นิยายอัพเดต       นิยายมาใหม่       Top View       Top Vote      
› นิยายเรื่อง ร่านรักอาญาเถื่อน นิยายชุดร่านไม่เลิก    by Annakan
ชื่อตอน ตอนที่ 1 เพลงหวานในวันเก่า


 

                                  ตอนที่ เพลงหวานในวันเก่า

        “นวล เดี๋ยวมาช่วยปูเตียงหน่อย ยัยน้อยหน่าทำทีไรยับเหมือนนอนมาแล้วเป็นปี” ประนอมแม่บ้านใหญ่ของคฤหาสน์มหเดชภักดีพูดกับเด็กสาวที่ไม่ใช่ใครอื่นไกลนั่นก็คือหลานแท้ๆ ของเธอเอง

        “ได้จ้ะป้านอม ขอหนูเอาผักไปแช่น้ำก่อนนะจ๊ะแล้วจะตามขึ้นไป” หลานสาวตอบรับแล้วรีบเร่งเดินเข้าครัว ช่วงนี้ที่เรือนใหญ่จะวุ่นวายเป็นพิเศษเพราะเตรียมจัดบ้านต้อนรับคุณพายุที่ไปเรียนอยู่ประเทศอังกฤษตั้งแต่มัธยมแถมยังทำงานอยู่ที่นั่นตั้งหลายปีแต่พักหลังๆ คุณเพลิงนิลผู้เป็นบิดาป่วยออดๆ แอดๆ บุตรชายเพียงคนเดียวจึงตัดสินใจกลับบ้านเกิด

        ไพลิน ภักดีแต่ชื่อเล่นมารดากลับตั้งว่านวลซึ่งมันไม่คล้องหรือเกี่ยวข้องกับชื่อจริงสักนิดแต่เธอก็ชอบทั้งชื่อเล่นและชื่อจริง เธอเดาเอาเองว่าแม่คงจะชอบไพลินเลยได้ชื่อนี้แต่จะจริงหรือไม่เธอก็ไม่เคยมีโอกาสถามเพราะแม่สิ้นใจหลังจากเธอลืมตาดูโลกได้ไม่กี่วัน ส่วนชื่อเล่นแน่นอนอยู่แล้วว่าคล้องจองกับมารดาและป้าแท้ๆ แม่ชื่อประณีตใครๆ ก็เรียกว่าแม่ณีส่วนป้าชื่อประนอมคนทั่วไปก็เรียกว่านอมและเธอชื่อนวล

        “ขอโทษที่ช้าจ้ะป้านอม น้อยหน่าทำน้ำหกหนูเลยต้องช่วยเช็ด” นวลพูดไปหอบไปเพราะกว่าจะตะกายมาถึงชั้นบนก็ลิ้นห้อยแต่ระยะทางจากครัวมาถึงเรือนใหญ่นี่สิน่าจะเป็นกิโลเมตรด้วยซ้ำ คฤหาสน์มหเดชภักดีใหญ่โตมโหฬารแค่ประตูรั้วมาถึงหน้าบ้านก็ต้องเดินผ่านสวนขนาดใหญ่เกือบสิบนาที

        “เฮ้อ มันจะเรียบร้อยเป็นผู้หญิงกับเขาได้วันไหน นังน้อยหน่าเนี่ย” ประนอมถอนใจด้วยความเหนื่อยหน่าย

        “บ่นเป็นป้าแก่เชียวยังไม่แก่สักหน่อย”

        ทั้งสองคนช่วยกันปูเตียงโดยดึงมุมทั้งสี่ด้านจนแน่นเปรี๊ยะผ้าจะได้ไม่ยับย่นเรียบลื่นตลอดผืน จากนั้นจึงสวมปลอกหมอนและวางกลับไปที่เดิม

        “แปลกจังเลยนะคะที่คุณพายุยอมกลับบ้าน” นวลเอ่ยกับป้าขณะที่มือก็พับผ้าไปด้วยแล้วอยู่ๆ หน้าก็ร้อนผ่าวเพราะเธอเพิ่งเห็นว่าสิ่งที่อยู่ในมือคือกางเกงในสีดำและหอมมากๆ ก็แน่แหละเพราะมันเป็นของใหม่แถมเพิ่งซักเสร็จหมาดๆ

        “พ่อก็มีกับเขาคนเดียว เจ็บป่วยเป็นไข้คุณท่านก็คงอยากให้ลูกแท้ๆ มาดูแลนั่นแหละ” ประนอมตอบกลับมาด้วยเสียงก้องๆ เพราะเธอกำลังเช็ดอ่างล้างหน้าที่เงาวับอยู่แล้วแต่เพื่อความมั่นใจจึงมาเช็ดซ้ำอีกครั้ง ลูกชายคุณท่านจะกลับมาทั้งทีทุกอย่างต้องเนี้ยบไร้ที่ติ

        “ห้องน้ำเสร็จแล้วนอกนั้นก็ไม่มีอะไร นวลก็ดูแลเสื้อผ้าคุณพายุให้ดีแล้วกัน เรียงตามสีจากอ่อนไปเข้ม พวกชุดลำลองสำหรับใส่อยู่บ้านก็แยกพับไว้ทางฝั่งขวา”

        “เชื่อมือศิษย์เอกแม่ประนอมได้เลยจ้า” นวลบอกแล้วส่งยิ้มทะลึ่งทะเล้นไปให้ป้าของเธอ หญิงสาวส่ายหัวแล้วก็เดินออกไปเพราะงานครัวยังมีอีกล้นมือ

        ห้องนอนใหญ่สีเข้มมีทุกสิ่งพร้อมสรรพแน่แหละต้องมีเตียงซึ่งมันเป็นขนาดคิงไซส์และนิ่มสุดๆ ห้องน้ำก็มีทั้งอ่างและฝักบัวให้เลือกว่าอยากจะใช้แบบไหนแถมยังมีห้องทำงานแยกออกมาเป็นสัดเป็นส่วนแต่ก็มีประตูเชื่อมต่อกับห้องนอน

        ครั้งสุดท้ายที่คุณพายุกลับมาเมืองไทยก็เมื่อปีก่อนและก็มาอยู่แค่เพียงสามวันแล้วบินกลับไป เธอก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่เลือกกลับมาทำงานที่บ้านเกิดแล้วก็ไม่กล้าถามด้วยเพราะเขาไม่ใช่คนก่อนก็คุณพายุไม่ได้ใจดีแล้วก็ขี้เล่นเหมือนตอนเด็กๆ อีกแล้ว

        ไพลินเกิดและเติบโตที่คฤหาสน์มหเดชภักดีเธอมีพายุเป็นเพื่อนเล่นมาตลอด ถึงแม้จะเป็นลูกสาวคนครัวแต่ทั้งคู่ก็สนิทสนมรักใคร่กันดี ยิ่งช่วงปิดเทอมคฤหาสน์จะคึกคักเป็นพิเศษเพราะมีลูกพี่ลูกน้องของพายุที่ล้วนแต่เป็นผู้หญิงมาวิ่งเล่นกันเต็มไปหมด

        จนมาช่วงมัธยมต้นอยู่ๆ พายุก็ขอไปเรียนเมืองนอก สามปีแรกเขาไม่กลับมาเมืองไทยแม้แต่ครั้งเดียว ไพลินไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองแต่มันก็อดจะคิดแบบนั้นไม่ได้ มีหลายคำถามที่ติดอยู่ในใจแต่เธอก็ไม่เคยมีโอกาสได้ถามทั้งเรื่องของมารดาและเจ้านายที่เธอรักและนับถือเหมือนพี่ชาย

        “กลับมาคราวนี้พี่พายุจะพูดกับเราบ้างไหมนะ” หญิงสาวรำพึงกับตัวเอง

        เธอคิดถึงพี่พายุคนใจดี พี่พายุที่ยอมเล่นขายข้าวแกงกับเธอแม้เขาจะเกลียดมันเข้าไส้ก็ตาม เขากลับมาที่คฤหาสน์แค่ไม่กี่ครั้งและมาแค่สองสามวันแถมยังไม่เคยสนทนาด้วยแม้แต่คำเดียว มีเพียงสายตาเย็นชาที่เธอได้รับจากเขาซึ่งเธอไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับมิตรภาพที่แสนดีในวัยเด็ก

        “คงจะตัวโตขึ้นเยอะเลยเนอะ” เธอชูเสื้อยืดขึ้นจนสุดแขนเพราะมันตัวใหญ่มากๆ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้กลับมาที่นี่แต่บิดาก็บินไปหาอยู่เรื่อยๆ คุณเพลิงนิลคงรู้ขนาดตัวลูกชายเป็นอย่างดีจึงซื้อเสื้อผ้ามาเตรียมไว้ให้จนล้นตู้

        ไพลินพับเสื้อและกางเกงทุกตัวด้วยความตั้งใจเพราะอยากให้คนที่อยู่ไกลบ้านมาแสนนานมีความสุขที่สุดเมื่อกลับมา แค่ได้คำชมจากเขาเพียงคำเดียวเธอก็ดีใจแล้ว

        “ได้จ้ะป้า” นวลพับเสื้อเสร็จเสียงโทรศัพท์ที่เป็นสายภายในก็ดังขึ้น ป้าประนอมบอกว่าคุณเพลิงนิลอยากให้คนไปนวดขาจึงโทรมาบอกให้เธอแวะที่ห้องคุณท่านเลยจะได้ไม่ต้องเดินลงมาให้เสียเที่ยว

        “เข้ามาได้” เสียงทุ้มกังวานบอกคนที่อยู่ด้านนอก

        “สวัสดีค่ะคุณตาปวดขาเหรอคะหรือแค่เมื่อยเฉยๆ” ไพลินลงไปนั่งคุกเข่าสนทนากับผู้อาวุโสที่นอนอยู่บนเตียง

