นิยายอัพเดต       นิยายมาใหม่       Top View       Top Vote      
› นิยายเรื่อง ขอรักรัฐภูมิ [ชุด Men Of Lions] (Ebook+ทำมือ)    by madamsomloun
ชื่อตอน ขอรักครั้งที่ ห้า 3








รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากโรงแรมเคอาร์ คอร์ป มุ่งหน้าสู่สถานที่ต่อไป เท้าเรียวก้าวลงจากรถเมื่อมันจอดสนิทลงหน้าร้านอาหารไทย ผู้ชายคนนี้มีอะไรหลายอย่างที่ทำให้เธอแปลกใจได้ตลอดเวลา ครั้งแรกที่เจอก็ราวภาษาไทยใส่เธอเป็นชุดซึ่งขัดกับหน้าฝรั่งของเขา  ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะชอบทานอาหารไทย ดูจากรสนิยมแล้วไม่น่าจะใช่เลยด้วยซ้ำ


“ไม่ยักรู้ว่าคุณชอบอาหารไทยด้วย” ปานรีย์ประชดกลายๆ


“ผมก็มีเลือดไทยอยู่ครึ่งหนึ่ง จะชอบอาหารไทยก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร ฝรั่งบางคนเขายังชอบทานมากกว่าผมก็มีเยอะแยะ หรือคุณว่าไม่จริงครับ” ชายหนุ่มบอกหน้าตาเฉย ส่งใบหน้ากวนประสาทมาให้อีกคำรบ 


พ่อฝรั่งเอ่ย อยากกินอาหารรสจัด ได้! เดี๋ยวจะจัดให้ชุดใหญ่ไปให้


แผนการทุกอย่างจึงเริ่มต้นขึ้น ไหวไหล่มนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วต้องสะดุ้งเฮือก ถูกฝ่ามือใหญ่วาดโอบเอวคอดกิ่วรั้งให้เดินตามเข้าภายในร้านอาหาร เธอทำอะไรไม่ถูก


“ทำอะไรของคุณ! ปล่อย ฉันเดินเองได้” บอกเสียงลอดไร้ฟัน ใบหน้านวลเงยขึ้นจ้องเขาบอกให้รู้ว่าเธอไม่ได้ต้องการ


“ไม่” สิงห์หนุ่มไม่ตอบรับคำขอ รั้งเอวบางให้เดินตามไปที่โต๊ะหน้าตาเฉย ปานรีย์มองผู้คนที่กำลังมองมาที่พวกเธอด้วยความสนใจ มือบางพยายามแกะมือหนาที่โอบเอวเธอออก แต่มันเหมือนปอกเหล็กหนายากที่จะเอาออกไปได้ง่ายเธอจึงต้องยอมปล่อยเลยตามเลยประตูร้านไม้สักเนื้อดีลวดลายวิจิตรศิลป์งดงามเหลือเกิน


ปานรีย์ลืมเรื่องสิงห์หนุ่มไปชั่วขณะ หลัฝจากที่เข้ามายืนอยู่ภายในร้าน เธอไม่รู้มาก่อนเลยว่ามีร้านอาหารที่สวยงาม บรรยากาศดีแบบนี้อยู่ในเมืองที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน หญิงสาวพึ่งรู้ตัวว่ามีสายตานับสิบจับจ้องมองมาที่เขาและเธอเป็นจุดเดียว ทำเอาหญิงสาวเกิดความรู้สึกประหม่าขึ้นมาเสียไม่ได้


รัฐภูมิรับรู้อาการของคนข้างกาย มองกวาดไปรอบตัวพวกเขาถึงได้รู้ว่าเพราะอะไร ใบหน้าคมแย้มยิ้มเล็กน้อย เรื่องอะไรเขาจะปล่อย มือหนารั้งร่างบางเดินไปที่โต๊ะอาหารที่อยู่ห่างไปไม่ไกลนัก


“ท่าทางพวกเธอจะอยากจะมานั่งร่วมโต๊ะกับคุณ”


