นิยายอัพเดต       นิยายมาใหม่       Top View       Top Vote      
› นิยายเรื่อง กะเพราไม่เอาตับ [ ทำมือพร้อมส่ง ]    by Annakan
ชื่อตอน ตอนที่ 1 จัดฉาก


                                                           ตอนที่ 1 จัดฉาก

ห้าชั่วโมงก่อน

             “มึงก็ยอมๆ มันไปเหอะทำเป็นไม่เคยไปได้” เสียงแรกพูดแล้วเบ้ปาก

             “แต่กูไม่เคยทำที่โรงเรียน เอาเป็นปล่อยคลิปในห้องนอนไม่ได้เหรอวะ” เสียงที่สองต่อรอง

             “คลิปห้องนอนมันจะตื่นเต้นอะไรมันแปลว่ามึงสมยอมต้องในห้องน้ำในที่สาธารณะ เพื่อวงนะไอ้กายมีมึงคนเดียวที่จะกำจัดไอ้เหี้ยนั่นได้”

             “กูว่ามันแรงไปเปล่า มึงก็รู้ว่าครูใหญ่เกลียดพวกนี้ยังกับขี้ ถ้าเป็นเรื่องมันโดนไล่ออกจากโรงเรียนแน่ไม่ใช่แค่ออกจากวง” เสียงที่สองบอก

             “แต่มึงรับปากพี่เขาแล้วไม่ใช่เหรอแล้วไหนว่าเบื่อมัน มึงจะมาลังเลอะไรเอาตอนนี้ ปอดแหกจริงๆ เลย มึงเนี่ย มึงจะกลัวอะไรมันก็แค่ลูกพนักงานต๊อกต๋อยส่วนมึงพ่อเป็นทหาร” เสียงที่สองบอก

             “กูไม่ได้กลัวมัน” เสียงที่สองบอกด้วยความโมโห

             “ถ้าไม่กลัวก็ไปจัดการให้เรียบร้อย” แล้วทั้งสองคนก็เดินไปคนละทาง

 

ปัจจุบัน

             เวลาห้าโมงกว่าที่โรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่งแทบจะร้างผู้คนเพราะวันนี้มีเรียนแค่ครึ่งวันแต่ก็มีนักเรียนบางคนที่ยังโอ้เอ้ไม่กลับบ้าน เขานั่งอ่านตำราด้วยความตั้งใจในมือมีปากกาเน้นข้อความและขีดบนกระดาษเป็นระยะเมื่อเจอประโยคสำคัญ

             “การบ้านยากฉิบ อ่านจนตาลายไปหมดแล้ว” กายบ่นแล้วปิดหนังสือเรียนด้วยความหงุดหงิด

             “งั้นพอก่อนไหม” บูมถาม

             “ไปล้างหน้าดีกว่า ไปด้วยกันหน่อยสิบูม”

             “พระอาทิตย์ยังไม่ทันตกยังจะกลัวผี” บูมแซวแต่ก็ลุกตามไปอยู่ดี

             “เสียดายนะวันนี้ไม่ได้ซ้อมดนตรี” กายชวนคุยระหว่างเดินไปห้องน้ำ ในใจเด็กหนุ่มตื่นเต้นและกังวลมากกับสิ่งที่ต้องทำในไม่อีกกี่นาทีข้างหน้า

             “ซ้อมแบบไม่ครบวงก็เหมือนไม่ได้ซ้อม เหลือเวลาอีกหลายเดือนไม่มีอะไรต้องห่วงหรอกต่อให้แพ้หรือชนะมันก็ไม่สำคัญแค่เราสนุกกับมันก็พอ” บูมบอกด้วยเสียงสดใส เขาอยู่แค่ชั้นมัธยมสองแต่ได้ขึ้นเป็นนักร้องนำแล้ว

             “ที่ไม่มีสมาธิอ่านหนังสือเพราะกังวลเรื่องนี้ใช่ไหม” บูมถาม

             “อืม เครียดๆ อ่ะ” กายตอบแล้วเปิดก๊อก น้ำเย็นๆ ไหลออกมาเขาจึงเอามือไปรองแล้ววักขึ้นมาล้างหน้า

             “โคตรเครียดเลย หาอะไรทำแก้เครียดดีกว่า” กายหันไปพิงกระจก เขาดึงบูมเข้ามาใกล้แล้วจูบปากแถมยังสอดลิ้นเข้าไปข้างในด้วย

             “เฮ้ย! กาย ใจเย็น”

             “เย็นไหวเหรอ ตุงขนาดนี้” กายตะปบแท่งเนื้อของบูมที่ตอนนี้ขยายตัวพร้อมรบ

             “ซี๊ดดด อย่าดูดเดี๋ยวเป็นรอย” กายร้องห้าม ปกติบูมจะมีอารมณ์ง่ายแบบนี้แหละแค่ไซ้แค่จูบก็พร้อมฟาดฟัน

             “เริ่มก่อนต้องทำนะ ไม่อยากคิดเลยถ้าพ่อกายมาเห็นจะทำหน้ายังไง”” เด็กหนุ่มลูบคลำก้อนตุงๆ ของอีกฝ่ายแล้วยิ้มมุมปาก

              “พูดมาก อมซะปากจะได้ไม่ว่าง” กายดันหัวบูมให้ชิดกับเป้ากางเกงแต่ในใจคิดแค่ว่าทำไมไอ้พวกนั้นไม่มาสักที ถ้าโผล่มาตอนกำลังโดนอมแผนที่วางไว้ก็จบกัน

             “เฮ้ย ! ทำไรกันอ่ะ” เด็กนักเรียนสองคนไม่รู้โผล่มาจากไหน บูมกับกายตกใจมากทั้งสองคนรีบผละออกจากกันทันที

             “เปล่า ไม่ได้ทำไร” บูมได้สติก่อนจึงเป็นคนตอบ

             “มันจะทำไม่ดีกับเรา” กายวิ่งไปแอบหลังเด็กนักเรียนที่มาใหม่

             “ตลกแล้วกาย” บูมพูดแล้วส่ายหัว จะเล่นมุกก็ไม่นัดกันก่อนเลย

             “เรากำลังล้างหน้าแล้วมันก็ลากไป” กายบอกด้วยสีหน้าขยะแขยงเมื่อเห็นสิ่งที่กายทำบูมก็รู้ว่ามันไม่ใช่มุกแล้วมันน่าจะเป็นการจัดฉากมากกว่า มันไม่น่าจะเหมาะเจาะคิวเป๊ะขนาดนี้

             “ไปบอกครูใหญ่กัน” หนึ่งในเด็กนักเรียนเสนอ

             “เออ ไปเลย คิดว่าเป็นนักร้องคิดว่าป๊อปแล้วจะลากใครไปทำอะไรก็ได้เหรอ” อีกคนสนับสนุน

             “กาย อธิบายดิวะ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด” บูมยังหวังว่าคนที่คบหามาเป็นปีจะเปลี่ยนใจแต่กายก็ยังทำท่าหวาดกลัวตกอกตกใจอยู่นั่น แม่งโคตรไม่เนียนเลยอยากอัดคลิปให้ดูเหลือเกินว่าตอนอยู่กันสองคนเขากับกายทำมากกว่าเมื่อกี้อีก

             “ไปเหอะพี่ ผมพาไปเอง” รุ่นน้องดึงแขนกายแล้วทั้งสามคนก็เดินออกไปทิ้งให้บูมยืนงงอยู่คนเดียว

 

ห้องปกครอง

             “เกิดอะไรขึ้นบูม” มารดาถามลูกชาย

             “มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดครับ”

             “มันไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิด เขาลวนลามผมในห้องน้ำ” กายตอบ

             “จริงเหรอบูม” มารดาถามลูกชายอีกครั้ง

             “ผมทำจริงแต่ผมไม่ได้ลวนลาม เขาเต็มใจ ผมกับเขาคบกันมาได้ปีกว่าแล้ว” ทั้งห้องเงียบงันอยู่เกือบนาที มารดาของบูมยกมือปิดปากด้วยความตกใจ เธอทราบว่าลูกชายไม่เคยมีแฟนเป็นผู้หญิงเพราะอยู่โรงเรียนชายล้วนมาตลอดแต่ก็ไม่เคยมีท่าทีว่ารักชอบเพศเดียวกัน

             “เป็นไปไม่ได้ ลูกผมไม่มีทางเต็มใจแน่นอน ไอ้เด็กนี่สามหาวนักกล้าโกหกต่อหน้าผู้ใหญ่ต่อหน้าครูได้ยังไง” บิดาของกายทุบโต๊ะดังปัง หนุ่มใหญ่เป็นทหารและไม่เคยรู้ว่าลูกชายเป็นพวกรักร่วมเพศ

             “บุริณยศเธอก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่โรงเรียนรับไม่ได้” ครูใหญ่พูดกับบูมและมารดาของเขา เธอมีปมเกลียดพวกรักร่วมเพศเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจะว่าเป็นบาปเป็นกรรมก็ได้ที่เกลียดอะไรแต่กลับต้องมาพบมาเจอทุกวัน

             “เพิ่งเป็นความผิดครั้งแรก คุณครูทำทัณฑ์บนหรือพักการเรียนได้ไหมคะ ดิฉันขอร้อง” มารดาของบูมอ้อนวอน

             “ผมไม่ยอมเด็ดขาด ถ้าไอ้เด็กนี่ยังอยู่ร่วมกับลูกผม ผมจะประจานโรงเรียน ประจานการบริหารและจะงดการสนับสนุนเงินทุกกิจกรรม”

             “กาย จะทำแบบนี้จริงๆ เหรอ” บูมหันไปถาม เขาไม่เข้าใจเลยว่ากายทำแบบนี้เพื่ออะไร

             “เราอยู่ของเราเฉยๆ ใครๆ ก็รู้ว่าเราชอบผู้หญิงมีแฟนเป็นผู้หญิง บูมเองก็รู้ทำไมทำกับเราแบบนี้”

             “ลูกผมคบหากับลูกสาวท่านนายพล ไม่มีวันจะมารักมาชอบการกระทำอัปรีย์แบบนี้แน่ๆ เลือกเอานะครูใหญ่ถ้าอยากให้โรงเรียนฉาวโฉ่ก็เก็บไอ้เด็กคนนี้ไว้”

             “คุณแม่คะ สิ่งที่บุริณยศทำผิดกฎร้ายแรงของโรงเรียน คุณครูคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากไล่ออก”

             “ท่านคะ ได้โปรดเมตตาลูกดิฉันด้วย ดิฉันสัญญาว่าจะไม่ให้บูมไปวุ่นวายกับลูกท่านอีก” มารดาของบูมไปนั่งคุกเข่ากอดขาบิดาของกายไว้