        “แค่อยากให้หลานมาหาไม่ได้ปวดไม่ได้เมื่อยอะไรหรอก” หนุ่มใหญ่ตอบพร้อมยิ้มกริ่ม

        “คุณตาเนี่ย หนูก็เป็นห่วงกลัวคุณตาจะปวดจะเมื่อย” เด็กสาวเป่าปากด้วยความโล่งใจ

        “หนูเพิ่งทำห้องคุณพายุเสร็จตะกี้เองค่ะ รับรองว่าสะอาดเอี่ยมทุกซอกทุกมุม” เธอรายงานภารกิจด้วยเสียงใสแจ๋ว

        “ดีใจไหมที่พี่เขาจะกลับมา”

        “ดีใจค่ะ คุณตาจะได้ไม่เหงา”

        “โธ่ๆ คิดว่ามันกลับมาแล้วจะดูแลตาหรือ ต้องรอให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศใต้ก่อนนั่นแหละ”

        “ไม่แน่หรอกนะคะ คุณพายุเขาโตแล้วไม่ใช่วัยรุ่นเลือดร้อนแบบเมื่อก่อน”

        “ก็คอยดูไปแล้วกันว่าคนแก่ที่จวนลงโลงจะเดาผิดไหม”

        “คุณตา ไม่พูดแบบนี้นะคะ คุณตาต้องอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้หนูกับทุกคนในบ้านไปอีกนานค่ะ”

        “อยู่เป็นต้นโพธิ์ต้นไทรรากก็งอกพันไปรอบบ้านพอดีสิ แก่หง่อมขนาดนี้” หนุ่มใหญ่ชอบใจนักที่ทำให้เด็กสาวหน้างอมู่ทู่

        “ไม่เอาค่ะคุณตาไม่พูดเรื่องนี้แล้ว หนูนวดขาให้ดีกว่า”

        เพลิงนิลมองเด็กสาวที่กุลีกุจอตบหมอนแล้วก็อมยิ้ม จะหาใครเอาใจใส่เท่าหนูนวลคงไม่มีอีกแล้วคนอื่นก็ทำไปตามหน้าที่แต่กับเด็กสาวคนนี้เขารู้ว่าเธอทำมันจากใจอาจเป็นเพราะสายใยแห่งความผูกพันที่ไม่อาจบอกก็เป็นได้

        “เปิดเพลงได้ไหมคะคุณตา หนูชอบฟังเพลงของคุณตาค่ะ”

        หนุ่มใหญ่เอื้อมมือไปเปิดวิทยุ เสียงเพลงที่ลอยละล่องอยู่ในสายลมนำไอรักแสนหวานในอดีตหวนคืนมาอีกครั้ง เพลิงนิลหลับตาลงแล้วก็เห็นภาพของหญิงสาวคนหนึ่งเด่นชัดขึ้นมา ไม่ว่าจะผ่านมากี่สิบปีเธอก็ยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาเสมอ

 

                                  ตอนที่ 2 แผลเป็นในหัวใจ

        ไพลินมาตรวจความเรียบร้อยของห้องนอนใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายเพราะรถตู้ของคฤหาสน์เพิ่งออกไปสนามบิน อีกไม่เกินสามชั่วโมงพายุก็จะมาถึงบ้าน เธอไม่อยากให้มีสิ่งใดขัดหูขัดตาเขาตั้งแต่วันแรก

        “เอาเตยหอมไปใส่ไว้แล้วใช่ไหม” ประนอมถามหลานสาวที่เดินมาสมทบในครัว

        “เรียบร้อยแล้วป้านอม มาจ้ะหนูทำเอง ป้าไปนั่งเถอะ” ไพลินรับตะหลิวมาจากป้าแล้วลงมือปรุงรสอาหารในกระทะต่อ

        ทุกคนในบ้านตื่นเต้นมากที่เจ้านายคนรองจะกลับมา ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองสุดกำลัง คนสวนก็ตัดแต่งต้นไม้ให้เข้ารูป แม่ครัวก็งัดเอาสารพัดของโปรดออกมาทำจนสุดฝีมือ แม่บ้านที่มีอยู่หลายสิบคนขัดถูทุกซอกทุกมุมของคฤหาสน์จนขึ้นเงามันวับ

        “เห็นจะได้เท่านี้แหละป้านอม หวังว่าคุณพายุเขาจะถูกใจ” ไพลินชิมรสอาหารแล้วก็คิดว่ามันดีที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้แล้ว

        “อืมอร่อยจริงๆ เชียว เหมือนที่แม่ณีเขาทำไม่ผิด” เมื่อพูดจบประนอมก็เงียบไป

        นี่แหละคือสาเหตุที่ไพลินไม่เคยถามเรื่องมารดากับป้าเพราะแค่เอ่ยชื่อป้าก็จะเศร้าสร้อยลงทันที เธอเคยเซ้าซี้ถาม สิ่งที่ได้ก็คือน้ำตาและเสียงสะอื้น เธอไม่อยากไปย้ำแผลในใจของป้าจึงไม่เคยพูดเรื่องแม่อีก ป้าบอกแค่ว่าแม่รักเธอมากและทำทุกอย่างเพื่อให้เธอปลอดภัยและแข็งแรงตอนตั้งครรภ์ซึ่งเธอเชื่อหมดหัวใจ

        “ตายจริง เหมือนได้ยินเสียงรถใช่ไหมป้านอม มากันแล้วเหรอ” ไพลินตกอกตกใจเป็นอย่างมากที่นาทีสุดท้ายมาถึงอย่างรวดเร็ว ไม่น่าเชื่อว่าเธอง่วนอยู่หน้าเตามาเป็นชั่วโมงแล้ว

        “ใช่แหละ มาเถอะนวล ล้างไม้ล้างมือด้วย” ประนอมรีบถอดผ้ากันเปื้อนแล้ววิ่งนำออกไปก่อน

        “เป็นไงเป็นกัน” หญิงสาวล้างมือเสร็จก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดให้กำลังใจตัวเอง

        “สวัสดีค่ะ” ไพลินยกมือไหว้ชายหนุ่มหน้าตึงด้วยความหวาดหวั่น นี่เขาไม่พอใจเธอตั้งแต่นาทีแรกที่พบกันเลยหรืออย่างไร

        “ทำอะไรอยู่ คนอื่นเขามากันตั้งนานแล้ว” พายุถามห้วนๆ

        “หนูนวลวุ่นอยู่ในครัวทำอาหารให้แกไง” เพลิงนิลตอบแทนเด็กสาวที่พูดไม่ออก

        “ยังออกหน้ารับแทนกันเหมือนเดิมเลยนะครับคุณพ่อ”

        “มาถึงก็หาเรื่องน้องเลย มาๆ ขึ้นไปดูห้องกันดีกว่าว่าถูกใจหนุ่มเมืองนอกไหม” เพลิงนิลกล่าวติดตลกแบบไม่ทุกข์ไม่ร้อนเพราะความดีใจมันล้นอก ก็ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนกลับมาจะไม่ให้ดีใจได้ยังไง

        พายุมองไปรอบๆ ห้องด้วยความพอใจแต่ก็มาสะดุดตากับดอกกุหลาบที่ทำจากใบเตยหอม เขารู้ทันทีว่าเป็นฝีมือใครและหัวเสียเป็นอย่างมาก

        “ป้านอมครับ เตยหอมเนี่ยผมไม่ชอบแล้วนะครับคราวหน้าไม่ต้องเอามาวางอีก” พายุหยิบดอกกุหลาบที่ทำอย่างประณีตบรรจงมากระชากอย่างแรงจนมันขาดกระจุยคามือ

        “ขอโทษด้วยค่ะคุณพายุ คราวหน้าป้าจะไม่เอามาวางอีกค่ะ”

        “ฉันทำเองค่ะ ไม่ใช่ป้าหรอก ขอโทษคุณพายุด้วยค่ะ” ไพลินพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้และยอมรับความผิดเองเพราะเธอเป็นคนเสนอความคิดนี้ขึ้นมาไม่ใช่ป้า

        “ทำไมต้องทำรุนแรงขนาดนั้นพายุ มากไปรึเปล่า พูดกับน้องดีๆ ก็ได้ แค่กๆๆ” ประมุขของบ้านไอถี่ๆ และเจ็บหัวใจทันทีเมื่ออารมณ์เริ่มขุ่นมัว

        “คุณพยาบาลพาคุณพ่อไปห้องเถอะครับ” พายุบอกกับผู้ดูแลเมื่อบิดาดูท่าทางไม่ดี

        “ผมขอพักผ่อนนะครับ เดินทางมาเหนื่อยมาก”

        “เดี๋ยวก่อน เธอน่ะ มาเก็บไอ้นี่ไปด้วย”         พายุเรียกไพลินด้วยเสียงวางอำนาจเมื่อเธอทำท่าจะเดินไป

        “คราวหลังไม่ต้องเอามาอีก จำไว้นะ ฉันไม่ได้ชอบอะไรเดิมๆ อีกแล้ว” พายุพูดกระแทกใส่หน้าไพลิน หญิงสาวนั่งลงช้าๆ แล้วเก็บเศษซากของใบเตยด้วยมือสั่นเทา เธออุตส่าห์นั่งทำเป็นชั่วโมงกว่าจะได้ช่อใหญ่ขนาดนี้แต่มันกลายเป็นขยะภายในพริบตา

        “ใครเป็นคนจัดตู้เสื้อผ้า”

        “ฉันเองค่ะ” ไพลินตอบด้วยเสียงกระซิบ

        “เสื้อเนี่ย เอามาพับแบบนี้มันก็ยับหมดสิ ทำไมไม่ใส่ไม้แขวน”

