นิยายอัพเดต       นิยายมาใหม่       Top View       Top Vote      
› นิยายเรื่อง เจ้าเหมียวเกี่ยวรัก    by Annakan
ชื่อตอน ตอนที่ 1 กลิ่นนาข้าว


 

                                                                ตอนที่ 1 กลิ่นนาข้าว

             “แล้วคุณผู้ชายไม่มาเหรอคะ” หลังจากฝ่าฟันการจราจรอันติดขัดของเมืองกรุงมาเช็คอินน์ที่สนามบินได้ทันเวลาอย่างหวุดหวิด ปานชีวันก็เจอกับคำถามที่ไม่อยากได้ยินและเมื่อผ่านการนั่งรถตู้ครึ่งค่อนวันบนเส้นทางที่มีเกือบสองพันโค้งก็ต้องตอบคำถามเดิมอีกครั้ง

             “เลิกกันแล้วค่ะ” เธอตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย จะให้โกหกว่าไอ้สารพัดชั่วนั่นเป็นไข้ ไม่สบาย ท้องเสียก็ได้แต่ทำไมต้องโกหกล่ะเพราะการพูดปดไม่เคยให้ผลดี

             “อะ เอ่อ เสียใจด้วยนะคะ” พนักงานฝ่ายต้อนรับกล่าวขออภัยและขอโทษไปในตัว

             “ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าจะทำสปาต้องจองก่อนกี่ชั่วโมงคะ”

             “ไม่ต้องจองค่ะ คุณผู้หญิงมาช่วงหน้าโลว์ เรามีลูกค้าแค่ไม่กี่ห้อง สปาพร้อมบริการเสมอค่ะ”

             “ดีจังเลยค่ะ งั้นขอไปเก็บของแล้วอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สบายตัวก่อน อืมอีกสองชั่วโมงจะเข้าไปนวดตัว รบกวนแจ้งห้องสปาให้หน่อยนะคะ” ปานชีวันยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูแล้วแจ้งกับหญิงสาวที่ยังทำหน้าเจื่อนอยู่

             ทริปนี้วางแผนไว้ล่วงหน้าเกือบครึ่งปี เธอกับอดีตคนรักคิดกันไว้ดิบดีว่าวันแรกจะทำอะไรไปเที่ยวที่ไหนบ้างแน่นอนว่ามิสเตอร์ขั้นตอนแบบเขาต้องซื้อทัวร์จากบริษัทเพราะชอบให้ทุกอย่างสะดวกสบายและชัดเจน ทั้งๆ ที่เธอยืนยันว่าปายเป็นอำเภอเล็กๆ เช่ารถขับเที่ยวเองก็ได้ไม่เห็นต้องง้อทัวร์ชะโงกให้เปลืองเงินแต่ก็เหมือนทุกครั้งที่ความเห็นของเธอไม่เคยชนะความคิดของเขา ปานชีวันจึงต่อรองว่าถ้าเขาจะซื้อทัวร์รายวันก็ต้องแลกด้วยการทำสปากับเธอซึ่งเขาก็ตกลงแบบจำใจมากๆ

             หญิงสาวเปิดประตูเข้าไปก็พบกับห้องพักที่แสนสะดวกสบาย เตียงนอนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง ด้านขวาเป็นหน้าต่างมองเห็นนาข้าวและภูเขาที่เหมือนจรดกันเป็นหนึ่งเดียว เธอวางสัมภาระทั้งหมดแล้วเปิดหน้าต่างเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ให้ชื่นใจ การได้มาพักผ่อนให้ห่างไกลจากทุกอย่างก็ดีเหมือนกันถึงจะเป็นทริปที่วางแผนไว้กับคนแบบนั้นก็เถอะ

             ปานชีวันเป็นสัตวแพทย์แน่นอนว่าเธอรักสัตว์ยิ่งกว่าสิ่งใดแต่เธอโปรดปรานแมวที่สุด ส่วนเจตน์จบจากสารพัดช่างแผนกช่างยนต์ เขาทำงานอยู่ที่ศูนย์รถยนต์ที่เธอไปใช้บริการบ่อยๆ เมื่อเจอกันถี่ๆ ความสัมพันธ์ก็งอกงามกลายเป็นความรัก แม้เธอจะรู้สึกขัดๆ แต่ก็คิดว่าคนเราจะเปลี่ยนได้และที่สำคัญคนเพิ่งรู้จักกันจะให้ได้อย่างใจทุกอย่างคงไม่มีทางเป็นไปได้

             เจตน์เป็นพวกชอบวางแผนส่วนปานชีวันเป็นผู้หญิงไร้แพลน ความต่างให้ผลสองอย่างคือดีกับเลวและผลของคู่เธอคือเลวเพราะไม่ว่าอะไรเธอกับเขาจะเห็นต่างและถกเถียงกันจะเป็นจะตายแบบไม่มีใครยอมใคร ความต่างในความสัมพันธ์จะไปรอดถ้าคนหนึ่งเป็นไฟและอีกคนเป็นน้ำแต่เจตน์กับปานชีวันคือไฟทั้งคู่

             ปานชีวันไม่คิดว่ามันคือปัญหาใหญ่ตราบใดที่การถกเถียงจบลงด้วยเหตุผล เจตน์เป็นคนจริงจังนั่นคือข้อดีของเขาแต่บางครั้งเขาก็ไม่รู้จักผ่อนคลายเอาซะเลย ชีวิตของพ่อหนุ่มช่างยนต์ช่างมีแต่เรื่องซีเรียสขนาดจะดูหนังสักเรื่องยังต้องวิเคราะห์อยู่หลายวันว่าหนังเรื่องนั้นทุนสร้างเท่าไหร่ ใครแสดง เคยได้รางวัลอะไรบ้าง นักวิจารณ์จากเพจและสถาบันต่างๆ ให้คะแนนมากแค่ไหน ในขณะที่เธอจะเดินไปซื้อตั๋วโดยไม่แคร์อะไรเลยถ้าอยากดูก็ดูก็แค่นั้น ทำไมจะต้องทำให้ชีวิตมันยุ่งยากมากมาย

             และความต่างก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่จริงๆ แต่เหตุที่เธอต้องจบความสัมพันธ์กับเขาก็เพราะเจ้าหนุ่มช่างยนต์ดันนอกใจไปควงกับเซลล์ขายรถหน้าตาจิ้มลิ้ม มีผู้หวังดีส่งข่าวมาบอกทางไลน์แถมด้วยรูปถ่ายอีกจำนวนหนึ่ง

             สองคนนั้นไปดูหนังรักสุดแสนโรแมนติกซึ่งเธอกล้าเอาหัวเป็นประกันว่าแฟนของเธอไม่มีทางดูหนังแบบนี้และมันเจ็บสุดๆ ตรงที่พากันไปดูตั้งแต่วันแรกที่หนังเข้ามันแปลว่าพ่อคนช่างคิดวิเคราะห์ไม่ได้คำนวณอะไรเลยเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้

             ผู้หวังดียังบอกอีกว่าสองคนนั้นกลับบ้านด้วยกันตลอด ปานชีวันจึงเข้าใจหลังๆ ที่เจตน์บอกว่าทำโอทีและติดต่อไม่ค่อยได้มันหมายความว่าแบบนี้เอง เธอไม่ได้เชื่อตั้งแต่แรกแต่สะกดรอยตามคนรักเพื่อให้เห็นกับตาและมันก็เป็นแบบที่ผู้หวังดีบอกทุกอย่าง ทั้งคู่ขลุกกันอยู่ที่คอนโดของเจตน์เกือบทุกวันในขณะที่แฟนตัวจริงแบบเธอยังแทบไม่ได้ไปเหยียบเพราะเขาบอกว่าเธอทำให้ห้องรกและมีแต่ขนแมว

             “ถ้าจะมีแฟน คนๆ นั้นต้องรักแมว” ปานชีวันพึมพำและเธอจะไม่เมินเฉยกับลางสังหรณ์หรือสัญชาตญาณของตัวเองอีก หญิงสาวสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัวแล้วเปิดกระเป๋าหาเสื้อผ้าชุดใหม่

 

ห้องสปา

             “หอมจังเลย กลิ่นอะไรคะเนี่ย” ปานชีวันนอนคว่ำอยู่บนเตียงนวด ร่างเพรียวสมส่วนมีเพียงผ้าขนหนูคลุมอยู่ตรงสะโพก เธอหลับตาพริ้มและสูดกลิ่นหอมๆ เข้าไปเต็มปอดมันเหมือนกลิ่นอะไรสักอย่างที่คุ้นเคยแต่ก็นึกไม่ออก

             “กลิ่นนาข้าวค่ะ” เทอราปิสตอบด้วยความภาคภูมิใจ

             “อะไรนะคะ”

             “กลิ่นนาข้าวค่ะคุณผู้หญิง คุณขวัญมนตราเจ้าของรีสอร์ทไปเรียนเรื่องกลิ่นเรื่องทำน้ำหอมที่ปารีสมาค่ะ เธอเลือกส่วนผสมอยู่เป็นปีๆ กว่าจะได้หัวน้ำหอมกลิ่นนี้”

             “อยากเอากลับไปจุดที่ห้องจัง มันคงดีมากเลย กลับมาเหนื่อยๆ จากรถติดๆ แล้วได้สูดกลิ่นนาข้าว”

             “ที่ห้องรับรองด้านนอกมีจำหน่ายนะคะ คุณผู้หญิงไปเลือกชมได้ค่ะ”