ปานรีย์เหน็บแหนมเขาอย่างหมั่นไส้ หลังจากที่เดินมานั่งลงที่โต๊ะความรู้สึกภายในใจตีรวนไปหมด เกิดความรู้สึกไม่ชอบใจ แต่เขากลับไม่ทุกข์ร้อนกับคำพูดของเธอ แถมยังรับเมนูอาหารมาเปิดดูรายการอาหาร ไม่ได้สนใจเธอปานรีย์จึงเบ้ปาก ย่นจมูกโด่งรั้นไปให้อย่างอดไม่ได้ เมื่อคิดอะไรบางอย่างก็หัวเราะออกมา


“คุณขำอะไร” รัฐภูมิเงยหน้าขึ้นมองคนที่เอามือปิดปากกลั่นหัวเราะไว้


“เปล่า สั่งอาหารสิ คุณหิวไม่ใช่เหรอ” ปากสวยบอกปัด ดวงตาเรียวมองดูรายการอาหารไปไม่สนใจหรือหันมาดูเขาอีก เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่กล้าเมินใส่เขาอย่างนี้ แต่เขากับชอบท่าทีหยิ่งทะนงและถือตัวนั้นเหลือเกิน อยากปราบพยศให้อยู่มัด


“ได้ครับทูนหัว” ชายหนุ่มขานรับ


“...คุณเรียกฉันว่าอะไรนะ”


ปานรีย์เงยใบหน้านวลขึ้นมองใบหน้าคม ฟังประโยคเมื่อครู่ของเขาไม่ชัด แต่พนักงานสาวที่ได้ยินชัดกับหน้าแดงอายม้วนไปใหญ่กันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ใบหน้าคมยื่นข้างโต๊ะเข้าไปใกล้ แล้วก้มลงกระซิบข้างหูห่างจากแก้มนวลเพียงลมพัดผ่าน


“ทูน-หัว ชัดพอไหมครับ”


พนักงานสาวที่ยื่นทำหน้าที่อยู่ถึงกับหน้าแดงเขินอายม้วนแทนไปอีกรอบ อิจฉาหญิงสาวที่ได้ผู้ชายที่แสนดีและหล่อมากเป็นแฟน แก้มนวลจะแดงขึ้นสีระเรื่อจนน่าจับมาหอมปลอบใจนัก มันคงเป็นยาวิเศษหลังจากที่ลุยงานมาทั้งวัน


ปานรีย์เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมซึ่งเขาก็มองเธออยู่ นัยน์ตาสีดำสนิทช้อนมองดวงตาคู่คมนิ่งนาน เป็นเธอเสียงเองที่ต้องหลบฉาก พลางเสมองไปที่อื่น เพราะทนประกายตาของเขาไม่ไหว


อย่าเรียกฉันแบบนั้นอีก คนอื่นมาได้ยินเข้าฉันเสียหาย” บอกเสียงราบเรียบ


“ทำไม” ชายหนุ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาที่เธอไม่ยอมรับไมตรีของเขา


“เราก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน อย่าได้พูดแบบนั้นอีก” ปานรีย์กล่าวเสียงเรียบ แต่มีหรือคนหน้ามึนอย่างเขาจะให้ผู้หญิงปฏิเสธได้ ไม่มีทางซะหรอก


“ใครบอกว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน ก็เราเป็น...” รัฐภูมิรีบขัดขึ้นจ้องมองใบหน้านวลของผู้หญิงตรงหน้า เว้นวรรคเล็กน้อย


พนักงานสาวยกอาหารเสิร์ฟสองสาวถึงกับทำอะไรไม่ถูกเมื่อลูกค้าทั้งคู่กำลัง... ลางสังหรณ์บอกหญิงสาวว่าเขาจะไม่ยอมจบเรื่องง่ายแน่


“คุณ...”