        “ฉันคิดว่าเป็นแค่เสื้ออยู่บ้านเลยไม่ได้แขวนค่ะ”

        “ไม่ต้องมาคิดแทนฉัน ตอนค่ำกลับมาใหม่แล้วแขวนเสื้อทุกตัวไว้บนไม้ เข้าใจไหม”

        “แต่ไม้แขวนหมดแล้วค่ะ”

        “นั่นมันปัญหาของเธอ หกโมงตรงเธอต้องกลับมาพร้อมไม้แขวนที่พอดีกับเสื้อผ้าในตู้ ออกไปได้แล้วฉันจะนอน”

        เมื่อเขากระแทกประตูใส่เธอก็หมดเรี่ยวแรงจะก้าวเดิน ร่างเล็กๆ ที่สั่นเทิ้มทรุดลงช้าๆ แล้วกอดตัวเองไว้ด้วยแขนทั้งสองข้าง พายุก็ร้องไห้อยู่ที่อีกฟากของประตูเช่นกัน

        “จะไปไหนล่ะนวล” ประนอมถามหลานสาวที่เดินฉิวผ่านไป

        “ไปตลาดจ้ะ” ไพลินตอบแล้วหยิบกระเป๋าใบเล็กมาสะพายไหล่

        “ไปทำอะไร”

        “ไปซื้อไม้แขวนเสื้อจ้ะ คุณพายุเขาจะให้เอาเสื้อแขวนหมด หนูไปก่อนนะจ๊ะเขาให้หนูกลับไปตอนหกโมงเย็นถ้าช้าหนูจะโดนดุเอา”

        “ให้รถพาไปสิ”

        “ไม่จ้ะ หนูจะนั่งมอเตอร์ไซส์ไป” ไพลินไม่รอฟังว่าป้าจะพูดอะไรอีกเพราะไม่อยากเสียเวลา

        หญิงสาวเดินอย่างรีบเร่งเพื่อไปให้ถึงหน้าปากซอยและโชคก็ไม่เข้าข้างเลยเพราะไม่มีพี่วินหรือแท็กซี่ผ่านมาสักคันกว่าจะถึงปากทางก็ครึ่งชั่วโมงเข้าไปแล้วเพราะซอยที่เธออยู่เป็นชุมชนเก่าแก่มีแต่บ้านและคฤหาสน์ของพวกผู้ดีมีเงิน รถรับจ้างจึงแทบไม่ผ่านมาทางนี้เลย เธอหวังว่าโชคจะช่วยแต่ก็ต้องผิดหวังเดินเหงื่อตกมาตลอดทาง

        “ไปตลาดค่ะ” เธอบอกกับพี่วินที่จอดเรียงรายอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อเมื่อถึงที่หมายก็พุ่งตัวไปที่ร้านขายของจิปาถะอย่างว่องไวแล้วเหมาไม้แขวนเสื้อมาแทบจะหมดร้าน พอได้ของที่ต้องการก็เรียกแท็กซี่กลับบ้านทันที

        “เอ้า เป็นอะไรเนี่ย” เมื่อมาถึงกลางซอยแท็กซี่ที่ไพลินนั่งก็กระตุกแปลกๆ แล้วเครื่องก็ดับไป

        “รอแปบนะน้อง เดี๋ยวเรียกช่างมาดูก่อน” คนขับหันมาบอก

        “ไม่เป็นไรค่ะ อีกนิดเดียวเองหนูเดินไปก็ได้”

        “ไม่นิดเลยนะ อีกตั้งไกลแถมแดดก็ร้อน”

        “ไม่เป็นไรค่ะ หนูรอไม่ได้หนูรีบ นี่ค่ะไม่ต้องทอนนะคะ” เธอยื่นเงินให้เขาแล้วคว้าถุงใบโตมาหอบไว้แนบอก การเดินครั้งนี้ต่างจากครั้งแรกโดยสิ้นเชิงเพราะมีของพะรุงพะรังมันจึงเหนื่อยขึ้นอีกเท่าตัว

        “ว๊าย !” ด้วยความรีบเร่งที่จะไปให้ถึงบ้านไพลินจึงเดินสับขาฉับๆ แบบไม่คิดชีวิตแล้วก็พลาดท่าสะดุดล้มลง

        “เจ็บเป็นบ้าเลย” เธอปัดแข้งปัดขาแล้วกลั้นใจลุกขึ้นยืนแต่ละก้าวเจ็บจนน้ำตาเล็ดแต่เธอก็อดทนฝืนเดินต่อไปจนถึงคฤหาสน์มหเดชภักดีในที่สุด เธอเดินเลี่ยงไปตามสุมทุมพุ่มไม้เพราะไม่อยากให้ป้าเห็นว่าขาเจ็บ ไม่อย่างนั้นต้องโดนซักถามใหญ่โตแน่ๆ และที่สำคัญเธอยังไม่อยากคุยกับใครทั้งนั้น

        “อูย” หญิงสาวร้องลั่นเมื่อแอลกอฮอลล์โดนแผล เธอแอบไปหยิบชุดปฐมพยาบาลมาจากบ้านพักแล้วมานั่งทำแผลที่มุมโปรด มันคือสะพานไม้เล็กๆ ที่เชื่อมระหว่างเรือนพักของพนักงานกับสวนเด็กเล่น ที่เรียกแบบนั้นเพราะเมื่อก่อนมันคือสนามหญ้าที่มีม้าหมุน ชิงช้า กระดานลื่นและของเล่นอื่นๆ อีกหลายอย่างวางกระจัดกระจายจนเต็มสวน เธอกับเขาจะมาเล่นด้วยกันทุกวันหยุดยิ่งตอนปิดเทอมยิ่งสนุกไปกันใหญ่เพราะมีลูกพี่ลูกน้องมาร่วมด้วยแต่ตอนนี้ของเล่นเหล่านั้นหายไปหมดแล้วหายไปพร้อมๆ กับพี่พายุคนเดิมที่เธอเคยรู้จัก

        ในห้องนอนใหญ่ชายหนุ่มยังคงนอนตาค้างไม่ได้หลับแม้สักนาที เขายอมแพ้ลุกขึ้นมานั่งแล้วสายตาก็พลันไปเห็นร่างเล็กๆ ที่คุ้นตากำลังก้มๆ เงยๆ เหมือนทำอะไรสักอย่าง

        “ผมอยากกินผลไม้ ให้ไพลินเอาขึ้นมาที” ชายหนุ่มโทรไปสั่งกับแม่บ้านใหญ่แล้วนั่งรอ

        “เข้ามา” พายุบอกอนุญาต

        “ผลไม้ค่ะ” เธอยืนอยู่หน้าประตูแล้วส่งจานผลไม้ให้เขา

        “เอาไปวางที่โต๊ะทำงาน” พายุเบี่ยงตัวเพื่อให้ไพลินเข้ามา เธอเดินกะเผลกๆ ไปตามทางเพราะเจ็บขามาก

        “ทำไมเดินแบบนั้น”

        “หกล้มค่ะ”

        “ทำไมถึงล้ม”

        “รีบเดินค่ะเลยล้ม ผลไม้อยู่บนโต๊ะนะคะ”

        “แล้วไม้แขวนเสื้อทำไมไม่เอาขึ้นมา”

        “ฉันเห็นว่ายังไม่หกโมงเลยไม่ได้ถือมาด้วยค่ะ”

        “โทรไปบอกน้อยหน่าให้เอาขึ้นมา” พายุยื่นโทรศัพท์ให้ไพลินแล้วเธอก็ทำตามที่เขาสั่ง การอยู่กับเขาเพียงลำพังมันน่าอึดอัดมาก สายตาของเขาเหมือนจะหาเรื่องจับผิดเธอตลอดเวลา

        เมื่อได้ไม้แขวนเธอก็พุ่งตัวไปที่ตู้เสื้อผ้าทันทีเพราะอยากไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด พายุมองคนตัวเล็กไม่วางตาไม่ใช่เพื่อจับผิดแต่เพราะคิดถึง เป็นปีๆ แล้วที่ไม่ได้เจอกันแต่ทิฐิและความโกรธของเขากลับยังไม่ลดลงมันมากขึ้นกว่าวันแรกที่ได้รู้เรื่องนั้นเสียอีก

        “เรียบร้อยแล้วค่ะ ฉันไปได้รึยังคะ”

        “ก็ไปสิ” พายุบอกแบบไม่แยแส

        “เดี๋ยว” ไพลินหันกลับมาแล้วก็นิ่งไปเพราะเห็นสายตาแห่งความห่วงใยของเขาเสี้ยวหนึ่ง เธอคิดว่าเขาจะถามว่าเจ็บมากไหมหรือถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ

        “เก็บเศษถุงไปให้หมดด้วย” ชายหนุ่มบอกด้วยเสียงเรียบเฉย

        เธอเดินกลับมาแล้วคุกเข่าเก็บเศษพลาสติกอันเล็กเท่านิ้วชี้มากำไว้จนมือสั่น ที่ต้องลุกต้องนั่งเชื่องช้าดั่งเต่าคลานเพราะว่าเจ็บขานั่นแหละ เธอลุกขึ้นยืนแล้วมองเขาแต่เขาก็จ้องจอสี่เหลี่ยมไม่วางตา

        “ฉันขอตัวนะคะ” เธอกระซิบบอกเจ้าของห้องเพื่อป้องกันการกล่าวหาว่าไปไม่ลามาไม่ไหว้ เมื่อแน่ใจว่าเขารับรู้แต่ไม่อยากสนใจเธอจึงปิดประตูเบาๆ

