโทรทัศน์ แล้วมองไปยังลูกสาวคนเล็กอย่างไม่ได้มีท่าทีระแวงหรือเคลือบแคลงใดๆ  มีเพียงแค่ความห่วงโยกึ่งโล่งอก เหมือนเช่นทุกครั้งที่เห็นแก้วตาดวงใจกลับมาถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ

“กลับมาแล้วเหรอหนูดี แม่กำลังเป็นห่วง ว่าจะโทร.หาอยู่พอดี แล้วนี่กลับยังไง”

“พี่เตไปรับน่ะค่ะ แต่ติดฝนก็เลยกลับช้าไปหน่อย” อนุรดีตอบคำถามของแม่แบบไม่ค่อยกล้าสบตา เพราะตัวเองเหมือนเด็กที่แอบไปทำความผิดแล้วกลัวจะถูกผู้ใหญ่จับได้ แล้วมีหรือที่คนอย่างอาจารย์วรรณรีจะไม่สังเกตเห็นความผิดปกตินั้น ทว่าก็เลือกที่จะไม่ซักไซ้ไล่เลียงอะไรให้ลูกสาวต้องอึดอัด เพราะถึงแม้ตอนนี้อนุรดีจะยังเรียนไม่จบ แต่ก็อยู่ในวัยโตพอที่คนเป็นพ่อแม่จะให้อิสระบ้างแล้ว

“งั้นก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ แม่ทำกับข้าวเรียบร้อย อาบเสร็จจะได้มากินพร้อมกัน”

“ค่ะแม่”

อนุรดีรับคำมารดาแล้วเดินขึ้นบันไดไปยังห้องนอนของตนที่อยู่ชั้นสอง วางกระเป๋าและหนังสือไว้บนโต๊ะ ถอดเสื้อนักศึกษาออกจากร่างกายท่อนบนเสร็จ หน้าก็แดงซ่านร้อนผ่าวขึ้นมาอีกระลอก เมื่อเหลือบไปเห็นคราบนมจางๆ ที่ยังหลงเหลือร่องรอยเอาไว้เตือนให้นึกถึงเหตุการณ์อันสุดวาบหวามระหว่างเธอกับเตชินท์ที่เพิ่งเกิดขึ้นหยกๆ

แม้จะเพิ่งถูกย้ำทั้งคำพูดและการกระทำ แต่อนุรดีกลับยังรู้สึกเหมือนตัวเองฝันไป ที่ได้ยินคำว่ารักจากปากของเตชินท์ เพราะเขาหล่อและเจ้าชู้เหลือเกิน เธอจำได้ว่าเขาเนื้อหอมตั้งแต่ยังเรียนอยู่มัธยมด้วยซ้ำ ยิ่งพอกลับจากต่างประเทศแล้วเข้ารับตำแหน่งรองประธานบริษัท เขาก็ยิ่งมีผู้หญิงที่สวยและเพียบพร้อมกว่าเธอมาให้เลือกตั้งมากมาย

อนุรดีรู้ความเป็นไปของเตชินท์ดีทุกระยะ เพราะเห็นเขามาตั้งแต่เธอยังเด็ก บ้านของเธอกับบ้านของเขาอยู่ติดกัน และสนิทสนมกันจนมีประตูเชื่อมระหว่างกำแพงที่สามารถเปิดเข้าออกหากันได้ตลอดเวลา ครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวข้าราชการตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า แม่ของเธอเป็นครูสอนโรงเรียนมัธยม พ่อเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยซึ่งเคยเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ แต่ตอนนี้ปรับเปลี่ยนออกมานอกระบบตามนโยบายเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ พ่อแม่ของเตชินท์ให้การยอมรับนับถือพ่อแม่ของเธอมาก เพราะเป็นข้าราชการน้ำดีที่ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีมาตลอด และยังเลี้ยงลูกทั้งสองคนได้แบบดีเยี่ยม อชิระพี่ชายของเธอเก่งทั้งเรียนทั้งกิจกรรมจนสามารถสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่ปริญญาตรี ส่วนเธอแม้จะไม่เก่งอย่างพี่ชาย แต่ก็สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศได้ และมีความประพฤติที่เรียบร้อยมาตลอด ไม่เคยมีเรื่องเสื่อมเสียด่างพร้อยใดๆ มาให้พ่อแม่ต้องปวดหัว