             “พาลูกผิดเพศของเธอไปเรียนที่อื่นเถอะ” หนุ่มใหญ่ในเครื่องแบบทหาร สะบัดแขนเล็กๆ ออกจากขาแล้วลุกขึ้นยืน กายไปยืนแอบอยู่หลังบิดาแล้วเอาแต่ก้มมองพื้น เขาไม่กล้าสบตาใครเลยเพราะละอายกับสิ่งที่ทำแต่มันก็สายเกินจะถอยกลับแล้ว

             “แม่ครับกลับบ้านกันเถอะ ผมไปเรียนที่อื่นก็ได้” บูมประคองมารดาให้ลุกขึ้น เขาไหว้ครูใหญ่และนายทหารแล้วก็เดินออกไป

             บุริณยศหรือบูมคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง หนุ่มน้อยรู้ตัวว่ารักเพศเดียวกันมาหลายปีแล้ว กายหรือการินคือแฟนคนแรก บูมรักกายมากและไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ แต่ก็ในฐานะเพื่อนเพราะกายมีบิดาเป็นทหารและเกลียดพวกรักร่วมเพศเป็นที่สุด กายมีสาวน้อยหน้าแฉล้มคลอเคลียไม่ห่างแต่บูมก็เข้าใจว่าเขาทำเพื่อปิดบังตัวตนที่แท้จริง

             คบกันได้ไม่กี่เดือนกายก็ชวนบูมมาร่วมวงดนตรีแล้วหนุ่มน้อยหน้าใสก็กลายเป็นนักร้องนำของวงที่ฮอทและดังที่สุดในโรงเรียน แรกๆ คนก็ครหาว่าเข้ามาเพราะมีเส้นเป็นเพื่อนของกายแต่พอได้ฟังการร้องสดๆ คำต่อว่าก็กลายเป็นเสียงชื่นชมและกายกับบูมก็กลายเป็นรุ่นน้องสุดป๊อปในทันที

             บูมคิดว่าชีวิตช่างเพอร์เฟคได้คบกับคนที่รัก ได้เป็นนักร้องแถมยังเป็นที่ชื่นชอบของคนทั้งโรงเรียน บูมมีความสุขกับชีวิตวัยรุ่นมากแต่ไม่คิดเลยว่าความสุขที่ดื่มด่ำจะอายุแสนสั้น

             ระหว่างนั่งรถกลับบ้านเขาก็ยังถามตัวเองด้วยคำถามเดิมว่ากายทำแบบนี้เพื่ออะไร

 

                                                                  ตอนที่ 2 เล่นว่าว

บ้านบูม                                               

          สองแม่ลูกนั่งกันเงียบๆ อยู่ที่โซฟาในห้องรับแขก ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใดออกมาเพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันสับสนและไม่รู้จะเริ่มหาต้นสายปลายเหตุจากตรงไหนก่อน บุษบาไม่คิดว่าลูกชายเพียงคนเดียวจะเป็นพวกรักร่วมเพศแต่มันไม่ใช่ปัญหาเลย เธอแค่ประหลาดใจและน้อยใจที่ลูกปิดบังเอาไว้และถ้าสิ่งที่เด็กคนนั้นว่าเป็นความจริงเธอก็จะเสียใจเป็นอย่างยิ่ง

             ผมขอโทษครับแม่ บูมเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ เรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้วคงไม่อาจจะปล่อยผ่านหรือเก็บเป็นความลับได้อีก

             ขอโทษเรื่องไหนลูก

             เรื่องแฟน เรื่องที่ผมชอบไม่เหมือนคนปกติ

             ความรักเป็นเรื่องปกติบูม ลูกไม่ต้องขอโทษเรื่องนั้นแต่แม่สงสัยว่าเรื่องที่เกิดวันนี้มันไม่จริงใช่ไหมบูมไม่ได้บังคับเขาใช่ไหมลูก

             เปล่าครับ ที่ผ่านมาผมกับเขาก็ทำมันบ่อยๆ แต่ผมป้องกันนะครับแม่ไม่ต้องกังวล

             แล้ววันนี้ทำไมเขาพูดแบบนั้น

             ผมก็ไม่รู้ครับ ผมก็ถามตัวเองมาตลอดทางเลย

             ทะเลาะหรือผิดใจอะไรกันไหมลูก

             ไม่ครับ ไม่เลย ไม่เคยทะเลาะกันสักครั้ง

             กับคนอื่นในวงล่ะ บุษบาซักถามต่อไป เธอเชื่อว่าลูกชายไม่มีทางทำตัวร้ายกาจแน่ๆ เธอเลี้ยงมาเองกับมือ ตั้งแต่เล็กจนโตลูกชายของเธอเป็นคนอ่อนโยนและไม่เคยโกหกสักครั้งแต่ก็มีครั้งนี้แหละที่ลูกมีความลับ

             ก็ไม่ครับ เราเข้ากันดี ผมไม่ได้ตั้งใจจะโกหกแม่นะครับ ผมแค่ไม่รู้จะบอกแม่ยังไงผมกลัวแม่รับไม่ได้ บูมเห็นสายตาที่มารดามองตนเองก็เสียใจมากขึ้นเสียใจกว่าเรื่องที่ต้องเข้าห้องปกครองอีก เขาอยู่กับแม่สองคนมาตลอดแม่สอนแต่สิ่งดีๆ และย้ำเสมอว่าอย่าโกหกและให้อ่อนโยนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

             แม่บอกบ่อยๆ ว่าบูมอยากทำอะไรอยากเป็นอะไรก็ได้แต่ขอให้สิ่งนั้นไม่เดือดร้อนใครและบูมเป็นคนดีแค่นั้นแม่ก็ภูมิใจที่สุดแล้ว ถ้าบูมจะมีคนรักแม่ก็ขอให้เขารักลูกของแม่จริงๆ ก็พอ ส่วนจะเป็นเพศไหน สูง ต่ำ ดำ ขาว รวย จน แม่ไม่สนใจเลยสักนิด รูปกายภายนอกก็แค่สิ่งลวงตาหัวใจต่างหากที่สำคัญ

             ขอบคุณครับแม่ บูมซุกตัวเข้าไปหามารดาแล้วร้องไห้ เด็กหนุ่มไม่เคยทำแบบนี้มานานแล้ว บูมก็เหมือนวัยรุ่นทั่วๆ ไป พอโตก็ทำตัวห่างเหินกับบ้านกับครอบครัว เขาคิดแต่ว่าตัวเองไม่ปกติและมารดาจะรับไม่ได้แต่เขาคิดผิด

             กินมื้อเย็นกันดีกว่า แม่ทำเกี๊ยวกุ้งของโปรดบูมไว้หม้อเบ้อเริ่มเลย บุษบาเช็ดหน้าเช็ดตาให้ลูกแล้วยิ้มกว้าง ทั้งที่ในใจของเธอทุกข์แสนสาหัส จากนี้ลูกจะมีชีวิตต่อไปยังไงการโดนไล่ออกมันจะเป็นตราบาปติดตัวไปจนวันตาย ทำไมนายทหารคนนั้นไม่เห็นใจลูกเธอบ้างหรืออย่างน้อยๆ เขาก็น่าจะเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่สักนิด

             ผมไม่รู้จะไปเรียนที่ไหน บูมพูดขณะที่มารดานำชามเกี๊ยวร้อนๆ มาส่งให้

             บูมจะเรียนต่อเลยเหรอลูก นี่มันกลางเทอมนะถ้าเข้าไปตอนนี้คงมีแต่คำพูดไม่ดีให้ได้ยินแน่ๆ

             ผมไม่สนใจหรอก ผมไม่อยากเรียนจบช้าผมอยากมีงานทำอยากดูแลแม่เร็วๆ

             ถ้าลูกมั่นใจแม่ก็พอจะให้เพื่อนช่วยได้แต่มันเป็นโรงเรียนรวมนะไม่ใช่ชายล้วน

             ดีครับ ผมจะได้เจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ บ้าง

 

บ้านกาย

          มึงแน่ใจนะว่าพูดความจริงเกริกนายทหารใหญ่คาดคั้นลูกชาย

             จริงครับคุณพ่อ กายตอบด้วยเสียงกระซิบ

             พูดดังๆ ให้สมกับเป็นลูกผู้ชาย มองตากูด้วย

             จริงครับคุณพ่อ กายตอบอีกครั้งด้วยเสียงดังกว่าเดิม เขาต้องบังคับตัวเองไม่ให้ปากสั่นตัวสั่นในขณะที่สบตาบิดา

             อย่าให้กูรู้นะว่ามึงผิดเพศรักชอบผู้ชาย กูไม่เอามึงไว้แน่

             ไม่ครับคุณพ่อ

             ขึ้นห้องไปแล้วอย่ามีเรื่องให้ต้องตามแก้อีก ไม่งั้นวงดนตรีห่วยๆ ของมึงจะโดนยุบ

             การินเดินช้าๆ ไปตามพื้นหินอ่อนที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ปกติมันก็เป็นระยะทางที่ไกลพอสมควรอยู่แล้วเพราะบ้านของเขาใหญ่โตราวกับวังและวันนี้เด็กชายรู้สึกว่าเดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงบันไดสักที การต้องเก็บอาการเก็บความลับจากบิดาเจ้าระเบียบและรังเกียจพวกรักร่วมเพศทำให้การินโกหกได้อย่างแนบเนียน ก็ขนาดชอบผู้ชายมาตั้งแต่จำความได้บิดายังไม่เคยระแคะระคายสักนิดแต่ครั้งนี้ที่ต้องยอมสร้างเรื่องเพราะมันคุ้มที่จะแลก

             เขาทิ้งตัวลงบนเตียงด้วยความโล่งใจในที่สุดก็มาถึงพื้นที่ปลอดภัยสักที พ่อของเขาถึงจะจู้จี้เจ้าระเบียบแต่ท่านไม่เคยล่วงล้ำความเป็นส่วนตัว ห้องนอนและข้าวของทุกอย่างไม่เคยโดนรื้อค้นจริงๆ มันก็ไม่มีอะไรเป็นหลักฐานให้จับผิดหรอกเพราะการินไม่โง่พอที่จะมีของต่างๆ ไว้ทำลายตัวเองสิ่งเดียวที่บิดาจะรู้ได้ว่าลูกชายเป็นพวกรักร่วมเพศก็คือมือถือซึ่งท่านไม่เคยสนใจมันอยู่แล้ว ชีวิตของท่านจมอยู่กับกองเอกสารไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกโซเชี่ยลเพราะท่านเห็นว่ามันเป็นสังคมจอมปลอมและแสนจะไร้สาระซึ่งมันดีกับการินมาก

เริ่มสายสนทนา

การิน: ถึงบ้านแล้ว

ปลายสาย: เป็นไงมันโดนเขี่ยออกยัง

การิน: เรียบร้อย

ปลายสาย: เก่งมากน้องกายของพี่

การิน: แล้วเมื่อไหร่จะได้รางวัล

ปลายสาย: พาพี่ไปเปิดตัวในวงก่อนสิ

การิน: ตกลงกันตอนแรกว่าบูมโดนไล่ออกไม่ใช่เหรอ พี่ขี้โกงนะ

ปลายสาย: มันเป็นออฟชั่นเสริมไงไม่งอนนะครับ ถึงอยากให้รางวัลตอนนี้จะให้ยังไงล่ะไม่ได้อยู่ด้วยกันสักหน่อย