        “แม่งเอ๊ย !” พอร่างเล็กๆ พ้นสายตา พายุก็ปามือถือลงที่นอนเต็มแรง

        เขาไม่ได้อยากหมางเมิน เขาไม่ได้อยากเย็นชา เขาอยากถามเธอใจจะขาดว่าเจ็บมากไหม อยากทำแผลให้ด้วยซ้ำแต่ความห่างเหินและรอยแผลระหว่างเธอกับเขามันยากเกินจะเยียวยา

 

                                  ตอนที่ 3 ความลับของเพลิงนิล

        เพลิงนิลเตรียมเปิดคฤหาสน์เพื่อต้อนรับบุตรชายที่กลับมาอยู่แบบถาวร หนุ่มใหญ่มีความสุขเหลือเกินที่ไม่ต้องทนคิดถึงเลือดเนื้อเชื้อไขเหมือนวันก่อนๆ พายุเป็นลูกคนเดียวที่เกิดจากภรรยาที่เขารักและหวงแหนดั่งดวงใจแต่เธอก็ด่วนจากไปด้วยโรคมะเร็ง

        ความทรงจำที่พายุมีต่อมารดาไม่มากนักแต่สิ่งที่เขาจำได้ขึ้นใจก็คือท่านเป็นหญิงสาวตัวเล็กๆ ผมดำสลวยยาวถึงกลางหลัง ใบหน้ารูปไข่สวยหวานราวกับนางฟ้า ที่เขาว่าปากนิดจมูกหน่อยนั้นเหมาะกับท่านเป็นที่สุดแล้วอยู่มาวันนึงมารดาก็จากไปแบบไม่มีวันกลับตั้งแต่นั้นก็มีเพียงบิดาที่รักและดูแลมาตลอด

        “ความจริงรอจัดวันเกิดคุณพ่อก็ได้นะครับ ไม่เห็นต้องจัดซ้ำจัดซ้อนให้ยุ่งยากห่างกันไม่กี่วันเอง” พายุนั่งคุยกับเพลิงนิลที่นอนอยู่บนเตียง ชายหนุ่มใจหายเป็นอย่างยิ่งที่เห็นบิดาร่างกายทรุดโทรมลงจากปีก่อนอย่างรวดเร็ว

        “วันเกิดก็วันเกิดสิ ไม่เกี่ยวกับงานเลี้ยงต้อนรับซะหน่อย อยากให้บ้านมันครึกครื้นเหมือนสมัยก่อน พ่อให้ตาสุทินยกเครื่องเล่นแผ่นเสียงจากห้องสมุดลงไปด้วยนะ แม่เขาชอบเวลามีงานเลี้ยงทีไรเต้นไม่ยอมเลิก” หนุ่มใหญ่หน้าตาสดใสขึ้นมาทันทีเมื่อเอ่ยถึงภรรยาผู้ล่วงลับ

        “ถ้าแม่ยังอยู่ก็ดีนะครับ” พายุจับมือบิดามากุมแล้วทั้งสองคนก็เงียบไปพักใหญ่

        “ลูกก็คือตัวแทนของแม่นั่นแหละ หน้าตาเหมือนกันยังกับแกะ” เพลิงนิลพินิจใบหน้าลูกชายแล้วลูบศีรษะเบาๆ พลอยรุ่งคือรักแรกพบและเป็นรักเดียวของเขา ไม่เคยมีหญิงสาวคนไหนเข้ามานั่งในหัวใจยกเว้นเพียงคนเดียวหลังภรรยาจากไปอาจเพราะความเหงาและอ้างว้างทำให้เขาหวั่นไหวและมีใจกับผู้หญิงคนหนึ่งแต่เขาก็ได้รู้ตอนนี้เองว่าช่วงชีวิตอันแสนสั้นกลับได้พบรักแท้ถึงสองครั้ง

        “เสียดายนะครับที่ผมได้แค่หน้าตาจากแม่แต่ไม่ได้นิสัยมาเลย”

        “ฮ่าๆๆ นั่นสิ แม่ของลูกเรียบร้อยดั่งผ้าแพรผืนบางที่พับไว้อย่างเรียบร้อย”

        “แต่ผมเหมือนผ้าขี้ริ้วที่โดนขยำด้วยเท้า” พายุต่อประโยคให้จบแล้วพ่อลูกก็หัวเราะร่วนพร้อมกัน

        “มาทำไม” ขณะที่กำลังสนทนากับบิดาอย่างออกรส ร่างเล็กๆ ก็มายืนนิ่งงันอยู่ตรงประตู เธอไม่คาดคิดว่าจะพบเขาที่นี่เขาก็เช่นกันที่ไม่รู้ว่าเธอจะขึ้นมา

        “พ่อเรียกมาเอง ทำไมต้องพูดจากับน้องแข็งกระด้างด้วยล่ะลูก”

        “ผมก็พูดปกติ” พายุตอบแล้วเมินหน้าไปทางอื่นเพราะไม่อยากเห็นหน้าเธอ

        “พ่อมีเรื่องสำคัญจะบอกแต่คิดว่าพายุคงจะสงสัยมาตั้งนานแล้ว ที่เลือกบอกตอนนี้เพราะไม่รู้ว่าจะอยู่ไปได้อีกนานแค่ไหน พ่ออยากตายตาหลับแล้วก็ไม่อยากปิดบังหนูนวลด้วย”

        “คุณตาไม่พูดเรื่องตายได้ไหมคะ หนูไม่ชอบเลย”

        “คนเราเกิดมาก็ต้องตายลูก เอาเก้าอี้มานั่งข้างๆ พี่เขาสิ” เพลิงนิลลูบผมไพลินด้วยความเมตตาแล้วเด็กสาวก็ยกเก้าอี้มานั่งคู่กับบุตรชายของเจ้าบ้าน

        “เคยสงสัยกันไหมว่าลูกพี่ลูกน้องที่มาเล่นกับเราสองคนตอนเด็กๆ เป็นใครมาจากไหน” เพลิงนิลถามทั้งสองคน

        “ไม่ค่ะ” ไพลินตอบ

        “สงสัยว่าทำไมบางคนถึงหน้าเหมือนผมมากๆ” พายุบอก

        “ตั้งแต่แม่ของพายุจากไป พวกคุณหญิงคุณนายก็ส่งลูกสาวตัวเองมาให้ถึงห้องนอนแล้วตอนนั้นพ่อก็ยังหนุ่มยังแน่นจึงสนองความต้องการไปเพราะความใคร่ทั้งสิ้น มันไม่มีความรักเจือปนอยู่แม้แต่เศษเสี้ยวเดียว”

        “หมายความว่าเด็กผู้หญิงพวกนั้นคือลูกของคุณพ่อหมดเลยใช่ไหมครับ”

        “ฉลาดเหมือนเคยนะพายุ” เพลิงนิลชมลูกชาย

        “แล้วใครเป็นแม่บ้าง” พายุถามบิดา

        “อรเป็นแม่อุ้มกับอ้อย เกื้อเป็นแม่กลอยกับกล้วย เดือนเป็นแม่ดาวกับเด่น ปริมเป็นแม่ปราง ปิ่นแล้วก็ปุ้ย” เพลิงนิลร่ายชื่อภรรยานอกทะเบียนและบุตรสาวช้าๆ เขาจดทะเบียนรับรองเป็นพ่อให้ลูกสาวทุกคนส่วนมารดาผู้ให้กำเนิดไม่ได้สนใจไยดีเพราะพ่อกับแม่พวกนั้นเอามาประเคนให้เอง

        “ปริมเห็นว่าชีวิตเมียที่สี่สุขสบาย ไม่ต้องทำงานทำการก็มีเงินใช้ไม่ขาดมือจึงส่งน้องสาวมาให้หวังจะได้ตำแหน่งเมียที่ห้าแต่พ่อคิดว่าลูกสิบคนมันก็เยอะแล้วและที่สำคัญพ่อไม่อยากเสพสมกับผู้หญิงที่ไม่ได้รักอีกพ่อเลยทำหมัน หลังจากนั้นก็ไม่มีใครส่งลูกสาวมาให้เพราะพ่อไร้น้ำยาเสียแล้ว” หนุ่มใหญ่จบประโยคออกจะขบขันหน่อยๆ ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะกลายเป็นพ่อพันธุ์อยู่ช่วงหนึ่ง

        “แต่ตอนเด็กๆ หนูไม่เคยเห็นคุณแม่ของคุณหนูพวกนั้นเลยนะคะตอนที่มาเล่นกันที่สวนช่วงปิดเทอม” ไพลินถามเพราะไม่เคยเอะใจเรื่องนี้สักนิด

        “เพราะว่าตาไม่ให้มายุ่มย่ามนะสิ พวกนั้นได้เข้ามาก็แค่ตอนกลางคืนแล้วต้องกลับไปก่อนฟ้าสาง ส่วนลูกๆ จะมาเมื่อไหร่ก็ได้แต่ห้ามแม่เข้ามาจุ้นจ้านวุ่นวาย ตารักลูกทุกคนเพราะเขาบริสุทธิ์และเกิดมาจากกระทำของตาถึงมันจะไม่ใช่เพราะรักแต่ตาก็ต้องรับผิดชอบ”

        “พายุ โกรธพ่อไหม”

        “ไม่ครับ พ่อคงเหงาและพวกนั้นก็ส่งลูกมาให้พ่อเอง พ่อไม่ได้ไปบังคับขืนใจสักหน่อย”

        “ใช่ พ่อยอมรับว่าความเหงาก็มีส่วน หนูนวลล่ะเกลียดตารึเปล่า”

        “ไม่ค่ะมันผ่านมาแล้วและมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของคุณตา”