             เมื่อเสร็จสิ้นการนวดสองชั่วโมงเต็ม ปานชีวันก็แทบจะลอยละล่องแทนการเดินเพราะมันเบาสบายและผ่อนคลายไปทุกสัดส่วน เธอคิดว่ากระดูกและข้อต่อกำลังยิ้มร่าอยู่แน่ๆ ที่ได้มายืดเส้นยืดสายบ้าง ก็หน้าที่การงานมันไม่ค่อยเป็นใจให้มีเวลาไปทำอย่างอื่นเลยน่ะสิแต่เธอสัญญากับตัวเองว่าต่อจากนี้จะใช้ชีวิตให้สมดุลมากขึ้น

             “สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง เชิญเลือกชมสินค้าได้เลยค่ะ ถ้าต้องการความช่วยเหลือเรียกดิฉันนะคะ” พนักงานในชุดสีน้ำตาลที่ตัดเย็บจากผ้าพื้นเมืองทักทายลูกค้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ปานชีวันส่งยิ้มให้แล้วคิดในใจว่าเธอช่างเป็นผู้หญิงที่งดงามหมดจดจริงๆ ผิวพรรณทั่วร่างนวลผ่องและอวบอิ่มมีน้ำมีนวลกำลังดี

             “ขอโทษนะคะ เซทนี้เท่าไหร่คะ”

             “สองพันสามร้อยห้าสิบบาทค่ะแล้วก็ได้เทียนหอมเป็นของแถมหนึ่งกระปุกค่ะ”

             “ว้าว ! ดีจังเลยค่ะ แต่ถ้าฉันอยากได้น้ำมันนวดตัวขวดใหญ่กว่าในเซทมีไหมคะ ซื้อแยกก็ได้ค่ะ”

             “น้ำมันนวดตัวจะราคาสูงกว่าน้ำมันหอมระเหยนิดหน่อยนะคะ เชิญด้านนี้ค่ะ”

             “งั้นเอาเซทนี้ค่ะ น้ำมันนวดตัวขวดใหญ่ เทียนเล็กโหลนึง ซีดีเพลงสปาเอาทั้งเซทนะคะ อืมเอาก้านไม้หอมอีกกล่องด้วยค่ะ”

             “เงินทอนค่ะคุณผู้หญิง สำหรับท่านที่อุดหนุนสินค้าเกินห้าพันบาททางรีสอร์ทมีบัตรส่วนลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์สำหรับการทำสปามอบให้เพื่อแทนคำขอบคุณ บัตรนี้ใช้ได้สามครั้งภายในหนึ่งปีใช้กับคอร์สไหนก็ได้ วันหมดอายุดิฉันเขียนไว้ด้านหลังแล้วค่ะ”

             “โอ้โห! ขอบคุณมากนะคะ ถ้าใช้พรุ่งนี้เลยก็ได้ใช่ไหมคะหรือต้องเป็นการเข้าพักครั้งต่อไป”

             “คุณผู้หญิงจะใช้ให้หมดทั้งสามครั้งตอนนี้เลยก็ได้ค่ะหรือจะเก็บไว้ใช้ในการมาเที่ยวครั้งต่อไปก็ได้เช่นกัน”

             “อีกสามวันก็ต้องกลับกรุงเทพ ถ้าทำสปาก็ไม่ได้ไปเที่ยวข้างนอกแต่เก็บไว้ก็คงไม่ได้ใช้” หญิงสาวบ่นงึมงำกับตัวเอง เธอกำลังคิดอย่างหนักว่าจะเอายังไงดีจะอยู่รีสอร์ททำสปาวนไปหรือจะออกไปเที่ยวเล่นชมเมืองเพราะถ้าทำสปามันก็จะสบายตัวแล้วก็ง่วงจนไม่อยากออกไปไหนน่ะสิ

             ปานชีวันคิดว่าจะไม่กลับมาที่ปายอีกแล้วแต่เธอไม่รู้อนาคตนี่นาจริงไหม ?

 

                                                               ตอนที่ 2 หอมกลิ่นรัก

             “โปสการ์ดขนาดเล็ก ๑๐ บาท ขนาดใหญ่ ๑๕ บาท ซื้อน้ำกับขนมมากินได้ ร้านตรงข้ามขายน้ำปั่น ร้านข้างๆ มีกาแฟสดกับขนมหวาน” ปานชีวันสะดุดตากับป้ายหน้าร้านนั้นเป็นอย่างมากเพราะเขียนด้วยเลขไทย เธอคิดว่าเจ้าของติดไว้เพื่อประชดแต่มองเข้าไปด้านในก็มีคนนั่งอยู่หลายโต๊ะแถมยังมีขนมกับแก้วน้ำแบบที่ว่าเป๊ะ บางคนซื้อขนมจีบซาลาเปาเข้ามานั่งกินด้วยซ้ำ

             มันคือร้านเล็กๆ ที่ขายโปสการ์ดสีหม่นไม่ว่าภูเขา แม่น้ำ ท้องฟ้าล้วนมีสีเทาเป็นสีหลักถึงมันจะเศร้าหมองแต่ปานชีวันกลับละสายตาไปจากภาพวาดเหล่านั้นไม่ได้

             “เข้ามาดูก่อนได้นะครับ ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร” เสียงของชายหนุ่มปลุกปานชีวันให้หลุดจากภวังค์แล้วหญิงสาวก็เข้าไปอยู่ในโลกแห่งความฝันทันที เขาต้องไม่ใช่มนุษย์ปกติแน่ๆ เพราะออร่าเจิดจ้ามาก ขนาดเสื้อที่ใส่เลอะสีประปรายแต่กลับดูเท่ขาดใจ

             “เอ่อป้ายนี่หมายความแบบนั้นจริงๆ เหรอคะ”

             “ใช่ครับ ผมไม่อยากจะเปิดซ้ำกับลุงๆ ป้าๆ ก็เลยขายแค่โปสการ์ดอย่างเดียว แล้วผมก็ไม่ค่อยมั่นใจในฝีมือการทำเครื่องดื่มของตัวเองด้วยถ้าให้ผมทำร้านอาจจะเจ๊งตั้งแต่กาแฟแก้วแรกที่เสิร์ฟก็ได้” ต้นกล้า ชายหนุ่มที่เป็นเจ้าของร้านโปสการ์ดตอบแล้วหัวเราะตบท้าย

             “ฮ่าๆๆ น่ารักจังเลยค่ะ แล้วถ้ามีคนนั่งนานๆ คุณก็ขาดทุนสิ”

             “ไม่มีอะไรขาดทุนหรอกครับกำไรทั้งนั้น คนนั่งนานยิ่งดีจะได้ดูเหมือนร้านขายดีลูกค้าแน่น”

             “งั้น ฉันไปซื้อน้ำก่อนนะคะ”

             “คุณจะดื่มอะไรครับน้ำปั่นหรือกาแฟ”

             “น้ำปั่นดีกว่าค่ะ ร้อนๆ อยากดื่มอะไรเย็นๆ ให้ชื่นใจ”

             “เอาอะไรครับเดี๋ยวผมสั่งให้ ป้าจวงติดคิวอยู่น่าจะหลายแก้ว”

             “แตงโมปั่นแล้วกันค่ะ”

             “ป้าค้าบ แตงโมปั่นแก้วนึง” ต้นกล้าตะโกนสั่งน้ำปั่นให้ลูกค้า

             “เอ่อ ขอบคุณค่ะ” ปานชีวันอึ้งพอสมควรที่พ่อหนุ่มมาดเซอร์ช่างเป็นคนตรงไปตรงมาเหลือเกิน

             “เชิญครับนั่งตรงไหนก็ได้ ปากกา ตัวปั๊ม กล่องหมึก ใช้ได้ตามสบายเลย” ต้นกล้าเชิญชวนลูกค้าคนสวยแล้วเขาก็กลับไปนั่งประจำที่

             ปานชีวันเดินดูรอบๆ จนทั่วเธอพินิจโปสการ์ดด้วยความพิศวง ถ้าเขาเป็นพวกชอบคุมโทนก็นับว่าทำได้ดีมากจนน่าตกใจ เขาลงสียังไงนะมันถึงเทาหม่นหมองเท่ากันหมดทุกรูป

             “คุณวาดเองหมดเลยเหรอคะ” หญิงสาวอดใจไม่ไหวจึงหยิบโปสการ์ดจำนวนหนึ่งมาถามกับเจ้าตัว

             “ใช่ครับ คุณคิดว่ายังไง”

             “สวยนะคะ แต่เศร้าจัง เศร้าหมดทุกรูป เศร้าทั้งร้านเลยแต่มันก็สวย สวยจริงๆ ฉันไม่เคยเจออะไรที่สวยและแสนเศร้าแบบนี้มาก่อนเลยค่ะ”

             “ขอบคุณครับ”

             ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชายหนุ่มโดนติชมแบบนี้และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ รูปของเขามีแต่ความหม่นหมองของท้องฟ้าและธรรมชาติรอบตัว เขาไม่เคยมีความรักไม่เคยรู้จักความสดใสถ้าจะพูดให้ถูกก็คือความสดใสได้ตายจากไปเมื่อบิดากับมารดานั่งเครื่องบินแล้วเสียชีวิตพร้อมกัน ตั้งแต่นั้นต้นกล้าก็ไม่เคยอยากท่องเที่ยวอีกเลยเพราะกลัวเจ้านกปีกเหล็ก ชายหนุ่มอยู่ที่ปายมาทั้งชีวิตและไม่เคยคิดอยากจะย้ายไปที่ไหน อย่างน้อยอยู่ตรงนี้ก็ยังมีความทรงจำของพ่อกับแม่ให้ซึมซับผ่านทางสายตาและหัวใจ