การิน: อยู่ไกลกันก็เสร็จได้ ตอนนี้กายล้วงมือเข้าไปในกางเกงแล้ว ตรงหัวมีน้ำเหนียวๆ ซึมออกมานิดนึง

ปลายสาย: ถ้าพี่อยู่ตรงนั้น พี่จะรูดแล้วก็อมมันจนมิดโคนเลย ของกายขาวอมชมพูทั้งแท่งโคตรน่าเลีย

การิน: แล้วพี่จะทำอะไรอีก บอกกายที

ปลายสาย: พี่จะเลียหู เลียคอ เลียหัวนมกายแล้วก็ดูดมันเข้าปาก พี่จะเม้มหน้าท้องขาวๆ ของกายเบาๆ แล้วอมลูกกลมๆ

การิน: ซี๊ดดด เอาอีกพี่

ปลายสาย: แล้วพี่ก็จะดูดให้กาย พี่จะวอร์มด้วยการแทงนิ้วกลางเข้าไป พี่จะดูดสลับกับแทงนิ้วจนกายร้องไม่เป็นภาษา กายจะดิ้นพล่านจนผ้าปูที่นอนยับยู่ยี่แต่พี่ก็จะไม่หยุดพี่จะล็อกตัวกายให้แน่นกว่าเดิม แทงนิ้วให้เร็วกว่าเดิมตวัดลิ้นให้เร็วกว่าเดิม ให้เสียงลิ้นที่รัวบนแท่งแข็งๆ ดังกว่าเสียงครางของกาย

การิน: อ๊า !!!

ปลายสาย: ขอดูหน่อย น้ำเยอะไหม

การิน: (ส่งรูป)

ปลายสาย: ถ้าพี่อยู่ตรงนั้นจะเลียให้หมดไม่ให้เหลือสักหยด

การิน: อยากโดนของจริง คิดถึงพี่มาก

ปลายสาย: อีกไม่กี่วันเอง อดทนนะครับน้องกาย

การิน: กายรักพี่นะ

ปลายสาย: พี่ก็รักกาย ไปล้างตัวเถอะ

การิน: งั้นกู๊ดไนท์นะครับ

ปลายสาย: กู๊ดไนท์ครับ

 

                                                                   ตอนที่ 3 เชื่อมั่น

             บูมนอนว่างๆ อยู่หลายวันเพราะแม่ต้องเดินเรื่องหลายขั้นตอนแล้วก็ต้องไปขอเอกสารจากโรงเรียนเก่า บูมก็ไปด้วยและเขาประหลาดใจมากที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ส่วนหนึ่งไม่ใช่นักเรียนของที่นี่แล้วทั้งที่เพิ่งโดนไล่ออกไม่กี่วัน

             ที่ผ่านมาแม่รักและใส่ใจเขามาตลอดแม่ไม่เคยทำท่าว่าไม่ต้องการหรือรำคาญสักครั้งต่อให้เขาจะดื้อรั้นจนน่าจับหัวโขกกำแพงก็ตาม พอมาเข้าเรียนด้วยความอ่อนโยนและนอบน้อมเขาก็เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนและคุณครู ชีวิตของบูมจึงไม่เคยรู้จักคำว่าผิดหวังเขาไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของการโดนหมางเมินโดนเกลียดชังว่ามันเป็นยังไงแต่ตอนนี้บูมรู้แล้ว

             วันที่กลับไปโรงเรียนเก่า นักเรียนทุกคนมองเขาด้วยสายตาสงสัย สมเพช เย้ยหยัน ขยะแขยงก็มีเช่นกัน เขาไม่รู้ว่าเรื่องมันกระจายไปในทิศทางไหนแต่คงไม่มีเรื่องดีๆ แน่นอน และเมื่อนึกถึงว่าต้องเจอสายตาแบบนี้ที่โรงเรียนใหม่ก็ท้อใจ

             “ช่างแม่งเหอะ” บูมสบถออกมาแล้วกลับไปรูดมือถือต่อ เขากดไปดูแชทเก่าๆ ของกายแล้วก็ต้องถามตัวเองด้วยคำถามเดิมว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขากับกาย ทำไมทุกอย่างมันถึงเลวร้ายแบบนี้ทั้งที่ข้อความมันออกจะหวานรื่นหูแถมตอนอยู่ด้วยกันหวานยิ่งกว่าข้อความเสียอีกแล้วอยู่ๆ กายก็เลือกจะทำลายชีวิตเขาโดยไม่มีเหตุผลใดๆ

             วันจันทร์หน้าบูมต้องไปเข้าโรงเรียนใหม่ แว่บนึงเขาคิดว่าจะรอให้จบปีการศึกษาแล้วค่อยไปเริ่มเรียนชั้นเดิมแต่คิดไปคิดมามันก็จะช้าไปเป็นปีๆ แล้วเขาจะนอนอยู่บ้านเฉยๆ เพื่ออะไร เขาก็แค่ต้องทนคำนินทาให้ได้เท่านั้นเองถ้าเทียบกับสิ่งที่แม่ทำให้มาทั้งชีวิตเรื่องแค่นี้มันเล็กน้อยมาก

             บูมกับแม่มีกันแค่สองคนส่วนพ่อทิ้งไปตั้งแต่แม่ตั้งท้อง บูมจึงรักและผูกพันกับแม่ถึงแม้จะไม่ได้ร่ำรวยแต่แม่ก็มอบแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้บูมเสมอ แม่ยอมตรากตรำทำงานหนักส่งลูกชายเข้าโรงเรียนเอกชนที่ได้ชื่อว่าเป็นเลิศลำดับต้นๆ ของประเทศแม้ค่าเทอมจะแพงจนเลือดตาแทบกระเด็นก็ตาม

             “ตายห่า! ลืมสินทเลย” เมื่อนึกถึงโรงเรียนก็นึกขึ้นได้ว่าต้องไปเอาเสื้อที่ร้านปักชื่อตั้งแต่เช้าแล้ว

 

ตลาดแถวบ้านบูม

          “สวัสดีครับป้าเอิบ” เด็กชายยกมือไหว้หญิงสูงวัยด้วยความเคารพ

             “รอเดี๋ยวนะบูม ป้าจะไปหยิบเสื้อให้”

             “ขอบคุณครับป้า”

             “ไม่ต้องจ่ายๆ แม่เขาจ่ายไว้แล้ว กินอะไรรึยังบูมนี่ก็บ่ายกว่าแล้ว” เอิบถามเด็กชายเพราะสนิทสนมคุ้นเคยเห็นหน้ากันมาแต่เล็กแต่น้อย สมัยก่อนเวลาแม่บูมอยากไปซื้อของเร็วๆ ก็จะฝากบูมไว้กับเอิบ

             “ยังเลยครับ นึกได้ว่าต้องมาเอาตั้งแต่เช้าก็เลยพุ่งมาร้านป้าก่อน”

             “กินกับป้าไหมล่ะ วันนี้ป้าทำแกงเทโพ”

             “กินครับป้า” บูมจึงวางถุงเสื้อแล้วนั่งรอ

             “กินเยอะๆ หน่อยจะได้ตัวโต” เอิบตักแกงราดลงไปบนข้าวให้เด็กชายด้วยความเอ็นดู เธอเองก็มีลูกแต่ตอนนี้แยกย้ายไปทำงานมีครอบครัวของตัวเองกันหมดแล้ว

             “ขอบคุณครับป้า” บูมตักอาหารเข้าปากแล้วมองหญิงสูงวัยที่แทบจะเป็นญาติด้วยความรู้สึกมากมาย บนศีรษะของป้าเอิบมีผมสีดอกเลาแซมอยู่ประปราย ใบหน้าก็มีริ้วรอยเหี่ยวย่น มือที่ปักชื่อซ่อมผ้าให้เขามานมนานหลายปีก็เหี่ยวกร้านไม่แพ้กัน กว่าจะมีชีวิตมาถึงวันนี้ป้าผ่านอะไรมาบ้างมีเรื่องไหนที่ร้ายแรงทำให้อยากจะมุดแผ่นดินหนีหน้าคนทั้งโลกแบบเขาบ้างไหม

             “เชื่อมั่นในความดีนะบูม ไม่ว่าเราจะถูกทำร้ายแค่ไหนก็ขอให้มั่นคงในความดีเพราะความดีชนะทุกอย่าง มันอาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตที่จะพิสูจน์บางสิ่งแต่ป้าก็ขอให้บูมอดทน”

             “ถ้าคนอื่นพูดไม่ดีกับเราทั้งที่เราไม่ได้เป็นแบบนั้นเราก็ต้องอดทนเหรอครับ”

             “คนในตลาดพูดกันแทบทุกวันว่าป้าโดนลูกหลานทิ้ง ป้าก็ไม่สนใจเพราะป้ารู้ว่าความจริงมันคืออะไร”

             “แล้วทำไมเขาพูดแบบนั้นล่ะครับ ลูกๆ ป้าก็มาหาอยู่เรื่อยๆ นี่ครับ”

             “ก็ปากคนไงบูม จะเสกสรรปั้นแต่งอะไรก็ได้แล้วเราจะไปเต้นตามลมปากคนอื่นทำไม เราก็อยู่ของเราไป”

             “ขอบคุณนะครับป้าเอิบ”

             “ป้าไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแต่ป้าเชื่อว่าบูมเป็นเด็กดี ไปโรงเรียนใหม่บูมต้องอดทนมากๆ นะลูก”

             “ครับป้า ผมก็คิดแบบนั้นแหละ ผมย้ายไปกลางเทอมต้องโดนนินทาแน่นอน” ระหว่างทานอาหารบูมได้ข้อคิดอีกหลายอย่างจากป้าเอิบ รวมถึงกำลังใจและความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าเขาเป็นเด็กดี เมื่อออกจากร้านบูมคิดว่าเขาพร้อมแล้วกับการเผชิญหน้าโรงเรียนใหม่และเพื่อนใหม่

 

ตอนที่ 4 กะเพราไม่เอาตับ

                หลังจากอยู่บ้านเฉยๆ มาร่วมสิบวันเช้านี้ก็ถึงเวลาที่บูมต้องไปเริ่มเรียนที่โรงเรียนใหม่ เด็กชายลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวด้วยความกระตือรือร้นแต่ก็อดจะหวั่นกลัวไม่ได้กับสิ่งที่จะต้องเจอในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

                “นั่งสิบุริณยศ” ครูใหญ่บอกกับลูกศิษย์ บูมจึงนั่งลงแล้วก้มหน้ามองพื้นการต้องเข้าห้องครูใหญ่ตั้งแต่วันแรกมันไม่ใช่สัญญาณที่ดีนัก