        “ขอบใจมากที่ไม่ติดใจกับการกระทำที่ผ่านมา ที่พ่อเรียกมาวันนี้เพราะจะบอกเรื่องการแบ่งสมบัติ พ่อทำพินัยกรรมไว้เรียบร้อยแล้วแต่อยากจะบอกลูกทั้งสองคนด้วยตัวเอง”

        “พายุลูกคือลูกชายคนเดียวที่เกิดจากผู้หญิงที่พ่อรักแน่นอนว่าลูกจะได้ส่วนแบ่งเยอะที่สุดแต่พ่อก็ต้องแบ่งให้ลูกคนอื่นๆ ด้วย พายุจะคัดค้านไหมถ้าพ่อจะแบ่งทรัพย์สินทั้งหมดเป็นสี่กองคือห้าสิบหนึ่งกอง ยี่สิบสองกองและสิบหนึ่งกอง กองแรกเป็นของพายุ ยี่สิบกองแรกคือของลูกสาวทั้งหมด ยี่สิบกองสองของหนูนวลและสิบยกให้มูลนิธิทั้งสามแห่งที่พ่ออุปถัมภ์อยู่”

        “ไม่คัดค้านครับ คุณพ่อเห็นสมควรจะแบ่งสันปันส่วนยังไงก็ได้แต่ผมมีคำถามข้อเดียว ทำไมต้องแบ่งสมบัติให้ลูกสาวคนครัวเท่าลูกที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ครับ เธอสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ”

        “เพราะหนูนวลดูแลพ่อมาตลอดไงพายุ”

        “ถ้าคุณพ่ออนุญาตให้น้องสาวคนอื่นๆ ของผมมาอยู่ในบ้าน ผมเชื่อว่าพวกน้องๆ ก็จะดูแลคุณพ่อได้ดีไม่แพ้เธอเช่นกัน”

        “พ่อไม่อยากให้ใครอื่นมาเหยียบบ้านหลังนี้เพราะมันคือบ้านของแม่ แค่ที่พาผู้หญิงอื่นมาเสพสมในเรือนเล็กพ่อก็รู้สึกแย่แล้ว พ่ออยากให้บ้านนี้เป็นที่อยู่และที่เติบโตของพายุคนเดียวเท่านั้น พ่อรักพายุมากนะมากเท่าที่รักแม่นั่นแหละ”

        “คุณตาคะ หนูรับไม่ได้ค่ะ จริงอย่างที่คุณพายุว่าหนูไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของคุณตาหนูไม่สมควรได้ค่ะ แค่ให้กินให้อยู่มาทั้งชีวิตหนูก็ไม่รู้จะตอบแทนยังไงแล้วค่ะ”

        “เชื่อตาเถอะว่าหนูสมควรได้มัน อย่าขัดความต้องการของคนแก่ที่ใกล้จะตายเลย ถ้าไม่มีหนูนวลคอยดูแล ตาอาจจะตายไปตั้งนานแล้วก็ได้”

        “คุณตาไม่พูดเรื่องตายนะคะ”

        “เอาล่ะๆ เป็นอันตกลงตามนี้นะ ได้เวลาคนป่วยต้องกินยาอีกแล้ว คุณพยาบาลมายืนรอที่หน้าห้องแล้วล่ะป่านนี้” เพลิงนิลยุติการสนทนาแล้วพายุกับไพลินก็เดินออกไป พยาบาลที่รออยู่หน้าห้องยิ้มให้ทั้งสองคนแล้วเธอก็เข้าไปในห้องนอนของเจ้าบ้านเพื่อทำหน้าที่ตัวเอง

        “คุณพายุคะ ฉันจะยกส่วนของฉันให้คุณทั้งหมดไม่ต้องกังวลนะคะ ฉันไม่รับของที่ไม่คู่ควรกับตัวฉันหรอก”

        “ฉันไม่เคยกังวลเรื่องเธอแล้วก็ไม่ต้องมายุ่งกับฉันด้วยเพราะฉันไม่อยากข้องเกี่ยวกับเธอแม้แต่นิดเดียว ถ้าคุณพ่อประสงค์แบบนั้นฉันก็ไม่ขัดข้องเพราะมันเป็นทรัพย์สมบัติของท่าน” พายุบอกด้วยเสียงวางอำนาจแล้วเดินหนีไป ทิ้งให้ไพลินยืนน้ำตานองหน้าอยู่คนเดียว

 

                                  ตอนที่ 4 อดีตของพายุ

        คฤหาสน์มหเดชภักดีประดับด้วยไฟหลากสีจนตัวบ้านสว่างไสว เพดานของโถงทางเดินที่นำไปสู่ห้องจัดเลี้ยงมีโคมไฟระย้าที่ทำจากแก้วคริสตัลห้อยเรื่อยไปจนสุดทางและแน่นอนว่าห้องด้านในจะต้องสวยงามหมดจดไร้ที่ติ

        เพลิงนิลว่าจ้างบริษัทที่รับจัดงานเลี้ยงมาตกแต่งสถานที่โดยเฉพาะรวมถึงให้ดูแลอาหารและเครื่องดื่มด้วยเพราะไม่อยากให้คนครัวต้องหมดสนุกกับงานที่ล้นมือ วันนี้ทุกคนได้รับเชิญให้มาร่วมสนุกไล่มาตั้งแต่คนสวนจนถึงหัวหน้าแม่บ้าน

        “สวยจังเลยเนอะป้า” ไพลินแหงนมองโคมไฟที่ส่องแสงระยิบระยับราวกับเพชรน้ำงาม บ้านหลังนี้ไม่มีงานรื่นเริงมานานหลายปีพอได้กลับมาคึกคักแบบวันเก่าๆ ก็รู้สึกชื่นใจเป็นอย่างมากและที่น่ายินดีเป็นที่สุดก็คือประมุขของบ้านดูแข็งแรงขึ้นกว่าแต่ก่อนมากโข

        “ป้ารู้มาตลอดใช่ไหมจ๊ะ” เธอมองไปที่กลุ่มสาวๆ แล้วถามขึ้นมา ไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดคือลูกสาวของคุณตาแต่มันก็เป็นไปแล้ว ทำไมเธอถึงไม่เคยเอะใจสักนิด

        “ใช่ ป้านี่แหละที่ต้องคอยเปิดปิดประตูให้แม่พวกนั้น”

        “ทำไมล่ะจ๊ะ”

        “ก็ต้องตรวจตราก่อนไปว่าหยิบข้าวของอะไรติดมือไปรึเปล่า ปากกาบางด้ามของคุณท่านราคาเป็นหมื่นไหนจะข้าวของจุกจิกในห้องรับแขกอีก เป็นเงินเป็นทองทั้งนั้นแหละ”

        “แล้วไม่คิดจะบอกหนูบ้างเหรอ ปล่อยให้หนูโง่มาตั้งนาน”

        “การที่เราไม่รู้เรื่องที่ไม่จำเป็นกับชีวิตไม่ได้แปลว่าโง่แล้วเรื่องของเจ้านาย ขี้ข้าไม่ควรเอาไปพูดพล่อยๆ สนุกปาก” ประนอมตอบหลานสาว

        “จ้ะป้า ดีจังเลยนะที่พวกคุณๆ เขารักกัน” ไพลินมองหญิงสาวทั้งเก้าคนที่ล้วนงามหยาดหยดราวกับเทพธิดา คุณแม่ของพวกเธอคงจะสวยโสภาไม่ต่างกันแต่ที่แน่ๆ คุณตาก็หล่อโก้ไม่แพ้ใครลูกสาวถึงสวยเด่นกันทุกคน

        “รักกับผีอะไรล่ะ ต่อหน้าคุณท่านก็ทำอ่อนหวานกลมเกลียวกันไปอย่างนั้น วีรกรรมแต่ละคนเล่าสามชาติก็ไม่จบ” สาวใหญ่บอกแล้วรีบเอามือปิดปาก เพิ่งพูดไปหยกๆ ว่าขี้ข้าไม่ควรเอาเรื่องเจ้านายมาพูดพล่อยๆ

        “ช่างมันเถอะจ้ะ หนูจะคิดว่าเมื่อกี้ไม่ได้ยินอะไรก็แล้วกัน” ไพลินอมยิ้มแล้วกลั้นหัวเราะเอาไว้เพราะป้าของเธอไม่ใช่พวกชอบนินทาว่าร้ายถ้าไม่เหลืออดจริงๆ คงไม่พลั้งปากออกมา

        “รบกวนฟังคนแก่พูดสักประเดี๋ยวนะจ๊ะ” เพลิงนิลหยิบไมค์ขึ้นมาแล้วกรอกเสียงทุ้มกังวานลงไป คนในห้องโถงหยุดกิจกรรมทุกอย่างทันทีแล้วหันมาสนใจประมุขของบ้านอย่างพร้อมเพรียง

        “ปล่อยให้ข้าวเรียงเม็ดกันมาพักใหญ่แล้ว เรามายักย้ายส่ายสะโพกกับเสียงเพลงดีกว่า คุณประนอมมาเต้นคู่กับตาแก่ๆ หน่อยได้ไหมจ๊ะ หนูนวลมาตรงนี้ด้วยลูก” หนุ่มใหญ่พูดไปยิ้มไป ไพลินก็ยิ้มตามเพราะคุณตาของเธอไม่ได้พูดเล่นเอ่ยแซวใครแบบนี้มาตั้งนาน      

        หลังๆ ภาพที่เห็นจนชินตาก็คือท่านจะนอนอยู่บนเตียงเป็นส่วนมากแล้วก็เหม่อมองไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาเศร้าๆ เธอไม่รู้ว่าท่านคิดถึงลูกชายหรือภรรยาที่จากไปหรืออาจจะทั้งสองอย่างก็เป็นได้แต่ชายแก่เหงาหงอยคนนั้นหายไปแล้วมีแค่คุณตายิ้มหวานและเธอชอบที่สุด