             “ขอโทษนะคะที่ฉันละลาบละล้วงเกินไป” ถ้าคิดว่ารูปที่ถืออยู่เศร้าแล้วมันเทียบไม่ได้เลยกับนัยน์ตาสีดำของเขา มันว่างเปล่าและมืดสนิทราวกับหุบเหวที่ลึกไม่มีที่สิ้นสุด

             “เปล่าครับ คุณไม่ได้ละลาบละล้วงสักนิดเหตุผลก็คือผมคิดถึงพ่อกับแม่รูปมันเลยเศร้าๆ ผมก็อยากวาดท้องฟ้าสีคราม ภูเขาเขียวๆ แม่น้ำใสแจ๋วเหมือนกันนะแต่พอลองวาดผมก็รู้ว่ามันไม่ใช่แนวผมไม่อยากโกหกตัวเองแล้วก็อยากซื่อสัตย์กับลูกค้าด้วย ผมรู้ว่ารูปสวยๆ สีสดใสขายดีกว่าถ้าผมจะต้องวาดรูปเหล่านั้นเพียงเพื่อเงินอย่างเดียวแต่มันไม่ได้มาจากหัวใจ ผมทำไม่ลง”

             “คุณเจ๋งมาก ฉันชอบค่ะ ฉันชอบในสิ่งที่คุณเป็น จริงๆ นะ” ปานชีวันต้องประหลาดใจอีกรอบกับความเชื่อมั่นอันแรงกล้า แววตาของเขาเปลี่ยนมาเป็นมุ่งมั่นและดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที ช่างเป็นชายหนุ่มที่น่าสนใจเหลือเกิน

             “แตงโมปั่นได้แล้วลูก ขอโทษนะที่ช้า ป้าติดคิวหลายแก้วเลย”

             “ขอบคุณค่ะป้า เท่าไหร่คะ”

             “สิบห้าบาทจ้ะ อุดหนุนเจ้าต้นมันหน่อยนะวันนี้ป้าขายน้ำได้มากกว่าเจ้าต้นแล้ว” ป้าจวง หญิงสูงวัยที่คุ้นเคยกับต้นกล้าเอ่ยแซว

             “แหม่ผมจะสู้ป้าได้ยังไง ป้าเก่งกว่าผมตั้งเยอะ”

             “ป้าๆ ลูกค้ามา” แล้วจวงก็รีบเร่งเดินออกไป

             “งั้นฉันไม่รบกวนคุณแล้วค่ะ” ปานชีวันเดินเลี่ยงออกมาพร้อมแก้วน้ำเย็นฉ่ำชื่นใจ เธอพยายามจะสนใจโปสการ์ดที่กองอยู่บนโต๊ะแต่สายตาก็เผลอไปมองคนวาดอยู่ร่ำไป

             “คุณต้นคะ พรุ่งนี้เชอร์รี่ก็กลับแล้ว ขอไลน์ไว้หน่อยสิคะจะได้คุยกัน”

             “ผมไม่ค่อยได้เช็คมือถือหรอกครับ วันๆ อยู่แต่กับสีกับพู่กัน คุณเชอร์รี่ติดตามผมที่เพจได้เลยครับ ชื่อเพจ Pai Postcard ถ้าชอบรูปไหนเป็นพิเศษจัดส่งได้นะครับแต่ส่งทุกวันอังคารนะ ผมอยู่คนเดียวปิดร้านบ่อยๆ จะกินแกลบเอา”

             “ฮ่า ฮ่า” ปานชีวันขำออกมาเบาๆ ทอดสะพานไปแต่เขาดันไม่ข้ามมา สมน้ำหน้านักยัยเชอร์รี่ !

             “เดี๋ยวนะ แล้วฉันอินทำไม” สัตวแพทย์สาวถามตัวเอง

             เมื่อยัยเชอร์รี่หน้าตูมเดินออกไปก็ไม่มีใครไปเกาะแกะสุดหล่อของเธออีก ปานชีวันนั่งจิบน้ำเย็นๆ เคล้าหน้าตาของเขาด้วยความเพลิดเพลิน ดูเขาไม่สนใจเลยว่าใครจะหยิบจะขโมยของในร้านเขาทำเหมือนกับว่าหน้าที่ของเขาคือมาเปิดร้านให้แล้วนะจะซื้อก็เอาเงินมาวางแล้วกัน

             “เอี๊ยด” ผ่านไปพักใหญ่ๆ ทั้งร้านก็เหลือแค่เธอกับเขาแล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้น ปานชีวันวิ่งออกไปดูหน้าร้านก็พบกับร่างของแมวน้อยที่โดนรถคันใหญ่เหยียบจนไส้ทะลัก

             “ขอผ้า ผ้าอะไรก็ได้” หญิงสาวอุ้มร่างเล็กๆ โชกเลือดมาแนบอก เธอค่อยๆ นั่งลงแล้ววางลงบนตัก ดูจากความบาดเจ็บแล้วเจ้าแมวน้อยอาการสาหัสมาก

             “มีร้านหมอไหม” เธอถามในขณะที่มือก็พันผ้าไปรอบตัวแมว เธอทำได้เพียงเท่านี้จริงๆ

             “ไม่มี ถ้าจะไปต้องเข้าเชียงใหม่นั่นแหละ”

             “พี่ขอโทษนะ พี่ขอโทษถ้ามีเครื่องมือพี่จะช่วยหนูจนสุดความสามารถเลย หลับนะคะไปอยู่บนดาวแมวนะ” ปานชีวันจูบหัวของแมว เจ้าสี่ขากระตุกน้อยๆ แล้วก็จากไปอย่างสงบ เป็นการอุ้มแมวไม่กี่นาทีแต่รวดร้าวถึงขั้วหัวใจ เธอไม่รู้ว่านั่งอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหนจนได้ยินเสียงของผู้ชายคนนึง

             “คุณ คุณชื่ออะไร” ต้นกล้าทั้งเขย่าทั้งโบกมือไปมาตรงหน้าผู้หญิงคนนั้นแต่เธอก็ไม่ตอบสนองใดๆ เหมือนเธอจะช็อกเพราะตัวเย็นมาก

             “ปุ้ย ชื่อปุ้ย” ปานชีวันตอบด้วยเสียงเลื่อนลอย เธอรู้เพียงแค่ต้องกอดร่างเล็กๆ ให้แน่นที่สุด

             “ปุ้ย ไปล้างมือกัน” ต้นกล้าบอกแล้วพยุงให้เธอลุกขึ้นยืน เขาต้องลากเธอกับเจ้าแมวที่อยู่ในอ้อมกอดมาตามทางจนถึงห้องน้ำด้วยความทุลักทุเล

             “ปุ้ย ปุ้ยครับ แมวไปสบายแล้วไปอยู่ดาวแมวแล้ว วางเขาก่อนนะ” ชายหนุ่มจับนิ้วเล็กๆ ให้คลายออกจากก้อนผ้า

             “ฉันน่าจะช่วยเขาได้ ถ้าที่นี่มีร้านหมอ น้องก็จะไม่ตาย ทำไม ฮือๆๆ”

             “ปุ้ย คุณเชื่อไหมว่าคนบนฟ้าเขาลิขิตมาแบบนี้ มันอาจจะฟังดูโหดร้ายแต่เจ้าแมวตัวนั้นอาจจะรอมาตายในอ้อมกอดของคุณก็ได้ มันเป็นแมวจรไม่เคยได้รับความรักหรือการกอดจากใครผมว่ามันคงมีความสุขที่สุดตอนที่ได้อยู่กับคุณ”

             “ฮือๆๆ จริงเหรอ น้องมีความสุขจริงๆ นะ” ปานชีวันซบหน้าร้องไห้กับอกต้นกล้าเหมือนเด็กน้อย

             “จริงสิ เราล้างมือกันดีกว่าจะได้พาเจ้าแมวกลับคืนสู่พื้นดิน หลังร้านผมมีสวนเล็กๆ”

             “ตายจริง! ขอโทษนะคะ คุณเปื้อนเลย”

             “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวค่อยเปลี่ยนทีเดียว คุณล้างมือล้างหน้านะ ผมจะไปเตรียมอุปกรณ์”

             ปานชีวันเปิดก๊อกแล้วปล่อยให้น้ำเย็นรดลงมาบนมือ น่าแปลกที่คำปลอบใจของเขาทำให้เธอมีสติและเชื่อแบบนั้นจริงๆ ยิ่งตอนที่อยู่ในอ้อมกอดเขามันน่าประหลาดยิ่งกว่าเพราะเธอรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเป็นที่สุด

             “ผมมีดอกไม้ด้วย คุณเอาวางนะ” ต้นกล้าขุดหลุมเสร็จเรียบร้อยภายในไม่กี่นาทีเพราะเจ้าเหมียวตัวจิ๋วหลิวมาก ป้าจวงวิ่งเอาดอกไม้จากไหนมาให้ก็ไม่รู้ตอนที่ผู้หญิงคนนั้นล้างมืออยู่ในห้องน้ำ

             “ขอบคุณนะคะ” ปานชีวันวางกุหลาบแดงหนึ่งดอกไว้บนหลุมเล็กๆ

             “คุณ เป็นอะไร” เธอลุกขึ้นยืนแล้วก็หน้ามืดขึ้นมาเฉยๆ คงเป็นเพราะความตื่นตระหนกนั่นแหละ

             “เวียนหัวค่ะ ขอนั่งพักก่อนนะคะ” ปานชีวันนั่งลงแล้วต้นกล้าก็เอาน้ำดื่มมาให้ เธอจิบไปเล็กน้อย

             “คุณบอกว่าถ้ามีเครื่องมือจะช่วยแมวได้ คุณเป็นหมอแมวเหรอ”