                “ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นครูแค่อยากทักทายเฉยๆ โรงเรียนเราก็มีวงดนตรีนะ ถ้าเธอสนใจก็ไปร่วมกับเพื่อนๆ ได้” คุณครูกล่าวกับนักเรียนที่ทำหน้าหงอยตั้งแต่หัววัน

                “ผมไม่อยากเล่นแล้วครับ ขอบคุณครับ”

                “จะปล่อยให้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ มาทำลายความฝันทั้งหมดเหรอ” ครูใหญ่ทราบเรื่องทั้งหมดจากมารดาของนักเรียนแล้วและเธอก็รู้ว่าคุณครูโรงเรียนนั้นเกลียดเรื่องรักร่วมเพศแบบสุดๆ เธอมองไม่เห็นเหตุผลเลยว่าทำไมต้องลงโทษร้ายแรงถึงขั้นนี้ มันการทำลายอนาคตของนักเรียนชัดๆ

                “นี่เป็นแผนผังของตึกเรียนทั้งหมด โรงอาหารอยู่ด้านในสุดควรจะไปหาอะไรรองท้องสักหน่อยนะ”

                “ขอบคุณครับ” บูมรับกระดาษแล้วเดินออกมา เขามองซ้ายมองขวาก็แปลกตากับสภาพแวดล้อมใหม่เป็นอย่างมากเพราะมีนักเรียนหญิงปะปนอยู่กับนักเรียนชายก็ที่เก่ามองไปทางไหนก็เจอแต่คนหัวเกรียนๆ เหมือนกันหมดแถมเขายังตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่นด้วยเพราะเดินออกมาจากห้องครูใหญ่

                “เด็กใหม่เหรอแก , ทำไมมากลางเทอมล่ะ , สงสัยเกเรแน่ๆ , อย่างหล่ออ่ะ” สาวๆ ที่อยู่บริเวณนั้นตื่นเต้นมากที่เห็นเด็กนักเรียนหน้าใหม่โผล่มากลางเทอมแถมยังหล่อมากๆ ซะด้วย บูมพยายามไม่สนใจคำซุบซิบที่ดังอยู่รอบตัวแล้วเพ่งสมาธิไปที่กระดาษแผนผัง พอกังวลมากๆ ท้องไส้ก็ร้องโครกครากหิวขึ้นมากะทันหัน

                ที่โรงอาหารมีนักเรียนพอประมาณ โต๊ะแรกๆ มีนักเรียนนั่งอยู่สามคนและเขามั่นใจว่าคนโต๊ะนี้ต้องเป็นดาวเด่นของโรงเรียนแน่ๆ เขาเดินผ่านโต๊ะนั้นด้วยตัวแข็งทื่อเพราะทุกคนที่โต๊ะเงียบกริบทั้งที่ก่อนหน้ายังคุยกันจ้อกแจ้กอยู่เลย

                “นั่นมันนักร้องนำวงธันเดอร์นี่หว่า” จอมพลหรือจอมบอกเพื่อนๆ ในกลุ่ม เขาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าและเป็นมือกีตาร์ของวง

                “ไม่ใช่มั้ง เด็กนั่นจะมาทำอะไรที่โรงเรียนเรา” จรินทร์พรหรือจูลี่หนึ่งในเพื่อนร่วมวงขัดขึ้นมา เธอเล่นอิเลคโทน

                “งั้นที่เขาลือกันก็จริงดิวะ” ธนานพหรือนพมือกลองประจำวงเอ่ยขึ้นแล้วเพื่อนๆ ในกลุ่มก็หันมามองที่เขาเป็นตาเดียวกัน

                “ข่าวลือไรวะ” จูลี่กับจอมถาม

                “ก็เขาว่าโดนไล่ออกเพราะขืนใจเพื่อน”

                “ฮ่าๆๆๆ ตลกแล้วนพ นั่นมันโรงเรียนชายล้วนนะโว้ย” จอมพลขำก๊ากกับสิ่งที่ได้ยิน

                “เอ้า ผู้ชายขืนใจกันมันก็มีนะโว้ย” ธนานพเถียงกลับ

                “แล้วขืนใจใคร” จรินทร์พรถาม

                “ก็คนในวงอ่ะที่ชื่อกาย”

                “ฮ่าๆๆๆ จัดฉากชัวร์ สงสัยพ่อหน้าอ่อนนั่นไปขัดขาใครในวงแน่ๆ” คราวนี้จรินทร์พรเป็นฝ่ายขำบ้าง

                “ยังไงอ่ะจูลี่” นพกับจอมถาม

                “สองคนนั้นอ่ะมีซัมติงกันแน่ๆ สายตามันฟ้อง”

                “เฮ้ย บ้าเหรอ” สองหนุ่มอุทานแต่ก็พยายามเบาเสียงไว้

                “กายพ่อเขาเป็นทหารเลยนะแถมยังควงกับลูกนายพลด้วย เจอบ่อยจะตายแถมไปเรียนพิเศษด้วยกันอีกต่างหากไปรับไปส่งกันมุ้งมิ้งเว่อร์” ธนานพบอก

                “ลูกตาลอ่ะนะ นางเป็นเลสจ้าแฟนนางก็ซูกัสไงเพื่อนในกลุ่มแหละ” จูลี่บอกแล้วยักไหล่ พอดีว่าคนข้างบ้านเรียนโรงเรียนนั้นแถมอยู่ห้องเดียวกับลูกตาลด้วยเลยเอามาเม้าท์ให้ฟัง

                “เฮ้ย” อีกครั้งที่สองหนุ่มต้องทึ่งกับข้อมูลวงในที่ไม่เคยรู้มาก่อน

                “ตลกดีนะกายกับลูกตาลอ่ะ เห็นช่วยกันเลือกเครื่องสำอางบ่อยๆ ไม่ใช่ว่าผู้ชายน่ารักหรอก ฮีก็ใช้จ้า” จูลี่บอกแล้วขำก๊ากอีกคน

                “งี้ก็แปลว่ากายกับลูกตาลคบกันเพื่อบังหน้าแค่นั้นเหรอ” จอมพลถาม

                “ก็คงใช่แหละพ่อกายก็นายทหาร บ้านลูกตาลก็ผู้ดีเก่า ดีนะว่าฉันเกิดเป็นลูกแม่ค้าเลยไม่มีปัญหาเวลาคบกับใคร” จูลี่บอกแล้วทำท่าครุ่นคิด

                “ไปไหนอ่ะพี่” ธนานพถามจอมพล

                “ซื้อข้าว” เขาหันมาตอบเพื่อนแล้วเดินไปต่อท้ายเด็กใหม่

                “พิเศษไหมหนู” แม่ครัวถามนักเรียน

                “ครับป้า” บูมตอบแล้วหันไปสนใจมือถืออีกครั้ง จอมพลเพิ่งเคยเห็นตัวจริงของบุริณยศชัดๆ เด็กหนุ่มหน้าใสมากแถมยังตัวหอมสุดๆ ผมเผ้าก็สะอาดเรียบร้อยดี

                “ได้แล้วหนู”

                “ห๊ะ! กะเพราใส่ตับ” บูมตาค้างอ้าปากหวอเมื่อเห็นอาหารที่อยู่ในจาน เขาสั่งกะเพราไก่ราดข้าวพร้อมไข่ดาวหนึ่งฟอง ไข่แดงสุกๆ ดิบๆ ตามที่บอกเป๊ะแถมกลิ่นยังหอมสุดๆ แต่มันมีตับและเครื่องในได้ยังไง!

กะเพราบ้านไหนใส่เครื่องในเกิดมาเพิ่งเคยพบเคยเห็น!!!

                “เอ้า! เด็กใหม่เหรอลูก ป้าเห็นว่ากลางเทอมแล้วเลยไม่ได้เอาป้ายมาติดมันเกะกะ”

                “ป้ายอะไรครับป้า”

                “กะเพราร้านป้าใส่ตับใส่เครื่องในจ้ะ ร้านเดียวในโรงเรียนเลย เด็กๆ ที่ชอบเครื่องในชอบผัดกะเพรามากินร้านป้าประจำเขาว่ามันแปลกแล้วก็อร่อยดี”

                “ระ เหรอครับแต่ผมแพ้เครื่องในโดยเฉพาะตับ” บูมตอบด้วยความงงงวย แค่เห็นตับชิ้นโตๆ ก็พาลให้คันคะเยอไปทั้งตัว

                “ผมเอาเองครับป้าแล้วผัดให้น้องเขาใหม่ ล้างกระทะด้วยนะป้า” จอมพลไปยืนข้างๆ บุริณยศแล้วรับจานข้าวมาถือไว้

                “เอ่อ ขอบคุณครับ” บุริณยศเงยหน้าไปบอกนักเรียนที่อาสาเอาข้าวจานนั้นไปกินแทน เขาตัวสูงมากแถมมีลักยิ้มด้วย

                “กะเพราไม่เอาตับนะป้า” จอมพลย้ำเมื่อแม่ครัวเอากระทะไปล้าง

                “แหม่ จอมนี่ใจดีกับทุกคนเลยนะ” แม่ครัวหันมาคุยกับลูกค้าขาประจำ

                “ขอบคุณครับ” บุริณยศพึมพำขอบคุณอีกครั้งเพราะไม่รู้จะพูดอะไรดี

                “แพ้เครื่องในเหรอ” จอมพลชวนคุย

                “อืม แพ้มาตั้งแต่เด็กแล้ว”

                “นายชื่อบูมใช่ไหม นักร้องวงธันเดอร์”

                “อืม ใช่”

                “เจ๋ง สนใจมาเป็นนักร้องวงเราป่ะ ปีนี้แพรจะเรียนจบพอดี”

                “ไม่อ่ะ ขอบใจนะ”

                “ทำไมอ่ะ นายร้องเพลงโคตรดี”

                “เราไม่อยากร้องเพลงแล้ว”

                “ป้าขากะเพราหมูจานนึงค่า” เสียงหวานแสนสดใสดังขึ้นหลังจากที่ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอยู่พักใหญ่ บูมไม่กล้าสบตารุ่นพี่เลยเพราะเขาจ้องจนเขินไปหมด

                “แหม่ หนูแพรไม่ต้องสั่งป้าก็จำได้ เอ้าได้แล้วลูกกะเพราไม่เอาตับ ทีนี้ป้าจำได้แล้ว”

                “ขอตัวนะครับแล้วก็ขอบคุณอีกครั้ง” บูมรับจานข้าวแล้วเดินไปหาโต๊ะนั่ง

                “ใครอ่ะ เด็กใหม่เหรอ” แพรวาถามเพื่อนร่วงวง

                “อืม บูมวงธันเดอร์ไง”

                “อ้อ ถึงว่าหน้าคุ้นๆ ได้ข้าวแล้วมายืนอยู่ทำไมอ่ะ”