        “พายุมาคู่กับน้องสิ” เขาหันไปบอกลูกชายเมื่อคุณแม่บ้านมายืนตรงหน้า

        “ขอเพลงด้วย” เพลิงนิลกล่าวแล้วเพลงฟลอร์เฟื่องฟ้าซึ่งเป็นเพลงโปรดของเขากับพลอยรุ่งก็ดังขึ้น หนุ่มใหญ่เต้นเข้าคู่กับหัวหน้าแม่บ้านแล้วหัวเราะกันคิกคักราวกับสาวๆ หนุ่มๆ

        “คิดถึงตอนที่เจ้าพายุกับหนูนวลเป็นเด็กเนอะแม่นอม ตอนนั้นเอามาฝึกเต้นเหยียบเท้ากันจนนิ้วโป้งบวมเป่งไปหมด” เพลิงนิลรำลึกความหลังแล้วมองไปที่ลูกชายที่ตอนนี้ไม่ใช่เด็กน้อยอีกแล้ว

        “น่าเอ็นดูกันเหลือเกินค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าคุณพายุจะโตขนาดนี้”

        “ผมก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน เหมือนเพิ่งเมื่อวานนี้เองที่เจ้าพายุแหกปากร้องไห้ลั่นบ้านเพราะจักรยานล้ม”

        “คุณท่านเป็นพ่อที่ดีมากเลยนะคะ อยู่ในทุกช่วงชีวิตของคุณพายุ”

        “ฉันไม่ได้ดีหรอก เธอรู้ดีประนอม” หนุ่มใหญ่กล่าวแล้วหน้าหมองลง

        พายุวางมือไปที่หลังเล็กๆ ของไพลินให้แผ่วเบาที่สุดเพราะมันบอบบางจนกลัวว่าออกเรียงเพียงนิดเดียวกระดูกคงจะหักเป็นแน่แท้ ส่วนอีกมือก็ประสานไว้กับมือนุ่มนิ่ม

        ไพลินวางมือไว้ที่ไหล่ของพายุแล้วเต้นไปตามจังหวะเพลง เธอหวนคิดถึงตอนเด็กที่คุณตาให้เธอกับเขาฝึกเต้นด้วยกันครั้งแรกว่ามันทุลักทุเลขนาดไหน วันนั้นไม่ได้เรื่องอะไรเลยนอกจากเสียงหัวเราะและนิ้วเท้าที่ปวดระบมเพราะผลัดกันเหยียบแทบไม่เว้นนาทีแต่ตอนนี้เสียงหัวเราะและรอยยิ้มไม่มีอีกแล้ว เขามองตรงไปที่ฝั่งตรงข้ามเธอก็จ้องที่หน้าอกเขาเพราะสูงแค่เพียงเท่านั้น เสียงเพลงครึกครื้นไม่ได้เข้ากับอารมณ์ของคู่เต้นเธอสักนิดหน้าตาของเขาบ่งบอกว่าเหนื่อยหน่ายและอยากไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด

        พายุต้องแกล้งทำหน้าเฉยชาและไม่สบตาคนตัวเล็กที่กึ่งๆ จะอยู่ในอ้อมกอด เป็นสิบปีแล้วสินะที่ไม่ได้ใกล้ชิดกันแบบนี้และเขาก็ยังคงตื่นเต้นทุกที ตอนเด็กเธอสูงเพียงแค่หน้าอก โตขึ้นมาก็ยังเท่าเดิมอยู่ดีแถมตัวยังบางเหมือนจะปลิวลมไม่เปลี่ยนทั้งที่กินเก่งมาก

        ประสบการณ์ครั้งแรกของเขาแทบจะทุกอย่างเกิดขึ้นที่บ้านหลังนี้และมีเธออยู่ด้วยเสมอไม่ว่าจะเป็นหัดว่ายน้ำ หัดขี่จักรยาน หัดตีลังกา หัดวาดรูป หัดเล่นกีตาร์และอีกสารพัดอย่าง ถ้าไม่ได้หัดด้วยกันเธอก็จะนั่งเป็นกำลังใจไม่ห่างตา เช่นการตีลังกา ที่ป้าประนอมไม่เห็นชอบให้เธอลองทำเพราะมันแก่นแก้วเกินไปแต่พออยู่กันสองคนเขาก็แอบสอนเธออยู่ดีและก็ทำได้ไม่เลวซะด้วย

        ส่วนการหัดว่ายน้ำมันกลายเป็นฝันร้ายที่ติดตามาจนทุกวันนี้ ด้วยความคะนองตามประสาเด็กเธอกับเขาจึงริอ่านหัดกันเองเพียงลำพังที่บึงบัวใกล้สวนเด็กเล่น เขาพอมีทักษะอยู่บ้างและไม่ได้กลัวสิ่งที่อยู่ใต้น้ำแต่เธอกลัวและหวีดร้องสุดเสียงเมื่อใบบัวมาพันขาและเกือบจมน้ำตาย เขาเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะช่วยใครได้ เคราะห์ดีว่าคนสวนได้ยินเสียงเอะอะจึงมาช่วยไว้ทันกาลตั้งแต่นั้นเธอก็ไม่กล้าลงน้ำอีกเลย

        “พี่อยากมีลูก น้องนวลอยากมีไหม” พายุถามไพลินเมื่อตอนเป็นเด็ก ทั้งคู่ยังไม่เข้าใจว่าเขาทำกันยังไง เด็กน้อยคิดเพียงแต่ว่าการมีลูกแดงๆ ตัวเล็กๆ คือสิ่งที่น่ารักน่าชังที่สุด

        “อยากค่ะพี่พายุ” สาวน้อยตอบเสียงเจื้อยแจ้ว

        “โตขึ้น เรามีลูกกันนะ กี่คนดี สามคนไหม”

        “กี่คนก็ได้ค่ะ พี่พายุต้องช่วยนวลเปลี่ยนผ้าอ้อมแล้วก็ป้อนข้าวลูกด้วยนะคะ”

        “พี่ไม่ปล่อยให้นวลทำคนเดียวหรอก” เด็กชายตอบแล้วกลับไประบายสีต่อ ประนอมได้ยินทุกถ้อยคำและกลัวจนหัวหดเลยทีเดียว

        ทำไมพายุถึงอยากมีลูกนะหรือก็เพราะเธอนั่นแหละ อีกสิ่งที่เขาจำได้ติดตราตรึงใจแต่สิ่งนี้คือภาพที่แสนสวยงามมันคือภาพทารกน้อยในห่อผ้าสีขาวสะอาดตา เขาเห็นแค่ใบหน้าเล็กจ้อยของเธอโผล่ออกมา ทุกอย่างเล็กมากเล็กไปหมด ปาก จมูก คิ้ว ขนาดว่าตอนนั้นเขาก็เป็นเด็กแต่เธอก็ยังตัวเล็กกว่าเหมือนลูกมดไม่มีผิด

        “น้องชื่อนวล แม่น้องจากไปแล้วพ่อก็ไม่มี พ่อจะให้น้องมาอยู่ด้วย พายุต้องดูแลน้องรักน้องมากๆ นะ” บิดาบอกกับเขาเมื่อวันแรกที่นวลเข้ามาอยู่ในบ้าน

        “ครับ คุณพ่อ ผมจะดูแลน้องรักน้องให้มากกว่าตัวเอง” และพายุก็ทำตามคำพูดทุกประการ

        แล้ววันหนึ่งตอนมัธยมต้นเขาก็พบว่าเธอผิดคำสัญญา เธอมีผู้ชายคนอื่นมาชอบพอแล้วก็ทำท่าสนอกสนใจ เธอลืมได้อย่างไรว่าเคยสัญญาอะไรไว้เมื่อตอนเป็นเด็ก เธอลืมไปแล้วหรือว่าผู้ชายคนนี้ให้คำมั่นว่าจะดูแลเธอตลอดไปทำไมเธอจึงให้คนอื่นมาแทนที่เขา

        นั่นจึงเป็นสาเหตุให้พายุตัดสินใจไปเรียนเมืองนอกและแทบจะไม่กลับมาคฤหาสน์มหเดชภักดีอีกเลย

 

                                  ตอนที่ เมื่อไพลินมีรัก

        ในที่สุดเธอกับเพื่อนๆ อีกสี่คนก็ว่างตรงกันสักที ทริปทะเลหรรษาจึงหายหมันหลังจากผัดมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งเพราะตารางงานอันแน่นเอี๊ยดของแต่ละคน ตกลงกันอยู่นานจนได้ข้อสรุปว่าหัวหินคือตัวเลือกสุดท้ายเพราะไม่ไกลเกินไป บ้านพักเป็นหลังแถมมีสระน้ำด้วยพอมาหารกันตกคืนละไม่ถึงพันด้วยซ้ำแต่ได้ครองบ้านสองชั้นแถมติดทะเลแต่เพียงผู้เดียว

        แจนอาสาเป็นคนขับเธอแวะไปรับขวัญเป็นคนแรกแล้วก็โบว์ตามด้วยสุคนสุดท้ายก็คือแม่เนื้อนวลแห่งคฤหาสน์มหเดชภักดีที่ไกลเหลือที่

        “มาบ้านแกทีไรนึกว่าขับรถไปสวนผึ้ง” นั่นคือคำทักทายของแจนที่มีให้นวล

        “แวะให้อาหารแกะไหมล่ะ” ขวัญยื่นหน้าไปหาคนขับแล้วถามแบบจริงจัง

        “เชิญคุณขวัญกลับไปแดกหญ้าที่เบาะหลังก่อนนะคะ เราจะขับรถแล้ว” แล้วสาวๆ ก็หัวเราะพร้อมกัน