             “ใช่ค่ะ แล้วปกติถ้าแมวหมาที่นี่ไม่สบาย ทำยังไงกันคะ”

             “หิ้วเข้าไปในเมืองครับ แล้วแต่เวรแต่กรรม” นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้นกล้าไม่อยากเลี้ยงหรือให้อาหารหมาแมวจรเพราะเขาไม่อยากผูกพันเขารู้ดีว่าการจากลามันเจ็บปวดแค่ไหน

             “งั้นก็แปลว่าพวกแมวจรไม่ได้ทำหมันเลยสิ”

             “ไม่เลยครับ”

             “แล้วแมวขยายพันธุ์เร็วมากนะ”

             “ครับ ผมรู้”

             “ถ้าฉันจะชวนเพื่อนๆ มาช่วยกันทำหมัน คุณคิดว่ายังไง”

             “คิดว่าดีมากๆ ครับ ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยเหลือบอกได้เลย”

             “โอเคค่ะ ขอฉันกลับไปคิดก่อนแล้วพรุ่งนี้จะมาบอก”

             “พรุ่งนี้มีการเล่นเพลงสดนะครับ ถ้าคุณปุ้ยสนใจแวะมาได้เริ่มช่วงเย็นๆ”

             “ใครเล่นคะ ที่ร้านคุณเหรอ”

             “ผมเล่นเองร้องเองทุกคืนวันเสาร์ ที่ร้านนี่แหละ”

             “ได้ค่ะ ฉันไม่พลาดแน่”

 

                                                                  ตอนที่ 3 เรี่ยไรรัก

             ถึงจะมีเรื่องราวสะเทือนใจแต่ปานชีวันก็ไม่ได้อกสั่นขวัญหายเท่าไหร่นักเพราะได้คำพูดปลอบใจจากต้นกล้าช่วยไว้แต่ความจริงคำพูดมันก็แค่เสี้ยวเดียวสัมผัสอุ่นๆ จากตัวเขาต่างหากที่ช่วยให้เธอรู้สึกดีจริงๆ

             “บ้าแล้วยัยปุ้ย” เธอพยายามสลัดใบหน้าของเขาออกจากความคิดแล้วตั้งหน้าตั้งตาอาบน้ำต่อไป แต่หัวใจและสมองก็ไม่ให้ความร่วมมือเอาซะเลย เธอเอาแต่นึกว่าถ้าได้กอดกันขณะที่ร่างกายเปลือยเปล่ามันจะเป็นยังไง เขาเป็นผู้ชายคนแรกเลยนะที่ทำให้เธอจินตนาการถึงเรื่องบ้าบอแบบนี้ ก็หมอแมวงานหนักไม่แพ้กรรมกรเลยแหละแถมเครียดอีกต่างหากพอกลับถึงบ้านก็หลับเป็นตายไม่เคยได้มาคิดอะไรฟุ้งซ่านหรอก

             เมื่ออาบน้ำเรียบร้อยปานชีวันก็มานั่งจุมปุ๊กอยู่ที่ระเบียงหน้าห้องพร้อมกับสมุดหนึ่งเล่ม เธอคำนวณคร่าวๆ ว่าการทำหมันสัตว์หนึ่งตัวมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่และรายจ่ายส่วนอื่นให้รัดกุมที่สุด เมื่อรวมทุกอย่างก็รู้ว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะหาเงินก้อนนั้นได้สำเร็จแต่ในเมื่อรับปากแล้วก็ต้องทำให้ได้

             “แห่ม ฮอทเนอะ”  เธอเปิดดูเพจของเขาก็พบว่าในเพจเป็นผู้หญิงทั้งสิ้นที่มากดไลก์กดเลิฟแต่เขาแทบจะไม่คุยเล่นกับใครเลยนอกจากคนที่มาสอบถามเรื่องการซื้อโปสการ์ดเท่านั้นแต่สาวๆ กลับไม่ละความพยายามต่อการเมินเฉยที่เขามอบให้

             “เอาโปสการ์ดมาประมูลดีไหม เขาจะอยากทำรึเปล่าก็ไม่รู้ไว้ค่อยไปถามพรุ่งนี้แล้วกัน” มันเป็นสิ่งเดียวที่ปานชีวันคิดออกในตอนนี้

 

เย็นย่ำที่ร้าน Pai Postcard

          ปานชีวันยืนอยู่หน้าร้าน เธอมองเข้าไปก็เห็นว่าเฟรมวาดรูปไม่มีแล้วแต่แทนที่ด้วยเก้าอี้หนึ่งตัวและเขาก็นั่งอยู่บนนั้นพร้อมกับกีตาร์ ไม่น่าเชื่อว่าร้านเล็กๆ จะบรรจุมนุษย์เพศหญิงได้มากจนน่าตกใจทั้งร้านแน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่มาเฝ้ารอชมการแสดงของเขา

             “พี่ต้นนี่หล่อเหมือนเดิมเลยเนอะมากี่ปีก็ไม่เปลี่ยนเลยอ่ะ” ปานชีวันได้ยินผู้หญิงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ คุยกัน คงกำลังมองหาที่ว่างแบบเธอนั่นแหละเพราะในร้านดูเหมือนจะเต็มแล้ว

             “แต่ที่ดียิ่งกว่าก็คือยังโสดสนิท จะมาทุกปีจนกว่าพี่เขาจะใจอ่อน” หนึ่งในกลุ่มสาวๆ กล่าวอย่างมาดมั่นแล้วเดินเข้าไปในร้าน

             “ที่ว่างก็ไม่มี คนก็ฮอทเว่อ กลับดีกว่า” ปานชีวันเบ้ปากแล้วตั้งท่าจะเดินกลับ

             ตอนนี้อะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด ยิ่งรอยยิ้มหวานๆ ที่เจ้าของร้านโปรยไปทั่วยิ่งทำให้ปานชีวันขัดใจ เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าร้านและตัวเขาโด่งดังพอสมควรในโลกโซเชี่ยลและที่ปาย มารู้ก็เมื่อวานนั่นแหละที่เปิดเข้าไปดูเพจทั้งที่ไม่ค่อยจะได้อัพเดทอะไรแต่ยอดไลก์เป็นหมื่นแล้วสิ่งที่อัพก็มีแค่รูปโปสการ์ดอย่างเดียวเท่านั้น

             “คุณปุ้ย ไม่เข้ามาดูเหรอครับ ไหนบอกจะไม่พลาด” ต้นกล้าวิ่งหน้าตั้งออกมาทันทีเมื่อเธอหันหลังกลับ เขาเห็นตั้งแต่เธอมายืนหน้าร้าน ก็ชะเง้อคอรอมาตั้งแต่บ่ายพอเห็นก็ดีใจมากแต่ก็ใจหายทันทีเมื่อเธอไม่ยอมเดินเข้ามา

             “ไม่มีที่แล้วค่ะ ฉันกลับดีกว่า”

             “มานั่งข้างๆ กัน ผมกะว่าจะเปิดเรี่ยไรเพื่อหาค่าทำหมัน ผมไม่เคยทำมาก่อนเลยนะแต่คิดว่าคงได้สักพันสองพันแหละดีกว่าไม่ได้เลย ผมเตรียมกระป๋องนำโชคไว้ให้คุณถือด้วย”

             “ฉันคิดว่าจะให้คุณเอาโปสการ์ดมาเปิดประมูล” ปานชีวันบอกด้วยเสียงแข็งๆ ก็คนมันโกรธเธอก็ไม่รู้ว่าโกรธอะไรเหมือนกันพอเห็นสาวๆ ในร้านที่ชูคอสลอนเธอก็ยิ่งโกรธ

             “งั้นคุณมาเลือกสิว่าจะเอาแผ่นไหนประมูล ผมจะได้แจ้งโปรแกรมพิเศษไปพลางๆ” ต้นกล้าบอก

             “ฉันไม่มั่นใจเลย” ตอนนี้ปานชีวันทั้งโกรธทั้งกลุ้ม ทุกคนในร้านจ้องเธอกับเขาจนตาแทบถลนออกมานอกเบ้า

             “เราทำได้ เชื่อสิ” ต้นกล้ายื่นมือออกไป เขาก็ไม่รู้ว่าไปเอาความเชื่อมั่นมาจากไหนแต่เขารู้ว่ามันต้องสำเร็จทุกอย่างจะต้องออกมาดี

             “ขอบใจนะ” ปานชีวันจับมือต้นกล้าและเธอก็รู้ว่าไม่มีอะไรต้องกลัว

             “สวัสดีครับ วันนี้พิเศษกว่าทุกวัน” ชายหนุ่มบอกแล้วหันไปมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ มันเป็นวันที่พิเศษจริงๆ

             “คือผมกับคุณหมอปุ้ยจะเปิดเรี่ยไรเงินและประมูลโปสการ์ดพร้อมลายเซ็นของผม รายได้ทั้งหมดนำมาทำหมันหมาแมวจรที่นี่ครับ” เมื่อต้นกล้าพูดจบสาวๆ ในร้านก็ควักกระเป๋าหยิบเงินกันแบบไม่ลังเล

             “ผมขอเวลาให้คุณหมอปุ้ยเลือกโปสการ์ดก่อนนะครับ” ปานชีวันหมายตาไว้ตั้งแต่เมื่อวานจึงใช้เวลาไม่นานนัก เธอหยิบโปสการ์ดมาสามแผ่นแล้วกลับมายืนข้างๆ เขา

             “เอ่อ เริ่มที่เท่าไหร่ดีครับคุณหมอปุ้ย”