                “ยืนคุยกับบูมไง” จอมตอบแต่สายตากลับมองไปที่บูม เขาแยกไปนั่งคนเดียวแถมไกลแบบสุดกู่

                “ชวนเขามาเป็นนักร้องสิจอม”

                “ชวนแล้วเขาไม่มา เขาบอกไม่อยากร้องเพลงแล้ว”

                “สงสัยมีเรื่องฝังใจจากวงเก่าแหงๆ” แพรวาบอก

                “ก็น่าจะใช่แหละ ดูเขาเศร้าๆ เนอะ แพรว่าไหม”

                “อืม มาใหม่กลางเทอมก็คงเครียดแหละแถมยังมาอยู่โรงเรียนสหด้วยคงต้องปรับตัวขนานใหญ่ จอมก็ไปคุยกับน้องเขาบ่อยๆ สิจะได้จีบมาเข้าวง ตื๊อทุกวันเดี๋ยวก็ใจอ่อนเองแหละ”

                “ถ้าเขาไม่อยากร้องแล้วจริงๆ ตื๊อไปก็เท่านั้น”

                “ไม่หรอกเขาคิดว่าคนในวงจะร้ายเหมือนวงเก่าต่างหาก”

                “รู้ได้ไงอ่ะ”

                “ไปนั่งที่โต๊ะมาสองนาทีจูลี่ถ่ายโอนข้อมูลให้ครบแล้ว”

                “ฮ่าๆๆ ยอมเลย จูลี่นี่ข่าวไวมาก”

 

ตอนที่ 5 มีอาการ

                บูมเข้าเรียนวิชาแรกด้วยความหวาดหวั่นแต่ทุกอย่างกลับไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แน่แหละว่าเขาตกเป็นเป้าสายตาของเพื่อนใหม่แต่เพื่อนๆ ในห้องก็ไม่ได้ไร้มารยาทและใจร้ายทุกคนดูเป็นมิตรมากๆ

                “นี่บุริณยศนะจ๊ะ เขาจะมาเป็นเพื่อนร่วมห้องของเรา ครูขอให้ช่วยดูแลเขาด้วยเขาเพิ่งมาใหม่คงยังไม่คุ้นตึกคุ้นผู้คน” คุณครูประจำชั้นบอกนักเรียนในชั่วโมงโฮมรูม

                “บุริณยศต้องออกจากโรงเรียนเก่ากลางคันเพราะความเข้าใจผิด ครูขอสั่งไม่ให้ไปถามเซ้าซี้ลองคิดกลับกันถ้าเป็นตัวเองอยากจะให้ใครมาถามในสิ่งที่ไม่อยากพูดไหม สิ่งที่พวกเธอต้องทำก็คือเป็นเพื่อนที่ดีเท่านั้น”

                “ขอบคุณครับคุณครู” บุริณยศยกมือไหว้แล้วกลับไปนั่งประจำที่

“โรงเรียนสหคุณครูผู้หญิงใจดีและอ่อนโยนแบบนี้ทุกคนไหมนะ” บูมถามตัวเอง

“หวัดดีเราชื่อจุ๊บ เป็นหัวหน้าห้องยินดีที่ได้รู้จักนะ” จุไรรัตน์หรือจุ๊บแนะนำตัว

“เราชื่อบูม ขอบใจนะ”

“ขอบใจเรื่องไรอ่ะ”

“ก็เรื่องที่ไม่ถามว่าทำไมเราถึงมาเข้าเรียนกลางเทอม ดูทุกคนใจดีมาก”

“มันเป็นเรื่องส่วนตัวอ่ะ พวกเราไม่สนใจหรอกแค่เรื่องเรียนก็ปวดหัวจะตายแล้ว”

“มาเถอะไปเรียนคาบแรกกัน” จุ๊บลุกขึ้นแล้วสะพายเป้ บูมจึงทำตาม

ช่วงเช้าหมดไปอย่างรวดเร็วจนบูมเองก็คาดไม่ถึง จุ๊บคอยช่วยเหลือแทบทุกอย่างเธอใจดีและเอื้อเฟื้อมาก เพื่อนๆ ผู้ชายก็ดูจะเป็นมิตรไม่ต่างกัน

“ไว้เจอกันคาบบ่ายนะบูม จุ๊บจะไปกินข้าวกับพี่สาว”

“โอเคๆ” บูมโบกมือลาเพื่อน

“บูมไปกินข้าวด้วยกันไหม” ปรีชาหรือป๊อปเอ่ยชวน

“ไปดิ ขอบใจนะ”

“นี่ไอ้มนัสเรียกสั้นๆ ว่านัส ส่วนนี่กล้ากับเก่ง”

“ฝาแฝดป่ะเนี่ย” บูมถามกล้ากับเก่ง

“ช่ายกล้าพี่เก่งน้องเกิดห่างกันสองนาที” ธีรเดชผู้พี่แนะนำตัวเองและน้องชาย

“เจ๋ง เราเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้องเลย”

“บางทีก็เบื่อ พี่น้องเยอะก็วุ่นวายบ้านเรามีกันตั้งห้าคน”

“แล้วพวกนายเป็นคนที่เท่าไหร่”

“มีพี่สาวคนโตแล้วก็เราสองคนแล้วก็น้องชาย คนสุดท้องน้องสาว”

“แล้วป๊อปล่ะมีพี่น้องไหม”

“ไอ้ป๊อบลูกคนเล็ก มีพี่ชายพี่สาว”

“เราเป็นลูกโทนคนเดียวเลย”

“โรงเรียนชายล้วนเป็นไงอ่ะ” กล้าถาม

“คุณครูบอกไม่ให้ยุ่งเรื่องเขาไงไอ้กล้า” เก่งถองคู่แฝดเบาๆ

“อะไรเล่า ก็ถามเรื่องโรงเรียนเฉยๆ”

“ฮ่าๆๆ ถามได้มันก็ต่างกันแค่มองไปทางไหนก็เจอแต่ผู้ชายอ่ะแล้วเราว่าคุณครูที่นั่นดุกว่าที่นี่อีก อาจเป็นเพราะต้องคุมนักเรียนชายล้วนมั้งเลยต้องโหดกว่า”

“คงห่อเหี่ยวพิลึกเนอะมองไปทางไหนก็เจอแต่ผู้ชาย” ป๊อปบอก

“ฮ่าๆๆๆๆ ก็ประมาณนั้น” คราวนี้บูมหัวเราะหนักกว่าเดิมเพื่อกลบเกลื่อนก็เขาไม่ได้ชอบผู้หญิง ต่อให้มีหรือไม่มีก็ไม่ต่างกันอยู่แล้ว

“เป็นไงมั่งบูม” จอมพลถลามาทักทายรุ่นน้อง เขาลงทุนมาดักรอที่โรงอาหารเลยแหละ

“เอ่อ ดีครับเพื่อนๆ ใจดีทั้งห้องเลย”

“ดีมากๆ ที่คอยดูแลเพื่อนใหม่” รุ่นพี่หันไปคุยกับน้องๆ ทั้งสามคน

“ขอบคุณครับพี่จอม” เก่ง กล้า ป๊อป มองรุ่นพี่ด้วยสายตาชื่นชม จอมพลคือรุ่นพี่ในอุดมคติเขาหน้าตาดี ตัวสูง เรียนเก่ง กีฬาเริ่ด ดนตรีเยี่ยมแถมใจดีและสุภาพมากๆ

“สรุปว่าไม่เปลี่ยนใจแน่เหรอ” จอมพลเดินไปคุยไป

“ไม่เปลี่ยนครับ”

“คนในวงใจดีน่า ไม่ต้องกลัว” จอมพลยังคงเซ้าซี้ต่อไป

“ผมรู้ครับ”

“ช่วยพี่หน่อยน้องๆ” รุ่นพี่หันไปหาตัวช่วย

“ไปลองดูก่อนดิบูมถ้าไม่ชอบจริงๆ ก็ไม่ต้องทำ” ป๊อปบอก

“ใช่ๆ ยังไม่ได้ลองเลยจะรู้ได้ไงว่าชอบหรือไม่ชอบ” จอมพลรีบสนับสนุน

“ผมตั้งใจว่าจะไม่ร้องเพลงแล้ว”

“แต่นั้นมันความตั้งใจที่โรงเรียนเก่ามาเรียนที่ใหม่เราก็ตั้งใจใหม่ได้นี่นา”

“โอเคครับผมขอไปดูพวกพี่ซ้อมก่อนแล้วกัน” บูมยอมแพ้ไม่ใช่ว่าเพราะรำคาญแต่ไม่เคยมีใครที่เห็นคุณค่าในตัวเขาแบบนี้มาก่อน และที่สำคัญถ้ารุ่นพี่ที่ป๊อปสุดๆ ในโรงเรียนตามคำบอกเล่าของจุ๊บลงทุนมาอ้อนวอนขนาดนี้ถ้าเขาใจร้ายคนอื่นจะมองว่าเขาเล่นตัวจนพลอยโดนหมั่นไส้เอาก็ได้

“เยส! จอมพลชกลมด้วยความดีใจ

“เจอกันที่ห้องซ้อมนะบูม” รุ่นพี่ตัวโตบอกแล้ววิ่งไปแจ้งข่าวดีกับเพื่อนๆ ในวง

 

ห้องซ้อมดนตรี

            “หวัดดีครับ” บูมทักทายแบบหวาดๆ เพราะดูแล้วทุกคนเป็นรุ่นพี่หมด

                “เข้ามาเลยบูม กำลังจะเริ่มพอดี” จอมพลกวักมือเรียกรุ่นน้อง เด็กชายมองไปรอบๆ ห้องด้วยความคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ยังไม่ถึงเดือนเลยด้วยซ้ำที่ไม่ได้จับไมค์แต่มันกลับรู้สึกว่านานแสนนานและบูมคนเก่าได้ตายไปจากโลกนี้แล้ว

                “หวัดดี พี่ชื่อแพรวาเรียกแพรเฉยๆ ก็ได้เป็นนักร้องนำ ส่วนจูลี่เล่นอิเลคโทน นพมือกลองแล้วก็จอมมือกีตาร์”

                “สวัสดีครับพี่แพร”

                “ไม่ต้องเกร็งทำตัวตามสบายเลยบูม พี่ขอไปเตรียมตัวก่อนนะ”

                บูมนั่งดูพวกพี่ๆ เตรียมวงแล้วก็เริ่มคันไม้คันมือ ทุกคนเล่นเข้าขากันดีมากโดยเฉพาะพี่จอมกับพี่แพรที่ดูจะเข้ากันได้ดีแบบสุดๆ สองคนนั้นยิ้มให้กันเหมือนว่าทั้งโลกอยู่กันแค่สองคนและน่าแปลกนักที่มันทำให้เขาหงุดหงิดหน่อยๆ แบบไม่ทราบสาเหตุ