        “เออ สวนผึ้งก็ดีนะแก ทริปหน้าม่ะ” สุถาม

        “ไป จัด” ขวัญตอบ

        “แกนะ ตัวดีเลยนังขวัญ ทำงานไม่เป็นเวลาเหมือนคนอื่น” โบว์จิ้มหน้าผากเพื่อนเพราะหมั่นไส้ ก็ที่ต้องเลื่อนตั้งหลายหนเพราะยัยขวัญคนเดียวเลย

        “โหยยยย ใครจะอยากผิดนัดเล่าก็มันติดงานจริงๆ นี่นา”

        “อย่าไปว่าขวัญเลย ว่าแต่ฉันก็อยากไปสวนผึ้งนะ เห็นว่ามีรีสอร์ทที่เป็นบ้านดินด้วยใช่ไหม” นวลถาม

        “ใช่ๆๆ เคยเห็นเพจไหนรีวิวไม่รู้ หาแพร่บ” ขวัญเจ้าแม่โซเชี่ยลหยิบมือถือมาหาข้อมูลอย่างว่องไวแล้วไม่กี่อึดใจก็ได้รายละเอียดทั้งหมด

        “ตกลงนะ ดูก่อนๆๆๆ อีกสามเดือนนะ ได้ม่ะ เสาร์สุดท้ายของเดือน”

        “ได้ ถ้าแกไม่มายกเลิกเอานาทีสุดท้ายอ่ะนะ” ทั้งสี่คนประสานเสียงตอบแล้วขวัญก็หัวเราะแหะๆ

        การเดินทางราบรื่นและมีแต่เสียงเจี๊ยวจ๊าวตลอดทางเพราะทั้งห้าสาวคุยกันแทบไม่ได้หยุด จริงๆ น่าจะแค่สี่คนมากกว่าเพราะนวลไม่ค่อยได้พูดอะไรมากนัก สิบวันแล้วที่เขากลับมาและยังไม่มีสักครั้งที่ได้พูดจาดีๆ ต่อกันแค่ทักทายตามประสาคนรู้จักยังไม่มีแม้แต่คำเดียวและที่งานเลี้ยงเธอก็มั่นใจแล้วว่าเขาไม่ใช่แค่ไม่ชอบเธอเขาเกลียดเธอต่างหาก

        “สุดยอดดดด สวยกว่าในรูปอีก นี่ลุ้นมากกลัวมาเจอของจริงแล้วหลอนผีหลอก แกๆๆ ดูสิ มีบาร์ชงเหล้าเก๋ๆ ด้วย แบบนี้ตอนกลางคืนก็ไม่ต้องไปเมาข้างนอก” โบว์เอามือลูบไล้เก้าอี้ตัวสูงแบบหลงใหลสุดๆ จะมีอะไรดีไปกว่าแอลกอฮอลล์และแก๊งเพื่อนสาว

        “เชิญแกเมาที่นี่คนเดียวแล้วกันเพราะฉันจะไปส่องหนุ่มๆ”

        “ได้ไง ฉันไปด้วยสิ ที่สำคัญต้องพาเพื่อนสุผู้ชอกช้ำไปปลอบใจหาผู้ชายคนใหม่มาดามอก”

        “เอาจริงๆ นะ ไม่ได้รู้สึกไรเลย เฉยมาก ดีแล้วที่ทิ้งฉันไปหานังนั่นเหมาะกันดีผีเน่ากับโลงผุ” สุเพิ่งโดนแฟนนอกใจและเธอไม่ค่อยเสียใจนักเพราะคนเลวๆ แบบนั้นจะไปเสียน้ำตาให้ทำไม

        “ป่ะๆ เปลี่ยนชุดไปลัลลาที่ทะเลกันดีกว่า” สาวๆ ทั้งห้าวิ่งแจ้นเข้าห้องแล้วใส่ชุดเล่นน้ำเสร็จภายในพริบตา

        “แดดแรงอ่ะ นอนเล่นก่อนไหม” เมื่อออกมาข้างนอก แสงแดดอันแรงกล้าก็ทำให้ชะงักทันที

        “เออ นอนก่อนๆ ไม่ไหว ออกไปตัวไหม้แน่” เมื่อได้ที่ได้ทางแล้วแจน โบว์ ขวัญ สุก็มองหน้ากันไปมาเพราะเพื่อนอีกคนดูเหมือนไม่ได้เอาวิญญาณมาด้วย

        “เป็นไรอ่ะนวล” แจนถามเพื่อน

        “เปล่า” นวลตอบ

        “อย่ามาโกหก มีอะไรเล่ามาให้หมด” โบว์บอกแกมขู่ หน้าตึงเหมือนอมทุกข์ไว้ทั้งโลกขนาดนั้นใครดูไม่ออกก็บ้าแล้ว

        “มีไรนวล เล่าให้ฟังได้ไหมเผื่อพวกเราช่วยได้” ขวัญบอกแล้วลูบหลังเพื่อนเบาๆ เธอกับนวลสนิทกันมากที่สุดเพราะรู้จักกันตั้งแต่ประถมส่วนคนอื่นๆ มาเจอกันตอนมัธยม

        “คุณพายุเขาไม่ชอบฉัน”

        “ก็ไม่ต้องไปสนใจดิ เราก็อยู่ส่วนเรา” สุบอก

        “ถ้าแค่ไม่ชอบก็จะทำแบบนั้นแหละแต่เขากล่าวหาฉัน”

        “เรื่อง” ทั้งสี่สาวพูดพร้อมกัน

        “เขาบอกว่าฉันหวังจะฮุบสมบัติคุณตาแล้วก็จ้องจะเอาคุณตามาทำสามี” นั่นคือประโยคเดียวที่เขาพูดกับเธอตอนเต้นรำด้วยกันมันทำให้เธออับอายและหน้าชาจนทำอะไรไม่ถูก เธอจะคิดบัดสีกับคุณตาแบบนั้นได้ยังไง

        เขาเป็นคนบอกเองว่าไม่มีปัญหาถ้าคุณตาจะแบ่งสมบัติให้เธอแต่มาวันนี้เขากลับกล่าวหาว่าที่เธอทำดีก็เพราะหวังเงินทองอยากได้ของตอบแทน

        “ห๊ะ บ้ารึเปล่า” สี่คนตะโกนลั่น

        “น่าทุกข์ใจไหมล่ะ ไม่รู้เขาคิดแบบนั้นได้ยังไง”

        “คนบ้า คนวิปริต แกกับคุณตาอายุห่างกันตั้งเท่าไหร่ จะเอามาทำผัวเนี่ยนะ บ้าๆๆๆ” ขวัญโวยวายเพราะโมโหสุดๆ อย่าให้เจอนะจะชกให้หน้าคว่ำเลย ไอ้ผู้ชายเฮงซวย

        “ฉันก็ดูแลคุณตามาตั้งนานแล้ว หลังๆ ท่านเดินไม่ค่อยสะดวกท่านก็จะให้ฉันไปอ่านหนังสือให้ฟังหรืออยู่คุยเป็นเพื่อน เขาคิดอกุศลแบบนั้นได้ไงอ่ะแก” นวลถามด้วยความคับแค้นใจ เธออยู่ในฐานะที่ต่ำกว่าและเขาก็อคติกับเธอมาก ไม่ว่าจะพูดอะไรเขาก็ไม่ยอมเชื่อ

        “ใช่ แกดูแลคุณตามากกว่าลูกชายแท้ๆ แบบมันอีก” แจนบอกและโกรธพายุจนควันออกหู ตั้งแต่รู้จักกันมายัยนวลรักและเป็นห่วงคุณตาประหนึ่งบิดาแท้ๆ เลิกเรียนก็รีบกลับบ้านเพื่อปรนนิบัติพัดวีท่าน

        “อย่าไปว่าคุณพายุเลย เขาไปเรียนนะ” นวลตอบกลับด้วยเสียงเรียบๆ ตามสไตล์

        “โอ๊ย มันด่าแกขนาดนั้นยังไปปกป้องมันอีก” สุบอกแบบเหลืออดกับความนางเอกของแม่เพื่อนสนิท

        “เห็นไหมฉันถึงไม่อยากเล่าให้พวกแกฟังเพราะรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ไง” นวลบอกหงอยๆ เธอรู้ว่าเพื่อนจะต้องโกรธและไม่สบายใจเลยอยากเก็บไว้คนเดียว

        “เออๆ ขอโทษ ถ้ามันไม่มีอะไรดีขึ้น แกย้ายมาอยู่กับฉันไหม” ขวัญถาม

        “ก็คิดอยู่” นวลตอบ

        “จริงดิ !” ทั้งสี่คนต่างรู้ดีว่านวลยอมตายถวายชีวิตให้บ้านมหเดชภักดีเพราะนวลเกิดและโตที่นั่นแถมคุณเพลิงนิลที่เป็นประมุขของบ้านก็รักและเอ็นดูนวลเหมือนลูกในไส้ ไม่มีสักนาทีที่นวลคิดจะทรยศหรือหันหลังให้บ้านหลังนั้นแต่คราวนี้คงหนักหนาและสุดทนจริงๆ นวลถึงคิดจะจากมา

        “ฉันคงขออาศัยแกสักระยะเพื่อตั้งหลักนะขวัญ ถ้าฉันออกมาจริงๆ บอกตรงๆ ฉันคงเคว้งๆ ฉันอยู่ที่นั่นตั้งแต่เกิด ห้อมล้อมด้วยผู้คนมากมายแล้วก็มีคุณตาเป็นร่มบุญแต่ถ้าฉันจะเป็นตัวที่ทำให้พ่อลูกเขาแตกแยกก็คงอยู่ไม่ได้”