          แต่ผู้ใหญ่ทั้งสองครอบครัวไม่รู้หรอกว่า เด็กสาวที่น่ารักเรียบร้อยมาตลอดอย่างอนุรดีนั้น ได้ถูกลูกชายของอีกครอบครัวชักพาให้ถลำเข้าไปในโลกของความวาบหวามระหว่างหญิงชายมาสักพักใหญ่แล้ว มันเกิดขึ้นตั้งแต่ที่เตชินท์กลับมาจากต่างประเทศใหม่ๆ เมื่อสี่เดือนที่แล้ว และมีงานเลี้ยงต้อนรับเขากลับบ้าน ซึ่งครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่เขาได้เจออนุรดีอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานเกือบเจ็ดปี เพราะเขาไปเรียนต่อเช่นเดียวกับพี่ชายของเธอ ต่างกันก็เพียงคนหนึ่งสอบชิงทุนได้ อีกคนไปโดยใช้ทุนของพ่อแม่ตัวเอง

          งานเลี้ยงคืนนั้น พรั่งพร้อมไปด้วยผู้คนในแวดวงธุรกิจที่ต่างมากันเป็นครอบครัว ครอบครัวไหนที่มีลูกสาวก็พาลูกสาวมาด้วย ซึ่งสาวๆ แต่ละคนล้วนแต่แต่งตัวแบบจัดเต็ม ดังนั้นมองเผินๆ จึงไม่ต่างอะไรกับงานดูตัวกึ่งประชันความงามแบบย่อมๆ พ่อแม่และตัวอนุรดีเองก็ต้องมางานเช่นครอบครัวอื่นๆ ที่ถูกเชิญ จะต่างก็เพียงอนุรดีไม่คิดจะพาตัวเองมาเป็นตัวเลือกให้กับเตชินท์แต่อย่างใด เห็นบรรยากาศแล้วก็เบื่อจนนึกอยากเดินกลับบ้านตัวเองด้วยซ้ำ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะเกรงใจคุณไตรและคุณปาริชาติที่ให้ความเอ็นดูกับเธอมาตลอด ดังนั้นตอนเดินเข้างานอนุรดีจึงแค่ยกมือขึ้นไหว้ทักทายเขาถามมารยาทเท่านั้น

          ผ่านไปเกือบชั่วโมง พ่อแม่ของอนุรดีเข้าไปร่วมวงสนทนากับผู้ใหญ่ที่รู้จักกัน เธอจึงถือโอกาสแวบกลับบ้าน โดยเลือกใช้ประตูเล็กระหว่างกำแพงของสองบ้าน จะได้ไม่ต้องผ่านผู้คนมากหน้าหลายตาให้ต้องอึดอัดใจ

          ความคิดเกิดขึ้นได้ไม่นาน เท้าเล็กๆ ที่รองรับด้วยรองเท้าส้นสูงสีชมพูอ่อนเข้ากับชุดก็ก้าวตามคำสั่งของสมอง ไปตามทางเล็กๆ ที่เลียบกับแนวกำแพง กระทั่งถึงซุ้มดอกกระดังงาซึ่งเป็นจุดที่มีประตูเชื่อมระหว่างบ้านหลังใหญ่โตนี้กับบ้านของเธอ อนุรดีก็ยื่นมือไปเตรียมจะผลักประตู ทว่ากลับมีเสียงทุ้มๆ ดังขึ้นขัดจังหวะ ทำเอาร่างบางสะดุ้งน้อยๆ ด้วยความตกใจ

          “จะไปไหนหนูดี”

          หญิงสาวค่อยๆ หันกลับมา ฟังจากเสียงก็พอรู้ว่าเป็นใคร เขาตามเธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่นะ แล้วจะตามมาทำไม หรือว่าเขาเองบังเอิญเดินมาแถวนี้พอดี

          “กลับบ้านค่ะ”

เสียงหวานใสตอบสั้นๆ แล้วก็ยกมือขึ้นจะผลักประตูอีกรอบ แต่เตชินท์ไม่ยอมให้เธอหนีหน้าได้ง่ายๆ ร่างสูงก้าวขาเข้ามาใกล้กว่าเดิม มิหนำซ้ำยังขยับไปยืนขวางประตู ทำให้อนุรดีต้องถอยห่างออกมาอย่างเป็นอัตโนมัติ

“ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ไม่คิดจะทักทายพี่หน่อยเหรอ”

“หนูดีก็สวัสดีพี่เตแล้วนี่คะ”