                “มาสิบูม” แพรวาโบกมือเรียกรุ่นน้องให้ขึ้นมาจอยกันแล้วบูมก็ขึ้นไปเขาแค่อยากให้สองคนนั้นอยู่ห่างกันก็เท่านั้นเอง

                “ว้าววว!” คนในวงอึ้งกับน้ำเสียงของบูมแบบสุดๆ ไม่คิดว่าตัวเล็กๆ เสียงจะทรงพลังหนักแน่นผิดกับขนาดตัวลิบลับ

                “บูม พี่ขอร้อง พลีสสส มาร่วมวงกับพวกเราเถอะ วงเก่าบูมเจออะไรมาพี่ไม่รู้แต่วงนี้เราอยู่กันแบบพี่น้อง พี่ไม่อยากให้บูมทิ้งพรสวรรค์ไปเฉยๆ” แพรวาอ้อนวอน

                “นพกับจูลี่คิดเหมือนกันไหม”

                “มาเหอะ รับรองว่าสนุกแน่นอน” ธนานพบอก

                “มีคนเป็นล้านอยากได้เสียงแบบนายแต่เขาไม่มีวันได้นะบูม” จูลี่สนับสนุนอีกแรง

                “โอเคครับ ผมขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย” ในที่สุดบูมก็ไม่สามารถต้านทานคำขอร้องได้และที่สำคัญเขาก็เพิ่งรู้ตัวว่าคิดถึงบรรยากาศในห้องซ้อมเป็นที่สุด ดนตรีกับเขาเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมาเนิ่นนานพอห่างหายไปก็คิดถึงเหลือเกิน

                “ขอบใจมากนะบูม” จอมพลลากรุ่นน้องไปกอดแล้วตบหลัง บูมรู้สึกแปลกๆ ความจริงต้องเรียกว่าสยิวจะเหมาะกว่าตอนที่มือของรุ่นพี่ลูบไปลูบมาบนหลังทั้งที่มันเป็นสัมผัสแบบหนักแน่นแต่เขากลับรู้สึกไปอีกอย่างและเขาอยากจะโขกหัวตัวเองนักที่ในใจมันร่ำร้องให้รุ่นพี่ทำมากกว่าลูบหลัง

จอมก็รู้สึกแปลกๆ ไม่ต่างกัน มันยิ่งตอกย้ำให้มั่นใจว่าเขาคงเป็นแบบนั้นแน่ๆ ทั้งสองคนพยายามเก็บอาการแต่โชคร้ายที่ดันไม่พ้นสายตาของจูลี่

เด็กสาวเห็นการสะดุ้งแปลกๆ ของรุ่นพี่ ส่วนนักร้องคนใหม่ก็ยืนเกร็งจนขาแข็งไปหมดแถมหน้าแดงอีกต่างหาก ไม่อยากคิดเลยถ้าสองคนนี้ปิ๊งกันพี่แพรจะทำหน้ายังไงแต่จูลี่คิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้หรอกเพราะดูพี่จอมก็มีใจให้พี่แพรอยู่เหมือนกัน           

ตอนที่ 6 ใครๆ ก็สงสัย

                เดือนกว่าแล้วที่บูมมาเข้าเรียนที่ใหม่ เด็กชายมีความสุขกับสภาพแวดล้อมและเพื่อนร่วมชั้นเป็นอย่างมาก ไม่น่าเชื่อว่าคำสั่งจากปากคุณครูจะเป็นวาจาประกาศิต เพื่อนในห้องไม่เคยถามถึงเรื่องที่เขาโดนไล่ออกสักคำส่วนนักเรียนอื่นๆ ก็มีซุบซิบนินทาบ้างตามประสาแต่มันก็ไม่ได้รบกวนจิตใจสักนิดเพราะไม่ได้เรียนไม่ได้อยู่ด้วยกันทั้งวันแค่เพื่อนในห้องเป็นมิตรและเข้าใจมันก็เกินพอแล้ว

                ป๊อป เก่ง กล้ากลายเป็นเพื่อนสนิทอย่างรวดเร็ว สี่หนุ่มจะนั่งอยู่หลังจิ๊บและหาเรื่องแกล้งหัวหน้าห้องเสมอแต่ก็เป็นเพียงหยอกเล่นเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้รุนแรงหรือหยาบโลน บูมได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้หญิงและตอนนี้เขารู้สึกผูกพันกับจิ๊บและพี่แพรเป็นพิเศษ จิ๊บคือเพื่อนรักส่วนพี่แพรคือพี่สาวแสนใจดีคอยบอกคอยแนะนำเรื่องต่างๆ เสมอ

                “เจอกันพรุ่งนี้นะ บายๆๆๆ” เพื่อนๆ ทั้งสี่คนโบกมือลาบูมเพราะเขาต้องไปซ้อมดนตรีกับรุ่นพี่ เด็กชายเดินมุ่งหน้าไปตามทางเดินที่คุ้นเคยแล้วก็ฉุกคิดได้ว่าเขารู้จักทุกซอกทุกมุมของโรงเรียนนี้แล้วทั้งที่เพิ่งมาอยู่ไม่นาน

                “คนอื่นยังไม่มาเหรอพี่จอม” เมื่อเดินมาถึงห้องซ้อมก็พบเพียงจอมพลที่นั่งปรับสายกีตาร์อยู่

                “แพรคงมาช้าหน่อยมีประชุมกับเพื่อนในห้อง นพกับจูลี่คงกำลังมาแหละ”

                “วันนี้มีการบ้านรึเปล่า” จอมพลถามรุ่นน้อง ยิ่งอยู่ด้วยกันเขาก็ยิ่งมั่นใจในความรู้สึกตัวเองความจริงมั่นใจตั้งแต่ตอนเจอหน้ากันวันแรกนั่นแหละแต่เขาไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะคิดเหมือนกันรึเปล่า

                “ไม่มีครับ” บูมตอบแล้วไปนั่งข้างๆ รุ่นพี่

 พี่จอมกับพี่แพรป๊อปปูล่ามากๆ พี่จอมเป็นที่หมายปองของสาวๆ พี่แพรก็มีหนุ่มๆ มาแจกขนมจีบให้ตลอดพี่แพรป๊อปขนาดที่ว่ามีนักเรียนชายจากโรงเรียนอื่นมาดักรอแทบทุกวันแต่พี่สาวสุดสวยแสนใจดีก็ไม่เห็นตกลงคบกับใคร บูมคิดว่าที่มันเป็นแบบนั้นเพราะว่าพี่แพรกับพี่จอมมีใจให้กันแน่ๆ คนที่นี่ดูออกทั้งนั้นว่าทั้งสองคนชอบพอกันเพียงแค่ไม่ได้เอ่ยออกมาเท่านั้นเอง

                “มาได้จังหวะพอดีว่าจะไปซื้อน้ำ แพรเอาน้ำแดงเหมือนเดิมไหม” จอมพลถามแพรวาที่เพิ่งเดินเข้ามาสมทบ

                “จ้ะ ขอบใจนะ”

                “ผมไปช่วยถือไหม” บูมถาม

                “ไม่ต้องหรอกอยู่เป็นเพื่อนแพรเถอะ”

                “วันนี้เราซ้อมเพลงที่จะร้องวันงานโรงเรียนก็พอเนอะ” แพรวาคุยกับรุ่นน้อง

                “ก็ดีครับ ผมว่าผมยังร้องหลงๆ อยู่เลย”

                “ไม่หรอกบูมแค่ตื่นเต้น ไม่เคยร้องเพลงต่อหน้าสาวๆ สิท่า” แพรวาแหย่รุ่นน้อง

                “ไม่ใช่แบบน้านนน” บูมรีบปฏิเสธ ใครจะกล้าบอกว่าความตื่นเต้นมาจากมือกีตาร์ต่างหาก

                “มาอยู่ไม่นานจะป๊อปกว่าจอมแล้วนะเรา เสน่ห์แรงจริงๆ” สิ่งที่แพรวาพูดไม่ได้เกินจริงเลย บูมกลายเป็นเด็กมัธยมต้นที่ป๊อปสุดๆ แน่แหละเพราะว่าหน้าตาที่โดดเด่นแต่บูมก็สุภาพและอัธยาศัยดียิ่งพ่วงตำแหน่งนักร้องเข้าไปอีก สาวๆ ที่ไหนจะไม่ชอบบ้าง

                “ผมเทียบพี่จอมไม่ได้หรอกครับอย่าเอาไปเปรียบเลย พี่เขาเก่งทุกอย่างผมก็แค่ร้องเพลงได้งูๆ ปลาๆ กีฬาวิชาการนี่ไม่ได้เรื่องเลย”

                “แหม่ๆ ถ่อมตัวเหลือเกิน วันนั้นเห็นชั่วโมงพละก็เตะบอลได้นี่นา”

                “ส่วนวิชาการได้จิ๊บคอยช่วยก็ไม่ต้องห่วงหรอกแล้วจอมก็ยังอยู่อีกปี เรื่องเลขเขาช่วยได้แน่” เมื่อพูดจบแพรวาก็มองรุ่นน้องเหมือนจะหาความจริงบางอย่าง

                “มีอะไรเหรอครับพี่แพร” บูมถามรุ่นพี่ที่จ้องหน้าเขาแต่ก็ไม่ยอมพูดอะไร

                “บูมรู้ไหมว่าจอมไม่เคยออกปากอ้อนวอนใครเลย เขาคงเห็นอะไรในตัวบูมถึงชวนบูมมาเข้าวง ปกติจอมไม่สุงสิงกับใครด้วยซ้ำ ชีวิตเขาแค่การเรียนและกิจกรรมต่างๆ ก็หมดวันแล้ว มีก็แค่คนในวงนี่แหละที่จอมสนิทด้วยที่สุด”

                “เหรอครับ ดูพี่เขาเฟรนด์ลี่จะตาย”

                “ก็ใช่แต่เขาไม่เคยขอร้องคนอื่น คนแบบจอมไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ หรอก พี่ยังงงเลยว่าอะไรเข้าสิงถึงไปอ้อนวอนรุ่นน้องแถมยังเป็นคนหน้าใหม่ให้มาเป็นนักร้องนำ พี่คิดว่าเขาจะให้จูลี่มาแทนพี่ซะอีก”

                “โหยยยย กว่าครูจะปล่อยโดนบ่นหูชาเลย” จูลี่เดินเข้ามาพร้อมเสียงบ่นงึมงำ

                “พี่จอมยังไม่มาเหรอ” จูลี่ถาม

                “ไปซื้อน้ำเดี๋ยวก็มา” บูมตอบ

                “นพเข้าห้องน้ำอยู่” จูลี่บอก คนในวงจะได้ไม่ต้องถาม

                จอมกับนพมาถึงไล่ๆ กัน ต่างคนต่างหยิบน้ำไปดื่มแล้วก็เริ่มซ้อมเพลงที่จะร้องตอนขึ้นเวทีในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า แพรวามีคำถามอยากถามรุ่นน้องแต่ก็ต้องเก็บเอาไว้ก่อนเพราะอยากให้มันเป็นเรื่องระหว่างเธอกับเขาเท่านั้น