             “สองร้อยเก้าสิบเก้าแล้วกันค่ะ ขอบิทเพิ่มครั้งละยี่สิบบาทขึ้นไปนะคะ”

             “ห้าร้อยเก้าสิบเก้า” ปานชีวันยังไม่ทันจะพูดจบอีกเสียงก็แทรกขึ้นมา

             “แปดร้อย , เก้าร้อยเก้าสิบเก้า , หนึ่งพันหนึ่งร้อย…….” เมื่อจบการประมูลโปสการ์ดเพียงสามแผ่นทำรายได้ถึงห้าพันบาท

             “ขอบคุณมากนะครับที่ร่วมบุญด้วยกัน เรามาฟังเพลงที่อาจจะเพราะกันดีกว่า คุณหมอปุ้ยจะถือกระป๋องเรี่ยไรเงินนะครับ ใส่เท่าไหร่ก็ได้แล้วแต่ความสมัครใจ” ต้นกล้ามอบกล่องคุกกี้สีแดงให้ปานชีวัน มันเป็นไอเทมยอดฮิตที่นิยมใช้จับสลากในวันปีใหม่

             “รายได้ทั้งหมดนำมาช่วยหมาแมวจรนะคะ กำหนดการทำหมันคืออีกสามเดือนข้างหน้า ได้วันที่แน่นอนเมื่อไหร่จะแจ้งอีกที ติดตามความคืบหน้าที่เพจของคุณต้นได้เลยค่ะ” ปานชีวันนั่งหมิ่นๆ บนเก้าอี้และตัวสั่นนิดหน่อย ก็สายตาอำมหิตที่มองมามันช่างน่ากลัวนักแต่บางส่วนก็ยิ้มให้ซึ่งเป็นส่วนที่น้อยมากๆ

             “ขอบคุณมากนะครับ ขอบคุณจริงๆ” โชว์เล็กๆ จบตอนสองทุ่มตรง ลูกค้าทยอยเดินออกไปแล้วก็เหลือแค่เธอกับเขา

             “เอ่อ แล้วคุณจะทำอะไรต่อคะ”

             “ปิดร้านครับแล้วก็เก็บกวาด”

             “งั้นฉันช่วยนะ”

“ไม่เป็นไรครับ อย่าเลย ผมเกรงใจ”

“ฉันก็เกรงใจเหมือนกันนะ ไม่ได้ลงแรงอะไรเลยแค่มาถือกระป๋องเงินเนี่ย”

“ตอนคุณทำหมันผมก็ไม่ได้ลงแรงเหมือนกันแหละ เจ๊ากันไป”

“ต้องลงแน่ค่ะ คุณต้องช่วยยิงยาสลบหวังว่าคงแม่นปืนนะ”

“ฮ่าๆๆ ไม่อยากจะคุย ผมนี่มือปืนงานวัดนะ”

“จริงเหรอ นี่อยากได้แต่ไม่เคยยิงถูกเลย”

“ไว้วันหลังไปด้วยกันไหม”

“อืม” ปานชีวันตอบแล้วก้มหน้างุด นี่ชวนออกเดทรึเปล่า

“ตกลงไม่กลับแน่นะ”

“อืม” เธอตอบคำเดิมอีกครั้ง ต้นกล้าจึงปิดร้าน

“นั่งสิ อย่าเดินล่ะผมจะกวาดร้านแล้ว”

“ก็บอกว่าจะช่วยไง”

“งั้นคุณกวาดพื้น ผมเช็ดชั้นกับถู โอเคไหม”                  

“ทำไมถึงเรียกว่ากระป๋องนำโชคล่ะ” ปานชีวันถามขณะที่มือก็ลากไม้กวาดไปกับพื้น

“เป็นของแม่ผม ท่านใช้เก็บเงินมาแต่ไหนแต่ไร”

“คุณคงคิดถึงท่านน่าดูเลยเนอะ”

“ใช่ครับแต่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วคุณปุ้ยล่ะครับ พ่อกับแม่ยังสบายดีไหม”

             “ท่านอยู่กับพี่ชายของฉันที่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ ท่านไม่ค่อยแข็งแรงแล้วหมอก็แนะนำว่าควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศบริสุทธิ์ พี่เป็นกุมารแพทย์ค่ะได้ทุนไปเรียนที่นั่นแล้วก็ได้ภรรยาด้วย”

             “ทำไมคุณไม่ไปอยู่กับครอบครัวล่ะ”

             “ฉันอยากทำอะไรให้ประเทศตัวเองก่อนและเมืองไทยก็ยังมีสิ่งที่ต้องพัฒนาอีกเยอะมาก พี่ชายก็สมองไหลไปคนนึงแล้วฉันจะอยู่ถ่วงดุลที่นี่เอง ฮ่าๆๆ” หญิงสาวตอบแล้วหัวเราะเสียงสดใส

             “คุณเป็นคนดีจัง ทั้งที่ไปอยู่ในสังคมที่ดีกว่านี้ได้คุณก็ไม่ไป”

             “ขอบคุณนะแต่มันก็เป็นแค่ความคิดแค่คำสวยหรูแหละ ฉันเพิ่งเรียนจบไม่นานประสบการณ์ยังน้อย เจ้าของบางคนไม่ไว้ใจให้ฉันฉีดวัคซีนให้หมาเขาด้วยซ้ำ” ปานชีวันบอกแบบเซ็งๆ

             “ตอนนี้คุณก็เริ่มแล้วไง โครงการทำหมันโดยหมอปุ้ยคนสวย”

             “ก็แค่เล็กๆ เอง ฉันอยากทำอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้”

             “ไม่มีอะไรเล็กสำหรับความเสียสละอย่าดูถูกตัวเองแบบนั้น คุณเริ่มลงมือในขณะที่คนอื่นไม่เคยคิดถึงปัญหานี้ด้วยซ้ำ”

             “คุณรู้ไหมว่าคำพูดของคุณทำให้ฉันมีกำลังใจ” ปานชีวันโพล่งออกไปแล้วรีบเอามือปิดปาก

             “การที่ได้พบคุณก็ทำให้ผมมีกำลังใจเหมือนกัน” ต้นกล้าบอก

             มันเป็นฉากบอกความในใจที่องค์ประกอบแย่มากเพราะคนนึงถือไม้กวาดอีกคนก็ถือผ้าขี้ริ้วแต่ทั้งคู่กลับรู้สึกว่ามันคือช่วงเวลาที่งดงามเหลือเกิน

 

                                                               ตอนที่ 4 เที่ยวรอบใจ

             “ขอแอดเฟซได้รึเปล่า” ต้นกล้าที่ใจไม่ได้กล้าเลยสักนิดในเรื่องจีบสาว พูดออกไปในที่สุด

             “มือถือมีแอปรึเปล่าล่ะ จะพิมพ์ชื่อให้”

             “มีๆ ขอบใจนะ” ชายหนุ่มรีบส่งเจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมให้ทันที

             “อ่ะ แอดแหละเดี๋ยวกดรับ ขอบคุณมากนะที่มาส่ง”

             “รับเลยไม่ได้เหรอ”

             “ทำไม กลัวไม่รับขนาดนั้น”

             “กลัวไม่รับแล้วก็กลัวไม่รักด้วย”

             “รับแล้วๆ รีบกลับเถอะ ยิ่งดึกมันจะยิ่งหนาวนะ อะไรอีกเล่า” ปานชีวันยื่นหมวกกันน็อกไปให้แต่เขาไม่ยอมรับแถมยังจ้องหน้าอยู่นั่น

             “พรุ่งนี้ไปเที่ยวกันไหม อยากพาไปอยากอยู่ด้วยกัน”

             “แล้วร้านล่ะ”

             “ปิดวันนึง วันมะรืนปุ้ยก็กลับแล้วไม่ใช่เหรอ”

             “อืม ใช่” พอคิดว่าต้องจากกันมันก็เศร้าจังเลย

             “ไปนะ” ต้นกล้าขอร้อง

             “ขอบใจนะ มากี่โมงก็ได้แล้วแต่ต้นสะดวกเลย”

             “แปดโมงนะเช้าไปไหม อยากพาไปกินโจ๊กเจ้าประจำ อร่อยมากเลยเป็นโจ๊กไก่ฉีก”

             “โอเค งั้นพรุ่งนี้เจอกันตรงนี้แปดโมง”

             “ปุ้ยอยากนั่งรถเก๋งรึเปล่าจะได้ไม่ร้อน”

             “ไม่อ่ะ เอาคันนี้มาแหละ”

             “งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ ฝันดีครับ” ทั้งสองเดินไปคนละทางแต่หน้าแดงซ่านราวกับผลมะเขือเทศเหมือนกัน

             เมื่อมาถึงห้องพักปานชีวันก็รีบเช็คเฟซบุ๊คของเขาเป็นลำดับแรก เท่าที่ดูก็มีแต่เพื่อนน่าจะมาจากสมัยเรียนทั้งนั้น พวกสาวๆ นมโต พริตตี้ นางแบบ นุ่งสั้นไม่มีเลยสักคนและจำนวนเพื่อนก็มีแค่สองร้อยคนนิดๆ เอง

             “ถึงบ้านแล้วนะ” ข้อความในเฟซบุ๊คเด้งขึ้นมา หญิงสาวเพิ่งรู้ตัวว่านั่งสูบข้อมูลสูบรูปของเขามาครึ่งชั่วโมงแล้ว

เริ่มต้นแชท

ปานชีวัน: ขอบคุณอีกครั้งนะ สำหรับวันนี้

ต้นกล้า: ไม่เป็นไร ต้นเต็มใจ

ปานชีวัน: ต้นไปอาบน้ำเถอะ นี่ก็ดึกแล้วพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นแต่เช้า