        “อยู่ถาวรเลยก็ได้ พร้อมเมื่อไหร่บอกมา จะไปรับ”

        “โอเค ขอบใจพวกแกมากนะ ได้ระบายสบายใจขึ้นเยอะเลย”

        “เออ มีไรก็เล่าให้เพื่อนฟัง อย่าเก็บไว้คนเดียว” ทั้งห้าคนกอดกันแล้วชวนกันไปเดินเล่นที่หาดทราย ตอนแรกก็แค่เดินเฉยๆ แต่พอคนนึงเอาน้ำมาวักใส่ก็กลายเป็นสงครามสาดน้ำแล้วก็เปียกปอนกันทั้งตัว

 

ตอนค่ำ

     “โอ้โฮ จะไปงานราตรีสโมสรที่ไหนย่ะ” สุถามเพื่อนๆ ทั้งสามที่แต่งตัวหรูหราไฮโซยกเว้นนวลที่ไม่ฟู่ฟ่าเท่า

        “ก็เรียบๆ ไม่ได้อะไร๊” ขวัญผู้เยอะสุดกรีดนิ้วโชว์แหวนทั้งสามวงแล้วส่งยิ้มหยันๆ มาให้เพื่อน

        “ผีนางแบบเข้าสิงเหรอ มาเร็วๆ หิวไส้จะขาดแล้วเนี่ย” โบว์เดินนำฉับๆ ไปโดยไม่รอใคร

        “เริ่ดอ่ะ คูลมาก ร้านดี ผู้ชายเด่น นั่งนานๆ เลยนะ” แจนมองไปรอบๆ ก็ตาโตเพราะทั้งร้านอุดมด้วยชายหนุ่มรูปงาม บ้างมากันเป็นกลุ่มบ้างก็มาคนเดียว ดูท่าคืนนี้จะไม่ได้นอนกับเพื่อนซะแล้ว

        “โต๊ะนั้นห้าคนพอดีเลยแก” โบว์ส่งสายตาไปที่โต๊ะอีกฝั่ง

        “เริ่ด เริ่มเลยม่ะ”

        “โอ๊ย กินข้าวก่อนอย่าเพิ่งแรด กินก่อนแล้วจะแรดแค่ไหนนี่ก็สู้ไม่ถอยเหมือนกัน” โบว์ขอร้องเพื่อนเพราะถ้าท้องยังไม่อิ่มเธอไม่มีสมาธิทำอะไรทั้งนั้น

        “ขอโทษนะครับ เห็นว่าน้ำหมดแล้ว ผมเลยสั่งมาให้” ขณะที่นวลกำลังดูดน้ำมะม่วงปั่นหยดสุดท้ายก็มีชายหนุ่มแปลกหน้าเดินเข้ามาทักพร้อมกับยื่นแก้วน้ำให้

        “อะ เอ่อ ขอบคุณค่ะ” นวลมองหน้าเพื่อนทั้งสี่คน เธอรู้ว่าพวกนั้นพร้อมจะยิงคำถามใส่เพียงแค่ผู้ชายคนนี้เดินคล้อยหลังไปก้าวเดียว

        “เมื่อกลางวันผมเห็นคุณกับเพื่อนๆ ที่ชายหาดแต่พวกคุณกำลังเล่นน้ำกันอยู่เลยไม่อยากรบกวน ผมเข้าไปเปลี่ยนเสื้อกลับมาออกมาก็ไม่เจอแล้ว โชคดีมากเลยที่เจอกันที่นี่อีก”

        “เอ่อ ค่ะ”

        “ผมชื่อทิมครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”

        “เพื่อนฉันชื่อนวลค่ะ โสด ไม่เคยมีแฟนเลยสักคน” ขวัญนำเสนอเพื่อนแบบม้วนเดียวจบ

        “ผมก็ไม่เคยมีแฟนเหมือนกันครับ”

        “ดีเลยค่ะ มาเป็นคนแรกของกันและกันซะ” สุช่วยขายเพื่อนอีกแรง

        “สุ ทำไมพูดแบบนั้น” นวลหันไปทำตาเขียวใส่เพื่อน

        เมื่อสุมาคิดทบทวนดูอีกทีมันก็ออกจะสองแง่สองง่ามไปสักหน่อยเพราะพ่อหนุ่มคนนั้นหน้าแดงเป็นลูกตำลึงเหมือนเพื่อนของเธอ อย่าบอกนะว่านี่มันคืออุบัติการณ์คนยังซิงมาพบกัน

        “นวล ไปเดินเล่นก่อนก็ได้นะ พวกฉันจะดื่มอ่ะ ยังไงแกก็ไม่ดื่มอยู่แล้วนี่” ขวัญกรุยทางให้เพื่อน

        “ผมก็ไม่ดื่มเหมือนกันครับ คุณนวลอยากไปเดินเล่นรับลมด้วยกันไหมครับ”

        “ไปดิ จะมานั่งเฉยๆ ทำไม ไปเหอะมองไปก็เห็นถ้ากลัวก็ไม่ต้องไปไกลมาก” สุคะยั้นคะยอ

        “ผมรับรองครับว่าจะไม่ล่วงเกินคุณนวล ผมแค่ไม่อยากปล่อยโอกาสให้หลุดมือซ้ำสองถ้าไม่เข้ามาทำความรู้จักตอนนี้ก็ไม่รู้เลยจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่”

        “ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวมานะแก” นวลลุกขึ้นแล้วออกเดินไปพร้อมทิม

        “กรี๊ดดดดดดด ชนแก้วววว” เมื่อสองคนเดินพ้นไป ทั้งสี่สาวก็กรีดร้องโวยวายด้วยความดีใจพร้อมกระดกเหล้าหมดแก้ว

        การเดินเล่นเพียงครึ่งชั่วโมงกลับทำให้นวลรู้สึกว่ารู้จักและคุ้นเคยกับผู้ชายคนนี้มานาน เขาดูสุขุม ใจเย็นและเป็นห่วงเป็นใยเธอในคราวเดียวกันเพราะเขายอมสละเสื้อตัวนอกมาคลุมไหล่ให้เนื่องจากลมตอนกลางคืนค่อนข้างแรง นอกจากเขาจะใจดีแล้วก็ยังชอบอ่านหนังสือเหมือนเธอด้วยแถมยังไม่ดื่มไม่สูบอีกต่างหาก

        “เราออกมานานแล้วกลับกันดีกว่าครับ ลมก็แรงมากเดี๋ยวคุณนวลจะเป็นไข้เอา” ทิมบอกด้วยความเสียดาย แม้ใจจริงอยากจะเดินแบบนี้ไปอีกนานๆ แต่สุขภาพของเธอย่อมสำคัญกว่า

        “ขอบคุณนะคะ” นวลส่งเสื้อคืนให้เขา

        “คุณนวลครับ ขอเบอร์ไว้ได้ไหมครับ เราจะได้รู้จักกันมากขึ้น”

        “นี่ค่ะ” เธอลังเลอยู่ชั่วอึดใจเพราะคิดถึงใครบางคนที่ตอนนี้เกลียดเธอเข้าไส้

        ในเมื่อเขายืนยันชัดเจนขนาดนั้นจะต้องไปห่วงความรู้สึกของเขาทำไมกันคำสัญญาในวัยเด็กก็เป็นเขาที่ลืมมันเขาบอกจะดูแลเธอแต่กลับหนีไปอยู่เมืองนอกหน้าตาเฉย พอกลับมาก็ทำเหมือนเธอเป็นอากาศธาตุไม่มีตัวตนซ้ำร้ายยังกล่าวหาว่าจะจับพ่อเขามาทำผัว เธอจะไม่สนใจผู้ชายคนนี้อีกจากนี้เธอจะมีชีวิตเพื่อตัวเองไม่ใช่เพื่อเขา

 


ติดตามให้จบในอีบุ๊ค

 

ร่านรักอาญาเถื่อน
รตี
www.mebmarket.com
ความไม่เข้าใจ...บานปลายเป็นความแค้น #ร่านรักอาญาเถื่อน #นิยายชุดร่านไม่เลิก~~~ ตัวอย่าง เรียกเลือดกำเดา ~~~“ฉันผิดคำสัญญาตอนไหน คุณนั่นแหละ อยู่ๆ ก็ทิ้งฉันไปเมืองนอก”“เพราะเธอไปมีใจให้คนอื่นไง จำได้ไหม เธอสัญญาว่าจะแต่งงานกับฉันมีลูกกับฉัน”“ก็นั่นมันตอนเด็ก ฉันจะรู้ไหมว่าคุณจริงจัง” ไพลินตวาดกลับบ้าง“ที่ผ่านมาตั้งแต่เด็กจนโตมีครั้งไหนที่ฉันไม่จริงจังกับเธอ ได้ ! คืนนี้ฉันจะทำให้เธอรู้ว่าฉันจริงจังขนาดไหน” เมื่อพูดจบพายุก็กระชากเสื้อของไพลินขาดคามือ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~นิยายชุด “ร่านไม่เลิก”เขียนร่วมกับนามปากกา “เพลิงไพร” และ “มะลิก้านแดง”อ่านแยกได้เพราะเนื้อหาไม่ต่อเนื่องกันแต่สิ่งที่มีเหมือนกันคือความเร่าร้อนถึงใจ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~หมายเหตุ: นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นมีทั้งหมดสิบสามตอน ดำเนินเรื่องฉับไว
        แสดง 1 - 1
วันที่โพสต์ :  6 ก.ค. 2561 18:24    วันที่อัพเดท :   28 ก.ค. 2561 12:54    › จำนวนผู้เข้าชม 452 คน
   › คะแนนโหวต 109 คะแนน   
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้


    แสดงความคิดเห็น


   ชื่อ :
   ความเห็น :