 

งานวันแม่

            กิจกรรมช่วงเช้าของโรงเรียนก็จะเป็นการนำพวงมาลัยขึ้นไปไหว้คุณครูประจำชั้น โรงเรียนนี้ไม่ได้เชิญคุณแม่ของลูกๆ เพราะมีนักเรียนอีกหลายคนที่ไม่มีแม่หรือแม่ไม่มีเวลามาร่วมงาน โรงเรียนจึงเห็นว่าให้คุณครูทำหน้าที่เป็นแม่ของเด็กๆ ห้องตัวเองน่าจะดีกว่า

                บูมและเพื่อนๆ ล้วนเตรียมพวงมาลัยมาจากบ้าน บ้างก็พวงเล็กบ้างก็พวงใหญ่บ้างก็มาเป็นดอกมะลิทั้งกระถางแต่ทั้งหมดมาจากความตั้งใจเดียวกันคือนำมากราบคุณครูที่เป็นเสมือนมารดาคนที่สอง

                เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการก็ถึงเวลาที่วง “โอเชี่ยน” จะขึ้นแสดง ที่จอมเลือกชื่อนี้เพราะสีฟ้าครามคือสีประจำโรงเรียนส่วนตราที่ปักอกก็เป็นรูปสายน้ำและเด็กหนุ่มเองก็ชอบทะเลเป็นชีวิตจิตใจและใครๆ ก็มักบอกว่าเขาเป็นคนใจเย็นใจกว้างดั่งมหาสมุทร

                “ตื่นเต้นจัง” บูมบ่นกับเพื่อนๆ ในวง ก็นี่จะเป็นการแสดงสดครั้งแรกต่อหน้าคนทั้งโรงเรียน

                “ก็ทำเหมือนตอนซ้อม ไม่ต้องคิดมาก หายใจลึกๆ” จอมพลตบไหล่รุ่นน้องเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ

จูลี่ชำเลืองมองการกระทำสองคนนั้นด้วยความขัดใจ พี่จอมใส่ใจเด็กใหม่ออกหน้าออกตามากแถมทำตัวติดกันตลอด ขนาดวันไหนไม่มีซ้อมก็ยังหาเรื่องไปสอนเลขสอนการบ้านกันจนเย็นย่ำทุกวัน

“เป็นไรจูลี่ ปวดท้องเหรอ” แพรวาถามด้วยความเป็นห่วงเพราะเห็นรุ่นน้องทำหน้าแปลกๆ

“ร้อนเฉยๆ ค่ะ พี่แพร” จูลี่กลับมาปั้นหน้าอ่อนหวานอีกครั้งแล้วเลิกสนใจคู่ข้าวใหม่ปลามัน ถึงจะเก็บอาการขนาดไหนแต่สายตาคมดุจเหยี่ยวของจูลี่ก็ดูออกว่าความสัมพันธ์ของพี่จอมกับบูมมันไม่ใช่แค่รุ่นพี่กับรุ่นน้องและที่เด็ดกว่านั้นก็คือพี่แพรก็ไม่ได้คิดกับพี่จอมแค่เพื่อนร่วมวงเช่นกัน

“จูลี่รอวันระเบิดลงด้วยใจจดจ่อเลยแหละค่ะ” เธอพึมพำกับตัวเอง

“ว่าไรอ่ะยัยหมาจู” ธนานพถามเพื่อนที่บ่นอะไรไม่รู้เรื่องอยู่คนเดียว

“ว่านายทำไมชอบยุ่งเรื่องเพื่อนจัง” จูลี่ตอบแล้วแลบลิ้นให้

การแสดงเริ่มด้วยเพลงค่าน้ำนมจากเสียงหวานรื่นหูของแพรวา จากนั้นก็เป็นเพลงรักซึ้งๆ อีกสองเพลง สองเพลงต่อมาแพรวากับบุริณยศร้องดูโอหลังจากนั้นแพรวาจึงปล่อยให้รุ่นน้องโชว์เดี่ยวสามเพลงรวด เมื่อการแสดงจบลงบูมก็กลายเป็นเด็กมัธยมสองที่ฮอทและป๊อปจนฉุดไม่อยู่

 

ตอนที่ 7 ทรยศตัวเอง

คืนสิ้นปีที่โรงแรมแห่งหนึ่ง

            “ทำไมคนเอาแต่พูดถึงไอ้บูม มันผ่านมาตั้งหลายเดือนแล้วนะ” ร่างสูงผึ่งผายยืนอยู่ตรงหน้าต่างบานสูง เบื้องหน้าคือวิวของเมืองกรุงที่เต็มไปด้วยสีสันของแสงไฟในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ผู้คนส่วนมากล้วนแช่มชื่นสดใสบ้างอยู่กับคนรักบ้างก็อยู่กับครอบครัว

                “ก็ปล่อยให้มันพูดไปสิ ยังไงตอนนี้พี่อาร์มก็เป็นนักร้องนำไม่เห็นต้องสนใจเลย”

                “ปล่อยได้ไง พี่กับไอ้เด็กนั่นคนละชั้นกระดูกคนละเบอร์ ใครๆ ก็เห็น มันก็แค่หน้าตาดีแต่เสียงหลงยังกะควายออกลูก”

                “แล้วจะให้กายทำยังไง ให้ไล่มันออกจากวงกายก็ทำแล้ว ให้เปิดตัวพี่กายก็ทำแล้ว ไหนว่าคืนนี้จะไม่พูดเรื่องวงไง ไหนว่าเราจะฉลองปีใหม่ด้วยกันอย่างมีความสุข” การินเดินมาหยุดด้านหลังแล้วโอบแขนไปรอบลำตัวบึกบึน

                “ยังไงวงเราก็ชนะการแข่งขันอยู่แล้ว พี่อาร์มจะหงุดหงิดกับเสียงเห่าหอนของคนอื่นทำไม”

                “ก็มันอดไม่ได้ไอ้เด็กนั่นไม่เห็นมีอะไรดีก็แค่หน้าหล่อ เรียนก็ห่วย กีฬาก็ไม่ได้เรื่อง”

                “รู้ว่ามันห่วยแล้วจะไปคิดถึงมันทำไมล่ะ” การินลูบไล้แผงอกของอาร์มแล้วจูบหนักๆ ไปทั่วแผ่นหลัง

                “ขอโทษนะครับ พี่จะเลิกพูดแล้ว” อาร์มหันหน้ามาหาคนตัวเล็กพร้อมกับหอมแก้มทั้งสองข้างเพื่อเป็นการไถ่โทษที่ทำให้ค่ำคืนแห่งความสุขต้องกร่อยไปหลายนาที

                “ไม่มีใครดีแล้วก็เก่งเท่าพี่อาร์ม เชื่อกายนะ” การินออเซาะคนรักด้วยการซบหน้าไปที่แผงอกล่ำสัน

                “ใช้ปากอ้อนอย่างอื่นบ้างสิครับน้องกาย” อาร์มกระซิบข้างหูคนตัวเล็กแล้วมันก็ขึ้นสีแดงระเรื่อทันที

                การินคุกเข่าแล้วกระตุกผ้าขนหนูสีขาวออกจากสะโพกคนตัวโต ท่อนเนื้ออันใหญ่น้องๆ แขนเด็กก็ผงาดออกมา เขารูดมันช้าๆ เป็นจังหวะด้วยมือแล้วทักทายเจ้าหัวมนทู่ด้วยลิ้น เพียงแค่เลียเบาๆ เสียงครางต่ำแสนเซ็กซี่ก็ดังระงม ตั้งแต่เปิดศึกมาลูกชายของพี่อาร์มชนะขาดลอย

                อาร์มบีบเจลใสๆ ชโลมไปทั่วแกนกายแล้วการินก็รูดมันด้วยมืออีกครั้ง เมื่อทางรักต้องการเติมเต็มคนตัวเล็กจึงยืนขึ้นแล้วทาบมือไปบนกระจก

                “พี่อาร์ม อืมมม” การินครางลั่นเมื่อเจลอุ่นๆ อาบไล้ไปทั่วปากทางรัก นิ้วกลางเรียวยาวสอดเข้ามาช้าๆ แล้วชักเข้าชักออกเป็นจังหวะอยู่หลายนาทีเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องให้เกมรักที่กำลังจะเริ่มขึ้น

                “พร้อมไหมน้องกาย”

                “พร้อมครับพี่อาร์ม” เมื่อสิ้นคำ แกนเนื้ออันโตก็แทรกผ่านทางรักเข้าไปช้าๆ อาร์มเริ่มด้วยจังหวะเนิบๆ แล้วเปลี่ยนเป็นหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ แต่การินก็สู้ไม่ถอย ไม่ว่าอาร์มจะจับพลิกเปลี่ยนท่าเปลี่ยนมุมกี่ครั้งคนตัวเล็กก็ทำตามแบบไม่อิดออด

การินยอมสลัดแฟนเก่าก็เพราะแกนกายอันเท่าแขนของอาร์มนี่แหละ นอกจากใหญ่แล้วลีลายังดีแถมอึด ถึก ทนราวกับมีพลังม้า ใช่ว่าเซ็กส์กับบูมจะไม่ดีแต่การินชอบเป็นฝ่ายรับในขณะที่บูมเป็นโบ๊ทได้ทั้งรับทั้งรุก หลายๆ ครั้งความต้องการจึงไม่ตรงกันแล้วก็พาให้การินเบื่อหน่ายในที่สุด

 

บ้านบูม

            “ถือดีๆ นะบูมอย่าทำหล่นแล้วก็อย่าทำตัวรุ่มร่ามให้แม่ต้องขายหน้านะ” บุษบายื่นโหลคุกกี้ขนาดมหึมาให้ลูกชายพร้อมกำชับอย่างหนักแน่น คืนนี้บุริณยศจะไปงานเลี้ยงปีใหม่ที่บ้านจอมพล สมาชิกวงโอเชี่ยนและเพื่อนสนิทของจอมพลก็ได้รับเชิญด้วย

                “ผมจะรักษายิ่งกว่าชีวิตเลย ขอบคุณนะครับแม่” บูมรับโหลมากอดไว้แล้วหอมแก้มมารดา ท่านอุตส่าห์ทั้งนั่งทั้งยืนหลังขดหลังแข็งอบคุกกี้อยู่ตั้งครึ่งค่อนวัน ความจริงถ้าไปตัวเปล่าก็คงไม่ได้น่าเกลียดเท่าไหร่นักแต่มีอะไรติดมือไปน่าจะดีกว่าเพราะเป็นการไปพบพ่อแม่ของรุ่นพี่เป็นครั้งแรกก็ควรจะทำตัวให้น่ารักน่าประทับใจสักหน่อย