ปานรีย์พยายามควบคุมอารมณ์ที่กำลังจะพุ่งออกมาสุดกำลัง ถอนหายใจออกมายืดยาว นับหนึ่งถึงสิบช่วยอีกแรง พร้อมส่งสายตาเขียวปัดไปให้คนที่นั่งทำหน้าระรื่นมีความสุขที่แกล้งเธอได้


“คิดว่าผมจะพูดว่าอะไรหรือครับ” มือหนาวางช้อนลง ผสานมือเข้าหากันวางบนโต๊ะอาหาร นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองร่างบางตรงหน้าอย่างมีความหมาย


“คุณ! รีบทานๆให้เสร็จเถอะ ฉันจะรีบกลับไปทำงานต่อ”


“ก็ไหนคุณบอกว่าทำงานเสร็จแล้วไง”


ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากัน เธอเป็นคนบอกเขาเอง แล้วเวลานี้บอกว่าจะกลับไปทำงานต่อ มาอารมณ์ไหนอีก


“งานฉันมีเป็นร้อยเป็นพันอย่าง เสร็จหนึ่งก็มีงานที่สองที่สามเข้ามา ไม่ได้ลอยไปลอยมาสบายใจเหมือนคุณนี่ เที่ยวไปนั่งเฝ้าคนโน้นคนนี่...” ปลายเสียงอดเหน็บคนตรงหน้าไปด้วย รัฐภูมิอ้าปากจะพูดก็ต้องเงียบเสียงลงเมื่อถูกหญิงสาวพูดสวนมาก่อน


“หยุด แล้วก็เลิกพูดเลิกถามได้แล้ว กินเข้าไป คุณหิวไม่ใช่หรือ” บทสนทนาหยุดลงแต่เพียงเท่านั้น ต่างฝ่ายต่างก้มหน้าลงทานอาหารไปเงียบๆ


สิงห์หนุ่มนั่งจ้องและคอยสังเกตหญิงสาวตรงหน้าอยู่เรื่อยๆ รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก แลดูเธอมีความสุขมากเวลาทานอาหาร ไม่กังวลเรื่องอะไรทั้งสิ้น โดยเฉพาะอาหารที่จะทำให้น้ำหนักเธอขึ้นเป็นสิบกิโลได้ในไม่กี่นาที


 


มื้อเที่ยงผ่านไปสิงห์หนุ่มก็พารองประธานสาวมาส่ง แต่แทนที่เขาจะกลับไป แต่กลับเดินตามเธอเข้ามานั่งลงที่ห้องทำงานตามเดิม เหมือนเมื่อสามชั่วโมงก่อน ปานรีย์อ้าปากจะท้วงแต่ต้องพับเก็บกับความหน้ามึนของเขา ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ยอมไป ตามใจ อยากเฝ้าก็เชิญ ถ้าเบื่อเดี๋ยวเขาก็กลับไปเอง ปานรีย์สรุปให้กลับตัวเอง เดินอ้อมไปที่โต๊ะทำงาน และลงมือจัดการต่อให้แล้วเสร็จ


เวลาบนนาฬิกาเรือนหรูบอกอีกยี่สิบนาทีจะสี่ทุ่มตรง มือบางรวบเก็บเอกสารเก็บเข้าที่ ยืดตัวขึ้นบิดขี้เกียจ ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หลังจากที่จัดการทุกอย่างแล้วเสร็จ เพราะพี่ชายคนเดียวถึงทำให้เธอทำงานหนักคูณสองเช่นนี้


“เสร็จแล้วหรือครับ” น้ำเสียงทุ้มดังขึ้น ทำเอาเจ้าของห้องสะดุ้งน้อยๆ


“คุณยังไม่กลับอีกหรือ” ช้อนตาขึ้นมองเขา เธอมัวแต่จัดการงานบนโต๊ะจนลืมไปเสียสนิทว่ามีเขาอยู่ร่วมห้อง


“จะกลับได้ยังไง ก็งานผมยังไม่เสร็จ” รัฐภูมิบอกใบหน้าเรียบเฉย ส่งสายตาพราวมาให้อย่างมีความหมาย


“แต่ทีหลังไม่ต้องก็ได้ค่ะ ฉันไม่อยากเป็นต้นเหตุที่ทำให้ใครต้องเสียการเสียงาน” ประชดชายหนุ่มเข้าให้ เธอรู้ว่าเขาทำแบบนี้เพราะอะไร


“ผมเต็มใจ”


ร่างสูงใหญ่เดินมาหยุดหน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ สีหน้าและแววตาบอกเธอว่าเขาจริงจัง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองร่างบางนิ่ง ทำเอาเธอทำหน้าไม่ถูก


“คุณกลับไปได้แล้วหรือคุณอยากอยู่ต่อก็ได้นะ ฉันไม่ว่า”