ต้นกล้า: ก็ดีเหมือนกัน วันนี้ตื่นเต้นมากไปหน่อยเลยเพลียๆ tonkla.p นี่ไลน์ต้นนะ แอดมาได้

ปานชีวัน: ไหนว่าไม่ค่อยได้เช็ค

ต้นกล้า: ก็ต้องหาข้ออ้างสิ จะให้ไอดีกับทุกคนไม่ได้หรอกก็อยากมีพื้นที่ส่วนตัวกับเพื่อนสนิทกับคนรักบ้าง

ปานชีวัน: แล้วคุยกันตรงนี้มันต่างกับไลน์ตรงไหน

ต้นกล้า: ไลน์สติ๊กเกอร์น่ารักกว่า มีธีมคู่ด้วย

ปานชีวัน: ง่วงแหละ ไปนอนก่อนนะ

ต้นกล้า: ฝันดีครับปุ้ย

จบแชท

             ปานชีวันอยากจะกรีดร้องให้ลั่นห้อง คนบ้าอะไรทำให้เขินจนตัวจะแตกตายอยู่แล้ว คืนนั้นหญิงสาวหลับไปพร้อมรอยยิ้มที่ระบายอยู่บนใบหน้า

 

เช้าวันใหม่

          “อรุณสวัสดิ์ครับ” ต้นกล้าทักทาย

             “มอนิ่งจ้ะ” ปานชีวันทักกลับแค่เจอกันสามวินาทีเธอก็เขินอีกแล้ว เขาจะรู้ตัวไหมนะว่าเป็นผู้ชายที่ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนได้ฮอทปรอทแตกมาก

             “ไปกันเลยไหม”

             “อืม” เวลาเขินเธอจะพูดได้แค่นั้นแหละ

             “ใส่ให้นะ” ปานชีวันขอหมวกกันน็อกแต่เขาไม่ให้ เธอจึงยืนนิ่งๆ ยอมให้เขาใส่แต่โดยดี

             ต้นกล้าขับเจ้าสองล้อลัดเลาะไปตามทางด้วยความชำนาญใช้เวลายี่สิบนาทีก็มาถึงร้านโจ๊ก เนื่องจากตอนนี้เป็นหน้าโลว์ลูกค้าจึงไม่เยอะเท่าไหร่ถ้าเป็นช่วงปลายปีแทบจะหาที่นั่งไม่ได้เลย

             “อ่าว ! ต้น มากับใครเหรอ” แม่ค้าขายโจ๊กถาม

             “เอ่ออืม พะ….” ต้นกล้าไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไงถ้าบอกว่าเพื่อนมันก็ไม่ตรงกับความรู้สึกแต่ถ้าบอกว่าแฟนก็กลัวจะโดนด่าว่าทึกทักเอาเอง

             “แฟนค่ะ” ปานชีวันตอบ

             “แหม่ ! มีแฟนน่ารักขนาดนี้ไม่เห็นพามาแนะนำให้ป้ารู้จักบ้าง”

             “เพิ่งคบกันครับป้า นี่ก็ตั้งใจพามาเปิดตัวแหละครับ”

             “ปุ้ยใส่ไข่ไหม กินเครื่องในรึเปล่า”

             “ใส่ไข่แต่ไม่เอาเครื่องใน”

             “จริงเหรอ” ต้นกล้าถามเบาๆ เมื่อนั่งลง

             “อะไรจริง”

             “แฟนไง เป็นแฟนจริงๆ เหรอ”

             “แล้วอยากเป็นไหมล่ะ”

             “อยากสิ พูดแล้วห้ามเปลี่ยนคำห้ามเปลี่ยนใจด้วย”

             “อืม” เมื่อวานบอกความในใจก็ตอนทำความสะอาดวันนี้ตกลงเป็นแฟนก็ที่ร้านโจ๊ก ช่างเป็นคู่ที่เลือกสถานที่ได้พิเศษเหลือเกิน

             เมื่อท้องอิ่มก็ได้เวลาที่ทัวร์จะเริ่ม ต้นกล้าพาปานชีวันไปหมู่บ้านสันติชลเป็นที่แรกเพราะตกลงกันแล้วว่าคงไปแค่ไม่กี่ที่เนื่องจากปานชีวันอยากซึมซับบรรยากาศของสถานที่ท่องเที่ยวให้เต็มอิ่ม เธอไม่ชอบทัวร์ชะโงกแบบแค่ลงไปถ่ายรูปสามสี่แชะแล้วก็ไปต่อ

             “สวยจังเลยต้น สวยกว่าในรูปอีก” หมู่บ้านสันติชลคือหมู่บ้านจำลองที่สร้างในแบบจีนยูนนาน สิ่งที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุดก็คือมังกรที่ตั้งเด่นอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่มันสวยงามและก็น่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน ส่วนบ้านดินสีส้มที่กระจายอยู่รอบๆ ก็น่ารักจุ๋มจิ๋มเหมือนบ้านตุ๊กตา ปานชีวันรู้สึกว่าเหมือนหลงเข้าไปเมืองจีนยังไงยังงั้น

             “ทำอะไรก่อนดี มีขี่ม้าหรือจะถ่ายรูปเขามีชุดจีนให้เช่าด้วยนะ ร้านอาหารก็มี”

             “ไม่ขี่ม้าได้ไหมปุ้ยกลัวอ่ะ เกิดมาไม่เคยขี่เลย อยากถ่ายรูปใส่ชุดสวยๆ ถ่ายด้วยกันนะต้น”

             “วันนี้ต้นจะตามใจปุ้ยทุกอย่างเลยแต่ความจริงก็จะตามใจตลอดแหละ ต้นอยากให้ปุ้ยยิ้มแล้วก็มีความสุข” ชายหนุ่มบอกจากใจจริง

             “อืม ขอบใจนะ” ปานชีวันบอกแล้วเดินนำไปลิ่วๆ

             “ไม่รอเลย” ต้นกล้าคว้ามือเล็กๆ มากุม แล้วเดินไปพร้อมกัน

             “จับมือกันแบบนี้ได้ไหม”

             “ยังจะถามอีกก็จับไปแล้ว”

             “ถ้าปุ้ยไม่ชอบจะได้ไม่จับไง”

             “ถ้าไม่ชอบคงไม่ปล่อยให้จับหรอก” พอได้ฟังคำตอบต้นกล้าก็ยิ้มหน้าบาน

             ปานชีวันตัดสินใจอยู่นานว่าจะใส่ชุดสีอะไรแล้วก็ตัดใจเลือกสีชมพูส่วนต้นกล้าเลือกสีแดงเพราะดูลิเกน้อยที่สุดแล้ว ตั้งแต่เกิดไม่เคยใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาดแบบนี้เลย ชายหนุ่มสวมเองได้เพราะเป็นแค่ชุดคลุมยาวๆ ส่วนของเธอต้องมีผู้ช่วยเพราะชุดรุ่มร่ามมากแถมมีเครื่องหัวด้วย

             “เป็นไง ตลกไหม” ปานชีวันถามคนที่ทำหน้านิ่ง

             “หึ ไม่ตลก สวยมากเหมือนเจ้าหญิงในตำนานเลย” ต้นกล้ามองหญิงสาวในชุดสีชมพูแสนหวานด้วยตาเป็นประกาย ทั้งคู่ถ่ายรูปกันอยู่พักใหญ่แล้วก็เอาชุดไปคืนเพราะมันยาวเดินลำบาก จากนั้นก็พากันเดินดูรอบๆ และผลัดกันถ่ายรูปแต่ส่วนมากเขาจะถ่ายเธอมากกว่าเพราะชอบมองเวลาเธอยิ้ม

             “หิวรึยังปุ้ย”

             “โห ! จะเที่ยงแล้วเหรอเนี่ยพอถามว่าหิวไหมก็หิวเลยแต่ขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ”

             “งั้นต้นนั่งรอตรงนี้นะ” เมื่อผ่านไปห้านาทีแต่ปานชีวันยังไม่กลับมา ต้นกล้าจึงคิดว่าควรไปดูสักหน่อยแต่เธอก็โบกมือให้พอดีและคุยมือถือไปด้วย

             “ขอโทษนะ พอดีลูกค้าโทรมาปรึกษาอ่ะ แมวเขาไม่ยอมกินข้าว”

             “ไม่เป็นไร สวยไหม” ต้นกล้าวาดรูปไปพลางๆ ระหว่างที่รอ มันคือรูปหมู่บ้านสันติชลนี่แหละ เป็นบ้านดินสีส้มตัดกับท้องฟ้าสีครามแล้วก็ผืนหญ้าสีเขียว ไม่ต้องสงสัยว่าสีกับกระดาษมาจากไหนมันอยู่ในกระเป๋าเป้เขาพกติดตัวไว้ตลอด

             “สวย ! วาดรูปสีๆ ได้แล้วนี่”

             “อืม จริงด้วย ไม่ได้สังเกตเลย วาดตามอารมณ์ล้วนๆ ขอบคุณนะที่พาความสดใสกลับมาให้ชีวิตของต้น” อากาศยามเที่ยงเริ่มจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็สู้ความหวานของทั้งคู่ไม่ได้

             มื้อกลางวันแน่นอนว่าต้องเป็นอาหารจีนยูนนานทางร้านแนะนำว่าของขึ้นชื่อคือขาหมูยูนนานกับหมั่นโถวทอดทั้งสองคนก็เชื่อและสั่งมารับประทานซึ่งมันก็อร่อยจริงๆ อีกเมนูที่ปานชีวันชอบก็คือเห็ดหอมอบซีอิ๊ว