                “ผมจะกลับพรุ่งนี้สายๆ นะครับ แม่ล็อกบ้านดีๆ นะ” พ่อกับแม่ของจอมพลเห็นว่าบ้านของบุริณยศอยู่ไกลแล้วก็ไม่มีใครมารับมาส่งด้วยจึงเสนอให้นอนค้างด้วยกัน บุษบาก็เห็นด้วยเพราะออกมาตอนเที่ยงคืนดึกดื่นป่านนั้นรถราคงหายากพอสมควร

                “จ้ะ ขอให้สนุกนะลูก” บุษบามาส่งลูกชายหน้าประตูแล้วจึงกลับเข้าบ้านเพื่อเตรียมตัวเพื่อสวดมนต์ข้ามปี เมื่อลูกเดินพ้นไปเธอก็ยังครุ่นคิดถึงบางอย่างไม่เลิกรา เท่าที่ฟังจากปากดูเหมือนรุ่นพี่ที่ชื่อจอมจะเอ็นดูลูกชายของเธอเป็นพิเศษและบูมก็เหมือนจะหวั่นไหวกับรุ่นพี่เช่นกัน แต่บุษบาก็เห็นชัดเจนว่าลูกพยายามสร้างกำแพงกับรุ่นพี่ถ้าเป็นเธอก็คงจะกลัวไม่ต่างกับลูกชายเพราะรักครั้งก่อนมันจบแบบเจ็บปวดเหลือเกิน เธอหวังว่าลูกจะลืมเรื่องร้ายๆ แล้วก้าวเดินต่อไปในสักวัน

บ้านจอมพล

                “สวัสดีครับคุณพ่อ สวัสดีครับคุณแม่ เอ่อ คือ แม่ผม แม่ของผมอบคุกกี้มาฝากครับ” ถ้าบูมเอะใจตั้งแต่แรกก็คงพอจะทราบว่าบ้านของจอมพลมีฐานะร่ำรวยเพราะบ้านของเขาอยู่สุขุมวิทเดินออกมาไม่ไกลก็ถึงสถานีรถไฟฟ้า เด็กชายกำลังอึ้งกับบ้านสไตล์โมเดิร์นที่ตกแต่งด้วยไฟหลากสีอย่างสวยงามแถมยังมีสระน้ำด้วย และที่สำคัญพ่อกับแม่ของจอมพลคือผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วอย่างแท้จริงท่านทั้งสองคนผิวพรรณผุดผ่องและดูใจดีมาก

                “ขอบใจมากนะลูก ไม่น่าลำบากเลยแค่บูมมาแม่ก็ดีใจแล้ว จอมพูดถึงบูมบ่อยมาก บอกว่าบูมร้องเพลงเก่งแล้วก็น่ารัก” จอมขวัญมารดาของจอมพลรับโหลมาชื่นชมและทักทายเพื่อนของลูกชายไปด้วย

                “ไม่ลำบากเลยครับ แม่ผมชอบทำ หวังว่าคงพอจะถูกปากคุณพ่อกับคุณแม่”

                “ต้องถูกปากแน่นอนอยู่แล้วจ้ะ หน้าตาน่าทานขนาดนี้ จอม! บูมมาแล้วลูก”

                “ไง บ้านหายากไหม” จอมพลปรี่มาหาบุริณยศทันที

                “ไม่เลย หาง่ายมาก” บูมคิดว่าถ้าใครมองผ่านบ้านหลังนี้ไปต้องเป็นคนตาบอดแน่ๆ เพราะมันทั้งใหญ่และมีสไตล์ มันเหมือนบ้านที่ขึ้นปกของนิตยสารการตกแต่งภายในที่วางขายตามร้านหนังสือ ทุกมุมสวยงามจนไม่น่าเชื่อว่านี่คือบ้านที่มีคนอาศัยอยู่จริงๆ

                “แพรกับจูลี่มาแล้ว” จอมพลบอกแล้วเดินนำหน้าไป บุริณยศจึงเอ่ยขอตัวกับผู้ใหญ่ทั้งสองคนแล้วไปสมทบกับเพื่อนๆ

                ในงานมีอาหารที่สั่งมาจากโรงแรมบริการแบบไม่อั้น แถมขนม น้ำหวานและเบเกอรี่ก็มีสารพัดแบบแต่ไม่มีเครื่องดื่มมึนเมาเพราะมีแต่เด็กๆ และเยาวชนทั้งนั้น จอมขวัญกับจอมทัพไม่อยากให้งานเลี้ยงปีใหม่กลายเป็นแหล่งมั่วสุมและที่สำคัญเพื่อนๆ ของลูกก็มีผู้หญิงอยู่หลายคน ทั้งคู่จึงตัดแอลกอฮอล์ออกจากเมนูเพื่อความปลอดภัยของทุกคนเพราะคนเมามักจะทำอะไรรุ่มร่ามโดยไม่ยั้งคิด

                “แม่จอมนี่ช่างสรรหาธีมเนอะ ปีก่อนก็สีฟ้าปีนี้เป็นน้ำตาลเอิร์ธโทนอบอุ่น” แพรวามองไปรอบๆ แล้วเอ่ยชม

                “แม่เขาชอบตกแต่ง ทั้งบ้านนี่แม่เขาก็แต่งของเขาเอง”

                “โห! แต่งเองหมดเลยเหรอ สวยมาก” บุริณยศอ้าปากค้าง เขาไม่รู้เลยว่ามารดาของรุ่นพี่จะรสนิยมดีขนาดนี้

                “แม่จบการตกแต่งภายในส่วนพ่อเป็นวิศวกรก็เลยได้เปรียบกว่าคนอื่นหน่อย” จอมพลตอบแต่ก็ไม่วายถ่อมตัว

                “นี่ยังตลกไม่หายเลยที่แฟนจูลี่ไปอ้วกอยู่ตรงมุมนั้น” แพรวาบอกแล้วชี้มือไปที่ข้างๆ สระน้ำ

                “ทำไมล่ะ” บุริณยศถามเพราะเขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์

                “ก็กินเข้าไปเยอะไง ตาโตเห็นอะไรก็ยัดเข้าปากหมด อ้อ! แล้วที่สำคัญ แฟนเก่าจ้ะ” จูลี่ตอบ

                “แล้วปีนี้มาเดี่ยวๆ ไม่เหงาเหรอจ๊ะน้องหมาจู” ธนานพกระเซ้าเพื่อนร่วงวง

                “ถ้าแกไม่มาจะดีมาก ไอ้นพ” แล้วทั้งสองคนก็วิ่งไล่กันแล้วฟาดอีกฝ่ายด้วยริบบิ้นสีน้ำตาล ธนานพวิ่งหนีไปหัวเราะไปเพราะมีความสุขที่แหย่เพื่อนสำเร็จ

                “แล้วพี่แพรล่ะครับ เคยพาแฟนมาไหมมีวีรกรรมอะไรรึเปล่า”

                “ไม่จ้ะ พี่จอมเจ้าบ้านก็ยังไม่เคยพาใครมาเหมือนกัน น้ำหมดพอดีเลย ขอไปเติมก่อนนะแล้วก็ไปห้ามสองคนนั้นด้วยเล่นกันเป็นเด็กอนุบาลเชียว” รุ่นพี่คนสวยส่ายหัวน้อยๆ ก็จูลี่กับนพมีเรื่องกันได้ทุกวัน

                “พี่จอมไม่เคยพาแฟนมาบ้านเลยเหรอ” บุริณยศถามด้วยความแปลกใจ ทั้งหล่อทั้งรวยสุดแสนจะเพอร์เฟคแบบเขาไม่มีสาวๆ ได้ยังไง

                “ไม่เคย อยากเป็นคนแรกไหมล่ะ” จอมพลตอบด้วยการกระซิบข้างๆ หู

                บุริณยศรู้ว่าจอมพลไม่ได้พูดเล่น เขาเองก็รู้สึกว่ารุ่นพี่น่าจะคิดกับเขาเกินกว่ารุ่นน้องหรือคนรู้จักแต่เขาไม่พร้อมยิ่งมาเห็นความเป็นอยู่ สภาพบ้าน ฐานะครอบครัวที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวก็ทำให้บูมยิ่งหวั่นใจ ถ้าเขาจะมีคนรักหรือคบกับใครอีกครั้งเขาจะไม่มีวันทรยศตัวเอง เขาจะไม่ยอมให้แฟนไปคบผู้หญิงคนอื่นเพื่อบังหน้า เขาจะไม่ยอมเป็นคนรักที่ไร้ตัวตนคบกันแบบแอบๆ ซ่อนๆ ให้ช้ำใจอีก

                “ไม่ตลกเลยพี่จอม” บูมตอบแล้วลุกขึ้นยืน

                “พี่ไม่ได้ล้อเล่น พี่รู้ว่าบูมก็รู้ ใช่ไหม บูมคิดเหมือนพี่ใช่ไหม” จอมพลจับแขนรุ่นน้องไว้เพราะบูมทำท่าจะวิ่งหนี ทำไมมันไม่เป็นแบบที่คิดล่ะ เขาคิดมาตลอดว่าบูมชอบผู้ชายและมีใจให้เขาไม่ต่างกัน

                “ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้พี่คิดแบบนั้น ผมขอตัวนะ” บุริณยศตอบแล้วสะบัดแขนให้พ้นจากการเกาะกุม

                “อ้าว! บูมไป…..” แพรวาไม่ทันได้ถามให้รู้เรื่อง รุ่นน้องก็จ้ำอ้าวไปไกลแล้ว

                “คุณแม่ครับ ผมต้องกลับบ้านด่วนครับพอดีว่าแม่ไม่สบาย เวียนหัวมาก ต้องขอโทษด้วยนะครับ” บูมกล่าวขออภัยผู้ใหญ่ด้วยความเร่งรีบเพราะอยากหนีให้พ้นจากตรงนี้เร็วที่สุด จอมขวัญกับจอมทัพมองเพื่อนของลูกชายด้วยความงงงงวยยังไม่ทันจะดื่มน้ำหมดแก้วเลยมั้ง

                “อ้อ จ้ะๆ ให้รถที่บ้านไปส่งไหมลูก” จอมขวัญรับไหว้ด้วยความตกใจ ยิ่งเห็นหน้าลูกชายก็ยิ่งใจเสียเพราะดูแล้วคงมีเรื่องอะไรกันแน่ๆ

                “ไม่เป็นไรครับ นั่งรถไฟฟ้าเร็วกว่า สวัสดีครับ” เมื่อลาผู้ใหญ่เรียบร้อย บุริณยศก็รีบออกจากบ้านหลังนั้นทันทีและไม่หันกลับไปมองอีกเลย

        แสดง 1 - 1
วันที่โพสต์ :  26 พ.ค. 2561 11:57    วันที่อัพเดท :   13 ก.ค. 2561 20:27    › จำนวนผู้เข้าชม 247 คน
   › คะแนนโหวต 42 คะแนน   
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้


    แสดงความคิดเห็น


   ชื่อ :
   ความเห็น :