ปานรีย์หมุนกายกลับไปฉวยกระเป๋าใบสวยขึ้นไหล่บอบบาง ก้าวออกจากห้องทำงานไป และไม่คิดจะรอชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลัง รัฐภูมิแย้มยิ้มกับท่าทางกวนๆ ของสาวเจ้า แต่มันทำให้เขามีความสุขอย่างบอกไม่ถูก อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้แสดงท่าทางรังเกียจเขามากมายอย่างที่กลัว


คู่หูคู่โหดที่นั่งรออยู่ด้านนอกรีบลุกเดินตามเจ้านายหนุ่ม เห็นว่าทั้งคู่เดินออกจากห้องทำงานมา


“มาดามได้สมหวังจริงๆก็งานนี้แหละ นายว่าไหมไรอัน”


“ฉันว่าไม่แน่นะ ดูแล้วคุณปานรีย์คนนี้ เป็นคนที่เดาใจได้ยาก ขนาดว่าเราตามดูเธอมาตั้งนาน ยังไม่รู้นิสัยของเธอเลย หรือนายว่าไม่จริง”


มาร์ตินคิดตามที่คู่โหดกำลังบอก ซึ่งมันเป็นอย่างที่เพื่อนพูดมาทั้งหมด พวกเขาไม่สามารถเดาได้เลยว่าเธอคิดจะทำอะไร เธอทำอะไรพวกเขาเดาไม่ถูกสักอย่าง จนอยากจะเข้าไปถ้าให้รู้แล้วรู้รอดไป


“งั้นนายกับฉันมาพนันกันดีกว่าว่าทั้งคู่จะลงเอ่ยกันหรือเปล่า”


“ฉันรับคำท้า” ไรอันรับคำท้าโดยไม่ลังเล เขาก็อยากจะอยู่ใจจะขาดแล้วเหมือนกันว่าทั้งคู่จะจบลงยังไงแน่


เป็นครั้งแรกที่สองหนุ่มมีความเห็นที่ต่างกัน พนันครั้งนี้มาดูกันว่าความคิดของใครจะเป็นจริง เมื่อสิงห์หนุ่มตัวที่หนึ่งของฟรานเซสตามขอความรักจากแม่ทูนหัวคนนี้จะยอมรับหรือไม่ จะเป็นไรอันหรือมาร์ตินที่คิดถูก


 


แสงสีเหลืองนวลของพระจันทร์ที่ส่องกระทบลงมาทั่วอาณาบริเวณ รวมทั้งคฤหาสน์กิจสาโรจน์หลังงามด้วยเช่นกัน ร่างบางที่อยู่ในชุดนอนผ้าฝ้ายเนื้อบางเบา ยืนรับลมเย็นยามค่ำคืนอยู่ที่ศาลากลางสวน นัยน์ตาสีดำสนิทจ้องมองจันทร์ดวงงามอยู่ดีๆ ใบหน้าคมก็ซ้อนทับขึ้นมา คิ้วเรียวสวยขมวดยุ่ง


ดวงตากลมเรียวจึงหลับลง ใบหน้านวลส่ายหน้าไปมา แล้วลืมตาขึ้นใหม่ ยังเห็นหน้าเขาอยู่ มือบางจึงยกขึ้นขยี้ตาอีกรอบ พอลืมตาขึ้นก็ยังเห็นใบหน้าคมอยู่ที่เดิม


“นายเป็นปีศาจหรือไงนะถึงได้คอยตามหลอกหลอนฉันอยู่ได้” ก่นด่าเขาออกมา พลางแย้มยิ้มออกมาไม่รู้ตัว เธอถ้าเป็นเอามาก... 