             “อิ่มจังเลยต้น พุงจะแตกแล้ว”

             “เพิ่งอิ่มใหม่ๆ อย่าเพิ่งไปซ้อนท้ายเลย เดี๋ยวจะจุก ไปดื่มชาร้านนั้นก่อนไหม” กว่าจะออกจากหมู่บ้านสันติชล เป้ของต้นกล้าก็แทบจะปริเพราะปานชีวันซื้อของฝากเกือบทุกร้านแต่ชายหนุ่มก็ไม่ปริปากบ่นเพราะอะไรที่เป็นความสุขของเธอก็เป็นความสุขของเขาด้วย

             สถานที่ต่อไปก็คือโป่งน้ำร้อนท่าปายทั้งคู่ไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนจึงเดินเล่นแค่รอบๆ แล้วก็ต้มไข่รับประทานคนละสองฟอง จากนั้นก็ไปถ่ายรูปที่กองแลนสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นปายแคนยอน พอตะวันคล้อยลงก็ถึงเวลาต้องกลับบ้านแต่ก็ยังได้ชื่นชมนาข้าวเขียวๆ ที่หน้าวัดทรายขาวเป็นการส่งท้าย

             “ขอบคุณนะต้น ขอบคุณจริงๆ ปุ้ยสนุกมาก”

             “ยังหัวค่ำอยู่เลย กินข้าวด้วยกันก่อนไหม พรุ่งนี้ปุ้ยก็จะกลับแล้ว”

             “ก็รอให้ชวนนี่แหละ” เธอตอบแล้วยิ้มหวานให้เขา

             “ปุ้ยอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม”

             “อยากทำข้าวผัดให้ต้นกิน เมนูนี้ปุ้ยทำอร่อยมากเลยนะ” ทริปสุดท้ายของวันจึงมาจบที่ร้านของต้นกล้า เขาพาเธอเข้าไปในห้องครัวเล็กๆ แล้วหุงข้าวเป็นลำดับแรกจากนั้นก็เปิดตู้เย็น โชคดีว่ามีเครื่องปรุงและส่วนผสมครบทุกอย่างระหว่างรอข้าวสุกปานชีวันก็ล้างผักล้างไก่และจัดการหั่นเพื่อรอนำไปผัดพร้อมกับข้าว

             “เสร็จแล้วจ้า” เธอยกจานข้าวหอมฉุยมาสองจานแล้วส่งให้เขา

             “ขอบคุณนะ” ต้นกล้าบอกแล้วมองหน้าแม่ครัวที่น่ารักที่สุดในโลก พรุ่งนี้แล้วสินะที่เธอจะจากไปแค่คิดก็ใจหายแล้ว

             “ทำไมมองแบบนั้น กลัวตายเหรอ”

             “เปล่า คิดว่าจะไม่ได้เจอกันทุกวันก็เหงาแล้ว”

             “เราก็โทรคุยกันได้นี่นา”

             “อยู่ใกล้กันมันอุ่นใจกว่าแต่ต้นเข้าใจว่าปุ้ยต้องทำงาน” เมื่อนึกได้ว่าปานชีวันก็ต้องมีชีวิตของเธอ ต้นกล้าจึงกล่าวประโยคท้ายเสริมขึ้นมาเพราะไม่อยากทำให้เธอลำบากใจ

             “เดี๋ยวปุ้ยก็มาทำหมันหมาแมวไง”

             “มีอย่างนึงที่ต้นน่าจะบอกปุ้ยก่อน” เขาพูดด้วยเสียงจริงจัง ปานชีวันหน้าซีดทันที อย่าบอกนะว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว

             “พ่อกับแม่ต้นตายเพราะเครื่องบินตก ต้นเลยกลัวการนั่งเครื่องบินและไม่ชอบการนั่งรถโดยสารประจำทางแต่ต้นจะไปหาปุ้ยนะ ต้นจะไปให้ได้”

             “ปุ้ยจะมาหาต้นเอง ไม่ต้องฝืนทำในสิ่งที่กลัวหรอก” ปานชีวันนั่งลงแล้วเอื้อมไปกุมมือของต้นกล้า แค่เขาบอกว่าจะพยายามมันก็เพียงพอแล้ว

             “อร่อยมากเลย ขอบใจนะปุ้ย” เมื่อตักเข้าปากคำแรกก็เป็นตามที่แม่ครัวว่าเอาไว้จริงๆ

             “อร่อยก็ต้องกินให้หมดนะ”

             “ง่วงรึยัง” ต้นกล้าถามเมื่อจัดการข้าวผัดจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือสักเม็ด           

             “ยังเลย” ปานชีวันตอบแล้วเงียบไป เธอเองก็กลัววันพรุ่งนี้ไม่น้อยไปกว่าเขา ถ้าจะบอกว่าเธอรักผู้ชายคนนี้ก็คงจะบ้ามากๆ เพราะรู้จักกันแค่เพียงสองวันแต่เธอคิดว่า ณ ตอนนี้เธอบ้าแบบเต็มขั้นแล้ว

             “ไปดูดาวกันไหม” ต้นกล้าชวน

             “ไปดูที่ไหนเหรอ”

             “ร้านต้นมีดาดฟ้า” ปานชีวันจึงเดินตามขึ้นไป

             “อยากดูห้องนอนต้นไหม จะได้เห็นว่าไม่ได้ซ่อนใครไว้” ร้านของต้นกล้ามีสองชั้น หนึ่งห้องนอน สามห้องน้ำและดาดฟ้า เมื่อได้โอกาสมีหรือปานชีวันจะปล่อยให้หลุดมือ เธอเข้าไปเดินสำรวจรอบๆ ห้องอยู่พักใหญ่แถมเปิดตู้เสื้อผ้ากับลิ้นชักในห้องน้ำดูอีกต่างหากแล้วก็ได้ข้อสรุปว่า เขาคือชายโสดที่มีระเบียบพอสมควร

             ตอนแรกเธอจินตนาการว่าดาดฟ้าคงเป็นพื้นปูนแข็งๆ ไม่น่ามองและรกร้างตามประสาแต่เธอคิดผิด สิ่งแรกที่เห็นและทำให้อึ้งมากก็คือ….

             “เต็นท์ !” ปานชีวันพูดด้วยเสียงแหลมสูง

             “บางคืนต้นก็มานอนบนนี้ เย็นสบายดีดาวก็สวยด้วยลืมเลยต้องเอาหมอนมาอีกใบ ปุ้ยรอแปบนะ” ต้นกล้าวิ่งกลับไปที่ห้องนอนแล้วหยิบเอาหมอนกับผ้าห่มชุดใหม่ออกมา

             “สวยไหมปุ้ย” ทั้งสองคนนอนโผล่ศีรษะออกมาจากเต็นท์แล้วชื่นชมดวงดาวด้วยกัน ปานชีวันไม่คิดว่าเธอจะได้พบกับผู้ชายที่โรแมนติกขนาดนี้

             “สวยมากเลย”

             “ถ้าขึ้นมานอนอีก ต้นคงเหงาน่าดู”

             “ไม่เหงาสิ ปุ้ยก็อยู่ในใจต้นเสมอแหละ จริงไหม”

             “จริงครับ” ทั้งสองหันมาสบตากันและพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้

             “พรุ่งนี้รถออกสิบโมง ตอนเช้าต้นไปส่งได้ไหม”

             “ทำไมล่ะ” ต้นกล้าไม่เข้าใจ ทำไมเธอต้องให้ไปส่งตอนเช้าด้วยต้องใช้คำว่าไปรับรึเปล่า

             “ก็คืนนี้ปุ้ยอยากนอนที่นี่ อยากอยู่กับต้นให้นานที่สุด” ปานชีวันขยับเข้าไปใกล้แล้วซบหน้าไปที่แผงอกของต้นกล้า ทั้งสองมองท้องฟ้าที่ประดับด้วยดาวพร่างพรายแล้วหลับไปในอ้อมกอดของกันและกัน

 

                                                                 ตอนที่ 5 คำสัญญา

             เสียงนกร้องปลุกให้ปานชีวันตื่น เธอขยี้ตาแล้วมองไปรอบๆ ก็จำได้ว่าเมื่อคืนไม่ได้กลับไปนอนที่รีสอร์ท คนข้างๆ ยังหลับอยู่เขาดูไร้เดียงสาเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ถ้าหยุดให้เวลาอยู่แค่ตรงนี้ได้ก็คงดี

             “ต้น เช้าแล้ว” ต้นกล้าลืมตาแล้วมองปานชีวัน ในที่สุดการจากลาก็มาถึงจนได้ถ้าขอร้องให้เธออยู่ด้วยกันตลอดไปมันจะมากเกินไปไหมมันเป็นคำถามที่มีคำตอบอยู่แล้วเขาจึงเก็บเอาไว้ในใจ

             “เดี๋ยวต้นไปดูก่อนนะ ไม่แน่ใจว่ามีแปรงสีฟันอันใหม่รึเปล่า”

             “ไม่เป็นไรหรอกแค่บ้วนปากกับล้างหน้าก็พอ ยังไงปุ้ยก็ต้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องอยู่แล้ว”

             ไม่กี่อึดใจปานชีวันก็ทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยและพร้อมออกเดินทาง เธอนั่งซ้อนท้ายเขาเหมือนเดิมและพอเข้าถนนสายรองที่ไม่ค่อยมีรถราและผู้คนเธอก็กอดเอวแล้วซบไปที่หลังของเขา ถ้าทิ้งภาระหน้าที่ได้โดยไม่ต้องสนใจสิ่งใดเธอจะทำตอนนี้เลย