“แค่ยกมือไหว้ ไม่ได้เรียกว่าทักทายหรอกนะสำหรับคนที่เคยสนิทสนมกันมาก่อนอย่างเราสองคน”

“แล้วพี่เตอยากให้หนูดีทักทายแบบไหน ถึงจะเหมือนคนสนิท”

“อย่างน้อยหนูดีก็ควรถามไถ่ ว่าพี่สบายดีไหม ไปเรียนต่อที่โน่นตั้งหกเจ็ดปีเป็นยังไงบ้าง คิดถึงบ้านหรือเปล่า มีแฟนหรือยัง หรือจะถามมากกว่านั้นก็ได้ พี่ยินดีตอบทุกคำถามของหนูดีอยู่แล้ว”

“ที่หนูดีไม่ถามก็เพราะเห็นว่าพี่เตมีแขกที่ต้องคุยด้วยเยอะแยะ เลยไม่อยากรบกวนเวลา อีกอย่างหนูดีพอเดาได้ว่าพี่เตคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับการไปเรียนต่อแค่หกเจ็ดปี ก่อนหน้านั้นสมัยเรียนมัธยมพี่เตก็ไปซัมเมอร์ต่างประเทศทุกปีอยู่แล้ว พอไปอยู่นานๆ ก็น่าจะมีคิดถึงบ้านอยู่บ้าง แต่คงไม่มากมายอะไร เห็นได้จากที่พี่เตไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้านเลย ส่วนเรื่องมีแฟนหรือยัง อันนี้หนูดีไม่อยากรู้ค่ะ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของพี่เต”

เขาทำเสียงบางอย่างในลำคอ เมื่อเธอตอบชัดถ้อยชัดคำแบบไม่หลงเหลือเค้าของเด็กขี้อายคนเดิมที่เคยรู้จักอีกแล้ว

อ้อ...รู้ดีไปหมด แต่พี่กลับไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเราเลย ถ้าเราไม่ถามพี่ งั้นพี่ถามเราได้หรือเปล่า”

“พี่เตจะถามอะไรล่ะคะ”

“ตอนนี้เราเรียนอยู่ปีไหนแล้ว”

“ปีสามค่ะ”

“เรียนคณะอะไร มหาวิทยาลัยไหน”

เรียนอักษรศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัย...” อนุรดีบอกคณะที่ตัวเองเรียนพร้อมทั้งชื่อมหาวิทยาลัย โดยไม่ได้ขยายความอะไร เขาถามแค่ไหนก็ตอบแค่นั้น

“มีแฟนหรือยัง”

ประโยคนั้นเตชินท์ไม่แค่ถาม แต่ตาคู่คมกวาดมองไปยังร่างบางซ่อนรูปที่ตอนนี้สวยสะพรั่งเป็นสาวเต็มตัว คราวนี้อนุรดีไม่ได้ตอบในทันที ทว่ามองหน้าเขากลับคล้ายดั่งว่า เขาจะถามเธอทำไม ในเมื่อเธอยังไม่คิดจะถามเรื่องส่วนตัวพวกนี้ของเขา

“หนูดีจำเป็นต้องตอบหรือเปล่าคะ”

“จำเป็นสิหนูดี แฟร์ๆ หน่อย พี่ยังเปิดโอกาสให้ถามทุกอย่าง แต่เราเลือกที่จะไม่ถามเอง ดังนั้นพี่จึงขอใช้สิทธิ์ของพี่บ้าง ว่าไงมีแฟนหรือยัง” เขาถามย้ำอีกรอบและทำท่าว่าจะปักหลักขวางทางอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะได้คำตอบที่ต้องการ

“ยังไม่มีค่ะ”

ตอบไปแล้วอนุรดีก็นึกโมโหตัวเองที่ไม่รู้จักโกหกเสียบ้าง เพราะทันทีที่เตชินท์ได้ยินคำตอบแบบนั้น ตาของเขาก็ไหวระริกคล้ายดั่งกำลังหัวเราะเยาะเธอ

        แสดง 5 - 5
วันที่โพสต์ :  15 พ.ค. 2561 08:14    วันที่อัพเดท :   28 พ.ค. 2561 06:40    › จำนวนผู้เข้าชม 4052 คน
   › คะแนนโหวต 94 คะแนน   
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้


    แสดงความคิดเห็น


   ชื่อ :
   ความเห็น :