“ฮัดเช้ย! ใครนินทาฉัน! พวกนายใช่ไหม”


ใบหน้าคมเข้มแทบจะโขกกับโต๊ะทำงาน ยังดีที่มีฝ่ามือใหญ่รองไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นหน้าผากเขาได้แตกกันพอดี เงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยถามเสียงเข้มห้วน มือหนาถูจมูกโด่งไปมาไปด้วย


“พวกเราเปล่านะครับ” สองหนุ่มคนสนิทที่นั่งทำงานอยู่ด้วยรีบปฏิเสธพัลวัน เมื่อถูกสายตาคมมองมาอย่างเอาเรื่อง


“อย่าให้ฉันรู้นะ ฉันเอาตายแน่”


คู่หูคนสนิทมองหน้าเจ้านายอย่างไม่เข้าใจ แค่เรื่องจามทำไมต้องทำโกรธมากมายขนาดนั้น ไม่เข้าใจเลยจริงๆ


“...อาจเป็นคนที่เจ้านายกำลังคิดถึงก็ได้นะครับ” มาร์ตินกล่าวบอกเป็นนัย


“ใคร?” รัฐภูมิเอียงหน้ามองคนสนิท


“คุณรอฟน่าจะรู้อยู่แล้วว่าเป็นใคร...” ไรอันบอกยิ้มๆ ทั้งที่อยากจะบอกเหลือเกินว่านับไม่ถ้วน ที่อยากจะด่าเขาใจแทบขาด แต่ก็ไม่มีใครกล้า ก็พ่อคุณทั้งโหดและหล่อลากไส้เสียขนาดนี้ เป็นใครก็คงด่าไม่ลงหรอก


“คุณรอฟไปพักเถอะครับ ที่เหลือพวกผมจัดการต่อเอง” มาร์ตินตัดบท รู้นิสัยของนายหนุ่มดีว่าถ้าไม่รู้ตัวการจะไม่มีวันจบเรื่องเป็นแน่


รัฐภูมิลุกพรวดขึ้นแล้วเดินดุมๆออกจากห้องทำงาน เลี้ยวไปยังห้องนอนใหญ่ ใบหน้าคมเคร่งเครียด ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัว มือเรียวยาวหยิบโทรศัพท์เครื่องบางเฉียบขึ้นแล้วกดเบอร์โทรออกล่าสุด


ใบหน้านวลเบ้เล็กน้อย ปรือตาอันหนังอึ้งขึ้นดู คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน เมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์หวีดร้อง นิ้วเรียวยื่นออกไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงพลางกรอกเสียงอ้อแอ้ปนรำคาญไปตามสาย


“ฮัลโหล...”


“หลับแล้วหรือคุณ”


ปานรีย์ลืมตาโพล่งด้วยความตกใจ เมื่อได้ยินเสียงทุ้มนุ่มลึกผ่านมาตามสาย แม้จะเจอกันเพียงไม่กี่ครั้งเธอก็ยังจำเสียงเขาได้ขึ้นใจ ร่างบางเด้งตัวขึ้นนั่ง ส่งเสียงหวานราบเรียบถามเขากลับ ไป


“คุณ! นี่รู้เบอร์ฉันได้ยังไง”


“ไม่สำคัญหรอกว่าผมได้มายังไง ว่าแต่พรุ่งนี้คุณว่างหรือเปล่า”


“เช้าว่าง บ่ายไม่ว่าง...” มือเรียวยกขึ้นตบปากตัวเองที่ลืมตัว เผลอบอกเขาไปหมด


“เปล่า...พรุ่งนี้เจอกัน ฝันดีครับทูนหัวของผม”


“อะไรของเขา ทูนหัวของผมหรอบ้าไปแล้ว นอนๆ”


ปานรีย์ยิ้มกับประโยคนั้นของเขา ก่อนจะหุบฉับสลัดมันออกไป ไหวไหล่เล็กน้อยปัดความสนใจ ล้มตัวลงนอนตามเดิมไม่ถึงนาทีก็หลับสนิท


รัฐภูมิที่ได้คุยและได้ยินเสียงแม่ทูนหัวก่อนนอนรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ริมฝีปากบางหยักลึกแย้มยิ้มมีความสุข ผู้หญิงนัยน์ตาสีดำสนิทที่อยู่ในห้วงความคิดของเขามากว่า สองปี เธอมีอิทธิพลต่อชีวิตและหัวใจเขาเสมอ





        แสดง 16 - 16
วันที่โพสต์ :  25 พ.ย. 2558 22:00 วันที่อัพเดท :   26 ก.พ. 2561 19:02    › จำนวนผู้เข้าชม 135091 คน
   › คะแนนโหวต 2757 คะแนน   
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้


    แสดงความคิดเห็น


   ชื่อ :
   ความเห็น :