             ต้นกล้าจับมือเล็กๆ ไว้ครู่นึง มีคำพูดมากมายอยากจะบอกอยากจะอ้อนวอนแต่ก็จุกแน่นอยู่ในอก ยิ่งใกล้ถึงรีสอร์ทมากเท่าไหร่ความโศกเศร้าก็ยิ่งถาโถมมากขึ้นเท่านั้น

             “รถจะมารับสิบโมงใช่ไหม” เขาถามเมื่อมาถึงจุดหมายในที่สุด

             “ใช่”

             “งั้นต้นรอตรงนี้นะ อยากส่งปุ้ยขึ้นรถ”

             “ไปรอในห้องก็ได้” ปานชีวันจับมือต้นกล้าแล้วพากันเดินไปตามทาง ที่พักต่างจากวันแรกลิบลับวันก่อนนั้นมันยังดูสดใสอยู่เลยแต่ตอนนี้มองไปทางไหนก็มีแต่ความหม่นหมอง เหมือนกับว่าสายตาของเธอมองอะไรก็กลายเป็นสีเทาไปหมดประหนึ่งโปสการ์ดที่อยู่ในร้านของเขา ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าโลกสีเทาโลกแห่งความเศร้าที่แท้จริงมันเป็นยังไง

             การเลิกรากับเจตน์โศกเศร้าก็จริงแต่มันคือการจากลาแบบขาดสะบั้นไม่อยากมองหน้ากันอีกแต่ครั้งนี้เธอกับเขาต้องจากกันทั้งที่ยังรักและคิดถึงกันสุดหัวใจ ความร้าวรานที่ทิ่มแทงอยู่ในอกจึงสาหัสเหลือเกิน

             “เปิดทีวีดูก็ได้นะ” เธอยื่นรีโมทให้เขาแล้วหอบเสื้อผ้าเข้าไปในห้องน้ำ

             ต้นกล้าไม่เปิดทีวีเพราะเขาไม่รู้สึกอยากดู เขามองไปที่หน้าต่างก็เห็นนาข้าวกับภูเขาสีเขียวขจีตัดกับท้องฟ้าอันสดใสเขาจึงหยิบสมุดกับปากกาสีออกมาบันทึกความสวยงามของช่วงเวลานี้เอาไว้ ทุกอย่างรอบตัวเงียบงัน สายลมพัดเบาๆ มันสงบแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเศร้าท้องฟ้าของเขาจึงมีสีเทาปนอยู่

             “เสร็จแล้วเหรอ”

             “อืม ไม่เปิดทีวีล่ะ ทำไมนั่งเงียบๆ”

             “วาดรูปอยู่ เก็บดีๆ นะ เอาไว้ดูเวลาปุ้ยคิดถึงที่นี่” ต้นกล้าฉีกกระดาษออกมาสองแผ่น แผ่นแรกเป็นรูปหมู่บ้านสันติชลที่ไปเที่ยวกันเมื่อวานส่วนแผ่นที่สองก็คือรูปเมื่อกี้ มันคือสองรูปที่เขาวาดและใส่หัวใจลงไปในนั้นด้วย

             “ขอบใจนะ ปุ้ยคงจะคิดถึงที่นี่แค่นิดหน่อยแต่ต้องคิดถึงต้นมากแน่ๆ”

             “ต้นก็เหมือนกัน ไม่ร้องนะ” ต้นกล้าซับน้ำตาให้ปานชีวัน เขาเองก็ไม่ได้เข้มแข็งไปกว่าเธอแต่ก็ไม่อยากทำให้บรรยากาศแย่ไปมากกว่านี้

             ปานชีวันสอดรูปทั้งสองไว้ในสมุดแล้วจึงไปเก็บข้าวของ เมื่อนาฬิกาบอกว่าอีกครึ่งชั่วโมงจะถึงเวลานัดเธอกับเขาก็ออกไปรอที่ส่วนต้อนรับของรีสอร์ท

             “พี่ต้น มาทำอะไรแถวนี้เนี่ย” พนักงานต้อนรับทักทายต้นกล้า

             “มาส่งแฟนขึ้นรถ”

             “แฟน!?!!” เด็กสาวงงหนักมาก พี่ต้นมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่วันๆ ก็เอาแต่วาดรูปคลุกกับสีกับกระดาษแต่พอเขาแนะนำว่าแฟนเป็นใคร เธอก็งงหนักกว่าเดิมก็ลูกค้าคนนี้มาพักแค่ไม่กี่วันแถมบอกว่าเพิ่งเลิกกับแฟนหรือทั้งสองคนจะรู้จักกันมาก่อนแต่ก็ไม่น่าใช่เพราะดูจากออร่าความเมืองกรุงความคุณหนูของเธอแล้วไม่น่าจะเป็นเพื่อนกันมาก่อน

             “ขอบคุณนะคะ ฉันชอบที่นี่มากเลยค่ะจะกลับมาอีกแน่นอน” ปานชีวันส่งกุญแจห้องคืนให้พนักงาน

             “คุณปานชีวันนะครับ” รถที่นัดไว้มาถึงก่อนห้านาที คนขับเห็นว่ามีลูกค้าแค่เพียงคนเดียวที่นั่งรออยู่จึงเข้าไปถามด้วยตัวเอง

             “ใช่ค่ะ”

             “เดี๋ยวแวะรับลูกค้าอีกสองคนครับ แล้วก็ตียาวจนถึงสนามบินเลย” คนขับแจกแจงแล้วนำกระเป๋าเดินทางใบย่อมของเธอไปใส่ไว้ท้ายรถตู้

             “ผมไปรอในรถนะครับ” คนขับรถมั่นใจว่าผู้โดยสารของเขาต้องอยากบอกลาคนรักก่อนแน่ๆ

             “กลับก่อนนะแล้วจะรีบมาหา” ปานชีวันจับมือทั้งสองข้างของต้นกล้าเอาไว้ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลรินออกมา

             “ไม่ต้องร้อง เดี๋ยวจะปวดหัว นั่งรถตั้งนานแถมโค้งอีกเป็นพันๆ”

             “รอปุ้ยนะ อย่ามีใคร สัญญาได้ไหม” เธอสวมกอดเขาแล้วขอร้อง มันเป็นคำอ้อนวอนที่ออกมาจากหัวใจถ้าครั้งนี้เธอโดนทรยศอีกคงจะรับไม่ไหว

             “ต้นจะรอ” เขากระซิบข้างหูเธอแล้วรั้งตัวเล็กๆ ให้ออกจากอ้อมกอด

             “ต้นรักปุ้ยคนเดียว สัญญาว่าจะไม่มีใคร” ต้นกล้าบอกแล้วสบตาเธออย่างมั่นคง เขาเกี่ยวก้อยเพื่อยืนยันว่าคำที่พูดสัตย์จริงทุกประการ

 

ติดตามให้จบในอีบุ๊คนะคะ

 

เจ้าเหมียวเกี่ยวรัก
อัณณากานต์
www.mebmarket.com
~~~ บังเอิญพบแต่ตั้งใจรัก ~~~ ❀❀❀❀❀❀❀❀❀ เรื่องย่อ ❀❀❀❀❀❀❀❀❀ปานชีวันหอบหัวใจบอบช้ำไปเที่ยวปาย เธอได้พบกับเจ้าของร้านโปสการ์ดหน้าหล่อนัยน์ตาเศร้า พร้อมๆ กับเจ้าเหมียวตัวส้มและนั่นคือจุดเริ่มต้นของความรัก❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀ เนื้อหาบางส่วน ❀❀❀❀❀❀❀❀❀ “โปสการ์ดขนาดเล็ก ๑๐ บาท ขนาดใหญ่ ๑๕ บาท ซื้อน้ำกับขนมมากินได้ ร้านตรงข้ามขายน้ำปั่น ร้านข้างๆ มีกาแฟสดกับขนมหวาน” ปานชีวันสะดุดตากับป้ายหน้าร้านนั้นเป็นอย่างมากเพราะเขียนด้วยเลขไทย เธอคิดว่าเจ้าของติดไว้เพื่อประชดแต่มองเข้าไปด้านในก็มีคนนั่งอยู่หลายโต๊ะแถมยังมีขนมกับแก้วน้ำแบบที่ว่าเป๊ะ บางคนซื้อขนมจีบซาลาเปาเข้ามานั่งกินด้วยซ้ำ มันคือร้านเล็กๆ ที่ขายโปสการ์ดสีหม่นไม่ว่าภูเขา แม่น้ำ ท้องฟ้าล้วนมีสีเทาเป็นสีหลักถึงมันจะเศร้าหมองแต่ปานชีวันกลับละสายตาไปจากภาพวาดเหล่านั้นไม่ได้ “เข้ามาดูก่อนได้นะครับ ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร” เสียงของชายหนุ่มปลุกปานชีวันให้หลุดจากภวังค์แล้วหญิงสาวก็เข้าไปอยู่ในโลกแห่งความฝันทันที เขาต้องไม่ใช่มนุษย์ปกติแน่ๆ เพราะออร่าเจิดจ้ามาก ขนาดเสื้อที่ใส่เลอะสีประปรายแต่กลับดูเท่ขาดใจ❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀หมายเหตุ: นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นสิบตอน ดำเนินเรื่องรวดเร็ว
        แสดง 1 - 1
วันที่โพสต์ :  26 พ.ค. 2561 11:54    วันที่อัพเดท :   26 พ.ค. 2561 11:54    › จำนวนผู้เข้าชม 148 คน
   › คะแนนโหวต 109 คะแนน   
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้


    แสดงความคิดเห็น


   ชื่อ :
   ความเห็น :